โครงการธรรมศึกษาวิจัย

  ญาณและปัญญา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ

คำนำ

การศึกษา ญาณและปัญญาช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดีญาณและปัญญาเพราะในมีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษา ญาณและปัญญาเป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

ความสำคัญของญาณและปัญญาในคำสอนพระพุทธศาสนา

  ความสำคัญของญาณ

  ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาถือว่าญาณมีความสำคัญต่อการบรรลุธรรมเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้เพราะญาณหมายถึงการรู้แจ้งตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทที่ผ่านมา  รู้เห็นตามสิ่งที่เป็นความจริง  คือแทงตลอด  คือแสงสว่าง  เป็นทางอันประเสริฐ  ผู้มีญาณนั้นย่อมสามารถพัฒนาชีวิตของตนไปในทางที่ถูกต้องดีงาม  ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมมากกว่าบุคคลที่ขาดญาณในการดำเนินชีวิตในพระพุทธศาสนา  บุคคลที่มีญาณอยู่ในตนนั้น  จัดว่าเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมขั้นสูงสุด  คือรู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งทั้งปวง  ญาณที่มีความสำคัญมากในพระพุทธศาสนา  คือ  มรรคญาณ  ญาณในอริยสัจ  ๔  เป็นญาณที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นญาณอันประเสริฐยิ่ง  ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค  ได้เปรียบมรรคญาณไว้ว่า

  มรรคญาณเปรียบเหมือนดวงประทีปที่ทำกิจ  ๔  อย่าง  ไม่ก่อนไม่หลังในขณะเดียวกัน  คือเผาไส้ละสมุทัย  เปรียบเทียบดวงประทีปกำจัดความมืด  เปรียบเหมือนดวงประทีปแสงสว่างให้ปรากฏโดยรอบ  เปรียบเหมือนดวงประทีปทำน้ำมันให้สิ้นไป  ฉันใดมรรคญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ตรัสรู้สัจจะ  ๔  ไม่ก่อนไม่หลังโดยขณะเดียวกัน  คือตรัสรู้ทุกข์ด้วยการกำหนดรู้  ตรัสรู้สมุทัยด้วยการละ  ตรัสรู้มรรคโดยทำให้เกิดขึ้น  ตรัสรู้นิโรธโดยการทำให้แจ้ง  และในข้อความเดียวกันนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสไว้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใดเห็นทุกข์แม้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์  ผู้นั้นก็เห็นแม้ความดับแห่งทุกข์ก็เห็น  เขาเห็นทั้งปฏิปทาดำเนินไปสู่แห่งความดับทุกข์ด้วย  ในเรื่องทั้งหมดนี้พระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวไว้อีกว่า  ญาณของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยมรรค  ญาณนี้ในทุกข์ญาณนี้ในเหตุเป็นแดนเกินแห่งทุกข์  ญาณนี้ในความดับแห่งทุกข์  ญาณนี้ในปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ด้วย  ดังนี้[1]

  ในข้อความที่กล่าวมานี้  ถ้าศึกษาจริยวัตรของพระพุทธองค์จะเห็นว่าการที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณนั้นก็เนื่องด้วยเกิดจากการญาณในเบื้องต้นนั่นเอง  โดยพระองค์ได้บำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยความวิริยอุตสาหะอันแรงกล้าจนกระทำให้เกิดจักษุ คือ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ขึ้นกับพระองค์ ทำให้ดวงตาเห็นธรรม ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรู้ในระดับสัมมาสัมโพธิญาณจะเกิดขึ้นได้ดังมีเงื่อนไข ๓ ประการ ดังนี้คือ

  ๑.ได้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วด้วยดี

  ๒.มีความรู้ระดับญาณเกิดขึ้นแล้วโดยสมบูรณ์

๓.  ญาณเมื่อเกิดกับบุคคลใดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครบทั้ง ๕ ประการดังนี้ คือ

๑.๑  การเปลี่ยนแปลงทางปัญญา

  ผู้มีปัญญา หมายถึงบุคคลผู้รู้แจ้ง รู้ชัด รู้เหตุ รู้ผล รู้ผิด รู้ถูก ดีหรือชั่ว รู้เห็นตามความเป็นจริง รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง  จนถึงความหลุดพ้น มีจิตใจเป็นอิสระผ่องใสเบิกบานโดยสมบูรณ์ ปัญญารู้เท่าทันกิเลสตัณหาที่เกิดขึ้นภายในจิตของตน ปัญญาใช้ในการดับอวิชชา ดับตัณหา ดับทุกข์ทั้งปวง เป็นปัญญาเพื่อตัดการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารเพื่อความหลุดพ้นจากตัณหาอุปาทาน โดยเฉพาะรู้ทั่วไปในสิ่งทั้งหลายว่า ล้วนตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเสื่อมและมีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา ปัญญารู้สภาวะทั้งหลายที่มันเป็นจริงอย่างนี้ เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา หรือ วิปัสสนาญาณ เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยกุศลจิต เป็นปัญญาที่อาศัยสมาธิเป็นบาทพื้นฐานโดยพระบาลีว่า  “สมาหิโต ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสติ แปลว่า ผู้มีจิตเป็นสมาธิย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง”[2]  ปัญญาทำให้รู้ถึงการเกิดขึ้นของสังขารวิญญาณนามรูปสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นเหตุให้เกิดของนามรูปดังคำที่กล่าวไว้ในสังยุตตรนิกายว่า

  นามรูป ศัพท์นี้แยกได้เป็น ๒ คำ คือ นามและรูป นามนั้นได้แก่ เวทนา คือ ความรู้สึกทุกข์สุข และไม่ทุกข์ไม่สุข สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ในอารมณ์ เจตนา คือ ความตั้งใจที่จะทำ พูด คิด ผัสสะ คือ ความกระทบหรือความถูกต้อง อารมณ์และมนสิกร คือ การกระทำไว้ในใจ หรือการพิจารณาใคร่ครวญ ส่วนคำว่า รูปนั้น หมายถึง “มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นามและรูปนี้รวมกัน เรียกว่า นามรูป มหาภูตรูป คือรูปที่เป็นเนื้อหนังมังสา หรือเลือดลมในร่างกายนี้ ส่วนมหาภูตรูป หมายถึง สภาวะต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ มหาภูตรูป เช่น ภาวะสวยไม่สวย ภาวะชายหญิงเป็นต้น[3]

  นาม ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือวิสุทธิมรรคว่า

  มีความน้อมไปสู่อารมณ์เป็นลักษณะมีหน้าที่ประกอบกับจิตและเจตสิกด้วยกัน มีการแยกออกจากจิต ไม่ได้เป็นผล และมีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด ส่วนรูปมักแตกสลายอยู่เสมอเป็นลักษณะ มีหน้าที่กระจายไปจากจิต มีความเป็นอัพยากตธรรม (ความเป็นกลาง ๆ ไม่ใช่บุญและบาป) เป็นผล มีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด[4]

  บุคคลผู้มีญาณ จะมีคุณภาพจิตที่ดี คือ ได้รับการฝึกฝนอบรมตามขั้นตอนเป็นอย่างดี เช่น อบรมสมถ ภาวนา สมาธิ จนถึงขั้น ฌาน และวิปัสสนา สมถ ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น ภาวนามา ทำให้เกิดให้มีขึ้น สมาธิ ทำให้จิตใจสงบแน่วแน่จิตดิ่งลงไปสู่ขั้นฌาน ฌาน มีทั้งฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ฌาน ทำให้จิตใจผ่องใส สงบสุข มีความสุข ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีธุลีที่ทำให้ขุ่นมัว หรือฝ้าหมอง มีแต่ความปลอดโปร่งเกษม อิ่มเอิบ มีความเป็นอิสระตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า

    เกี่ยวกับธรรมะที่รู้แน่ชัดอยู่ด้วยตนเอง  ประจักษ์กับตนเอง (เธอ) ไม่เชื่อต่อใคร ๆ อื่น  ไม่ว่าจะเป็น สมณะ หรือ พราหมณ์  เทวดา  มาร หรือพรหม คือ ไม่เชื่อใคร ๆ เกี่ยวกับธรรมที่รู้แน่ชัดอยู่เอง  ประจักษ์กับตัวเองว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงมิใช่เป็นตัวตน เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี[5]

๑.๒  การเปลี่ยนแปลงทางด้านคุณภาพจิต

  บุคคลผู้มีญาณ  จะมีคุณภาพจิตที่ดี คือได้รับการฝึกฝนอบรมตามขั้นตอนเป็นอย่างดี  เช่นอบรม สมถ ภาวนา สมาธิ จนถึงขั้น ฌาน และวิปัสสนา  สมถ ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น ภาวะนา ทำให้เกิดให้มีขึ้น  สมาธิ ทำให้จิตใจสงบแน่วแน่จิตดิ่งลงไปสู่ขั้นฌาน  ฌาน มีทั้งฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ฌาน  ทำให้จิตใจผ่องใส สงบสุข มีความสุข ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีธุลีที่ทำให้ขุ่นมัว หรือฝ้าหมอง มีแต่ความปลอดโปร่งเกษม อิ่มเอิบ มีความเป็นอิสระตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า

  ความเป็นอิสระ ความหลุดพ้น ในสภาวะเช่นนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญญา คือ เห็นตามความเป็นจริง รู้เท่าทันสังขาร จิตจึงหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส การเข้าถึงภาวะเช่นนี้ จิตที่ปัญญาบ่มสุกงอมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จาก กามาสวะ ภวาสวะ หลุดพ้นจาก อวิชชาสวะ[6]

  ความเป็นอิสระของจิตอีกด้านหนึ่ง คือในเมื่อจิตไม่ถูกกิเลสครอบงำก็คือ การไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ที่มาเย้ายวนยั่วยุ อย่างที่เรียกว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งของ ราคะ หรือ โลภะ โทสะ โมหะ เพราะจิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังมีผลสืบเนื่อง จากความปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะต่อไปอีก คือ ทำให้ไม่มีความหวาดเสียว สะดุ้ง สะท้าน หวั่นไหว นอกจากไม่มีเหตุที่จะให้กระทำความชั่วเสียหายที่ร้ายแรงแล้ว ยังมีหลักประกันความสุจริตใจในการทำงาน สามารถเป็นนายอารมณ์ถึงขั้นที่เรียกว่า เป็นผู้อบรมอินทรีย์แล้ว คือ เมื่อรับรู้อารมณ์ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า น่าชอบใจ ไม่น่าชอบใจ หรือเป็นกลาง ๆ ก็ตาม จะสามารถบังคับสัญญาของตนได้ ให้เห็นเป็นของไม่ดีไม่งาม ตลอดจนสลัดทิ้งสิ่งไม่ดีเหล่านั้นออกไป วางใจเป็นกลาง อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะก็ทำได้ตามต้องการเป็นผู้มีสติควบคุมตนได้ เรียกว่า เป็นคนที่ฝึกดีแล้ว หรือผู้ชนะตนเอง ซึ่งเป็นยอดของผู้ชนะสงคราม มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหว โยกคลอนไปตามอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ เหมือนภูเขาหินใหญ่ไม่หวั่นไหวด้วยแรงลม หรือเหมือนผืนแผ่นดินเป็นต้นที่รองรับทุกสิ่งไม่คัดเคืองผูกใจเจ็บต่อใครไม่ว่าจะทิ้งของดีของเสียของสะอาดไม่สะอาดลงไปก็ตามจิตก็มีความหนักแน่นเหมือนเดิม[7]

  วิปัสสนา คือ วิธีปฏิบัติ การกระทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นแจ้ง หรือเป็นการฝึกฝนอบรมจิตและปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งเห็นชัดสิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะของมัน คือ ให้เข้าใจตามความเป็นจริง รู้แจ้งเข้าใจจริง จนถอนความหลงผิด รู้ผิดและยึดติดในสิ่งทั้งหลายได้ถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติความคิดเห็น ให้ทันต่อเหตุการณ์ของโลกในปัจจุบัน พร้อมทั้งการมอง การรับรู้ การวางจิตใจ ความรู้สึก ความรู้ ความเข้าใจถูกต้องที่เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการปฏิบัตินั้น ญาณ ก็เกิดขึ้นเรียกว่าวิปัสสนา

  บุคคลที่มีญานถึงแม้จะมีจิตใจ สงบ ผ่องใสแล้วก็ตาม แต่เขาก็คงเสวยเวทนาที่เนื่องมาจากอารมณ์ทั้งที่เป็นสุข เป็นทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์เช่นเดียวกับคนทั่ว ๆ ไป แต่มีข้อพิเศษตรงที่ การเสวยเวทนาอย่างไม่มีกิเลสร้อยรัด ไม่คิดเพลิดเพลิน หรือขัดข้องอยู่กับเวทนานั้น เวทนานั้นไม่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา เป็นการเสวยเวทนาชั้นเดียว เรียกสั้น ๆ ว่า เสวยเวทนาทางกาย ไม่เสวยเวทนาทางจิต ไม่ทำให้เกิดความเร่าร้อนกระวนกระวายภายใน เรียกว่าเวทนานั้นเป็นของเย็นแล้ว การเสวยเวทนาแบบนี้เป็นการเสวยที่ไม่มีอนุสัยตกค้าง ซึ่งต่างจากปุถุชนที่เมื่อเสวยสุขก็มีราคะนุสัยตกค้าง เสวยทุกข์ก็มีปฏิฆานุสัยตกค้าง เสวยอารมณ์เฉย ๆ ก็มีอวิชชานุสัยตกค้างเพิ่มความเคยชินและความแก่กล้าให้เกิดกิเลสมากขึ้น แต่บุคคลผู้มีญาณแล้ว สุข ทุกข์จากภายนอกไม่สามารถเข้ามากระทบถึงสภาวะที่ดับเย็นเป็นสุขภายในได้ ความสุขของบุคคลที่มีญาณจึงเป็นอิสระไม่ขึ้นต่ออารมณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ในภายนอก คือ ไม่ต้องอาศัยอามิส เรียกว่า นิรามิสสุข นิรามิสสุข คือ สุขใน ฌาน ไม่ขึ้นต่อบุคคลภายนอกความผันแปรเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งหลายอันเป็นไปตามคติธรรมแห่งสภาพสังขารจึงไม่เป็นเหตุให้ผู้มีญาณเกิดความทุกข์ ถึงขันธ์ ๕ จะผันแปรกลับกลายไปเป็นอื่นเขาก็ไม่เศร้าโศกเป็นทุกข์ตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า

  ความรู้เท่าทันในความไม่เที่ยงแท้ และสภาพที่ผันแปรไปนั่นเอง ย่อมทำให้เกิดความสงบ ร่มเย็น ไม่พล่าน ส่าย ไม่กระวนกระวาย อยู่เป็นสุขได้ตลอดเวลา ภาวะนี้เป็นความหมายอย่างหนึ่งของการพึ่งตนได้คือการมีธรรมะเป็นที่พึ่งนั่นเอง[8]

.๑.๓  การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

  ผู้มีญาณจะมีอารมณ์ละเอียดอ่อน สุขุม นุ่มนวล ลึกซึ้ง สงบ ผ่องใสไม่ขุ่นมัว จิตใจแจ่มใส ไม่หวั่นไหวต่ออิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ชอบใจ อนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ไม่ชอบใจ บุคคลผู้มีญาณสามารถรู้ และตามดูอารมณ์นั้น ๆ ไปตามสภาวะของมันตั้งแต่ต้นตลอดสายไม่ถูกความติดพันของความขุ่นมัว หรือความกระทบกระแทกที่เนื่องมาจากอารมณ์นั้น ๆ อารมณ์นี้ ถ้าบุคคลใดไม่มีญาณ คือความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมะแล้ว บุคคลผู้นั้นจะไม่สามารถอดทนต่อคำพูดเสียดสีส่อเสียด ริษยา จากอารมณ์ภายนอกได้ เพราะขาดการฝึกฝนอบรม ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้อบรมสั่งสอนให้มนุษย์ทั้งหลายใช้สติสัมปชัญญะด้วยความไม่ประมาท ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจชอบ ธรรมชาติของอารมณ์นั้น ถ้าไม่มีการควบคุมแล้ว มนุษย์จะประสบกับความทุกข์ เพราะจะคิดไปในสิ่งที่ไม่ดีคือ คิดไปในทางที่เป็นอกุศล คือความชั่ว ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและมวลมนุษย์สังคมโลกทั่ว ๆ ไป

  เพราะฉะนั้นอารมณ์ของผู้มีญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก คือเป็นหนทางนำไปสู่ความสุขความสบาย อารมณ์สามารถนำมนุษย์ไปสู่จุดหมายปลายทางที่สูงสุดได้

๑.๔  การเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ

  ทัศนคติ แปลว่า ความเห็น ความเห็นในที่นี้คือความเห็นที่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ความเห็นถูกต้องนั้นคือความเห็นด้วยปัญญามีความคิดเห็นว่าบุคคลทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว บาปบุญมีจริง นรกสวรรค์มีจริง มารดา บิดา ครูบาอาจารย์เป็นผู้มีพระคุณจริง สัตว์ผู้เกิดเป็นโอปปาติกะมีจริง ท่านที่บุคคลให้แล้วมีผล ความเห็นที่สำคัญและถูกต้องที่สุดในทางพระพุทธศาสนา คือความเห็นในอริยสัจ ๔ เป็นความเห็นที่สูงสุดคือ รู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งมีเนื้อความในพระบาลีวิภังคสูตรใช้ศัพท์ว่า

  ทุกเข ญาณ” ความเห็นแจ้งในทุกข์ “ทุกขสมุทเย” ความเห็นแจ้งในสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) “ทุกขนิโรเธ ญาณ” ความเห็นแจ้งหรือรู้ในนิโรธ (ความดับทุกข์) “ปฏิปทาย ญาณ” ความเห็นแจ้งหรือรู้ในมรรค

  ความรู้ในมรรค คือความเห็นแจ้งในสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิเป็นความเห็นที่เกิดจากปัญญา ปัญญาคือความรู้แจ้งรู้ชัด ความรู้ที่สำคัญที่สุดคือความรู้ในพระไตรลักษณ์ดังที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า

  ภิกษุเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นของไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเห็นชอบก็ย่อมหน่าย เพราะสิ้นเพลินก็สิ้นการย้อมคิด เพราะสิ้นการย้อมคิด ก็สิ้นเพลิน เพราะสิ้นเพลินและย้อมคิด จิตจึงหลุดพ้น เรียกว่า พ้นเด็ดขาดแล้ว

  ภิกษุเห็น จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งเป็นของไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง ความเห็นอย่างนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ[9]

  ความเห็นแบบสัมมาทิฏฐิแยกออกเป็น ๒ ระดับคือ

  ๑.สัมมาทิฏฐิที่มีอาสวะ จัดอยู่ในฝ่ายบุญ คือ เป็นการอำนวยวิบากแก่ขันธ์ มีความเห็นว่าทาน บำเพ็ญทานมีผล การบูชามีผล การทำกรรมดี กรรมชั่ว มีผลมีวิบาก ผู้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีปัญญาความรู้แจ้งอย่างนี้จัดเป็นฝ่ายบุญ

  ๒.สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ หมายถึง ผู้ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์มรรคคือ องค์มรรคข้อสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นตัวปัญญา ปัญญาอินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ของผู้มีจิตเป็นอริยะ มีจิตไร้อาสวะ มีอริยมรรคเป็นพลัง ผู้ที่กำลังเจริญอริยมรรคอยู่นี้แหละเรียกว่าสัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระเป็นองค์มรรค



  สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ  อาสภมหาเถร), คัมภีร์วิสุทธิมรรค, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ พริ้นท์ติ้ง จำกัด,๒๕๔๖), ข้อ  ๘๓๙  หน้า  ๑๑๓๒-๑๑๓๓.

  [2] อง.ทสก.๒๔/๒/๓.

  [3] สํ.นิ.๑๖/๑๔/๒๒.

    [4] วิสุทธิ.๓/๑๒๒.

    [5]  ขุ.ม. ๒๙/๔๐๗/๒๘๑, ขุ.สุ. ๒๕/๔๑๗/๕๐๑.

    [6]  วินย.๑/๓/๙,ที.สี.๙/๑๓๘/๑๑๑.

    [7] ขุ.ธ.๒๕/๑๗/๒๗,อง.นวก.๒๓/๒๑๕/๓๘๘.

    [8] สํ.ข.๑๗/๘๗-๘๘/๕๓-๕๔.

    [9] สํ.ข.๑๗/๑๐๓/๖๓.