โครงการธรรมศึกษาวิจัย
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ
คำนำ
การศึกษา ญาณและปัญญาช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดีญาณและปัญญาเพราะในมีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้การศึกษา ญาณและปัญญาเป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น
หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
ธีรเมธี
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
บทที่ ๑
ความสำคัญของญาณและปัญญาในคำสอนพระพุทธศาสนา
๑ ความสำคัญของญาณ
ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาถือว่าญาณมีความสำคัญต่อการบรรลุธรรมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะญาณหมายถึงการรู้แจ้งตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทที่ผ่านมา รู้เห็นตามสิ่งที่เป็นความจริง คือแทงตลอด คือแสงสว่าง เป็นทางอันประเสริฐ ผู้มีญาณนั้นย่อมสามารถพัฒนาชีวิตของตนไปในทางที่ถูกต้องดีงาม ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมมากกว่าบุคคลที่ขาดญาณในการดำเนินชีวิตในพระพุทธศาสนา บุคคลที่มีญาณอยู่ในตนนั้น จัดว่าเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมขั้นสูงสุด คือรู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งทั้งปวง ญาณที่มีความสำคัญมากในพระพุทธศาสนา คือ มรรคญาณ ญาณในอริยสัจ ๔ เป็นญาณที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นญาณอันประเสริฐยิ่ง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้เปรียบมรรคญาณไว้ว่า
มรรคญาณเปรียบเหมือนดวงประทีปที่ทำกิจ ๔ อย่าง ไม่ก่อนไม่หลังในขณะเดียวกัน คือเผาไส้ละสมุทัย เปรียบเทียบดวงประทีปกำจัดความมืด เปรียบเหมือนดวงประทีปแสงสว่างให้ปรากฏโดยรอบ เปรียบเหมือนดวงประทีปทำน้ำมันให้สิ้นไป ฉันใดมรรคญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตรัสรู้สัจจะ ๔ ไม่ก่อนไม่หลังโดยขณะเดียวกัน คือตรัสรู้ทุกข์ด้วยการกำหนดรู้ ตรัสรู้สมุทัยด้วยการละ ตรัสรู้มรรคโดยทำให้เกิดขึ้น ตรัสรู้นิโรธโดยการทำให้แจ้ง และในข้อความเดียวกันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสไว้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์แม้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ ผู้นั้นก็เห็นแม้ความดับแห่งทุกข์ก็เห็น เขาเห็นทั้งปฏิปทาดำเนินไปสู่แห่งความดับทุกข์ด้วย ในเรื่องทั้งหมดนี้พระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวไว้อีกว่า ญาณของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยมรรค ญาณนี้ในทุกข์ญาณนี้ในเหตุเป็นแดนเกินแห่งทุกข์ ญาณนี้ในความดับแห่งทุกข์ ญาณนี้ในปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ด้วย ดังนี้[1]
ในข้อความที่กล่าวมานี้ ถ้าศึกษาจริยวัตรของพระพุทธองค์จะเห็นว่าการที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณนั้นก็เนื่องด้วยเกิดจากการญาณในเบื้องต้นนั่นเอง โดยพระองค์ได้บำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยความวิริยอุตสาหะอันแรงกล้าจนกระทำให้เกิดจักษุ คือ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ขึ้นกับพระองค์ ทำให้ดวงตาเห็นธรรม ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรู้ในระดับสัมมาสัมโพธิญาณจะเกิดขึ้นได้ดังมีเงื่อนไข ๓ ประการ ดังนี้คือ
๑.ได้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วด้วยดี
๒.มีความรู้ระดับญาณเกิดขึ้นแล้วโดยสมบูรณ์
๓. ญาณเมื่อเกิดกับบุคคลใดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครบทั้ง ๕ ประการดังนี้ คือ
๑.๑ การเปลี่ยนแปลงทางปัญญา
ผู้มีปัญญา หมายถึงบุคคลผู้รู้แจ้ง รู้ชัด รู้เหตุ รู้ผล รู้ผิด รู้ถูก ดีหรือชั่ว รู้เห็นตามความเป็นจริง รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง จนถึงความหลุดพ้น มีจิตใจเป็นอิสระผ่องใสเบิกบานโดยสมบูรณ์ ปัญญารู้เท่าทันกิเลสตัณหาที่เกิดขึ้นภายในจิตของตน ปัญญาใช้ในการดับอวิชชา ดับตัณหา ดับทุกข์ทั้งปวง เป็นปัญญาเพื่อตัดการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารเพื่อความหลุดพ้นจากตัณหาอุปาทาน โดยเฉพาะรู้ทั่วไปในสิ่งทั้งหลายว่า ล้วนตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเสื่อมและมีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา ปัญญารู้สภาวะทั้งหลายที่มันเป็นจริงอย่างนี้ เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา หรือ วิปัสสนาญาณ เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยกุศลจิต เป็นปัญญาที่อาศัยสมาธิเป็นบาทพื้นฐานโดยพระบาลีว่า “สมาหิโต ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสติ แปลว่า ผู้มีจิตเป็นสมาธิย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง”[2] ปัญญาทำให้รู้ถึงการเกิดขึ้นของสังขารวิญญาณนามรูปสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นเหตุให้เกิดของนามรูปดังคำที่กล่าวไว้ในสังยุตตรนิกายว่า
นามรูป ศัพท์นี้แยกได้เป็น ๒ คำ คือ นามและรูป นามนั้นได้แก่ เวทนา คือ ความรู้สึกทุกข์สุข และไม่ทุกข์ไม่สุข สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ในอารมณ์ เจตนา คือ ความตั้งใจที่จะทำ พูด คิด ผัสสะ คือ ความกระทบหรือความถูกต้อง อารมณ์และมนสิกร คือ การกระทำไว้ในใจ หรือการพิจารณาใคร่ครวญ ส่วนคำว่า รูปนั้น หมายถึง “มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นามและรูปนี้รวมกัน เรียกว่า นามรูป มหาภูตรูป คือรูปที่เป็นเนื้อหนังมังสา หรือเลือดลมในร่างกายนี้ ส่วนมหาภูตรูป หมายถึง สภาวะต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ มหาภูตรูป เช่น ภาวะสวยไม่สวย ภาวะชายหญิงเป็นต้น[3]
นาม ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือวิสุทธิมรรคว่า
มีความน้อมไปสู่อารมณ์เป็นลักษณะมีหน้าที่ประกอบกับจิตและเจตสิกด้วยกัน มีการแยกออกจากจิต ไม่ได้เป็นผล และมีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด ส่วนรูปมักแตกสลายอยู่เสมอเป็นลักษณะ มีหน้าที่กระจายไปจากจิต มีความเป็นอัพยากตธรรม (ความเป็นกลาง ๆ ไม่ใช่บุญและบาป) เป็นผล มีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด[4]
บุคคลผู้มีญาณ จะมีคุณภาพจิตที่ดี คือ ได้รับการฝึกฝนอบรมตามขั้นตอนเป็นอย่างดี เช่น อบรมสมถ ภาวนา สมาธิ จนถึงขั้น ฌาน และวิปัสสนา สมถ ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น ภาวนามา ทำให้เกิดให้มีขึ้น สมาธิ ทำให้จิตใจสงบแน่วแน่จิตดิ่งลงไปสู่ขั้นฌาน ฌาน มีทั้งฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ฌาน ทำให้จิตใจผ่องใส สงบสุข มีความสุข ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีธุลีที่ทำให้ขุ่นมัว หรือฝ้าหมอง มีแต่ความปลอดโปร่งเกษม อิ่มเอิบ มีความเป็นอิสระตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า
เกี่ยวกับธรรมะที่รู้แน่ชัดอยู่ด้วยตนเอง ประจักษ์กับตนเอง (เธอ) ไม่เชื่อต่อใคร ๆ อื่น ไม่ว่าจะเป็น สมณะ หรือ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหม คือ ไม่เชื่อใคร ๆ เกี่ยวกับธรรมที่รู้แน่ชัดอยู่เอง ประจักษ์กับตัวเองว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงมิใช่เป็นตัวตน เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี[5]
๑.๒ การเปลี่ยนแปลงทางด้านคุณภาพจิต
บุคคลผู้มีญาณ จะมีคุณภาพจิตที่ดี คือได้รับการฝึกฝนอบรมตามขั้นตอนเป็นอย่างดี เช่นอบรม สมถ ภาวนา สมาธิ จนถึงขั้น ฌาน และวิปัสสนา สมถ ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น ภาวะนา ทำให้เกิดให้มีขึ้น สมาธิ ทำให้จิตใจสงบแน่วแน่จิตดิ่งลงไปสู่ขั้นฌาน ฌาน มีทั้งฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ฌาน ทำให้จิตใจผ่องใส สงบสุข มีความสุข ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีธุลีที่ทำให้ขุ่นมัว หรือฝ้าหมอง มีแต่ความปลอดโปร่งเกษม อิ่มเอิบ มีความเป็นอิสระตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า
ความเป็นอิสระ ความหลุดพ้น ในสภาวะเช่นนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญญา คือ เห็นตามความเป็นจริง รู้เท่าทันสังขาร จิตจึงหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส การเข้าถึงภาวะเช่นนี้ จิตที่ปัญญาบ่มสุกงอมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จาก กามาสวะ ภวาสวะ หลุดพ้นจาก อวิชชาสวะ[6]
ความเป็นอิสระของจิตอีกด้านหนึ่ง คือในเมื่อจิตไม่ถูกกิเลสครอบงำก็คือ การไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ที่มาเย้ายวนยั่วยุ อย่างที่เรียกว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งของ ราคะ หรือ โลภะ โทสะ โมหะ เพราะจิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังมีผลสืบเนื่อง จากความปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะต่อไปอีก คือ ทำให้ไม่มีความหวาดเสียว สะดุ้ง สะท้าน หวั่นไหว นอกจากไม่มีเหตุที่จะให้กระทำความชั่วเสียหายที่ร้ายแรงแล้ว ยังมีหลักประกันความสุจริตใจในการทำงาน สามารถเป็นนายอารมณ์ถึงขั้นที่เรียกว่า เป็นผู้อบรมอินทรีย์แล้ว คือ เมื่อรับรู้อารมณ์ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า น่าชอบใจ ไม่น่าชอบใจ หรือเป็นกลาง ๆ ก็ตาม จะสามารถบังคับสัญญาของตนได้ ให้เห็นเป็นของไม่ดีไม่งาม ตลอดจนสลัดทิ้งสิ่งไม่ดีเหล่านั้นออกไป วางใจเป็นกลาง อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะก็ทำได้ตามต้องการเป็นผู้มีสติควบคุมตนได้ เรียกว่า เป็นคนที่ฝึกดีแล้ว หรือผู้ชนะตนเอง ซึ่งเป็นยอดของผู้ชนะสงคราม มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหว โยกคลอนไปตามอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ เหมือนภูเขาหินใหญ่ไม่หวั่นไหวด้วยแรงลม หรือเหมือนผืนแผ่นดินเป็นต้นที่รองรับทุกสิ่งไม่คัดเคืองผูกใจเจ็บต่อใครไม่ว่าจะทิ้งของดีของเสียของสะอาดไม่สะอาดลงไปก็ตามจิตก็มีความหนักแน่นเหมือนเดิม[7]
วิปัสสนา คือ วิธีปฏิบัติ การกระทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นแจ้ง หรือเป็นการฝึกฝนอบรมจิตและปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งเห็นชัดสิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะของมัน คือ ให้เข้าใจตามความเป็นจริง รู้แจ้งเข้าใจจริง จนถอนความหลงผิด รู้ผิดและยึดติดในสิ่งทั้งหลายได้ถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติความคิดเห็น ให้ทันต่อเหตุการณ์ของโลกในปัจจุบัน พร้อมทั้งการมอง การรับรู้ การวางจิตใจ ความรู้สึก ความรู้ ความเข้าใจถูกต้องที่เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการปฏิบัตินั้น ญาณ ก็เกิดขึ้นเรียกว่าวิปัสสนา
บุคคลที่มีญานถึงแม้จะมีจิตใจ สงบ ผ่องใสแล้วก็ตาม แต่เขาก็คงเสวยเวทนาที่เนื่องมาจากอารมณ์ทั้งที่เป็นสุข เป็นทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์เช่นเดียวกับคนทั่ว ๆ ไป แต่มีข้อพิเศษตรงที่ การเสวยเวทนาอย่างไม่มีกิเลสร้อยรัด ไม่คิดเพลิดเพลิน หรือขัดข้องอยู่กับเวทนานั้น เวทนานั้นไม่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา เป็นการเสวยเวทนาชั้นเดียว เรียกสั้น ๆ ว่า เสวยเวทนาทางกาย ไม่เสวยเวทนาทางจิต ไม่ทำให้เกิดความเร่าร้อนกระวนกระวายภายใน เรียกว่าเวทนานั้นเป็นของเย็นแล้ว การเสวยเวทนาแบบนี้เป็นการเสวยที่ไม่มีอนุสัยตกค้าง ซึ่งต่างจากปุถุชนที่เมื่อเสวยสุขก็มีราคะนุสัยตกค้าง เสวยทุกข์ก็มีปฏิฆานุสัยตกค้าง เสวยอารมณ์เฉย ๆ ก็มีอวิชชานุสัยตกค้างเพิ่มความเคยชินและความแก่กล้าให้เกิดกิเลสมากขึ้น แต่บุคคลผู้มีญาณแล้ว สุข ทุกข์จากภายนอกไม่สามารถเข้ามากระทบถึงสภาวะที่ดับเย็นเป็นสุขภายในได้ ความสุขของบุคคลที่มีญาณจึงเป็นอิสระไม่ขึ้นต่ออารมณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ในภายนอก คือ ไม่ต้องอาศัยอามิส เรียกว่า นิรามิสสุข นิรามิสสุข คือ สุขใน ฌาน ไม่ขึ้นต่อบุคคลภายนอกความผันแปรเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งหลายอันเป็นไปตามคติธรรมแห่งสภาพสังขารจึงไม่เป็นเหตุให้ผู้มีญาณเกิดความทุกข์ ถึงขันธ์ ๕ จะผันแปรกลับกลายไปเป็นอื่นเขาก็ไม่เศร้าโศกเป็นทุกข์ตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า
ความรู้เท่าทันในความไม่เที่ยงแท้ และสภาพที่ผันแปรไปนั่นเอง ย่อมทำให้เกิดความสงบ ร่มเย็น ไม่พล่าน ส่าย ไม่กระวนกระวาย อยู่เป็นสุขได้ตลอดเวลา ภาวะนี้เป็นความหมายอย่างหนึ่งของการพึ่งตนได้คือการมีธรรมะเป็นที่พึ่งนั่นเอง[8]
.๑.๓ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
ผู้มีญาณจะมีอารมณ์ละเอียดอ่อน สุขุม นุ่มนวล ลึกซึ้ง สงบ ผ่องใสไม่ขุ่นมัว จิตใจแจ่มใส ไม่หวั่นไหวต่ออิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ชอบใจ อนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ไม่ชอบใจ บุคคลผู้มีญาณสามารถรู้ และตามดูอารมณ์นั้น ๆ ไปตามสภาวะของมันตั้งแต่ต้นตลอดสายไม่ถูกความติดพันของความขุ่นมัว หรือความกระทบกระแทกที่เนื่องมาจากอารมณ์นั้น ๆ อารมณ์นี้ ถ้าบุคคลใดไม่มีญาณ คือความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมะแล้ว บุคคลผู้นั้นจะไม่สามารถอดทนต่อคำพูดเสียดสีส่อเสียด ริษยา จากอารมณ์ภายนอกได้ เพราะขาดการฝึกฝนอบรม ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้อบรมสั่งสอนให้มนุษย์ทั้งหลายใช้สติสัมปชัญญะด้วยความไม่ประมาท ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจชอบ ธรรมชาติของอารมณ์นั้น ถ้าไม่มีการควบคุมแล้ว มนุษย์จะประสบกับความทุกข์ เพราะจะคิดไปในสิ่งที่ไม่ดีคือ คิดไปในทางที่เป็นอกุศล คือความชั่ว ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและมวลมนุษย์สังคมโลกทั่ว ๆ ไป
เพราะฉะนั้นอารมณ์ของผู้มีญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก คือเป็นหนทางนำไปสู่ความสุขความสบาย อารมณ์สามารถนำมนุษย์ไปสู่จุดหมายปลายทางที่สูงสุดได้
๑.๔ การเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ
ทัศนคติ แปลว่า ความเห็น ความเห็นในที่นี้คือความเห็นที่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ความเห็นถูกต้องนั้นคือความเห็นด้วยปัญญามีความคิดเห็นว่าบุคคลทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว บาปบุญมีจริง นรกสวรรค์มีจริง มารดา บิดา ครูบาอาจารย์เป็นผู้มีพระคุณจริง สัตว์ผู้เกิดเป็นโอปปาติกะมีจริง ท่านที่บุคคลให้แล้วมีผล ความเห็นที่สำคัญและถูกต้องที่สุดในทางพระพุทธศาสนา คือความเห็นในอริยสัจ ๔ เป็นความเห็นที่สูงสุดคือ รู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งมีเนื้อความในพระบาลีวิภังคสูตรใช้ศัพท์ว่า
ทุกเข ญาณ” ความเห็นแจ้งในทุกข์ “ทุกขสมุทเย” ความเห็นแจ้งในสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) “ทุกขนิโรเธ ญาณ” ความเห็นแจ้งหรือรู้ในนิโรธ (ความดับทุกข์) “ปฏิปทาย ญาณ” ความเห็นแจ้งหรือรู้ในมรรค
ความรู้ในมรรค คือความเห็นแจ้งในสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิเป็นความเห็นที่เกิดจากปัญญา ปัญญาคือความรู้แจ้งรู้ชัด ความรู้ที่สำคัญที่สุดคือความรู้ในพระไตรลักษณ์ดังที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า
ภิกษุเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นของไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเห็นชอบก็ย่อมหน่าย เพราะสิ้นเพลินก็สิ้นการย้อมคิด เพราะสิ้นการย้อมคิด ก็สิ้นเพลิน เพราะสิ้นเพลินและย้อมคิด จิตจึงหลุดพ้น เรียกว่า พ้นเด็ดขาดแล้ว
ภิกษุเห็น จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งเป็นของไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง ความเห็นอย่างนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ[9]
ความเห็นแบบสัมมาทิฏฐิแยกออกเป็น ๒ ระดับคือ
๑.สัมมาทิฏฐิที่มีอาสวะ จัดอยู่ในฝ่ายบุญ คือ เป็นการอำนวยวิบากแก่ขันธ์ มีความเห็นว่าทาน บำเพ็ญทานมีผล การบูชามีผล การทำกรรมดี กรรมชั่ว มีผลมีวิบาก ผู้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีปัญญาความรู้แจ้งอย่างนี้จัดเป็นฝ่ายบุญ
๒.สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ หมายถึง ผู้ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์มรรคคือ องค์มรรคข้อสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นตัวปัญญา ปัญญาอินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ของผู้มีจิตเป็นอริยะ มีจิตไร้อาสวะ มีอริยมรรคเป็นพลัง ผู้ที่กำลังเจริญอริยมรรคอยู่นี้แหละเรียกว่าสัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระเป็นองค์มรรค
๑สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีร์วิสุทธิมรรค, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ พริ้นท์ติ้ง จำกัด,๒๕๔๖), ข้อ ๘๓๙ หน้า ๑๑๓๒-๑๑๓๓.
[2] อง.ทสก.๒๔/๒/๓.
[3] สํ.นิ.๑๖/๑๔/๒๒.
[4] วิสุทธิ.๓/๑๒๒.
[5] ขุ.ม. ๒๙/๔๐๗/๒๘๑, ขุ.สุ. ๒๕/๔๑๗/๕๐๑.
[6] วินย.๑/๓/๙,ที.สี.๙/๑๓๘/๑๑๑.
[7] ขุ.ธ.๒๕/๑๗/๒๗,อง.นวก.๒๓/๒๑๕/๓๘๘.
[8] สํ.ข.๑๗/๘๗-๘๘/๕๓-๕๔.
[9] สํ.ข.๑๗/๑๐๓/๖๓.
๑.๕ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม
พฤติกรรม หมายถึงการกระทำ หรือการแสดงออก การแสดงออกนั้นแบ่งเป็น ๓ ทาง ดังนี้
๑.ทางร่างกาย ผู้มีญาณจะไม่ประพฤติปฏิบัติ การกระทำความชั่วใด ๆ เช่น การลักขโมยปล้นฆ่า ทำกาเมสุมิจฉาจาร ผิดลูกเมียบุคคลอื่น
๒.ทางวาจา บุคคลผู้มีญาณจะไม่พูดคำหยาบ หรือคำไม่สุภาพ เช่น พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดเสียดสี ยุโยงให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด ให้แตกความสามัคคีกัน ตรงข้ามกับบุคคลผู้ญาณจะเป็นบุคคลที่มีวาจาสุภาพ อ่อนโยน ไม่มีการพูดใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน คือพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองแก่มนุษย์สังคม และส่วนรวม
๓.ทางจิตใจ ไม่คิดอิจฉา ริษยา บุคคลอื่น ไม่คิดในทางอกุศล (ความชั่ว) คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ผู้มีญาณจะมีจิตใจเมตตาปราณี มีจิตเป็นกุศลคิดจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ บุคคลที่มีญาณ เป็นบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดีแล้ว เป็นผู้มีจิตใจเยือกเย็น สงบ ผ่องใส เบิกบานเกิดความสุขสมบูรณ์ จิตใจสงบ เกิดสมาธิได้ ฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ และสมาบัติ ๘ ผู้มีญาณนั้นสามารถมองเห็น ทะลุปรุโปร่ง รู้แจ้งแทงตลอดในสัจธรรม และสรรพสิ่งทั้งหลาย รู้เห็นตามสภาวะที่มันเป็นจริง รู้เหตุของการเกิดขึ้น รู้สาเหตุแห่งการดับทุกข์ รู้สาเหตุแห่งการเกิดของอวิชชา ตัณหา สังขาร วิญญาณ นามรูป รู้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง มีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา ไม่อยู่คงที่ตลอดไป เป็นของสูญเปล่า ไม่เป็นแก่นสาร ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะจะทำให้เกิดทุกข์นั่นเอง
พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะความวิริยะอุตสาหะของพระองค์เอง ตามความเป็นจริงแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ธรรมมากมาย จบลงด้วยอริยสัจ ๔ จึงมีอีก พระนามหนึ่งว่า สัพพัญญู แปลว่า ทรงรู้ธรรมทุกอย่าง ไม่เพียงแต่เรื่องธรรมเท่านั้น แม้เรื่องโลกก็ทรงรู้แจ่มแจ้ง จึงได้พระนามว่า โลกวิทู แปลว่า ผู้รู้โลก หรือรู้แจ้งโลก ทั้งโลกที่อยู่อาศัย โลกคือหมู่สัตว์ และโลกภายใน คืออุปนิสัย หรือจิตใจของสรรพสัตว์ รวมความว่าทรงรู้จักโลกทั้งปวง แต่พระองค์ไม่ค่อยตรัสเรื่องโลกมากนัก ส่วนใหญ่พระองค์จะตรัสเรื่องธรรม เพราะเห็นว่าเรื่องโลกมีประโยชน์น้อย ไม่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดหลุดพ้น เพราะญาณและปัญญาอันเกิดจากการตรัสรู้นั้นเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ ซึ่งปรากฏขึ้นแล้ว แม้เพียงดวงเดียวก็ให้แสงสว่างแก่โลกทั้งโลกได้ เมื่อดวงอาทิตย์ไม่ปรากฏ โลกก็ตกอยู่ในความมืด แม้มนุษย์จะใช้ไฟฟ้า หรือไฟจากแหล่งใดก็ตาม เท่าที่มนุษย์ใช้อยู่ในเวลานี้ก็ไม่อาจให้แสงสว่างเท่าดวงอาทิตย์ ดังที่ วศิน อินทสระ ได้เปรียบเทียบประเด็นนี้ ความว่า
สัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า เปรียบได้กับแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ส่วนปัญญาอันเป็นโลกียะทั้งหลายเปรียบเหมือนไฟดวงเล็กดวงน้อยเท่าที่มนุษย์มีอยู่ ใช้อยู่ให้แสงสว่าง เพียงจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น สัมมาสัมโพธิญาณจึงเป็นต้นญาณแห่งความรู้ ซึ่งเมื่อบุคคลใดรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ย่อมรู้เห็น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ด้วย เหมือนปรากฏขึ้นแห่งดวงอาทิตย์ ความรู้ระดับสัมมาสัมโพธิญาณนี้ จัดเป็นญาณรวมยอด เป็นญาณสูงสุด เป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นพระอรหันต์ทั้งปวง[1]
ญาณ เป็นการหยั่งรู้สภาวะแห่งความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นจริง เป็นสภาวะที่รู้แจ้งในสัจธรรมทั้งปวง ในสังขาร ในพระไตรลักษณ์ ถ้ากล่าวตามความเป็นจริงแล้ว มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับภาคปฏิบัติโดยตรง กล่าวคือ ได้มีการปฏิบัติตามขั้นตอน ขั้นแรกได้แก่สมถ ทำให้จิตสงบ สมาธิ ทำจิตใจสงบแน่วแน่ดิ่งลึกลงไปถึงขั้นของฌาน ฌานทำให้จิตสงบสุขผ่องใส วิปัสสนา หรือวิปัสสนาญาณ คือญาณที่ทำให้รู้แจ้งเห็นจริง เห็นชัด ตามที่มีคำกล่าวไว้ว่า
บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ผ่าน ญาณ ๙ ขั้นขึ้นไปแล้วได้ ๑ ครั้ง ก็จะบรรลุมรรคญาณของพระโสดาบัน ผ่านขั้นที่ ๙ ขึ้นไปได้ ๒ ครั้งจะได้มรรคญาณ พระสกทาคามี ผ่านขั้นที่ ๙ ได้ ๓ ครั้งจะได้มรรคญาณผลของพระอนาคามี ผ่านขั้น ๙ ถึง ๔ ครั้งจะได้มรรคญาณของพระอรหันต์ กล่าวการเกิดมรรคญาณครั้งแรก เรียกว่าโสดาปัตติมรรคญาณ ผู้ที่ได้ผ่านญาณนี้เรียกว่าพระโสดาบัน การเกิดมรรคญาณครั้งที่ ๒ เรียกว่า พระสกทาคามีมรรคญาณ ผู้ที่ได้ญาณนี้เรียกว่า พระสกทาคามี การเกิดมรรคญาณครั้งที่ ๓ เรียกว่า พระอนาคามี ผู้ที่ได้ญานนี้เรียกว่าพระอนาคามี การเกิดมรรคญาณครั้งที่ ๔ เรียกว่า พระอรหันต์ เมื่อมรรคญาณเกิดขึ้น กิเลสที่เป็นเหตุให้บุคคลติดข้อง ไม่หลุดพ้น ไม่บริสุทธิ์ จะถูกทำลายไปด้วยกำลังแห่งมรรคญาณนั้น ๆ เรียกว่า อาสวักขญาณ คือญาณที่สิ้นอาสวะ สิ้นกิเลสนั่นเอง[2]
๒ บ่อเกิดของญาณตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาญาณจะเกิดขึ้นได้ในเบื้องต้นนั้น จะต้องเกิดจากการประพฤติปฏิบัติ หรือมีศรัทธา วิริยะ อุตสาหะ มีความเพียรที่แรงกล้า คือมีการบำเพ็ญวิปัสสนา ซึ่งศีลวิสุทธิ ความสะอาดแห่งกายกรรม และวจีกรรมเป็นขั้นที่ ๑ และจิตวิสุทธิ ความสะอาดแห่งมโนกรรมเป็นขั้นที่ ๒ แล้วต่อด้วยทิฏฐิวิสุทธิไปจนถึงญาณทัสสนวิสุทธิ โดยการพิจารณาทางจิตด้วยอุบายอันแยบคายตามลำดับ ความรู้ในระดับนี้ทำให้บุคคลมีจิตที่บริสุทธิ์ หมดจด ปราศจากอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองทุกประการ โดยมีระดับขั้นตอนในการเกิดญาณดังนี้
๑) ทิฏฐิวิสุทธิ คือความบริสุทธิ์หมดจดแห่งความเห็นชอบ ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ มีปัญญารู้ว่า รูปนามคืออะไร เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันได้อย่างไร เล็งเห็นเหตุผลว่า นามรูป เกิดจากเหตุปัจจัย จะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ตกอยู่ในลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ใครปรารถนาให้เป็นไปตามใจประสงค์ย่อมไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจและปรารถนาของใคร ความรู้เห็นตามไตรลักษณ์นี้ เป็นเครื่องชำระความเห็นให้บริสุทธิ์ชัดเจน ร่างกายประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๔ อาศัยสัมภาวะธาตุของ บิดา มารดาผสมกันมีกรรมเป็นผู้ตกแต่ง เจริญขึ้นด้วยอาหาร มีวิญญาณอยู่ภายใน เป็นที่รวมแห่งความรู้สึก ซึ่งสืบต่อไป อวัยวะและการสัมผัส ในทิฏฐิวิสุทธินี้เอง เป็นจุดเริ่มแรกของวิปัสสนาญาณ
๒) มัคคมัคคญาณทัสสนาวิสุทธิ คือความบริสุทธิ์หมดจดแห่งความรู้ เป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ ความสามารถรู้ทางที่ผิด ทางที่ถูกได้ เมื่อรู้เห็นเหตุปัจจัยของ นามรูปแจ้งชัดแก่ใจเช่นนั้น จะเกิดอารมณ์ขึ้นในจิตใจ อย่างใดอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส” มีอยู่ ๑๐ อย่างดังนี้คือ
- โอภาส ความสว่างแจ่มแจ้งในจิต มองเห็นทุกทิศทุกทาง เหมือนกับรรลุถึงทิพจักษุญาณฉะนั้น
- ญาณ ความรู้เห็นเฉียบแหลมคมคาย กว่าเดิมหลายเท่ายิ่งนัก มีความรู้เห็นทะลุปรุโปร่งไม่ติดข้อง สามารถทำนายท้ายทักได้ถูกต้อง
- ปีติ ความอิ่มเอิบชุ่มชื่นทั้งกายและใจ มากกว่าปกติยิ่งนัก ทำให้จิตมีประกายคล้ายกับพ้นจากกิเลสอาสวะแล้ว
- ปัสสัทธิ ความสงบ ได้แก่ความสงบระงับพักอยู่ ไม่เจริญปัญญาต่อไป และติดใจในความสงบนั่นด้วย
- สุข ความสบายใจ ปลอดโปร่งใจ เป็นไปอย่างประณีตสุขุม และสม่ำเสมอประการหนึ่งว่าพ้นทุกข์ที่เด็ดขาดแล้ว
- อธิโมกข์ แปลตามรูปศัพท์ว่า ความพ้นของจิตใจ ปรากฏเด่นยิ่งนัก คล้ายกับพ้นจากกิเลส อาสวะเด็ดขาดแล้วฉะนั้น แต่โดยความหมายแล้ว หมายถึงน้อมใจเชื่อในเรื่องที่ประสบนั้นโดยปราศจากญาณ
- ปัคคาหะ ความเพียรกล้าหาญ เด็ดเดียวประครองจิตไว้ในระดับสูง ไม่ให้จิตตกลงสู่ภวังค์ได้แม้แต่น้อย
- อุปัฏฐาน ความมีสติมั่นคงแข็งแรง กับกำจิตไม่ให้พลั้งเผลอ คล้ายกับว่ามีสติสมบูรณ์อยู่เสมอ
- อุเบกขา ความวางเฉยในอารมณ์ และมีจิตใจเป็นกลาง เที่ยงตรงอย่างยิ่ง
- นิติกัน ความรู้สึกพอใจ ในความเป็นไปของจิต ในขณะนั้นอย่างลึกซึ้ง คล้ายกับว่าตนพ้นอำนาจของมาร เมื่อประสบกับภาวะทางจิตใจเช่นนี้แล้ว ก็หยั่งแต่เพียงว่า เป็นผลของวิปัสสนาญาณ ขั้นข้าม ความสงสัย มิใช่ผลสูงสุดของวิปัสสนาญาณที่แท้จริง จึงมิหยุดยั้งความเพียรแค่นั้น ประครองจิตไว้ให้เห็นแจ้ง ในทางวิปัสสนายิ่งขึ้น ไม่ยอมให้เขวออกนอกทางแห่งวิปัสสนา
๓) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจากแห่งความรู้ ความเห็นในทางปฏิบัติ เป็นญาณบริสุทธิ์ สามารถรู้เห็นทางดำเนินที่ถูกต้องของจิตใจ และไปตามทางนั้นอย่างถูกต้องด้วย คือรวมเอาความรู้ทางวิปัสสนา ให้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ใจทุก ๆ ขั้น ไปจนถึง ๙ ขั้นที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ อย่างละเอียดละออ ได้ความรู้ ความเห็นแจ่มแจ้งในทางเหตุผลต้นปลายของสังขารเป็นอย่างดี จนมีจิตใจดำรงเป็นกลางเที่ยงตรง
๔) ญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ ความเห็นที่ถูกต้อง เป็นญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ เกิดความเห็นอริยสัจจธรรมแจ่มแจ้งขึ้นในใจ สามารถทำลายกิเลส ออกจากใจได้โดยเด็ดขาด ขาดออกเป็นขั้น ๆ ไปตามกำลังของญาณทัสสนะนั้น ๆ รู้สึกโล่งใจ เบาใจขึ้นเป็นลำดับ และรู้ด้วยว่า กิเลสอะไรถูกกำจัดไปแล้ว และเกิดขึ้นอีกไม่ได้ เพราะรากโคนของกิเกส ถูกกำจัดอย่างเด็ดขาด ความรู้ความสามารถนี้ เป็นขั้นสูงสุดและเด็ดขาด มีอำนาจเหนือกิเลสอาสวะที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ อันเป็นญาณขั้นสูงสุดในพุทธศาสนาเถรวาท
นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีความสำคัญของญาณอีกประการหนึ่งที่ถือว่าเป็นหน้าที่หลักของผู้มีญาณนั่นคือ ผู้มีญาณจะหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาตรวจตรา ดู รูป นาม โดยให้เห็นเป็นลักษณะของไตรลักษณ์ ตรวจดูสังขาร มองเห็นเป็นไตรลักษณ์ คือมีการพิจารณาด้วยสัมมาญาณไปจนถึงญาณแก่กล้าขึ้น เริ่มมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปของสิ่งทั้งหลาย มองเห็นความแปรปรวนของปัจจุบันธรรมว่า ธรรมเหล่านี่ไม่มีแล้ว ก็มีขึ้น มีขึ้นแล้วก็ดับล่วงไป มองเห็นการเกิด และการดับสลาย ทั้งโดยเหตุปัจจัย และเป็นขณะ ๆ ไป ซึ่งเรียกว่า อุทยัพพยญาณด้วยเหตุนี้ญาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเป็นบันใดที่จะใช้เข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่มีการสะทกสะท้านหวั่นไหวต่ออุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น บุคคลใดไม่มีญาณบุคคลนั้นไม่อาจบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยปัจจุบันจิตและญาณ สัมมาญาณจะเกิดขึ้น เมื่อทำจิตใจให้เป็นกลาง นิ่งด้วยสมาธิอันไร้ขอบเขต เพิกบัญญัติสมมติ ล้างความทรงจำเก่า ๆ ใช้สมาธิจิตสัมผัสโดยตรงจนแจ่มแจ้ง เป็นแสงญาณปรากฏในจิตเต็มใจ ซึ่งเห็นได้โดยตลอดทุกเมื่อที่กำหนดแล้วยอมรับตามความเป็นจริงแห่งสัจจะที่ประจักษ์ เห็นตรงนี้ไม่ต้องคิด หากยังคิดจะไม่เห็น เป็นแค่เข้าใจ เป็นแค่จินตามยะปัญญาเท่านั้น ภาวนามยญาณต้องหยุดคิด รู้ด้วยจิตหนึ่งโดยตรง เมื่อทำได้แล้วจะแจ่มแจ้งต่อสัจจะที่ว่า ปัญญาคือแสงสว่างในโลก[3]
และอีกตอนหนึ่งที่พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่องนี้ ดังข้อความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมกำหนดแสงสว่างไว้ในใจและตั้งใจให้กลางคืนสว่างเหมือนกลางวัน เธอพยายามทำอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน กลางวันทำได้อย่างไร กลางคืนก็ทำได้อย่างนั้น เธอมีใจสงบ ไม่มีเครื่องเศร้าหมองห่อหุ้มทำจิตอันประกอบด้วยแสงสว่างให้บังเกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลายสมาธิภาวนาอย่างนี้แหละ ที่บุคคลทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เมื่อบังเกิดแสงสว่างจิตสม่ำเสมอดีแล้ว กำหนดรู้สิ่งใด ก็จะรู้เห็นและเข้าใจสิ่งนั้นได้ลึกซึ้ง เวลาจะใช้ญาณต้องกำหนด น้อมใจดู หากไม่กำหนดก็ไม่อาจรู้ได้ รวมทั้งการดู ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค วิมุตติ นิพพาน กิเลส และการประหารกิเลส อวิชชา และการสลาย อวิชชา ล้วนต้องกำหนดดูด้วย ญาณอันบริสุทธิ์ทั้งสิ้น ญาณที่จะทำให้บุคคลเข้าสู่อริยภูมิได้นั้น ก็คือ วิปัสสนาญาณคือญาณที่รู้แจ้ง เห็นจริง ตามเป็นจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง[4]
บ่อเกิดของญาณ มรรคญาณนี้เป็นญาณในโลกกุตตรญาณ มรรคญาณ เป็นญาณในอริยมรรค คือความหยั่งรู้สภาวะที่ให้ประสบผลสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแต่ละขั้น ซึ่งผู้วิจัยได้กล่าวถึงแต่พอสังเขปในบทที่สองมาแล้ว บทนี้จะได้อธิบายให้ลงลึกในรายละเอียด กล่าวคือ มรรคญาณ เป็นชื่อของปัญญา เกิดขึ้นในมัคคจิต ต่อจากโคตรภูตญาณโดยอาศัยปัจจัยจากโคตรภูตญาณ และเป็นวิสุทธิชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ ดังมีข้อความที่ปรากฏอยู่ในอภิธรรมที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ ความว่า
มรรคญาณนี้ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัยทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญมรรคให้เกิดขึ้น ทำกิจในอริยสัจจ์อยู่ให้เกิดขึ้นทำลายกองกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ และสังโยชน์เบื้องต้น ๓ อย่างคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพต ปรามาส ขาดเป็นสมุจเฉทปหานตามกำลังของตน ขณะจิตเดียวก็ดับไป มรรคจิตนี้เกิดขึ้น เพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น มรรคจิตนี้เองท่านเรียกว่า มรรคญาณ คือ ญาณที่เข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลแต่และขั้น[5]
มรรคญาณนี้ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นครั้งเดียว ก็หาใช่ทำการประหารกิเลสเท่านั้นไม่ ยังประหารเสียซึ่งสังสารวัฏฏ์ อันไม่มีเบื้องต้นและที่สุดอีกด้วย ขณะใดที่จิตมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ขณะนั้น ทุกขสัจจ์ ซึ่งได้แก่ นาม รูป ที่เกิดดับเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพระนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจาก นามรูป เป็นธรรมะที่สิ้นทุกข์ สิ้นตัณหา ราคา ทั้งหลายทั้งปวง จิตที่กำลังกำหนดรู้ทุกข์ คือ มีนามรูป เป็นอารมณ์ให้รู้อยู่ แต่เมื่อทุกข์ คือ นามรูปไม่มีอารมณ์ให้แก่จิตแล้ว จิตที่กำหนดรู้ทุกข์ก็ย่อมไม่มี เพราะทุกข์คือ นามรูปนั้นหมดลงแล้ว ตั้งแต่อุปาหขณะในโคตรภูตญาณ เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ให้กำหนด แต่ตัณหานุสัย และทิฏฐานุสัย ที่เป็นเหตุให้เกิดในสังสารวัฏฏ์ ยังไม่ได้ถูกประหารในโคตรภูตญาณ เพียงแต่ปัญญาในโคตรภูตญาณทำให้หมดอำนาจลง จนไม่สามารถจะสร้างกรรมได้อีกต่อไป ต่อเมื่อปัญญาในมรรคจิตที่เกิดต่อจากโคตรภูตญาณเกิดขึ้นอีกขณะหนึ่งซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยอาศัยอุปการะจากโคตรภูตญาณ จึงทำการประหารกิเลส ที่เป็นอนุสัย มีตัณหาอนุสัย และทิฏฐานุสัย เป็นต้น ให้ขาดเป็นสมุจเฉทได้ เพราะเหตุใดมรรคญาณ ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จึงทำการประหารกิเลสได้เด็ดขาด
มรรคญาณ มีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นฝ่ายโลกุตตระ เห็นอริยสัจอย่างชัดแจ้ง คือเห็นนิโรธ อริยสัจจ์ เมื่อเห็นนิโรธแล้วก็จัดว่าเป็นจุดสุดยอด และก็ต้องเห็นอีก ๓ อริยสัจจ์ คือ ทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะพร้อมกันที่เดียว มรรคญาณนั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ เรียกว่า “อารมณ์ปฏิเวธ ทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะทั้ง ๓ นั้นไม่มีความสงสัย ความรู้ ความเห็นอันบริสุทธิ์อยู่นั้นเรียกว่า “อสัมโมหปฏิเวธ” หมายความว่า มรรคขณะนั้น ทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะก็ดีหาเป็นอารมณ์ไม่ แต่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ส่วนทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะไม่มีความสงสัย ความรู้ ความเห็นบริสุทธิ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่า “อสัมโมหปฏิเวธ” มรรคญาณนี้ชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ
มรรคญาณนี้ ไม่ว่าจะเป็นญาณชั้นใดก็ตามย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำการประหานกิเลสต่าง ๆ ตามอำนาจนั้น ๆ เช่นปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหานได้ มรรคญาณนี้มิใช่ทำลายการเจาะทะลุกองกิเลสทั้งหลาย มีกอง โลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นไปเท่านั้น แต่ยังทำลายมหาสมุทรแห่งความทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งไม่มีใครรู้ที่สุด เบื้องต้นให้เหือดแห้งไปด้วย ปิดประตูอบายทั้งปวง ทำเวรและภัยทุกประการให้สงบลง นำอริยบุคคลเข้าถึงความเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และดำเนินไปในทางอันบริสุทธิ์ ถูกต้องทุกประการ มรรคญาณเป็นกุสละ เรียกว่า โลกุตตรกุศลมี ๔ อย่าง คือ
๑.โสดาปัตติมรรค
๒.สกทาคามิมรรค
๓.อนาคามิมรรค
๔. อรหัตตมรรค
มรรคญาณทั้ง ๔ นี้สงเคราะห์ลงในวิสุทธิ เรียกว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ และเป็นโลกุตตระวิสุทธิ มรรคญาณ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โลกุตตรกุศล แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทมีลักษณะดังนี้ คือ
๑)โสดาปัตติมรรค คำว่ามรรคในที่นี้หมายถึง ญาณ คือความรู้อันเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติสามารถละสังโยชน์ คือกิเลสที่ผูกใจสัตว์ไว้ ให้เด็ดขาดลงไปได้ การละระดับนี้ท่านเรียกว่ามรรค ได้แก่สัมมาญาณะ คือความรู้ในทางที่ชอบเกิดขึ้นจากการที่บุคคล ปฏิบัติไปตามอริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ คือหลักของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หมายถึงการสำรวจ กองศีล กองสมาธิ กองปัญญา ให้สมบูรณ์โดยครบถ้วน เมื่อกระทำให้ ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์แล้ว ก็จะเกิดสัมมาญานะ หรือความรู้ คือมรรคญาณนั่นเอง โสดาปัตติมรรคญาณนี้ สามารถขจัดความเห็น เป็นเหตุให้ถือตัว ถือตน คือหมายถึงการละสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง คือ ความเป็นคนถือตัวถือตน ความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย ความถือมั่นด้วยศีลวัตร ด้วยข้อปฏิบัติ ที่ยึดถือกันมาจนเคยชิน ในการละทั้ง ๓ อย่างลงได้ จึงเรียกว่า โสดาปัตติมรรค
๒)สกทาคามิมรรค คือมรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี คือเป็นเหตุให้ละสังโยชน์ ๓ ข้อข้างต้นได้แล้ว ต่อมาเมื่อมีศีลสมบูรณ์ดีขึ้น สมาธิสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม ปัญญาสมบูรณ์ขึ้นพอประมาณ ก็จะเกิด ญาณ ที่จะกระทำให้ ราคะ โทสะ โมทะ ให้เบาบางลงไปกว่าเดิม จึงเรียกว่า สกทาคามิมรรค
๓) อนาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เมื่อมีศีลสมบูรณ์ สมาธิสมบูรณ์ ปัญญาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมพอประมาณ จะทำหน้าที่ขจัดสังโยชน์ ๒ อย่างออกไปจากใจ คือ
๓.๑) กามราคะ คือความกำหนัดในวัตถุกาม ด้วยอำนาจแห่งกิเลสกาม
๓.๒) ปฏิฆะ คือความหงุดหงิด ความกระทบกระทั่ง ความไม่พอใจ ไม่ยินดีออกไป๔) พระอรหันต์ ผู้ห่างไกลจากกิเลส เป็นผู้ควรกราบไหว้บูชาจัดเป็นพระอริยบุคคลระดับ
สูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีศีล สมาธิ ปัญญาอันสมบูรณ์ ทำหน้าที่ขจัดสังโยชน์เพิ่มขึ้นอีก
๕ ประการ คือ
๔.๑) รูปราคะ ความกำหนัดในสิ่งที่เป็นรูปธรรม จนถึงรูปฌาน
๔.๒) อรูปราคะ ความกำหนัดในอรูปธรรม หรืออนามธรรม จนถึงอรูปฌาน
๔.๓) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านของจิต
๔.๔) มานะ ความถือตัวถือตน เกิดจากความฟุ้งซ่านของจิต
๔.๕) อวิชชา คือความไม่รู้ในอริสัจ ๔ ประการให้ออกไปอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นการรู้อริยสัจ ก็คือการรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเอง จิตของบุคคลเหล่านั้นก็จะเข้าถึงอรหัตตมรรคแต่ คำว่า มรรคผล ที่จริงเป็นการพูดในลักษณะอันถี่ยิบ คือขณะเท่านั้น เหมือนกันกับเปิดสวิทช์ไฟเป็นมรรค แสงสว่างเป็นผล หรือว่าบุคคลทุบตุ่มน้ำให้แตกเป็นมรรค น้ำไหลออกมาจากตุ่มเป็นผล ซึ่งเป็นต่อเนื่องกัน แต่เป็นขั้นละเอียด ในขั้นสูงขึ้นไปท่านนับเป็นขณะคือจากโสดาปัตติมรรคก็เป็นโสดาปัตติผลเลย เหมือนกับเอาสิ่งของมาแตะลิ้น ก็เปรียบเหมือนมรรคที่รู้รสเปรี้ยวหวานมันเค็มของสิ่งต่าง ๆ อาการเหล่านี้เปรียบเหมือนผล นี่เป็นอาการต่อเนื่องกันตามปกติ จิตของสามัญชนแยกไม่ได้ แต่จิตของพระอริยเจ้าท่านแยกได้ โดยแยกเป็นขณะจิตอย่างละเอียด ดังที่เราสวดยกย่องสังฆคุณว่า “อัฎฐะปุริสะปุคคลา” คือ บุรุษบุคคล ๘ นั้นก็หมายถึง การกล่าวถึงทั้งมรรคและผลของพระอริยบุคคลทั้ง ๔ ประเภท คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีและพระอรหันต์นั่นเองดังข้อความว่า
ขั้นของมรรคนั้น ในสังฆคุณท่านจำแนกได้ว่า คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษ บุคคล ๘ และนี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระอริยเจ้าหรือ พระอริยบุคคลเหล่านี้ จัดเป็นอภิปูชนียะบุคคลของโลก ในพระพุทธศาสนามีในพุทธบริษัททั้ง ๔ คือ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุณี ภิกษุ พระอริยบุคคลที่เป็นชาวบ้านทั้งหญิงและชายนั้น สามารถปฏิบัติจนบรรลุอนาคามิมรรคอนาคามิผล และอยู่บ้านนั่นเอง ไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้เพียงแต่ท่านไม่เกี่ยวข้องทางเพศเยี่ยงอย่างสามัญชนทั่วไปเท่านั้นเอง[6]
[1]วศิน อินทสระ, หลักคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา (พุทธปรัชญาเถรวาท), (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐). หน้า ๒ - ๓.
[2] สํ.ม. ๑๙/๓๔๙/๙๘.
[3] อง.จตุกก.๒๑/๒/๑.
[4] อง.จตุกฺก.๒๑/๑/๒.
[5] วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี, พระอภิธัมมัตถสังคหะปริเฉทที่ ๙ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ ๒๕๔๔), หน้า ๒๘๘-๒๙๐.
[6] อภิ.วิ.๓๕/๘๓๗/๔๕๓.
๓ ผลของญาณ
ตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนาผลของญาณ หมายถึงผลที่เกิดสืบเนื่องมาจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค เป็นธรรมารมณ์ สืบเนื่องมาจากญาณมรรค อันพระอริยบุคคลพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจของมรรคนั้น ๆ ผลญาณนี้เกิดขึ้นในลำดับต่อจากมรรคญาณ และก็เป็นผลแห่งมรรคญาณนั้น ๆ ซึ่งผู้บรรลุแล้วได้ชื่อว่า เป็นพระอริยบุคคล มีลักษณะ ๔ ประการดังนี้
๑) โสดาปัตติผล คือผลการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานเป็นผลอันพระโสดาบันพึงเสวย
๒) สกทาคามิผล คือผลของพระสกทาคามีพึงเสวย
๓) อนาคามิผล คือผลของพระอนาคามีพึงเสวย
๔) อรหัตตผล คือผลของการเป็นพระอรหันต์ เป็นผลของพระอรหันต์พึงเสวย
ดังนั้นผลที่เกิดมาจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ที่เป็นตัวมรรคจริง ๆ จึงเป็นสัมมาญาณะ ซึ่งแปลว่า ความชอบ คือเกิดขึ้นจากความสมบูรณ์ของอริยมรรคทั้ง ๘ ประการนั้น เมื่อญาณ คือความรู้ชอบเกิดขึ้น จิตของบุคคลก็เข้าถึง สัมมาวิมุตติ คือจิตหลุดพ้นจากอำนาจเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ ในทางที่ชอบ ซึ่งสรุปได้ว่า เป็นการต่อเนื่องถึงกัน และไม่มีอะไรมาคั่นได้มรรคก็เป็นผลได้ เพราะฉะนั้นสังโยชน์ที่ละด้วย ญาณ อันเกิดขึ้นจากการปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ทำให้ละนั้นได้รับผล คือการละที่ถาวร ดังนั้นเวลาเราสวดยกย่องสรรเสริญ พระสังฆคุณ เราจึงใช้คำว่า จัตตาริ ปุริสยุคานิ อัฏฐะ ปุริสบุคคลา คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ ซึ่งหมายถึงพระอริยบุคคลทั้ง ๔ ประเภท ที่นับทั้ง มรรค ทั้งผลรวมกันนั้นเอง เมื่อมรรคและผลรวมกัน เราจึงเรียกว่า คู่ทั้ง ๔ เมื่อแยกเป็นมรรค เป็นผลออกไปก็กลายเป็น ๘ แต่ที่จริง ๆ แล้ว มรรคเกิดขึ้นแล้วก็เป็นผลเลย ไม่มีอะไรมาขวางในขณะนั้น ดังมีข้อความที่กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า
อริยผลทั้ง๔ ระดับนี้ คือท่านที่เข้าถึงสังฆคุณที่แท้จริง และจิตเป็นสังฆรัตนะที่พุทธศาสนิชนประกาศตนถึงท่านเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ถึงท่านจึงได้ชื่อว่าทำประโยชน์ตนให้สมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติสมควร และเป็นผู้ที่ทำประโยชน์แก่คนอื่นได้สมบูรณ์ในขั้นนั้นๆเพราะท่านอยู่ในฐานะของผู้ที่ควรแก่ของคำนับควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การอันทำอัญชลี เพราะท่านอยู่ในฐานะนาบุญของโลก ที่ไม่มีบุญอื่นจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้วพระอริยบุคคลจึงเป็นตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จของชีวิตในด้านธรรมะระดับสูง เป็นพยานในพระธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ทำเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลอำนวยความสุข ในผล ๔ นี้บางที เรียกว่า สามัญญผล คือผลของการเป็นสมณะ ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม ผลของญาณนี้จะต่างกับญาณอื่น ๆ ขณะที่ทุกขญาณเกิดจากการกำหนดรู้ สมุทัยญาณเกิดได้จากการแพ่ง นิโรธญาณเกิดได้จากการดับมรรค ญาณ เกิดได้จากการประคับประคองประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง วิมุตติญาณเกิดได้จากการประหารกิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทานขาดด้วน แต่ผลญาณ
เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นผลของญาณทั้ง ๔ ที่สมบูรณ์แล้ว ทำให้เป็นพระอริยเจ้าเต็มตัวเมื่อเข้าอริยผลแล้วสภาวะจิตย่อมเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ สามารถทรงโลกุตตรญานหรือผลญาณ ตามสภาพแห่งผลนั้นได้[1]
อีกประการหนึ่ง ผลญาณ เป็นชื่อของปัญญา ที่เกิดในผลจิต จัดอยู่ในญาณทัสสนวิสุทธิเมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นขณะหนึ่ง โดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ และชำระกิเลสให้หมดสิ้นไปแล้วก็ดับลงต่อจากนั้น ผลญาณ ซึ่งเกิดในผลจิตนั้น ก็เกิดติดตามขึ้นมาเสวยวิมุตติสุข ตามมรรคญาณที่ได้ทำเหตุไว้แล้ว ผลจิตจะเกิดขึ้น ๒ ถึง ๓ ขณะเป็นอย่างมาก ในวิถีเดียวกันนั้น ตามแต่ผู้ตรัสรู้
ช้าหรือเร็ว ถ้าเป็นผู้ตรัสรู้เร็ว อนุโลมญาณเกิดขึ้น ๒ ขณะ โดยไม่มีบริกรรม และผลจิตเกิด ๓ ขณะ ถ้าเป็นผู้ตรัสรู้ช้า อนุโลมญาณเกิดขึ้น ๓ ขณะโดยมีบริกรรมด้วย และผลจิตเกิดเพียง ๒ ขณะ ผลจิตนี้เป็นโลกุตตรวิบากจิต เกิดขึ้นเสวยวิมุตติสุข โดยไม่ต้องทำการประหารกิเลสอะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นจิตที่เกิดขึ้น เพื่อเสวยผลตามที่ มรรคได้ทำไว้ให้แล้ว และเป็นการสิ้นสุดมรรควิถี ที่มีโลกุตตรจิต เข้าถึงพระนิพพาน ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ในอภิธรรมว่า “ผลของจิตที่ท่านจัดเป็นพระอริยบุคคลอีกบุคคลหนึ่ง ถ้าเกิดต่อจากโสดาปัตติมรรคจิตก็จัด เป็นพระอริยบุคคลที่ ๒ เรียกว่า โสดาปัตติผลบุคคล มีภพชาติที่จะไปสังสารวัฏฏ์อย่างช้าอีก ๗ ชาติเท่านั้น ก็จะถึงที่สุดแห่งทุกข์ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน”[2]
๔ การทบทวนญาณ
โดยปกติเมื่อพระอริยบุคคลได้ทราบผลและมรรคของญาณต่าง ๆ ทั้งหลายที่ผ่านมาแล้วพระอริยบุคคลก็จะทบทวนญาณที่ตนได้ปฏิบัติมาแล้วว่า ญาณแต่ละขั้นตอนที่ตนได้ปฏิบัติมาแล้วอย่างเคร่งครัด มีความเพียรมุ่งมั่น และฝ่าฟันอุปสรรคกับสภาวะอารมณ์ยังดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงหรือไม่ มีความชัดแจ้งในญาณแต่ละขั้นอย่างไร โดยทบทวนพิจารณาทั้งภายในและภายนอกการทบทวนญาณนี้ ก็เพื่อให้ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่ผ่านญาณชั้นต่าง ๆ มาแล้วโดยลำดับ เช่น ภังคญาณ, ภยญาณ, อาทีนวญาณ, นิพพิทาญาณ, มัญจิตุกัมยตาญาณ, ฯลฯ เมื่อพระอริยบุคคลอาจเห็นญาณนั้น ๆ ไม่ชัดเจน หรือชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง เพราะฉะนั้น เมื่อพระอริยบุคคลได้ทบทวนได้ประพฤติปฏิบัติ และฝึกเข้าผลสมาบัติ ก็จะรู้ถึงสภาวะของญาณ ที่ตนปฏิบัติผ่านมาอย่างชัดแจ้งด้วยความมั่นใจ และได้เสวยรสของความสุขในผลสมาบัตินั้นด้วยดังข้อความว่า
การทบทวนญาณ ก็ทบทวนได้แต่เฉพาะญาณขั้นโลกียะ๘ ญาณ คือ ตั้งแต่ญาณอุทยัพยญาณ,ภังคญาณ, ภยญาณ, อาทีนวญาณ, นิพพิทาญาณ, มัญจิตุกัมยตาญาณ, ปฏิสังขาญาณ, สูงขึ้นไปกว่านั้นไม่สามารถทบทวนญาณได้ ส่วนญาณที่เป็น อนุโลมญาณ อยู่ในวิถีจิตเดียวกันกับมรรคญาณ และผลญาณ ซึ่งเป็นโลกุตตระ ถ้าอนุโลมญาณเกิดขึ้นแล้ว จะผ่านรวดตลอดผลญาณไปเลย (ในสมาบัติวิถี ไม่มีมรรคญาณ) การปฏิบัติทบทวนญาณนี้ พระอริยบุคคลต้องทบทวนโดยอนุโลมไปทีละญาณ ๆ ภายในเวลากำหนดไว้ เช่นพระอริยบุคคลจะเดินจงกรม แล้วนั่งลงอธิฐานว่า ภายใน ๑ ชั่วโมงนี้ ขอให้อุทยัพยญาณอย่างแก่กล้าจงเกิดขึ้น แล้วนั่งกำหนดไป ในชั่วเวลาครึ่งชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมงระหว่างเวลาที่อธิษฐาน และกำหนดอยู่นั้น อุทยัพยญาณอย่างแก่กล้า จะปรากฏขึ้นอยู่ชัดเจน และจะไม่มีวิปัสสนาญาณ อันดับต่อ ๆ ไปเกิดขึ้น แต่ถ้าอุทยัพยญาณยังไม่เกิดขึ้น พระอริยะบุคคลจะต้องลุกขึ้นเดินจงกรม แล้วนั่งลงอธิษฐานและกำหนดต่อไปใหม่ จนอุทยัพยญาณเกิดขึ้นและปรากฏชัดเจน ถ้ายังไม่เกิดก็ต้องทำต่อไปเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามเมื่อสิ้นสุดเวลาอธิษฐานไว้แล้วภังคญาณลำดับต่อไปจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าภังคญาณไม่เกิดขึ้น พระอริยบุคคลต้องลุกขึ้นเดินจงกรมแล้วนั่งอธิษฐานว่า ภายใน ๑ ชั่วโมงนี้ ขอให้ภังคญาณเกิดขึ้นแล้วกำหนดต่อไป ภังคญาณจะเกิดขึ้นตามที่อธิษฐาน แล้วญาณขั้นสูงจะเกิดขึ้นมาเอง ปฏิบัติเช่นนี้ไปจนถึง สังขารุเบกขาญาณ ถ้าพระอริยบุคคลปฏิบัติอย่างเข้มแข็งมาก ญาณจะเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณ ภายในเวลา ๒-๓ ขณะจิตก็ได้[3]
๕ ความสำคัญของปัญญา
ตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนาคำว่าปัญญามีความหมายที่แตกต่างจากปัญญาในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป กล่าวคือ ปัญญา หมายถึง ความรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ชัด คือรู้โดยอาการต่างๆ คือเป็นความหมายรู้ และความรู้แจ้ง จริงอยู่แม้เมื่อสัญญา วิญญาณ และปัญญา จะเป็นความรู้ด้วยกันก็ตาม แต่สัญญา เป็นสักแต่ว่าเป็นความหมายรู้อารมณ์ เช่น รู้จักว่า สีเขียว สีเหลืองเป็นต้นเท่านั้น แต่ไม่อาจเข้าถึง ความแทงตลอด ซึ่งลักษณะว่า ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ วิญญาณย่อมรู้จักอารมณ์ว่า สีเขียว สีเหลืองเป็นต้นเท่านั้นแต่ไม่อาจเข้าถึงความแทงตลอด แต่ไม่อาจจะก้าวหน้าไปถึงความปรากฏแห่งมรรคได้ ส่วนปัญญานั้นย่อมรู้อารมณ์ และให้ถึงความจริงที่แทงตลอดแห่งไตรลักษณ์ทั้งให้ความก้าวหน้า ส่งให้ถึงความปรากฏแห่งมรรคด้วย ดังข้อความที่ปรากฏในมิลินทปัญหาว่า
ปัญญานี้เป็นธรรมชาติที่ละเอียด เห็นได้ยาก เพราะมีความแตกต่างกันที่บุคคลแยกไม่ได้ว่า ที่ใดมีสัญญา และวิญญาณ ที่นั้นไม่มีปัญญาโดยส่วนเดียวในกาลใด มีปัญญา เพราะเหตุนั้น พระนาคเสนผู้มีอายุ จึงถวายพระพร แด่พระเจ้ามิลินทร์ว่ามหาบพิตร พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไรที่บุคคลทำได้ยากแล้ว พระเจ้ามิลินทร์ตรัสถามว่า “ท่านพระนาคเสนผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไรก็ทำได้ยากหรือ” “มหาบพิตรการกำหนดธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ที่ไม่มีรูปหรือจิต และเจตสิกที่เป็นไปในอารมณ์เดียวกัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า” “นี้ผัสสะ นี้เวทนา นี้สัญญา นี้เจตนา นี้จิต” ดังนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำแล้ว สิ่งที่เป็นลักษณะ เป็นกิจ เป็นผล เป็นปทัฏฐาน เหตุให้ใกล้ของปัญญา ในเรื่องนี้อาจตอบได้ว่า เพราะปัญญามีการแทง ตลอดสภาวธรรมเป็นลักษณะ หรือปัญญามีการตรัสรู้ภาวะแห่งธรรมะ สามารถขจัดโมหะ คือความมืดมน อันปิดบังสภาวะแห่งธรรมทั้งหลาย เป็นรสหรือเป็นกิจ มีความสูญหาย หรือหมดความหลง เป็นเครื่องปรากฏ หรือเป็นผลที่เรียกว่า “ปัจจุปัฏฐาน” ส่วนสมาธิจัดเป็นปทัฏฐาน เพราะเป็นเหตุใกล้ของปัญญากล่าวคือ ผู้จะเกิดมีปัญญาได้จะต้องมี จิตใจเป็นสมาธิ ย่อมรู้
เห็นตามความเป็นจริงได้[4]
ปัญญาถ้าว่าโดยลักษณะแล้ว ปัญญามีเพียงอย่างเดียว คือความตรัสรู้สภาวะแห่งธรรม นั่นเองโดยปัญญาสามารถแบ่งออกได้ ๒ อย่าง คือ
๑) โลกียปัญญา หมายถึงปัญญา ของปุถุชน หรือปัญญาของชาวโลก ปัญญาอย่างนี้เรียกว่า “สาสวปัญญา” เพราะเป็นปัญญาของผู้ที่มีกิเลสอยู่
๒)โลกุตตรปัญญา หมายถึง ปัญญาที่ข้ามพ้นจากโลกแล้ว คือปัญญาของผู้ไม่กิเลส
๓.๖ บ่อเกิดของปัญญา
๑) ปัญญาเกิดจากการคิด ที่เรียกว่า “จินตามยปัญญา” โดยไม่ต้องอาศัยการฟังหรือการอ่าน แต่เกิดขึ้นเพราะการคิด การพิจารณา การใคร่ควรด้วยเหตุด้วยผล ด้วยตนเองที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” เมื่อบุคคลไม่ได้ฟังจากผู้อื่น หรือได้อ่านจากตำรา แต่สามารถได้กัมมัสสกตาญาณ หรือสัจจานุโลกมิกญาณ อันหมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ ๔ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณได้แล่นตรงไปสู่นิพพานแล้ว อันเป็นญาณที่คล้อยไปยังการตรัสรู้ของอริยสัจ ย่อมเกิดขึ้นโดยลำดับถัดไป โดยทราบชัดว่า รูปไม่เที่ยงก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยงก็ดี หรือขันติมีความอดทนได้ หรือทิฏฐิความเห็น รุจิ ความพอใจ มุติ ความรู้ เปกขะความค้นพบธัมนิชฌาน ขันติความอดทนต่อความเพ่ง แห่งธรรม อันเป็นอนุโลม คือควรแก่ธรรม คือการงานที่ประสงค์ ที่ทำโดยไม่ขัดกัน รูปเดียวกันนั้น ในกัมมายตนะ คือประตูการทำงานทั้งหลาย ที่บุคคลจัดทำด้วยปัญญาก็ดี ใน
สิปปายตนะ คือ วิถีทางศิลปะก็ดี ในวิทยาการเสกเป่า สาธยายมนต์ก็ดี ปัญญาเช่นนี้เรียกว่า ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการคิดทั้งนั้น
๒)ปัญญาเกิดขึ้นจากการฟังจากผู้อื่น ที่เรียกว่า “สุตมยปัญญา” ซึ่งอาจรวมไปถึงการศึกษาเล่าเรียน จนได้กัมมัสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณ อันหมายถึง ญาณ อันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจทั้ง ๔ ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อที่หนึ่งนั้น ปัญญาเช่นนี้เรียกว่าปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการฟัง ในการฟังเพื่อให้เกิดความรู้ หรือปัญญานั้น ผู้ฟังต้องปฏิบัติด้วยดีจึงจะเกิดปัญญาได้ ต้องรักษามารยาทในการฟัง คือมีความตั้งใจสนใจฟังอย่างมีสติ เอาใจใส่จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง โดยต้องพิจารณาใคร่ครวญตามเรื่องราวที่ตนได้ฟังนั้นอย่างละเอียดรอบคอบ รู้จักประเด็นสาระสำคัญของเรื่อง เพื่อนำมาขบคิดพินิจพิจารณาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วยดีไม่ดูหมิ่นดูแคลนตำหนิผู้พูดหรือผู้สอนว่า มีความรู้น้อยบ้าง มีประสบการณ์น้อยบ้าง มีวุฒิการศึกษาต่ำบ้าง เพราะจะทำให้เกิดโมหคติ และไม่ดูถูกตนเองว่า มีความรู้น้อย พื้นฐานความรู้ไม่เพียงพอ เป็นชาวไร่ชาวนา ไม่ควรจะศึกษาให้เกิดความรู้ ไม่มีสติปัญญาสามารถพัฒนาสร้างความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องได้ในเรื่องที่ฟังนี้ เนื่องจากสติปัญญาของตนไม่ถึง แม้ในการฟังก็ไม่พูดคุยกัน ไม่ล่วงไม่แคะเกาะ หรือง่วงหลับในขณะฟัง ควรให้ความเคารพคารวะผู้พูด หรือให้ความเคารพเอื้อเฟื้อในเรื่องที่ผู้พูดกำลังพูดหรือบรรยายอยู่
๓) ปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการฝึกฝนอบรมภาวนา ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” เป็นความรู้ของผู้มีสมาธิจิต จนสามารถเข้าญาณสมาบัติทุกอย่าง เรียกว่า ปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการฝึกฝนอบรมภาวนา นอกจากนี้ยังมีปัญญาอีก ๓ ประเภท คือ ปริตตารัมมณปัญญา หมายถึงปัญญาที่ปรารภธรรมทั้งหลาย อันเป็นกามาวจร คือยังมีการยึดมั่นในความใคร่ ความรัก พอใจในอารมณ์อยู่ มหัคคตารัมมณปัญญา หมายถึง ปัญญาที่ปรารภธรรมทั้งหลาย อันเป็นรูปาวจร คือยังมีการยึดมั่นอยู่ในรูป และอรูปาวจร คือยังมีความยึดมั่นอยู่ในสิ่งที่มีรูป และสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์อยู่ ปัญญาทั้ง ๒ อย่างนี้จัดเป็น โลกียวิปัสสนาปัญญา อัปปมาณารัมมณปัญญา หมายถึงปัญญาที่ปรารภพระนิพพานอย่างเดียว จัดเป็น “โลกุตตรวิปัสสนาปัญญา” เพราะเป็นมรรคปัญญา จริงอยู่มรรคปัญญานั้น แม้จะมิได้ยึดไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงแท้แห่งสังขารทั้งหลายเป็นต้น ก็เรียกว่า “วิปัสสนา” ได้ เพราะเต็มไปด้วยวิปัสสนากิจ หรือเพราะอย่างวิเศษ ซึ่งลักษณะอันแท้จริงแห่งพระนิพพานแล้ว[5]
ลักษณะของปัญญานอกจาก ที่กล่าวมาแล้ว ปัญญายังแบ่งออกไปได้อีก ๔ ลักษณะ โดยยึดญาณในอริยสัจจ์เป็นหลัก ดังนี้
๑) ความรู้ปรารภทุกขสัจ เพราะถือว่าทุกข์คือสภาวะที่ทนได้ยากยิ่งซึ่งถือกันว่า เป็นความจริงอย่างยิ่ง จัดเป็นปัญญา หรือญาณในทุกข์
๒)ความรู้ปรารภทุกขสมุทัย เพราะเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ที่เรียกว่า “กิเลส” อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ จัดว่าเป็นความจริง ข้อนี้จัดเป็นปัญญาหรือญาณในทุกขสมุทัย
๓) ความรู้ปรารภทุกขนิโรธ เพราะเป็นวิธีการดับทุกข์ ที่เรียกว่า “นิพพาน” ซึ่งเป็นความจริง จัดเป็นปัญญา หรือญาณในทุกขนิโรธ
๔)ความรู้ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เพราะเป็นทางดำเนินเพื่อความดับทุกข์ได้จะต้องอาศัยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นต้นซึ่งเป็นความจริง จัดเป็น ปัญญา หรือญาณในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ปัญญานอกจากจะแยกออกเป็น ๔ ลักษณะดังกล่าวมาแล้ว คือปัญญาที่รู้แจ้งในอริยสัจหรือเป็นญาณในอริยมรรค ปัญญาที่แยกออกมานี้ยังหมายถึงปฏิสัมภิทา ๔ หมายถึงผู้มีปัญญาที่แตกฉานด้วย เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ มีลักษณะดังนี้ คือ[6]
๑) อัตถปฏิสัมภิทา หมายถึงปัญญาที่แตกฉานในอรรถ คือพอเห็นข้อธรรม หรือความย่อก็สามารถแยกแยะ อธิบาย ขยายออกให้พิสดารเห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้ จนล่วงรู้ถึงผล อีกอย่างหนึ่งคำว่า อรรถะ นั้นหมายถึง ผล คือเมื่อบุคคลประกอบเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คาดหมายผลได้ว่า ในอนาคตจะเกิดผลนั้น ๆ ขึ้นมา ในขั้นสูงสุด เช่น พระสังคีติกาจารย์ในทุติยสังคายนา ความหมายว่า อีก ๒๐๐ ปีข้างน้านั้นจะมีเดียรถีย์ปลอมบวชในพระพุทธศาสนา จำเป็นจะต้องสร้างคนขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในพระศาสนา แต่มนุษย์โลกในสมัยนั้น ถ้าปล่อยตามปกติก็ไม่มีคนที่มีขีดความสามารถเช่นนั้น พระอรหันต์ทั้งหลายจึงไปอันเชิญติสสเทพบุตรให้จุติลงมาเกิดในครรภ์ของนางโมคคัลลีพราหมณี เพื่อเตรียมตัวแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาร่วมกับพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน การทำงานอะไรต่าง ๆ ของคนทั่วไป ที่เราใช้คำว่า ประเมินผล สรุปผล คือเมื่อบุคคลศึกษาหาข้อมูลได้ประเมินผลได้ สรุปผลได้ การสรุปผลนั้น เป็นสรุปผลที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่อาศัยการศึกษาจากข้อมูลอันเป็นเหตุในปัจจุบัน บุคคลเหล่านั้นก็สรุปลงไปได้ แต่จะได้มากน้อยเพียงใดนั้น แต่ถ้าเป็นการรู้ด้วยหลักของอนาคตังสญาณจริง ๆ ก็จะเป็นความรู้ที่ลงตัวเช่นพระอรหันต์ทั้งหลายที่กล่าวมา
[1] ที.ปา.๑๑/๒๔๒/๒๔๐.
[2] วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี, อภิธัมมัตถสังคหะปริเฉทที่ ๙, อ้างแล้ว.,หน้า ๒๙๑.
[3] ธนิต อยู่โพธิ์, วิปัสสนานิยม (ว่าด้วยทฤษฎีและการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน), (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า๒๙๓-๒๙๕.
[4] วศิน อินทสระ.อริบายมิลินทปัญหา, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เอิ้งนครเขษม, ๒๕๒๘), หน้า ๕๓-๕๔.
[5] อภิ.วิ.๓๕/๔๓๘/๓๔๕.
[6] องฺ.จตุกก.๒๑/๑๗๒/๒๑๖.ขุ.ปฏิ.๓๑/๒๖๘/๑๗๕.
๒) ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง ปัญญาที่แตกฉานในธรรม พอเห็นธรรมอรรถกถาอธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความตั้งเป็นกระทู้ หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ ธัมมปฏิสัมภิทานี้ คือการศึกษาธรรมะเป็น สูตรๆ ไป แล้วสรุปลงไปด้วยถ้อยคำง่าย ๆ เช่นสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงศึกษาเมตตาสูตร ทั้งพระสูตรแล้วได้สรุปเป็นข้อความสั้น ๆ ว่า โลโกปตฺถมฺภิกา เมตตา เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก อีกความหมายหนึ่ง ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง เหตุเช่น เมื่อบุคคลประสบผลอย่างใดอย่างหนึ่งในปัจจุบันเนื่องจากผลเหล่านั้นโยงเข้าไปหาเหตุ แต่ความรู้ที่สมบูรณ์นั้น ต้องอาศัย อตีตังสญาณ คือญาณอันเป็นส่วนอดีต เช่น เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตในพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้าก็ดี เกิดขึ้นในสมัยนั้น ๆ ก็ดี บางเรื่องมีความเกี่ยวโยงกับเหตุในอดีต หรือเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุ ในอดีตที่ไกล ๆ ข้ามชาติไป พระพุทธเจ้าก็ทรงอาศัย อตีตังสญาณ นำเรื่องเหล่านี้มาแสดงว่า เรื่องเหล่านี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทรงจัดคำสอนแนว นี้ไว้หมวดหนึ่งที่เรียกว่า ชาดก คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้ว
๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา หมายถึงปัญญาแตกฉานในนิรุตติ คือรู้แจ้งในภาษา พอเห็นศัพท์ก็รู้ความหมาย และถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่าง ๆ เข้าใจในคำพูด ชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ นิรุตติปัฏิสัมภิทานี้ เป็นผลแห่งญาณของท่านผู้บรรลุธรรมอย่างสูงในพระพุทธศาสนา เป็นที่น่าสังเกตว่า หมายถึงความแตกฉานในด้านภาษาต่าง ๆ ทุกแง่ทุกมุม จะเป็นของใครก็ตามยกตัวอย่าง เช่นภาษาในประเทศอินเดียในสมัยปัจจุบันก็ดีสมัยก่อนก็ดีมีมากมายเหลือเกินแต่หลักฐานในพระไตรปิฎก ปรากฏว่า ใครมาเฝ้าพระพุทธเจ้าจากเหนือสุด จากใต้ จากตะวันตกหรือตะวันออกของอินเดียวก็ตาม พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงมีล่าม แต่ก็ทรงตอบโต้ชี้แจง อธิบายธรรมะให้คนเหล่านั้นเข้าใจได้ทันที ดังนั้น นิรุตติปฏิสัมภิทา ระดับญาณจึงน่าจะเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากพระญาณด้วย ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะเกิดขึ้นจากพระองค์เคยศึกษามาในสมัยเป็นพระราชกุมมารด้วย
๔)ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาที่แตกฉานในปฏิภาณ คือรู้แจ้งแทงตลอดในความคิดทันเหตุการณ์ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่เอามาเชื่อมโยงเข้า สร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับกรณี เข้ากับเหตุการณ์ อีกประการหนึ่งในการใช้ปฏิภาณไหวพริบในปฏิภาณสัมภิทานั้น มีตัวอย่าง เช่น ในกรณีของศรีปราชญ์ที่มีไหวพริบปฏิภาณ สามารถตอบปัญหาที่เขาถามได้ในขณะนั้น ๆ หรือไหวพริบปฏิภาณของสุนทรภู่ ที่แก้ปัญหาในขณะที่ท่านบวชใหม่ มีคนมาถวายสังฆทาน ชาวบ้านที่นำมา อาราธนาไม่เป็น ท่านเองก็ยังไม่รู้ แต่ก็ใช้ไหวพริบปฏิภาณแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้เป็นต้น ดังนั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ ในชั้นหนึ่งคนสามัญโดยทั่ว ๆ ไป ที่มีพื้นฐานในเรื่องเหล่านี้ ก็สามารถที่จะได้รับประโยชน์ จากปฏิสัมภิทาของตนตามลักษณะในระดับหนึ่ง
คุณสมบัติเหล่านี้คือ ความเป็นคนรู้จักเหตุ รู้จักผล แตกฉานในภาษา และใช้ภาษาเป็นประกอบกับการมีไหวพริบปฏิภาณดี ใครจะมีในระดับใดก็ตาม ย่อมช่วยให้การทำงานของคนนั้นๆ ในทุกด้านประสบความเจริญก้าวหน้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ลดลงได้
ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น เมื่อจัดเป็นภูมิแบ่งออกได้เป็น ๒ ภูมิมีลักษณะดังนี้
๑) เสขภูมิ อันได้แก่ปฏิสัมภิทาของพระเสขอริยสาวกทั้งหลาย เช่นพระอนนท์เถระเมื่อยังเป็นพระเสขะ ท่านจิตตคฤหบดี และท่านขุสุตตรา อุบาสิกา ท่านเหล่านี้ถึงแตกฉานในเสขะภูมิ
๒)อเสขภูมิ อันได้แก่ปฏิสัมภิทาของพระอเสขอริยสาวก และของมหาสาวกทั้งหลาย เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะ พ ระสารีบุตร เป็นต้น ท่านเหล่านี้ถึงความแตกฉานในอริยภูมิ
ปฏิสัมภิทานั้นถึงแม้จะมีความแตกฉานในภูมิทั้ง ๒ อย่างและมีความแจ่มใสขึ้นก็ตาม แต่ก็ต้องอาศัยอาการ ๕ อย่าง คือ
๒.๑)อธิคม หมายถึงการบรรลุพระอรหันต์
๒.๒) ปริยัติ หมายถึงการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะ
๒.๓)สวนะ หมายถึงความสนใจฟังพระสัทธรรมโดยเคารพ
๒.๔) ปริปุจฉา หมายถึงการกล่าววินิจฉัยคัณฐิบท และอรรถบท ในคัมภีร์ทั้งหลายมีบาลีและอรรถกถาเป็นต้น
๒.๕) บุพพโยคะ หมายถึงการประกอบเนื่อง ๆ ซึ่งวิปัสสนาถึงขั้นใกล้ อนุโลมญาณและโคตรภูตญาณ โดยสภาวะแห่งพระโยคาวจร ผู้ที่ท่องเที่ยวไป ๆ มาๆ อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ในเหตุปัจจัยทั้ง ๕ ประการนี้ พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอาศัย อธิคมและ บุพพโยคะ เท่านั้นก็บรรลุปฏิสัมภิทาได้ ส่วนพระสาวกทั้งหลายอาศัยปัจจัยทุกข้อจึงจะบรรลุได้
ปัญญาจะพึงบำเพ็ญให้มีได้จะต้องอาศัยธรรมทั้งหลายเป็นองค์ประกอบ เช่น ขันธ์อายตนะ ธาตุอินทรีย์ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น ที่เป็นพื้นฐานของปัญญา อาศัยวิสุทธิ ๒ คือ สีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิเป็นรากเหง้า วิสุทธิ ๕ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิครณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ และญาณทัสสนวิสุทธิเป็นลำต้นของปัญญา เพราะฉะนั้นเมื่อพระภิกษุสั่งสมความรู้โดยการเล่าเรียนและไต่ถามในธรรมะที่เป็นภูมิเหล่านั้นแล้ว ทำวิสุทธิ ๒ อัน เป็นรากเหง้าให้สมบูรณ์ ทำวิสุทธิ ๕ ที่เป็นลำต้นให้ถึงพร้อม ก็สามารถบำเพ็ญปัญญาให้เกิดขึ้นได้ ดังเช่นภูมิของปัญญาที่ว่า ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณขันธ์ ขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ก็มีธรรมชาติไม่คงที่ ย่อมสลายเสื่อมโทรมไป เพราะแดด ลม หนาว ร้อน ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ในวิสุทธิมรรคเกี่ยวกับประเด็นนี้ ความว่า
ปัญญาที่หมายเอา ในทางพระพุทธศาสนา คือ วิปัสสนา อันประกอบด้วยกุศลจิต กล่าวคือ วิปัสสนาญาณนั้น มีอุทยัพพยญาณ คือการเห็น นามรูปมีลักษณะเกิดขึ้นและเสื่อมไปเสมอ ๆ เหมือนฟองน้ำและพยับแดด ที่เกิดขึ้น จากเหตุปัจจัยแตกดับไปฉะนั้น และมีสัจจานุโลมิกญาณ คือการเห็นอริยธรรม๔ ประการ แจ่มแจ้งชัดเจน ตามกำลังของญาณทัสสนะนั้นแล้ว ก็กำจัดกิเลสให้เด็ดขาดไปด้วยกำลังของอริยมรรค ที่เกิดขึ้นถึง ๔ ขั้นตามลำดับเป็นที่สุด ซึ่งนำมาสู่การบรรลุธรรมขั้นสุดยอดที่เรียกว่า อาสวักขยญาณ คุณธรรมที่ได้ชื่อว่าปัญญานั้น เพราะหมายความว่า รู้ทั่ว รู้ชัด รู้แจ้ง คือรู้โดยประการต่างๆวิเศษกว่าการรู้จัก และอาการที่รู้แจ้งนั้น ก็คือ รู้อารมณ์ รู้สังขาร รู้พระไตรลักษณ์ และความรู้นี้ยังส่งไปให้ถึงความปรากฏแห่งมรรคสูงขึ้นไปกว่านั้นได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ความรู้ในประการต่าง ๆ ที่วิเศษกว่าอาการที่รู้จักนี้เองคือ ปัญญา[1]
ปัญญาสามารถที่จะกำหนดให้ทราบได้ดังที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
ลักษณะ รส ความปรากฏ และปทัฏฐานแห่งปัญญานั้น ปัญญามีการตรัสรู้สภาวะแห่งธรรมเป็นลักษณะ มีอันขจัดเสียซึ่งความมืด คือ โมหะบิดบังสภาวะแห่งธรรมทั้งหลาย เป็นรสมีความหมายหลง เป็นเครื่องปรากฏหรือเป็นผลส่วนสมาธิ จัดว่าเป็นปทัฏฐาน คือ เหตุใกล้ของปัญญานั้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ผู้มีจิตเป็นสมาธิย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง” ดังนั้นปัญญาจึงมีลักษณะส่องให้สว่าง สว่าง คือ ปัญญาที่เกิดขึ้น ย่อมกำจัดความมืด คืออวิชชา ทำความสว่าง คือ วิชชาให้เกิดส่องแสง คือ ญาณ ทำอริยสัจทั้งหลายให้ปรากฏ แต่นั้นพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า “สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้ไม่ใช่ตัว” พระเถระเจ้าทั้งหลาย อุปมาให้ฟังคำนี้ “เหมือนอย่างว่ามีบุรุษถือไฟเข้าไปในเรือนที่มืดไฟที่เข้าไปแล้วนั้นย่อมกำจัดความมืดเสีย ทำความสว่างให้เกิดขึ้น ส่องแสง ทำรูปให้ปรากฏข้อนั้นฉันใด ปัญญาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมกำจัดมืด คือ อวิชชา ทำความสว่าง คือ วิชชาให้เกิด ส่องแสง คือ ญาณ ทำอริยสัจทั้งหลายให้ปรากฏ แต่นั้นพระอริยเจ้าย่อมเห็น ด้วยปัญญาอันชอบว่า “สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้ไม่ใช่ตัว ใช่ตน ข้อนี้ก็ฉันนั้น ปัญญามีลักษณะส่องให้สว่างอย่างนี้[2]
ปัญญานี้บางคราวก็ใช้คำว่า “โกศล” แปลว่า “ความฉลาด” มีลักษณะ ๓ ประการ ดังนี้
๑) อายโกศล ฉลาดในความเจริญ รู้จักความเจริญ และเหตุแห่งความเจริญ
๒) อปายโกศล ฉลาดในความเสื่อม รู้จักความเสื่อม และเหตุแห่งความเสื่อม
๓) อุปายโกศล ฉลาดในอุบาย วิธีที่จะหลีกจากความเสื่อม ดำเนินไปในทางที่เจริญ[3]
อนึ่ง ปัญญานี้มีอยู่ในหมวดนาถกรณธรรม คือธรรมอันเป็นที่พึ่ง ธรรมที่สร้างคุณภาพให้แก่ชีวิตมีลักษณะ ๑๐ ประการดังนี้ คือ
๑)ความรักษา กาย วาจา ใจให้เรียบร้อยที่เรียกว่า “ศีล”
๒) ความเป็นผู้สดับรับฟังมาก หรือได้ศึกษามาก ที่เรียกว่า “พาหุสัจจะ”
๓)ความเป็นผู้มีมิตรที่ดี เรียกว่า “กัลยาณมิตตตา”
๔)ความเป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย เรียกว่า “โสวจัสสตา”
๕)ความเป็นผู้รู้ในกิจการที่ควรทำ ของญาติและมิตร ที่เรียกว่า “กรณีเยสุทักขตา”
๖)ความเป็นผู้ใคร่ในธรรม หรือรักธรรม คือความนิยมในความถูกต้อง ความชอบที่
เรียกว่า “ธัมมกามตา”
๗) ความเป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ที่เรียกว่า “อารัทธวิริยตา” หรือ “วิริยารัมภะ”
๘)ความสันโดษ หรือยินดี มีความสุขพอใจ ด้วยปัจจัย ๔ ที่มีอยู่ หรือหามาได้ด้วย
ความเพียรอันชอบธรรมของตน ที่เรียกว่า “สันตุฏฐี”
๙) ความมีสติ รู้จักกำหนดจดจำ ระลึกในการที่ทำ ในคำที่พูดไว้ได้ ไม่มีความประมาทที่เรียกว่า “สติ”
๑๐) ความมีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล รู้จักคิดพิจารณา เข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า “ปัญญา” ดังข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิฎกกล่าวโดยสรุปความว่า
ปัญญาจัดเป็นธรรม เป็นธรรมที่พึ่งอันสูงสุด สร้างคุณภาพให้แก่ชีวิตปัญญาเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่มนุษย์ชาวโลกต้องอาศัยมากกว่าสิ่งอื่น เพราะเป็นแสงสว่างที่ส่องทางดำเนินเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ในปัจจุบันและอนาคต เป็นทรัพย์ภายใน เป็นอริยทรัพย์ เป็นสมบัติติดตัว “โจรปล้นเอาไปไม่ได้ แม้จะถ่ายทอดหรือให้ผู้อื่นด้วยความยินดีและตั้งใจ ถ้าผู้จะรับไม่มีบารมีขาดพื้นฐานในการรับ ยังรับไม่ค่อยได้ ปัญญาจึงเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขประตูเข้าสู่ขุมทรัพย์ มหาศาล ยามเมื่อมีภัยอันตราย ปัญญาช่วยแก้ปัญหาและสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับเป็นดีได้ ปัญญาเปรียบเสมือนทหารอารักขาประจำตัว ปัญญาเป็นเสมือนบ้านที่ให้ความอบอุ่นในยามหนาวให้ความร่มเย็นเมื่อมีความเดือดร้อน เป็นเสมือนอาหารและน้ำที่สามารถระงับความหิวและความกระหายได้ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “มีปัญญา” เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสนจะตกถิ่นฐานใดก็ไม่แคลน ถึงยากแค้นก็พอยังประทังตน” และปัญญาสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์ได้เด็ดขาด คือ การบรรลุมรรค ผล นิพพานได้[4]
ในเรื่องของปัญญานี้มีข้อสังเกตอยู่ว่า ทางพระพุทธศาสนาไม่ถือว่า ปัญญาที่มีติดตัวมา เช่น เชาวน์ ไหวพริบ เป็นปัญญาขั้นสูงสุด แต่ถือว่าปัญญาที่เราทำให้เกิดขึ้นด้วยการคิด การศึกษา และการปฏิบัติจึงเป็นปัญญาสูงสุด ที่สามารถช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ทั้งนี้เพราะเชาวน์ไหวพริบ เป็นของมีได้ไม่เหมือนกัน ส่วนปัญญาประเภทที่อบรมให้เกิดได้นั้น ทุกคนมีสิทธิเล่าเรียกศึกษา คิดค้นคว้า และปฏิบัติให้เกิดปัญญาได้แบบเดียวกับไฟธรรมชาติ เช่นไฟป่าเราไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ มนุษย์จึงประดิษฐ์ไม้ขีดไฟหรือเครื่องอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ให้เกิดไฟได้ ในทุกโอกาสที่ต้องการ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสรู้ก็มิใช่ตรัสรู้อย่างลอย ๆ ต้องอาศัยปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการลงมือปฏิบัติจึงตรัสรู้ได้ จึงเป็นการเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ในพระพุทธศาสนานั้นไม่คอยรอสิ่งที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ หรือคอยโชคชะตาให้ถึงวันดีคืน ดีแล้วฉลาดขึ้นมาเองเลยพระพุทธศาสนาสอนให้ลงมือกระทำเหตุที่เหมาะสม จึงเป็นศาสนาที่ไม่สอนให้แขวนชีวิตไว้กับโชคชะตา สอนให้รู้จักกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น
จะเห็นว่าปัญญาจะต้องใช้คู่กับสติอยู่เสมอ การมีสติก็คือมีแต่เฉลียวแต่ไม่มีฉลาด การมีแต่ปัญญา ก็คือมีแต่ฉลาด แต่ขาดความเฉลียว ใครที่ฟุ้งเกินไปเขาจึงล้อเลียนกันว่า ปัญญาเกินสติบางท่านจึงอธิบายว่า สติสัมปชัญญะนั่น ไม่ใช่อื่นไกล คือสติมาคู่กับปัญญานั่นเอง ดังที่สุชีพ ปุณญานุภาพได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า
การขาดสติสัมปชัญญะ ก็คือ ไม่มี ญาณ หรือ ปัญญานั่นเอง เพราะฉะนั้น สติกับปัญญาจึงอาศัยกัน เปรียบเหมือนดินกับน้ำ ดินเปรียบเหมือนปัญญา ถ้าไม่มีน้ำผสมอยู่ด้วยเลยก็กลายเป็นดินฝุ่น และไม่จับกัน ทำให้ฟุ้งง่ายต้องมีน้ำผสมอยู่บ้างจึงจะช่วยให้ไม่ฟุ้ง ดังนั้นปัญญาในพระพุทธศาสนาต้องมีสติกำกับอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้ว่าเรายกย่องพระอรหันต์ว่าท่านมีปัญญาสูงสุดเป็นเหตุทำลายกิเลสได้ ก็มีคำยกย่องพระอรหันต์อีกต่อไปว่าเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ[5]
[1] วิสุทธิ.๓/๑-๑๒.
[2] วิสุทธิ.๓/๓.
[3] ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๘๑.
[4] องฺ.ทสก. ๒๔/๑๗/๒๕, ที.ปา.๑๑/๓๕๗/๒๘๑.
[5] สุชีพ ปุญญานุภาพ , คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา.(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๐),หน้า ๒๓๘-๒๒๐.
๗ ภาวะของปัญญา
ภาวะของปัญญา คือการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น หรือมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เริ่มตั้งแต่การรับรู้อารมณ์ ทางอายตนะ ด้วยจิตใจที่มีท่าทีเป็นกลาง และมีสติไม่หวั่นไหว ไม่ถูกชักจูงไปตามความชอบใจ ไม่ชอบใจ สามารถตามดู รู้เห็นอารมณ์นั้น ๆ ไปตามสภาวะของมัน ตั้งแต่ต้นจนตลอดสาย ไม่ถูกความติดพัน ความข้องขัดขุ่นมัว หรือความกระทบกระแทก ที่เนื่องมาจากอารมณ์นั้น ฉุดรั้งหรือสะดุดเอาไว้ให้เขวออกไปเสียก่อน ต่างจากปุถุชนที่เมื่อรับรู้อารมณ์ใด ก็มักไปสะดุดอยู่ตรงจุดหรือแง่ ที่กระทบความชอบใจ ไม่ชอบใจ แล้วเกาะเกี่ยวพัวพันอยู่ตรงนั้น สร้างความตริตรึกคิดปรุงแต่งผันพิสดารขึ้นตรงนั้น แล้วไถลเขวออกไปจากทางแห่งความเป็นจริง เกิดความรู้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ รู้เห็นไปตามอำนาจกิเลสที่ปรุงแต่ง ไม่รู้เห็นตามความเป็นไปของสิ่งนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ เช่นเรื่องราวมีสาระอย่างเดียวกัน คนหนึ่งมาพูดโดยเสริมคำเยินยอผู้ฟังประกอบเข้าด้วย ผู้ฟังนั้นเห็นคล้อยตามไป แต่อีกคนหนึ่งมาพูดโดยไม่เสริมแต่งเลย ผู้ฟังเดียวกันนั้นกลับไม่เห็นชอบด้วย หรือข้อความอย่างเดียวกัน คนที่ฟังรักใคร่ชอบใจนำมาพูด ผู้ฟังชมว่าถูกต้อง เห็นดีเห็นงามไปแต่คนที่ผู้ฟังเกลียดชังนำมาพูด ผู้ฟังเห็นเป็นสิ่งผิดพลาดเสียหาย ย่อมไม่อาจยอมรับได้ ดังที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า
ปัญญารู้เท่าทันของสังขาร รู้สามัญลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้เท่าทันสมมติบัญญัติ ไม่ถูกหลอกให้หลงไปตามรูปลักษณะภายนอกของสิ่งทั้งหลาย และยอมรับความจริงทุกด้าน มิใช่ติดอยู่ในแง่ใดแง่หนึ่ง ความรู้เห็นตามที่มันเป็น หรือรู้เห็นตามที่มันเป็นจริง ขั้นนี้จะช่วยแก้ความเข้าใจผิดที่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นลัทธิมองแง่ร้ายได้โดยสิ้นเชิง เช่น ผู้เข้าถึงพุทธธรรม รู้ว่า ขันธ์ ๕ มิใช่ทุกข์ หรือเป็นสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง[1]
ปัญญารู้แจ้งชัดในสภาวะธรรมทั้งปวง รู้สังขาร นามรูป นามธรรมและรูปธรรม และการเกิดของอวิชชา รู้สาเหตุการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งในอดีต อนาคต แลปัจจุบัน
รู้การกระทำ รู้ผลกรรมของสัตว์เหล่านั้นว่าจะไปอุบัติในภพใด ชาติใด ผู้มีปัญญาสามารถรู้ถึงวิธีการดับทุกข์ รู้การดับของอวิชชา รู้ถึงสาเหตุของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร รู้ถึงสภาวะจิตที่จะทำให้หลุดพ้นจากวงจรของปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับ ผู้มีปัญญาเป็นผู้ได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดี ทำให้รู้แจ้งชัดในขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พิจารณาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นตามที่มันเป็นจริง ไม่หลงงมงาย ไม่เชื่อในคำพูดที่ไม่จริง ไม่เข้าข้างกับบุคคลที่พูดเท็จ ไม่ทุ่มเถียงกับคนพาล ผู้มีปัญญานั้นเป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบดี รู้เท่าทันเหตุการณ์ รู้ในสัจธรรม ทั้งปวง มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายทั้งปวง ดังพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ว่า
ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่กล่าวเข้าข้างกับใคร ไม่กล่าวทุ่มเถียงกับใคร อันใดเขาพูดกันในโลก ก็กล่าวไปตามนั้น ไม่ยึดถือ ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ขีณาสพ จะพึงกล่าวว่า ฉันพูดดังนี้ก็ดี เขาพูดกับฉัน ดังนี้ก็ดี เธอเป็นผู้ฉลาด รู้ถ้อยคำที่เขาพูดกันนั้น ในโลกก็พูดไปตามโวหารเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายเราไม่ขัดแย้งกับโลกดอก โลกต่างหากย่อมขัดแย้งกับเรา ธรรมวาที ผู้กล่าวธรรม ผู้พูดตามธรรม ย่อมไม่ขัดแย้งกับใครในโลก สิ่งใดบัณฑิตในโลกสมมติกันว่ามี เรากล่าวสิ่งนั้นว่ามี เหล่านี้เป็นโลกสมัญญา เป็นโลกนิรุตติ เป็นโลกโวหาร เป็นโลกบัญญัติ ซึ่งตถาคตได้พูดจา แต่ไม่ยึดถือ[2]
จะเห็นว่าภาวะของปัญญาในทางพระพุทธศาสนานั้นเป็นความรู้ขั้นสูง คือเป็นความรู้ที่นอกจากจะเข้าใจในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ยังต้องเข้าใจเหตุที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านั้นด้วย ในขณะเดียวกัน ก็สามารถวางท่าทีต่อสิ่งนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้องไม่กระวนกระวายไปตามกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอีกตอนหนึ่งสรุปความว่า
ปัญญารู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นจริง รู้เห็นอาการที่มันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย อาศัยกันและกันจึงมีขึ้น ปัญญารู้เท่าทันสังขารตามที่เป็นจริง รู้กฎของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตน เรา เขา เป็นของว่างเปล่า สูญเปล่า ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น นอกจากนี้ ปัญญายังสามารถกำจัดอวิชชา ตัณหา ราคะกิเลส ทั้งปวงให้หมดสิ้นไป ดังบาลีว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย เพราะอวิชชาจางหาย ดับไปไม่เหลือ ความเห็นขัดแย้งกันไปต่าง ๆ การถือดื้อดึง ความเห็นที่พล่านสับสนอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม สังขารเป็นไฉน สังขารเหล่านี้ของใคร สังขารก็อย่างหนึ่ง เจ้าของสังขารก็อย่างหนึ่งตัวชีวะกับสรีระเป็นอันเดียวกัน ตัวชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อีกอย่างหนึ่ง ความเห็นเหล่านั้นทั้งปวงย่อมถูกละหมดไป
ดังนั้นภาวะทางจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมทั้งมีคุณภาพ จึงเป็นคุณสมบัติของปัญญา ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้น คือ ปัญญาเมื่อเห็นตามความเป็นจริง รู้เท่าทันสังขารแล้วจิตจึงหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส เรียกการเข้าถึงภาวะนี้ว่าจิตที่ปัญญาบ่มสุขงอมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย หรือเมื่อรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกาม จิตย่อมหลุดพ้นสภาวะจิตย่อมหลุดพ้น แม้จากอวิชชาสวะ ลักษณะด้านหนึ่งของความเป็นอิสระในเมื่อไม่ถูกกิเลสครอบงำ ก็คือ การไม่ตกเป็นธาตุของอารมณ์ที่เย้ายวนหรือยั่วยุ อารมณ์ก็คือสิ่งที่ไม่เป็นของรักใคร่ และไม่เป็นสิ่งที่ปรารถนาแล้วยิ่งกว่านั้นยังมีผลสืบเนื่องจากความปราศจากราคะ โทสะ โมหะต่อไปอีก คือ ทำให้ไม่มีความหวาดเสียว สะดุ้ง สะทาน หวั่นไหว นอกจากไม่มีเหตุที่จะให้ทำความชั่วเสียหายที่ร้ายแรงแล้ว ยังมีหลักประกันความสุจริตใจในการทำงานด้วย สามารถเป็นนายของอารมณ์ ดังข้อความว่า
เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า น่าชอบใจไม่น่าชอบใจหรือเป็นกลาง ๆ ก็ตาม ก็สามารถบังคับสัญญาของตนได้ ให้เห็นปฏิกูล เป็นไม่ปฏิกูลเห็นของไม่ปฏิกูล เป็นปฏิกูล เป็นต้น ตลอดจนสลัดทิ้งปฏิกูล และไม่ปฏิกูลวางใจเป็นกลาง อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ ก็ได้ตามต้องการ เป็นผู้มีสติควบคุมตนได้เรียกว่า เป็นคนที่ฝึกฝนดีแล้ว หรือผู้ชนะตนเอง ซึ่งเป็นยอดของผู้ชนะสงคราม มีจิตหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวโยกคลอนไปตามอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ เหมือนภูเขาหินใหญ่ ไม่หวั่นไหวด้วยแรงลม หรือเหมือนผืนแผ่นดินเป็นต้นที่รองรับทุกสิ่งไม่ขัดเคืองผูกใจเจ็บต่อใคร ไม่ว่าจะทิ้งของดี ของเสีย ของสะอาด ไม่สะอาดลงไปอีกด้วยหนึ่งของความหลุดพ้นเป็นอิสระ คือความไม่ติดในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งท่านมักเปรียบกับใบบัวที่ไม่ติด ไม่เปียกน้ำ และดอกบัวที่เกิดในเปือกตม แต่สะอาดงามบริสุทธิ์ไม่เปื้อนโคลน เริ่มต้นแต่ไม่ติดในกาม ไม่ติดในบุญบาปไม่ติดในอารมณ์ต่างๆ อันจะเป็นเหตุให้ต้องรำพึง หลังหวังอนาคต ผู้ถึงธรรมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ฉะนั้นผิวพรรณของท่านจึงผ่องใส ส่วนชนผู้อ่อนปัญญาทั้งหลายเฝ้าแต่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และหวนละห้อยถึงความหลังอันล่วงแล้ว ซึ่งซูบซีดหม่นหมองเหมือนต้นอ้อสด ที่เขาถอนขึ้นทิ้งไว้ที่ในกลางแดด๒๙
บุคคลผู้มีปัญญา ต้องมีการพัฒนา อยู่ตลอด เพื่อให้ทันเหตุการณ์โลกสมัยในปัจจุบัน การพัฒนาปัญญา คือการพัฒนาความรู้ ที่อยู่ในขอบเขตของการฝึกฝนอบรม จำแนกออกไปได้เป็น ๓ ประเภท เรียงตามลำดับแห่งพัฒนาการ หรือเจริญแก่กล้า ที่ออกผลมาแต่ละอย่างดังนี้
๑) สัญญา ความกำหนดไว้ หมายรู้ ได้แก่ ความรู้เกิดจากการกำหนดหมาย หรือจำได้หมายรู้ เมื่อว่าโดยคุณภาพ ในกระบวนการพัฒนาความรู้ จะเห็นได้ว่า สัญญาที่เกิดขึ้นตามปกติ
คือสัญญาขั้นต้นทั้งหลายก็ดี สัญญาที่หมายรู้ ตามความรู้ ตามความเข้าใจที่เจริญเพิ่มพูนขึ้น ในการฝึกฝนอบรมปัญญาก็ดี แม้ว่าอาจจะแตกต่างกัน ได้เป็นความรู้หลายระดับตั้งแต่รู้คุมเครือ ถึงรู้ชัดเจน ตั้งแต่รู้บางแง่ ถึงรู้สมบูรณ์ ตั้งแต่รู้ผิดพลาด ถึงรู้ถูกต้อง ก็เป็นเพียงเรื่องของการรู้ และไม่รู้เท่านั้น จึงนับว่าเป็นเรื่องของความรู้ และการพัฒนาความรู้โดยตรง
๒) ทิฏฐิ คือความเห็น ความเข้าใจโดยนัยเหตุผล ได้แก่ความรู้ที่ลงข้อสรุปอย่างใด อย่างหนึ่ง หรือในทางใดทางหนึ่ง และประกอบด้วยความยึดถือโดยอาการผูกพันกับตัวตน อาจเป็นความรู้ที่มาจากแหล่งภายนอก แต่ได้คิดกลั่นกรองยอมรับเอา หรือสรุปเข้าเป็นต้นตนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ที่มีเหตุผลมากหรือน้อย หรือไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม ตัวอย่าง ทิฏฐิ เช่น
สัสสตทิฏฐิอเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปโดยไม่มีเหตุปัจจัย เป็นต้น
๓) ญาณ คือความรู้ ความหยั่งรู้ เป็นไวพจน์คำหนึ่งของปัญญา แต่มักใช้ในความหมายที่จำเพาะว่า คือเป็นปัญญาที่ทำงานออกผลมาเป็นเรื่อง ๆ เช่น กัมมัสสกตาญาณ คือความหยั่งรู้สภาวะที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน อตีตังสญาณ ปรีชาญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต สัจจานุโลมิกญาณความหยั่งรู้สอดคล้องกับสัจจะ ฐานาฐานญาณ ปรีชาญาณรู้การณ์ที่เป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้นาธิมุตติกญาณ ปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัย แนวโน้มความเชื่อ ความสนใจของสัตว์ทั้งหลายที่ต่างๆ ๆ กัน เป็นต้น กล่าวได้ว่า ญาณ คือ ความรู้บริสุทธิ์ ที่ผุดโพลงสว่างแจ้งขึ้น มองเห็นตามสภาวะของสิ่งนั้น ๆ หรือเรื่องนั่น ๆ แม้ว่า ญาณจะมีหลายระดับ บางทีเป็นความรู้ผิด บางทีเป็นความรู้บางส่วน ไม่สมบูรณ์ แต่ก็เรียกได้ว่า เป็นความรู้บริสุทธิ์ หรือ ความรู้ล้วน ๆ เพราะยังไม่มีความรู้สึกของตัวตน หรือความยึดถือเป็นของตนเข้าไปจับ บางครั้ง ญาณเกิดขึ้นโดยอาศัยความคิดเหตุผลแต่ญาณเป็นอิสระจากความคิดเหตุผล คือไม่ต้องขึ้นต่อความคิดเหตุผล แต่ออกไปสัมผัสกับตัวสภาวะที่เป็นอยู่จริง ข้อนี้นับว่าเป็นลักษณะที่แตกต่างกันอย่างหนึ่งระหว่าง ทิฏฐิ กับ ญาณ กล่าวคือ ความรู้แบบทิฏฐิที่เข้ามาอิงความยึดถือ และความคิดเหตุผลข้างในส่วนความรู้ที่เรียกว่าญาณออกไปสัมผัสตัวสภาวะเป็นเป็นอยู่ข้างนอกโดยตรง ดังมีข้อความที่กล่าวไว้ว่า
ในขั้นพื้นฐาน สัญญาเป็นวัตถุดิบของความรู้ และความคิดต่าง ๆ ดังนั้น ความรู้สึก ๒ ประเภท คือ ทิฏฐิ กับ ญาณ จึงจะต้องอาศัยสัญญา ทิฏฐิเกิดจากสัญญาอย่างไร มองเห็นไม่ยาก เมื่อกำหนดหมาย หรือหมายรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร ก็ชวนให้ลงความเห็นสรุปเอาไว้เป็นอย่าง ๆ นั้น และสัญญาก็กำหนดหมายต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว แม้ใช้ได้สำเร็จประโยชน์บางอย่างในการดำเนินชีวิต แต่ก็มักกลายเป็นเครื่องกำบังปิดกั้นไม่ให้เห็นความจริงด้านอื่น ๆ ของสิ่งนั้น ดังนั้น เมื่อไม่ใคร่ควรญวิเคราะห์ให้ดี คนที่ถูกสัญญาหลอกเอาหรือปิดบังปัญญาเอาได้ และชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ ก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มิใช่น้อย ทิฏฐิที่ผิดเกิดขึ้นเพราะสัญญาผิดบ้าง ใช้สัญญาไม่ถูกบ้าง ทิฏฐิแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากสัญญา ถูกสัญญา จัดแต่งเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นก็ดี สิ่งที่ได้ยินก็ดีสิ่งที่ได้ทราบก็ดี ในโลกนี้ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น อธิบายว่าทิฏฐิซึ่งสัญญาก่อให้เกิดขึ้น กำหนดขึ้น ปรุงแต่งจัดแจงไว้ เพราะเหตุที่ทิฏฐิมีสัญญาเป็นหัวหน้า มีสัญญาเป็นเจ้าการใหญ่ และถือต่างกันด้วยสัญญานั้น เกี่ยวกับสิ่งที่เห็นก็ดี ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น อธิบายว่า ทิฏฐิซึ่งสัญญาก่อให้เกิดขึ้น กำหนดขึ้น ปรุงแต่งจัดแจงไว้ เพราะเหตุที่ทิฏฐิมีสัญญาเป็นหัวหน้ามีสัญญาเป็นเจ้าการใหญ่ และถือต่างกันด้วยสัญญานั้นเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นก็ดี ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ขีณาสพ๓๐
จากที่กล่าวจะเห็นว่าญาณหรือปัญญานั้นจะต้องอาศัยสัญญา คือความจำได้หมายรู้เป็นแดนเกิดในเบื้องต้น ดังนั้น สัญญาจึงมีความสำคัญอยู่ไม่น้อยในการก่อให้เกิดปัญญา ดังมีข้อความที่ว่ากล่าวไว้โดยสรุปว่า
สัจจะที่แน่แท้ในโลก มิใช่จะมีต่าง ๆ มากมายเลย นอกจากสัญญา ญาณก็ต้องอาศัยสัญญาจึงจะเกิดขึ้นได้ ดังบาลีที่ว่า สัญญาย่อมเกิดก่อน ญาณย่อมเกิดทีหลัง และเพราะสัญญาเกิดขึ้น ญาณจึงเกิดขึ้น ท่านไม่ได้สัญญาแม้สักหน่อยจากนี้ท่านไม่ได้สัญญาในสิ่งที่เคยประกอบ หรือสัญญาในสิ่งที่เคยถึง หรือสัญญาในลักษณะ สัญญาในเหตุ สัญญาในฐานะ จากนี้ คือจากความสงบภายใน หรือจากการปฏิบัติ หรือจากธรรมเทศนา ท่านจะได้ญาณจากที่ไหน๓๑
ในคัมภีร์อรรถกถารุ่นหลังได้มีการเปรียบเทียบจากการมีทิฏฐิหรือสัญญาว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนคือเป็น อนิจจัง ของสิ่งทั้งหลาย เกี่ยวกับความแก่ ความทรุดโทรม เกี่ยวกับการล่วงหล่น ความตาย ความสิ้นสุด เกี่ยวกับเบื้องบน เบื้องล่าง เป็นต้น ปัญญาที่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาเหล่านั้นอย่างทั่วถึง ทำให้เกิด ญาณ ดังกล่าวแล้วนั้น หรือตัวอย่างเกี่ยวกับโลกียะญาณอย่างอื่น เช่น นายนิวตันมองเห็นผลแอปเปิลตกลงมา เกิดความรู้สว่างแจ้ง เห็นกฎแห่งความดึงดูดความรู้โพลงทั่วนั้นคือ อาศัยสัญญามากมายเป็นเค้า เช่น สัญญาเกี่ยวกับระหว่างการร่วงหล่น และการเข้าหากันระหว่างสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับช่องว่าง เกี่ยวกับแรง เกี่ยวกับการดึงการเหนี่ยว การเคลื่อนที่ การหลุดหนี การลอย เส้นตรง เส้นโค้ง เป็นต้น ปัญญาที่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาเหล่านั้นอย่างทั่วตลอดในด้านหนึ่ง ทำให้เกิดความหยั่งรู้นั้นขึ้น
ญาณ ก็ทำให้เกิดทิฏฐิได้ ตัวอย่างที่ชัดในคัมภีร์ เช่น พกพรหมมีญาณระลึกชาติได้ตลอดกาลยาวนาน อย่างดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด มองเห็นสัตว์ทั้งหลายเกิดดับนับไม่ถ้วน แต่ตนเองคงอยู่อย่างเดิมตลอด จึงเกิดทิฏฐิ คือ ยึดถือความเห็นขึ้นว่า สถานะแห่งพรหมนั้นยั่งยืนคงที่ มีอยู่ตลอดกาลนิรันดร พรหมเป็นผู้สร้าง ผู้บันดานทุกสิ่งที่อย่าง หรืออย่างผู้เกิดความหยั่งรู้ดังท่านนิวตันนั้น ครั้นความหยั่งรู้สว่างแจ้งเกิดขึ้นแล้ว ต่อมาใช้ความหยั่งรู้ หรือญาณนั้น มองดูสภาวะทั้งหลาย ก็เห็นเป็นไปอย่างนั้น แต่ไม่เห็นปรุโปร่งตลอดไปทุกกรณีโดยสิ้นเชิง มีติด หรือเคลือบคลุมบางด้านในบางจุดบางด้าน ความรู้นั้นก็อาจต้องถูกยึดถือไว้โดยอาการที่เรียกได้ว่าเป็นทิฏฐิระดับสูงมักเกิดจากการได้ญาณบางอย่างขึ้นก่อน
ส่วนทิฏฐิก็เป็นเครื่องหนุนช่วยให้เกิดญาณได้เหมือนกัน ดังจะเห็นได้ว่า ทิฏฐิไม่น้อยเป็นผล ความคิดและเป็นข้อยึดถือของปราชญ์ผู้มีปัญญามาก และเป็นทิฏฐิที่มีเหตุผลมาก ดังนั้น ถ้าไม่มีความยึดติดในทิฏฐินั้นเหนี่ยวแน่นจนเกินไป และรู้จักสดับ รู้จักมอง รู้จักใช้ปัญญา พินิจพิจารณา ก็ย่อมมีโอกาสมากที่จะเกิด ญาณ ซึ่งช่วยให้ก้าวหน้าต่อไป และสามารถทำลายจุดที่ยังติดตันผ่านไปได้
เมื่อทิฏฐิก็ดี ญาณก็ดี เกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีการกำหนดหมาย หรือหมายรู้ตามทิฏฐิ หรือตามญาณนั้นเกิดเป็นสัญญาใหม่ขึ้นอีก ทิฏฐิและญาณจึงทำให้เกิดสัญญา ซึ่งเป็นตัววัตถุดิบของความรู้ และความคิดอื่นสืบต่อไป ข้อแตกต่างกัน คือ ทิฏฐิมักพลอยทำให้เกิดสัญญาใหม่ที่ผิดพลาด ส่วนญาณจะช่วยให้เกิดสัญญาที่ถูกต้อง และแก้สัญญาที่ผิดพลาด๓๒
เพราะเหตุนั้น การคิด การเล่าเรียนสดับฟัง และการปฏิบัติฝึกฝนอบรม ย่อมเป็นเครื่องช่วยให้สัญญา ทิฏฐิและ ญาณนั้น เกิดมีใหม่ขึ้นบ้าง ก้าวหน้าเพิ่มพูนขึ้นบ้าง ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องขึ้นบ้าง ว่าที่จริง สุตะ คือความรู้ ที่ได้เล่าเรียนสดับมา ก็ดี การคิดอะไรได้ต่าง ๆ ก็ดี และปัญญาที่รู้เข้าใจอย่างนั้น อย่างนี้ ก็ดี ย่อมเป็นความรู้แบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวบุคคลด้วยเหมือนกัน แต่ความรู้ที่จะออกผลเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นรูปสำเร็จขึ้นในตัวบุคคล ก็คือความรู้ ๓ อย่างคือ สัญญา ทิฏฐิ และญาณ อาจพูดได้ว่า สัญญา ทิฏฐิ และญาณ ก็คือ ผลข้างปลายของสุตะ จินตาและภาวนานั่นเอง เมื่อความรู้ออกรูปเป็น สัญญา ทิฏฐิ และญาณแล้วย่อมมีผลต่อชีวิตของบุคคลมาก สัญญามีอิทธิมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการรับรู้ การมองเห็น การเข้าใจโลกรอบตัว และการที่จะสร้างความรู้อย่างอื่นต่อ ๆ ไป ทิฏฐิตั้งแต่ความยึดถือลัทธิศาสนา และอุดมการณ์ต่าง ๆ ตลอดลงมาถึงค่านิยมต่าง ๆ เป็นตัวชี้นำ แนวทางแห่งพฤติกรรม และวิถีชีวิต ของบุคคลได้ทั้งหมด ส่วนความรู้ประเภทญาณ เป็นความรู้กระจ่างชัด และลึกซึ้งที่สุด เป็นผลสำเร็จทางปัญญาขั้นสูงสุดที่มนุษย์จะทำได้ สามารถชำระล้างลงไปถึงจิตสันดานของบุคคล สร้าง หรือ เปลี่ยนแปลง ท่าทีแห่งการมองโลกและชีวิต ที่เรียกว่า โลกทัศน์ และชีวทัศน์ได้ใหม่ มีผลต่อพฤติกรรม และการดำเนินชีวิตของบุคคลอย่างเด็ดขาด และแน่นอนยั่งยืนยิ่งกว่าทิฏฐิ ความรู้ที่จัดโดยกิจกรรมและผลงานของมนุษย์ ได้แก่ความรู้ที่เนื่องด้วยการปฏิบัติการทางสังคม เช่น การสื่อสาร การถ่ายทอด แสวงหา เอ่ยอ้าง นับถือ สังกัด และที่เป็นมรดกตกทอดกันมา เป็นสมบัติของมวลมนุษย์ เมื่อมองในด้านของการพัฒนาปัญญา ท่านจัดเข้าเป็นปรโตโฆสะ และเน้นปรโตโฆสะที่ดี โดยฐานเป็นปัจจัยแห่งสัมมาทิฎฐิการเรียน การสอน ข่าวสาร ความรู้ประเภทตำหลับตำรา และตำนานทั้งหลาย เป็นสุตะแม้พระสูตรทั้งหลายในพระไตรปิฎก ก็เป็นสุตะ เช่น ทุกสูตรตามปกติขึ้นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ
ส่วนความรู้ที่เกิดจากญาณนั้น คือ ความหยั่งรู้ ความบริสุทธิ์ เป็นความรู้ตรงตามสภาวะ หรือปัญญาที่ทำงานออกผล เป็นเรื่อง ๆ หรือมองเห็นตลอดสายในด้านหนึ่ง ๆ ญาณเป็นความรู้ระดับสุดยอดของปัญญามนุษย์ และเป็นผลสำเร็จที่สำคัญของมนุษย์ ญาณไม่ว่าจะเป็นโลกียญาณ หรือโลกุตตรญาณ เป็นส่วนผลักดันทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ในอารยธรรมของมนุษย์ชาติญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ โพธิญาณ แปลว่า การตรัสรู้ของพระพุทธองค์
[1] สํ.ข. ๑๗/๑๓๑/๘๕.
[2] สํ.สี. ๙/๓๑๒/๒๔๘.
๒๙ สํ.ส.,๑๕/๒๒/๗.
๓๐ขุ.ม.,๒๙/๑๗๓/๑๓๓.
๓๑ขุ.ม.,๒๙/๓๔๙/๒๓๓.
๓๒ขุ.ปฏิ.๓๑/๓๕๕/๒๔๐.
๘ ญาณและปัญญาเป็นหนทางนำไปสู่ความหลุดพ้น
ความหลุดพ้นในที่นี้ หมายถึงความหมายหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ญาณและปัญญา ความรู้แจ้ง เห็นตามความเป็นจริง ปรากฏชัด สามารถกำจัดกิเลสทั้งปวงให้หมดสิ้นไป เป็นจิตใจที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากความเศร้าหมองทุกประการ ความหลุดพ้นใช้คำว่า วิมุตติ ตามที่มีคำกล่าวไว้ว่า
วิมุตติ หมายถึงความหลุดพ้น ในระดับสูงใช้ในความหมายต่างกัน แยก
ออกได้เป็น ๓ อย่างคือ การหลุดพ้น กิริยาที่หลุดพ้นออกมาได้ หรืออาการที่เป็น
ไปในขณะหลุดพ้นเป็นอิสระ วิมุตติในความหมายอย่างนี้ ท่านเรียกว่า เป็นมรรค
อย่างที่สอง ความเป็นผู้หลุดพ้น คือความเป็นอิสระในเมื่อหลุดพ้นออกมาได้แล้ว
วิมุตติในความหมายอย่างนี้ ท่านเรียกว่าเป็นผล อย่างที่สาม ภาวะแห่งความเป็น
ผู้หลุดพ้น ภาวะแห่งความเป็นอิสระที่หลุดพ้น ผู้เป็นอิสระนั้นเข้าถึงและรู้สึกได้
ซึ่งอำนวยความดีงามต่าง ๆ มีความสุขสบายปลอดโปร่งโล่งใจเป็นต้น และภาวะ
แห่งความเป็นอิสระเช่นนั้น ที่ผู้ยังไม่หลุดพ้นกำหนดเป็นอารมณ์ เช่นนึกถึงคำนึง
ถึงหน่วงเอาเป็นจุดหมายในใจเป็นต้น วิมุตติในความหมายอย่างนี้ คือที่ใช้เป็น
ไวพจน์ของนิพพาน คือหมายถึงนิพพานนั่นเอง๓๓
ในความหมาย ๓ อย่างนั้น ข้อที่ถือว่าเป็นความหมายจำเพาะกว่าอย่างอื่นคือเป็นเรื่องของวิมุตติแท้ ๆ ก็คือวิมุตติในความหมายที่เป็นผล คำว่าผลในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล ส่วนความหมายเป็นที่มรรค ก็มีธรรมะข้ออื่นเป็นเจ้าของเรื่องอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชชา และวิราคะซึ่งมักมาคู่กับวิมุตตินี้ โดยวิชชาเป็นมรรค หรือไม่ก็วิราคะเป็นมรรค วิมุตติเป็นผล วิมุตติที่เป็นผล โดยเฉพาะอรหัตตผลนั้น แยกให้เห็นเป็น ๒ ด้าน คือ เป็นเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติเจโตวิมุตติ คือความหลุดพ้นทางด้านจิต หรือหลุดพ้นด้วยกำลังจิต คือด้วยสมาธิ หมายถึงภาวะจิตที่ประกอบด้วยสมาธิซึ่งกำราบราคะลงได้ ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกมัดทั้งหลาย ปัญญาวิมุตติ แปลว่า ความหลุดพ้นด้วยปัญญา แต่ควรจะแปลว่าความหลุดพ้นแห่งปัญญาด้วย เพราะหมายถึงปัญญาบริสุทธิ์ หรือความรู้ถูกต้องสมบูรณ์ ไม่มีกิเลสบดบัง ซึ่งเกิดขึ้นแก่ผู้บรรลุอรหัตตผล ในเมื่อปัญญานั้นกำจัด อวิชชาได้แล้ว ทำให้ผู้นั้นหลุดพ้นจากกิเลส เครื่องผูกมัดทั้งปวง เจโตวิมุติได้แก่ผลของสมาธิ หรืออรหัตตผลสมาธิ หรืออรหัตตผลจิต ส่วนปัญญาวิมุตติได้แก่ ผลญาณ หรือผลปัญญา หรืออรหัตตผลญาณ หรืออรหัตตผลปัญญา ผู้บรรลุอรหัตตผล จะต้องได้เจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติครบทั้งสองอย่างทุกคน คำทั้งสองจึงมาคู่กันเสมอ ในข้อความที่กล่าวถึงการบรรลุ อรหัตตผล เจโตวิมุตติเป็นผลของสมถ ปัญญาวิมุตติเป็นผลของวิปัสสนา คำคู่นี้แสดงให้เห็นว่า สมถและวิปัสสนาจะต้องมาควบคู่กัน แม้ในขั้นผลก็เช่นเดียวกันกับในขั้นมรรค
เจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ มาด้วยกันครบสองอย่าง จึงเป็นวิมุตติที่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไป ย่อมเห็นละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะบำเพ็ญแต่สมถอย่างเดียวก็ได้ และสมถที่บำเพ็ญเช่นนั้น ย่อมสามารถทำให้เกิดสมาธิขั้นสูง ถึงฌานสมาบัติ ซึ่งในภาวะเช่นนั้น กิเลสทั้งหลายย่อมสงบระงับไป เป็นการหลุดพ้นได้อย่างหนึ่ง แต่หลุดพ้นได้เพียงชั่วคราว ผู้บำเพ็ญสมถจึงต้องก้าวต่อไปสู่วิปัสสนา คือเจริญปัญญาด้วยจึงจะหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง ความข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า เจโตวิมุตติอาจมีได้ในกรณีอื่น แม้ที่มิใช่เป็นการบรรลุมรรคผล แต่เจโตวิมุตติในกรณีเช่นนั้นย่อมจะมิใช่เจโตวิมุตติที่เด็ดขาดแน่นอน ดังนั้นตัวตัดสินที่แท้จริง จึงได้แก่ปัญญาวิมุตติ ซึ่งทำลาย อวิชชาลงไปโดยลำดับ กำจัดกิเลสเด็ดขาดเป็นขั้น ๆ
ปัญญาวิมุตติมาเมื่อใด ก็หมายถึงวิมุตติที่เด็ดขาดแท้จริงเมื่อนั้น ยิ่งมีคำว่า อานาสวะประกอบด้วย ก็หมายถึงวิมุตติขั้นสูงสุด ที่สมบูรณ์สิ้นเชิง แต่การที่ปัญญาวิมุตติมาควบคู่กับเจโตวิมุตติ ก็เพราะต้องอาศัยเจโตวิมุตติเป็นเครื่องเตรียมจิตให้พร้อมเท่านั้นเอง เท่าที่ผู้วิจัยอธิบายมานี้ต้องการเน้นความ ๒ ประการคือ
๑) ปัญญาวิมุตติใช้ในกรณีเดียว คือหมายถึงความหลุดพ้นที่เด็ดขาดแน่นอน จะมาคู่กับเจโตวิมุตติอย่างหนึ่งเสมอ ส่วนเจโตวิมุตติ อาจใช้ในกรณีอื่นด้วย ดังนั้น ถ้าหมายถึงการหลุดพ้นเด็ดขาดขั้นมรรคผล ตั้งแต่โสดาปัตติผลขึ้นไป จะต้องมาด้วยกันกับปัญญาวิมุตติอย่างข้างต้นนี้ หรือมิฉะนั้นก็ต้องมีคำวิเศษณ์กำกับไว้ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับระบุให้ชัดว่า เป็นขั้นสุดท้ายเด็ดขาด แต่ถ้ามาคำเดียวตามลำพัง หรือมีคำอย่างอื่นกำกับ ย่อมมิใช่เจโตวิมุตติขั้นสุดท้ายที่เด็ดขาดสมบูรณ์
๒) เมื่อกล่าวถึงบุคคลผู้บรรลุอรหัตตผล โดยแบ่งเป็น ปัญญาวิมุตติ กับ อุภโตภาควิมุตนั้นพึงเข้าใจว่า ปัญญาวิมุตติ ซึ่งดูเสมือนจะให้แปลว่า ผู้ได้ปัญญาวิมุตติอย่างเดียวนั้น อันที่จริงย่อมได้เจโตวิมุตติด้วย เพราะการได้ปัญญาวิมุตติส่อความคุมถึงอยู่แล้วว่า ต้องได้เจโตวิมุตติด้วยเป็นแต่หมายถึง เจโตวิมุตติแบบที่อาศัยสมาธิเพียงเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะต้องมีเป็นธรรมดาอยู่แล้วก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ จึงไม่ต้องระบุให้เด่นชัดออกมาเหมือนกับพูดว่า ผู้เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวแต่ความจริงก็ต้องอาศัยสมถเพื่อใช้สมาธิเท่าที่จำเป็นด้วยนั่นเอง ส่วนอุภโตภาควิมุตติที่แปลว่าผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วนก็เหมือนให้แปลว่า ผู้ได้ทั้งเจโตริมุตติ และปัญญาวิมุตติเท่ากับว่า ในกรณีนี้เน้นคำว่าเจโตวิมุตติให้เด่นชัดออกมา เจโตวิมุตติที่เน้นในกรณีนี้ ย่อมไม่ หมายถึงเพียงเจโตวิมุตติอย่างที่จำเป็น ต้องมีเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ในขณะที่จะได้ปัญญาวิมุตติ แต่หมายถึงเจโตวิมุตติในความหมายที่เป็นพิเศษออกไป คือวิโมกข์ หรือฌานสมาบัตินั่นเอง วิมุตติที่ใช้ตามความหมายอย่างกว้าง หรืออย่างหลวมๆ มีมากนัย หลายระดับ สำหรับระดับที่ยังไม่ใช่ชั้นสูงสุด ส่วนมากท่านใช้คำว่า เจโต วิมุตติ แทน เพราะเจโตวิมุตติบ่งอยู่ในตัวแล้วว่า ยังไม่ใช่วิมุตติ ขั้นสมบูรณ์เด็ดขาดและตามปกติ วิมุตติในระดับต่ำลงมา ก็มักเป็นเรื่องการหลุดพ้นด้วยกำลังจิตหรือกำลังสมาธิทั้งนั้นนอกจากคำว่า เจโตวิมุตติแล้ว คัมภีร์ขั้นรองลงมา บางคัมภีร์นิยมใช้คำว่าวิโมกข์แทน
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้คำว่าวิมุตติ หรือเจโตวิมุตติ หรือวิโมกข์ก็ตาม ท่านมักใส่คำวิเศษณ์ลงกำกับไว้ด้วย เพื่อจำกัดความหมาย ให้อยู่ในขอบเขตที่ต้องการ เช่น สามายิก วิมุตติสามายิกเจโตวิมุตติ สามายิกวิโมกข์ อัปปมัญญาเจโตวิมุตติ สันตเจวิมุตติ ฯลฯ เมื่อใส่คำวิเศษณ์กำกับ ทำให้ความหมายจำกัดอยู่ในระดับต่ำ ๆ ได้แล้ว การใช่คำวิเศษณ์ที่ตรงข้ามกับระดับต่ำเหล่านั้นกำกับลงไป ก็เท่ากับทำให้มีความหมายเป็นวิมุตติในระดับสูงสุด หรือขั้นมรรคผลขั้นเด็ดขาดนั่นเอง ด้วยเหตุการณ์จำกัดความหมายโดยคำวิเศษณ์กำกับ จึงกลายเป็นวิธีที่ท่านนิยมใช้ ทั้งสำหรับความหมายในขั้นสูงสุดและความหมายในขั้นต่ำลงมาดังนั้น ด้วยเหตุที่วิมุตติมีความหมายต่างออกไปหลายระดับ เช่นนี้ ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาท่านจึงรวมมาจัดเข้าเป็นขั้นตอนให้เห็นชัดยิ่งขึ้น และนิยมจัดแบ่งเป็น ๕ ขั้น หรือ ๕ ความหมาย เป็นการช่วยให้ผู้ศึกษาที่ยังไม่คุ้นเคย ให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น ทำให้เข้าใจง่ายเข้า จึงยกเอาวิมุตติทั้ง ๕ มาให้ดังนี้คือ
๑) วิกขัมภนวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยการข่มกิเลสไว้ คือระงับนิวรณ์ได้ด้วยอำนาจสมาธิ ได้แก่ สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔
๒)ตทังควิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยองค์ธรรมจำเพาะ ได้แก่ พ้นความเห็นผิดถือผิดด้วยอาศัย ญาณ คือความรู้ฝ่ายวิปัสสนา
๓) สมุจเฉทวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยเด็ดขาด หรือตัดขาด คือการทำลายกิเลสที่ผูกมัดให้หลุดพ้นเป็นอิสระออกไปได้ด้วย ญาณ หรือวิชชาขั้นสุดท้าย ได้แก่ วิมุตติในความหมายที่เป็นมรรค
๔)ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยสงบระงับเรียบสนิทและราบคาบไป คือความเป็นผู้หลุดพ้นออกไปได้แล้ว มีความเป็นอิสระอยู่เพราะกิเลสที่เคยผูกมัด หรือครอบงำถูกกำจัดราบคาบไปแล้ว ได้แก่วิมุตติในความหมายที่เป็นผล
๕)นิสสรณวิมุตติ ความหลุดพ้นที่เป็นภาวะหลุดรอดปลอดโปร่ง คือภาวะแห่งความเป็นอิสระซึ่งทำให้ผู้นั้นปฏิบัติกิจอื่น ๆ ได้ด้วยดีต่อ ๆ ไป ได้แก่ วิมุตติในความหมายที่เป็น นิพพาน
ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าญาณและปัญญาตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้นมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือการแสวงหาหนทางดำเนินชีวิตที่สูงขึ้นไปคือการเป็นอิสระจากกระแสแห่งกิเลสทั้งมวล ด้วยเหตุว่าญาณและปัญญานั้นสามารถทำให้บุคคลวางท่าทีต่อชีวิตได้อย่างถูกต้อง มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงไม่ดำเนินชีวิตไปตามกระแสแห่งกิเลส รู้จักแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์บุคคลผู้มีญาณและปัญญาย่อมมีคุณภาพจิตที่เข้มแข็ง สามารถควบคุม หรือฉุดกระแสกองกิเลสที่แวะเวียนเข้ามาได้ ให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในทำนองคลองธรรม ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความสงบสันติสุขขึ้นในสังคม อันเป็นจุดมุ่งหมายของการพัฒนาประเทศชาติและสังคมโลกนั่นเอง
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
๓๓พระธรรมปิฏก, (ป.อ. ปยุตโต) ,พุทธรรม.(กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒),หน้า ๓๐๘-๓๐๙.