อินทรียสังวร๙๓

ภิกษุทั้งหลาย !

บุคคลที่ผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก (เวเทติ),

ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด (เจเตติ),

ผัสสะกระทบแล้วย่อมจำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ) :

แม้ธรรมทั้งหลายอย่างนี้เหล่านี้ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วยอาพาธด้วย

ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;

สฬา. สํ. ๑๘/๘๕/๑๒๔-.

ตามแนวแห่งสัมมาสังกัปปะ

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดๆมาก

จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้นๆ :

ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงกามวิตกมาก

ก็เป็นอันว่าละเนกขัมมวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งกามวิตก

จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในกาม

ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึง๎ยาปาทวิตกมาก

ก็เป็นอันว่าละอัพ๎ยาปาทวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่ง๎ยาปาทวิตก

จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท

ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงวิหิงสาวิตกมาก

ก็เป็นอันว่าละอวิหิงสาวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งวิหิงสาวิตก

จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการทำสัตว์ให้ลำบาก

อินทรียสังวร๙๕

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารทคือเดือนสุดท้ายแห่งฤดูฝนคนเลี้ยงโคต้องเลี้ยงฝูงโคในที่แคบเพราะเต็มไปด้วยข้าวกล้า

เขาต้องตีต้อนห้ามกันฝูงโคจากข้าวกล้านั้นด้วยท่อนไม้เพราะเขาเห็นโทษคือการถูกประหารการถูกจับกุมการถูกปรับไหมการติเตียนเพราะมีข้าวกล้านั้นเป็นเหตุ,ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุทั้งหลาย ! ถึงเราก็ฉันนั้น

ได้เห็นแล้วซึ่งโทษความเลวทรามเศร้าหมองแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย,

เห็นอานิสงส์ในการออกจากกามความเป็นฝักฝ่ายของความผ่องแผ้วแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอย่างนี้

เนกขัมมวิตกย่อมเกิดขึ้น .... อัพ๎ยาปาทวิตกย่อมเกิดขึ้น....อวิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้น.

เราย่อมรู้แจ้งชัดว่าอวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว

ก็อวิหิงสาวิตกนั้นไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่นหรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายแต่เป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญแห่งปัญญาไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น

เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพานแม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดคืนก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ

แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดวันหรือตลอดทั้งกลางคืนกลางวันก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่าเมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนักกายก็เมื่อยล้าเมื่อกายเมื่อยล้าจิตก็อ่อนเพลีย, เมื่อจิตอ่อนเพลียจิตก็ห่างจากสมาธิ,เพราะเหตุนั้นเราจึงดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายในกระทำให้มีอารมณ์อันเดียวตั้งมั่นไว้ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? เพราะเราประสงค์อยู่ว่าจิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลยดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดๆมาก

จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่านั้นๆ

ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงเนกขัมมวิตกมาก

ก็เป็นอันว่าละกามวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งเนกขัมมวิตก

จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการออกจากกาม

ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอัพ๎ยาปาทวิตกมาก

ก็เป็นอันว่าละพ๎ยาปาทวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากในอัพ๎ยาปาทวิตก

จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่พยาบาท

ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกมาก

ก็เป็นอันว่าละวิหิงสาวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากในอวิหิงสาวิตก

อินทรียสังวร๙๗

จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่ยังสัตว์ให้ลำบาก

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน

ข้าวกล้าทั้งหมดเขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้วคนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้.

เมื่อเขาไปพักใต้ร่มไม้หรือไปกลางทุ่งแจ้งๆพึงทำแต่ความกำหนดว่า

นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันนั้นเหมือนกัน.มู. . ๑๒/๒๓๒-๒๓๖/๒๕๒.

อินทรียสังวร๙๙

ย่อมยุบย่อมไม่ก่อย่อมขว้างทิ้งย่อมไม่ถือเอาซึ่ง... ขันธ์

ภิกษุทั้งหลาย !สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมตามระลึกถึงซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้าหรือขันธ์ใดขันธ์หนึ่งแห่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้านั้น. ห้าอย่างไรกันเล่า ? ห้าคือ

ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งรูปนั่นเทียวว่า

ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้ดังนี้บ้า;

ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งเวทนานั่นเทียวว่า

ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีเวทนาอย่างนี้ดังนี้บ้าง;

ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งสัญญานั่นเทียวว่า

ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ดังนี้บ้าง;

ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งสังขารนั่นเทียวว่า

ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีสังขารอย่างนี้ดังนี้บ้าง;

ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งวิญญาณนั่นเทียวว่าในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีวิญญาณอย่างนี้ดังนี้บ้าง.

๑๐๐ตามดูไม่ตามไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่ารูป ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมสลาย (รุปฺปติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่ารูป

สลายเพราะอะไร ? สลายเพราะความเย็นบ้างเพราะความร้อนบ้างเพราะความหิวบ้างเพราะความระหายบ้างเพราะการสัมผัสกับเหลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมสลายเหตุนั้นจึงเรียกว่ารูป

ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าเวทนา ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นอันบุคคลรู้สึกได้ (เวทยติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่าเวทนา

รู้สึกซึ่งอะไร ? รู้สึกซึ่งสุขบ้างซึ่งทุกข์บ้างซึ่งอทุกขมสุขบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นอันบุคคลรู้สึกได้เหตุนั้นจึงเรียกว่าเวทนา

ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าสัญญา ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมหมายรู้ได้พร้อม (สญฺชานาติ)

เหตุนั้นจึงเรียกว่าสัญญา. หมายรู้ได้พร้อมซึ่งอะไร ?

หมายรู้ได้พร้อมซึ่งสีเขียวบ้างซึ่งสีเหลืองบ้างซึ่งสีแดงบ้างซึ่งสีขาวบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมหมายรู้ได้พร้อมเหตุนั้นจึงเรียกว่าสัญญา

อินทรียสังวร๑๐๑

ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าสังขาร ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมปรุงแต่ง (อภิสงฺขโรนฺติ) ให้เป็นของปรุงแต่งเหตุนั้นจึงเรียกว่าสังขาร. ปรุงแต่งอะไรให้เป็นของปรุงแต่ง ?

ปรุงแต่งรูปให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นรูป

ปรุงแต่งเวทนาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นเวทนา

ปรุงแต่งสัญญาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นสัญญา

ปรุงแต่งสังขารให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นสังขาร

ปรุงแต่งวิญญาณให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นวิญญาณ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมปรุงแต่งให้เป็นของปรุงแต่งเหตุนั้นจึงเรียกว่าสังขาร

ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าวิญญาณ ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมรู้แจ้ง (วิชานาติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่าวิญญาณ

รู้แจ้งซึ่งอะไร ? รู้แจ้งซึ่งความเปรี้ยวบ้างซึ่งความขมบ้างซึ่งความเผ็ดร้อนบ้างซึ่งความหวานบ้างซึ่งความขื่นบ้างซึ่งความไม่ขื่นบ้างซึ่งความเค็มบ้างซึ่งความไม่เค็มบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมรู้แจ้งเหตุนั้นจึงเรียกว่าวิญญาณ

๑๐๒ตามดูไม่ตามไป

ภิกษุทั้งหลาย !ในขันธ์ทั้งห้านั้นอริยสาวกผู้มีการสดับย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ชัดดังนี้ว่าในกาลนี้เราถูกรูปเคี้ยวกินอยู่, แม้ในอดีตกาลนานไกลเราก็ถูกรูปเคี้ยวกินแล้วเหมือนกับที่ถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยวกินอยู่ในกาลนี้ฉันใดก็ฉันนั้น.ถ้าเราเพลิดเพลินรูปในอนาคต, แม้ในอนาคตนานไกลเราก็จะถูกรูปเคี้ยวกิน

เหมือนกับที่เราถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยวกินอยู่ในกาลนี้ฉันใดก็ฉันนั้น”.

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่เพ่งต่อรูปอันเป็นอดีตไม่เพลิดเพลินรูปอนาคตย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับไม่เหลือแห่งรูปอันเป็นปัจจุบัน.

(ในกรณีแห่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณทรงตรัสไว้อย่างเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอจะสำคัญความสำคัญข้อนี้ว่าอย่างไร

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?

ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า !”

สิ่งใดที่ไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?

เป็นทุกข์พระเจ้าข้า !”

สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาควรหรือหนอ ?

ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า 'นั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นอัตตาของเรา' ดังนี้.

ไม่ควรเห็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า !”

(ในกรณีแห่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณมีการถามตอบแบบเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)

อินทรียสังวร๑๐๓

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้

รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันมีในภายในหรือภายนอกก็ตามหยาบหรือละเอียดก็ตามเลวหรือประณีตก็ตามมีในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตามรูปทั้งหมดนั้นบุคคลควรเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า

นั่นไม่ใช่ของเรานั่นไม่ใช่เป็นเรานั่นไม่ใช่อัตตาของเราดังนี้.

(ในกรณีแห่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณทรงตรัสไว้อย่างเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า

เธอย่อมยุบ - ย่อมไม่ก่อ ; ย่อมขว้างทิ้ง - ย่อมไม่ถือเอา;

ย่อมทำให้กระจัดกระจาย - ย่อมไม่ทำให้เป็นกอง ; ย่อมทำให้มอด - ย่อมไม่ทำให้โพลง.

อริยสาวกนั้นย่อมยุบ-ย่อมไม่ก่อซึ่งอะไร ?

เธอย่อมยุบ-ย่อมไม่ก่อซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.

อริยสาวกนั้นย่อมขว้างทิ้ง-ย่อมไม่ถือเอาซึ่งอะไร ?

เธอย่อมขว้างทิ้ง-ย่อมไม่ถือเอาซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.

อริยสาวกนั้นย่อมทำให้กระจัดกระจาย-ย่อมไม่ทำให้เป็นกองซึ่งอะไร?

เธอย่อมทำให้กระจัดกระจาย-ย่อมไม่... ซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.

อริยสาวกนั้นย่อมทำให้มอด-ย่อมไม่ทำให้ลุกโพลงซึ่งอะไร ?

เธอย่อมทำให้มอด-ย่อมไม่ทำให้ลุกโพลงซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.

ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปแม้ในเวทนาแม้ในสัญญาแม้ในสังขารแม้ในวิญญาณ.เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด,

เพราะความคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น,

เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว.

อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า

ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว

กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้มิได้มีอีกดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ (ผู้ซึ่งหลุดพ้นแล้ว) นี้เราเรียกว่า

ไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่แต่เป็นอันว่ายุบแล้ว-ดำรงอยู่;

ไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งแล้ว-ดำรงอยู่;

ไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำให้เป็นกองอยู่แต่เป็นอันว่าทำให้กระจัดกระจายแล้ว-ดำรงอยู่;

ไม่ทำให้มอดอยู่-ไม่ทำให้โพลงอยู่แต่เป็นอันว่าทำให้มอดแล้ว-ดำรงอยู่.

ภิกษุนั้นไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่

แต่เป็นอันว่ายุบซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?

เธอไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่แต่เป็นอันว่ายุบซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่

อินทรียสังวร๑๐๕

ภิกษุนั้นไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่

แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?

เธอไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่

แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่.

ภิกษุนั้นไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำให้เป็นกองอยู่

แต่เป็นอันว่าทำให้กระจัดกระจายซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?

เธอไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำให้เป็นกองอยู่แต่เป็นอันว่าทำให้กระจัดกระจายซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่ภิกษุนั้นไม่ทำให้มอดอยู่-ไม่ทำให้โพลงอยู่

แต่เป็นอันว่าทำให้มอดซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?

เธอไม่ทำให้มอดอยู่-ไม่ทำให้โพลงอยู่

แต่เป็นอันว่าทำให้มอดซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่.

ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งอินทร์พรหมและปชาบดี

ย่อมนมัสการภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้มาจากที่ไกลเทียวกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ! ข้าแต่ท่านบุรุษผู้สูงสุด ! ข้าพเจ้าขอนมัสการท่านเพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะทราบสิ่งซึ่งท่านอาศัยแล้วเพ่งของท่านดังนี้  ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕-๑๑๐/๑๕๘-๑๖๔.

เห็นประจักษ์ตามความเป็นจริงสัตว์โลกนี้เกิดความเดือนร้อนแล้วมีผัสสะบังหน้าย่อมกล่าวซึ่งโรคนั้นโดยความเป็นตนเขาสำคัญสิ่งใดโดยความเป็นประการใดแต่สิ่งนั้นย่อมเป็นโดยประการอื่นจากที่เขาสำคัญนั้นสัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพถูกภพบังหน้าแล้ว

มีภพโดยความเป็นอย่างอื่นจึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.

เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใดสิ่งนั้นก็เป็นภัย

เขากลัวต่อสิ่งใดสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.

พรหมจรรย์นี้อันบุคคลย่อมประพฤติก็เพื่อการละขาดซึ่งภพนั้นเอง.

สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดกล่าวความหลุนพ้นจากภพว่ามีได้เพราะภพ;

เรากล่าวว่าสมณะทั้งปวงนั้นมิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.

ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดกล่าวความออกไปได้จากภพว่ามีได้เพราะวิภพ;

เรากล่าวว่าสมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้นก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.

อินทรียสังวร๑๐๗

ก็ทุกข์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยซึ่งอุปธิทั้งปวง.

ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ไม่มีก็เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง.

ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชาหนาแน่นบังหน้าแล้ว;และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้นย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใดอันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง

เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง;

ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้นไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.

เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้อยู่;

เขาย่อมละภวตัณหาได้และไม่เพลิดเพลินซึ่งวิภวตัณหาด้วย.

ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยประการทั้งปวงนั้นคือนิพพานภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้นผู้ดับเย็นสนิทแล้วเพราะไม่มีความยึดมั่น.

ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำมารได้แล้วชนะสงครามแล้ว

ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้วเป็นผู้คงที่ดังนี้แล.อุ. ขุ. ๒๕/๑๒๑/๘๔.

พึงเห็นว่าชีวิตนั้นแสนสั้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ฝ่ายภิกษุพวกที่เจริญมรณสติอย่างนี้

ว่าโอหนอเราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะฉันอาหารเสร็จเพียงคำเดียวเราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด

การปฏิบัติตามคำสอนควรทำให้มากแล้วหนอดังนี้ก็ดี,

ว่าโอหนอเราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออกหรือชั่วหายใจออกแล้วหายใจเข้า

เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.

การปฏิบัติตามคำสอนควรทำให้มากแล้วหนอดังนี้ก็ดี

ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว,

เป็นผู้เจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะอย่างแท้จริง.

อินทรียสังวร๑๐๙

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่าเราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ประมาทเป็นอยู่,

จักเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะอย่างแท้จริงดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล

อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๒๗/๑๗๐.

อินทรียสังวร๑๑๑

ผลที่สุดของการละความเพลินในอารมณ์ผู้ได้ชื่อว่าอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ

อานนท์ ! อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตราอินฺทฺริยภาวนา) ในอริยวินัยเป็นอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ในกรณีนี้

อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจไม่เป็นที่ชอบใจเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา.

ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า

อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต)

เป็นของหยาบๆ (โอฬาริก)

เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจสมุปฺปนฺน) ;

แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีต, กล่าวคืออุเบกขาดังนี้.

(เมื่อรู้ชัดอย่างนี้)อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจไม่เป็นที่ชอบใจ - เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำรงอยู่.