๑.๕ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม
พฤติกรรม หมายถึงการกระทำ หรือการแสดงออก การแสดงออกนั้นแบ่งเป็น ๓ ทาง ดังนี้
๑.ทางร่างกาย ผู้มีญาณจะไม่ประพฤติปฏิบัติ การกระทำความชั่วใด ๆ เช่น การลักขโมยปล้นฆ่า ทำกาเมสุมิจฉาจาร ผิดลูกเมียบุคคลอื่น
๒.ทางวาจา บุคคลผู้มีญาณจะไม่พูดคำหยาบ หรือคำไม่สุภาพ เช่น พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดเสียดสี ยุโยงให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด ให้แตกความสามัคคีกัน ตรงข้ามกับบุคคลผู้ญาณจะเป็นบุคคลที่มีวาจาสุภาพ อ่อนโยน ไม่มีการพูดใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน คือพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองแก่มนุษย์สังคม และส่วนรวม
๓.ทางจิตใจ ไม่คิดอิจฉา ริษยา บุคคลอื่น ไม่คิดในทางอกุศล (ความชั่ว) คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ผู้มีญาณจะมีจิตใจเมตตาปราณี มีจิตเป็นกุศลคิดจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ บุคคลที่มีญาณ เป็นบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดีแล้ว เป็นผู้มีจิตใจเยือกเย็น สงบ ผ่องใส เบิกบานเกิดความสุขสมบูรณ์ จิตใจสงบ เกิดสมาธิได้ ฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ และสมาบัติ ๘ ผู้มีญาณนั้นสามารถมองเห็น ทะลุปรุโปร่ง รู้แจ้งแทงตลอดในสัจธรรม และสรรพสิ่งทั้งหลาย รู้เห็นตามสภาวะที่มันเป็นจริง รู้เหตุของการเกิดขึ้น รู้สาเหตุแห่งการดับทุกข์ รู้สาเหตุแห่งการเกิดของอวิชชา ตัณหา สังขาร วิญญาณ นามรูป รู้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง มีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา ไม่อยู่คงที่ตลอดไป เป็นของสูญเปล่า ไม่เป็นแก่นสาร ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะจะทำให้เกิดทุกข์นั่นเอง
พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะความวิริยะอุตสาหะของพระองค์เอง ตามความเป็นจริงแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ธรรมมากมาย จบลงด้วยอริยสัจ ๔ จึงมีอีก พระนามหนึ่งว่า สัพพัญญู แปลว่า ทรงรู้ธรรมทุกอย่าง ไม่เพียงแต่เรื่องธรรมเท่านั้น แม้เรื่องโลกก็ทรงรู้แจ่มแจ้ง จึงได้พระนามว่า โลกวิทู แปลว่า ผู้รู้โลก หรือรู้แจ้งโลก ทั้งโลกที่อยู่อาศัย โลกคือหมู่สัตว์ และโลกภายใน คืออุปนิสัย หรือจิตใจของสรรพสัตว์ รวมความว่าทรงรู้จักโลกทั้งปวง แต่พระองค์ไม่ค่อยตรัสเรื่องโลกมากนัก ส่วนใหญ่พระองค์จะตรัสเรื่องธรรม เพราะเห็นว่าเรื่องโลกมีประโยชน์น้อย ไม่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดหลุดพ้น เพราะญาณและปัญญาอันเกิดจากการตรัสรู้นั้นเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ ซึ่งปรากฏขึ้นแล้ว แม้เพียงดวงเดียวก็ให้แสงสว่างแก่โลกทั้งโลกได้ เมื่อดวงอาทิตย์ไม่ปรากฏ โลกก็ตกอยู่ในความมืด แม้มนุษย์จะใช้ไฟฟ้า หรือไฟจากแหล่งใดก็ตาม เท่าที่มนุษย์ใช้อยู่ในเวลานี้ก็ไม่อาจให้แสงสว่างเท่าดวงอาทิตย์ ดังที่ วศิน อินทสระ ได้เปรียบเทียบประเด็นนี้ ความว่า
สัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า เปรียบได้กับแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ส่วนปัญญาอันเป็นโลกียะทั้งหลายเปรียบเหมือนไฟดวงเล็กดวงน้อยเท่าที่มนุษย์มีอยู่ ใช้อยู่ให้แสงสว่าง เพียงจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น สัมมาสัมโพธิญาณจึงเป็นต้นญาณแห่งความรู้ ซึ่งเมื่อบุคคลใดรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ย่อมรู้เห็น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ด้วย เหมือนปรากฏขึ้นแห่งดวงอาทิตย์ ความรู้ระดับสัมมาสัมโพธิญาณนี้ จัดเป็นญาณรวมยอด เป็นญาณสูงสุด เป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นพระอรหันต์ทั้งปวง[1]
ญาณ เป็นการหยั่งรู้สภาวะแห่งความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นจริง เป็นสภาวะที่รู้แจ้งในสัจธรรมทั้งปวง ในสังขาร ในพระไตรลักษณ์ ถ้ากล่าวตามความเป็นจริงแล้ว มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับภาคปฏิบัติโดยตรง กล่าวคือ ได้มีการปฏิบัติตามขั้นตอน ขั้นแรกได้แก่สมถ ทำให้จิตสงบ สมาธิ ทำจิตใจสงบแน่วแน่ดิ่งลึกลงไปถึงขั้นของฌาน ฌานทำให้จิตสงบสุขผ่องใส วิปัสสนา หรือวิปัสสนาญาณ คือญาณที่ทำให้รู้แจ้งเห็นจริง เห็นชัด ตามที่มีคำกล่าวไว้ว่า
บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ผ่าน ญาณ ๙ ขั้นขึ้นไปแล้วได้ ๑ ครั้ง ก็จะบรรลุมรรคญาณของพระโสดาบัน ผ่านขั้นที่ ๙ ขึ้นไปได้ ๒ ครั้งจะได้มรรคญาณ พระสกทาคามี ผ่านขั้นที่ ๙ ได้ ๓ ครั้งจะได้มรรคญาณผลของพระอนาคามี ผ่านขั้น ๙ ถึง ๔ ครั้งจะได้มรรคญาณของพระอรหันต์ กล่าวการเกิดมรรคญาณครั้งแรก เรียกว่าโสดาปัตติมรรคญาณ ผู้ที่ได้ผ่านญาณนี้เรียกว่าพระโสดาบัน การเกิดมรรคญาณครั้งที่ ๒ เรียกว่า พระสกทาคามีมรรคญาณ ผู้ที่ได้ญาณนี้เรียกว่า พระสกทาคามี การเกิดมรรคญาณครั้งที่ ๓ เรียกว่า พระอนาคามี ผู้ที่ได้ญานนี้เรียกว่าพระอนาคามี การเกิดมรรคญาณครั้งที่ ๔ เรียกว่า พระอรหันต์ เมื่อมรรคญาณเกิดขึ้น กิเลสที่เป็นเหตุให้บุคคลติดข้อง ไม่หลุดพ้น ไม่บริสุทธิ์ จะถูกทำลายไปด้วยกำลังแห่งมรรคญาณนั้น ๆ เรียกว่า อาสวักขญาณ คือญาณที่สิ้นอาสวะ สิ้นกิเลสนั่นเอง[2]
๒ บ่อเกิดของญาณตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาญาณจะเกิดขึ้นได้ในเบื้องต้นนั้น จะต้องเกิดจากการประพฤติปฏิบัติ หรือมีศรัทธา วิริยะ อุตสาหะ มีความเพียรที่แรงกล้า คือมีการบำเพ็ญวิปัสสนา ซึ่งศีลวิสุทธิ ความสะอาดแห่งกายกรรม และวจีกรรมเป็นขั้นที่ ๑ และจิตวิสุทธิ ความสะอาดแห่งมโนกรรมเป็นขั้นที่ ๒ แล้วต่อด้วยทิฏฐิวิสุทธิไปจนถึงญาณทัสสนวิสุทธิ โดยการพิจารณาทางจิตด้วยอุบายอันแยบคายตามลำดับ ความรู้ในระดับนี้ทำให้บุคคลมีจิตที่บริสุทธิ์ หมดจด ปราศจากอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองทุกประการ โดยมีระดับขั้นตอนในการเกิดญาณดังนี้
๑) ทิฏฐิวิสุทธิ คือความบริสุทธิ์หมดจดแห่งความเห็นชอบ ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ มีปัญญารู้ว่า รูปนามคืออะไร เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันได้อย่างไร เล็งเห็นเหตุผลว่า นามรูป เกิดจากเหตุปัจจัย จะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ตกอยู่ในลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ใครปรารถนาให้เป็นไปตามใจประสงค์ย่อมไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจและปรารถนาของใคร ความรู้เห็นตามไตรลักษณ์นี้ เป็นเครื่องชำระความเห็นให้บริสุทธิ์ชัดเจน ร่างกายประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๔ อาศัยสัมภาวะธาตุของ บิดา มารดาผสมกันมีกรรมเป็นผู้ตกแต่ง เจริญขึ้นด้วยอาหาร มีวิญญาณอยู่ภายใน เป็นที่รวมแห่งความรู้สึก ซึ่งสืบต่อไป อวัยวะและการสัมผัส ในทิฏฐิวิสุทธินี้เอง เป็นจุดเริ่มแรกของวิปัสสนาญาณ
๒) มัคคมัคคญาณทัสสนาวิสุทธิ คือความบริสุทธิ์หมดจดแห่งความรู้ เป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ ความสามารถรู้ทางที่ผิด ทางที่ถูกได้ เมื่อรู้เห็นเหตุปัจจัยของ นามรูปแจ้งชัดแก่ใจเช่นนั้น จะเกิดอารมณ์ขึ้นในจิตใจ อย่างใดอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส” มีอยู่ ๑๐ อย่างดังนี้คือ
- โอภาส ความสว่างแจ่มแจ้งในจิต มองเห็นทุกทิศทุกทาง เหมือนกับรรลุถึงทิพจักษุญาณฉะนั้น
- ญาณ ความรู้เห็นเฉียบแหลมคมคาย กว่าเดิมหลายเท่ายิ่งนัก มีความรู้เห็นทะลุปรุโปร่งไม่ติดข้อง สามารถทำนายท้ายทักได้ถูกต้อง
- ปีติ ความอิ่มเอิบชุ่มชื่นทั้งกายและใจ มากกว่าปกติยิ่งนัก ทำให้จิตมีประกายคล้ายกับพ้นจากกิเลสอาสวะแล้ว
- ปัสสัทธิ ความสงบ ได้แก่ความสงบระงับพักอยู่ ไม่เจริญปัญญาต่อไป และติดใจในความสงบนั่นด้วย
- สุข ความสบายใจ ปลอดโปร่งใจ เป็นไปอย่างประณีตสุขุม และสม่ำเสมอประการหนึ่งว่าพ้นทุกข์ที่เด็ดขาดแล้ว
- อธิโมกข์ แปลตามรูปศัพท์ว่า ความพ้นของจิตใจ ปรากฏเด่นยิ่งนัก คล้ายกับพ้นจากกิเลส อาสวะเด็ดขาดแล้วฉะนั้น แต่โดยความหมายแล้ว หมายถึงน้อมใจเชื่อในเรื่องที่ประสบนั้นโดยปราศจากญาณ
- ปัคคาหะ ความเพียรกล้าหาญ เด็ดเดียวประครองจิตไว้ในระดับสูง ไม่ให้จิตตกลงสู่ภวังค์ได้แม้แต่น้อย
- อุปัฏฐาน ความมีสติมั่นคงแข็งแรง กับกำจิตไม่ให้พลั้งเผลอ คล้ายกับว่ามีสติสมบูรณ์อยู่เสมอ
- อุเบกขา ความวางเฉยในอารมณ์ และมีจิตใจเป็นกลาง เที่ยงตรงอย่างยิ่ง
- นิติกัน ความรู้สึกพอใจ ในความเป็นไปของจิต ในขณะนั้นอย่างลึกซึ้ง คล้ายกับว่าตนพ้นอำนาจของมาร เมื่อประสบกับภาวะทางจิตใจเช่นนี้แล้ว ก็หยั่งแต่เพียงว่า เป็นผลของวิปัสสนาญาณ ขั้นข้าม ความสงสัย มิใช่ผลสูงสุดของวิปัสสนาญาณที่แท้จริง จึงมิหยุดยั้งความเพียรแค่นั้น ประครองจิตไว้ให้เห็นแจ้ง ในทางวิปัสสนายิ่งขึ้น ไม่ยอมให้เขวออกนอกทางแห่งวิปัสสนา
๓) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจากแห่งความรู้ ความเห็นในทางปฏิบัติ เป็นญาณบริสุทธิ์ สามารถรู้เห็นทางดำเนินที่ถูกต้องของจิตใจ และไปตามทางนั้นอย่างถูกต้องด้วย คือรวมเอาความรู้ทางวิปัสสนา ให้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ใจทุก ๆ ขั้น ไปจนถึง ๙ ขั้นที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ อย่างละเอียดละออ ได้ความรู้ ความเห็นแจ่มแจ้งในทางเหตุผลต้นปลายของสังขารเป็นอย่างดี จนมีจิตใจดำรงเป็นกลางเที่ยงตรง
๔) ญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ ความเห็นที่ถูกต้อง เป็นญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ เกิดความเห็นอริยสัจจธรรมแจ่มแจ้งขึ้นในใจ สามารถทำลายกิเลส ออกจากใจได้โดยเด็ดขาด ขาดออกเป็นขั้น ๆ ไปตามกำลังของญาณทัสสนะนั้น ๆ รู้สึกโล่งใจ เบาใจขึ้นเป็นลำดับ และรู้ด้วยว่า กิเลสอะไรถูกกำจัดไปแล้ว และเกิดขึ้นอีกไม่ได้ เพราะรากโคนของกิเกส ถูกกำจัดอย่างเด็ดขาด ความรู้ความสามารถนี้ เป็นขั้นสูงสุดและเด็ดขาด มีอำนาจเหนือกิเลสอาสวะที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ อันเป็นญาณขั้นสูงสุดในพุทธศาสนาเถรวาท
นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีความสำคัญของญาณอีกประการหนึ่งที่ถือว่าเป็นหน้าที่หลักของผู้มีญาณนั่นคือ ผู้มีญาณจะหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาตรวจตรา ดู รูป นาม โดยให้เห็นเป็นลักษณะของไตรลักษณ์ ตรวจดูสังขาร มองเห็นเป็นไตรลักษณ์ คือมีการพิจารณาด้วยสัมมาญาณไปจนถึงญาณแก่กล้าขึ้น เริ่มมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปของสิ่งทั้งหลาย มองเห็นความแปรปรวนของปัจจุบันธรรมว่า ธรรมเหล่านี่ไม่มีแล้ว ก็มีขึ้น มีขึ้นแล้วก็ดับล่วงไป มองเห็นการเกิด และการดับสลาย ทั้งโดยเหตุปัจจัย และเป็นขณะ ๆ ไป ซึ่งเรียกว่า อุทยัพพยญาณด้วยเหตุนี้ญาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเป็นบันใดที่จะใช้เข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่มีการสะทกสะท้านหวั่นไหวต่ออุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น บุคคลใดไม่มีญาณบุคคลนั้นไม่อาจบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยปัจจุบันจิตและญาณ สัมมาญาณจะเกิดขึ้น เมื่อทำจิตใจให้เป็นกลาง นิ่งด้วยสมาธิอันไร้ขอบเขต เพิกบัญญัติสมมติ ล้างความทรงจำเก่า ๆ ใช้สมาธิจิตสัมผัสโดยตรงจนแจ่มแจ้ง เป็นแสงญาณปรากฏในจิตเต็มใจ ซึ่งเห็นได้โดยตลอดทุกเมื่อที่กำหนดแล้วยอมรับตามความเป็นจริงแห่งสัจจะที่ประจักษ์ เห็นตรงนี้ไม่ต้องคิด หากยังคิดจะไม่เห็น เป็นแค่เข้าใจ เป็นแค่จินตามยะปัญญาเท่านั้น ภาวนามยญาณต้องหยุดคิด รู้ด้วยจิตหนึ่งโดยตรง เมื่อทำได้แล้วจะแจ่มแจ้งต่อสัจจะที่ว่า ปัญญาคือแสงสว่างในโลก[3]
และอีกตอนหนึ่งที่พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่องนี้ ดังข้อความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมกำหนดแสงสว่างไว้ในใจและตั้งใจให้กลางคืนสว่างเหมือนกลางวัน เธอพยายามทำอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน กลางวันทำได้อย่างไร กลางคืนก็ทำได้อย่างนั้น เธอมีใจสงบ ไม่มีเครื่องเศร้าหมองห่อหุ้มทำจิตอันประกอบด้วยแสงสว่างให้บังเกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลายสมาธิภาวนาอย่างนี้แหละ ที่บุคคลทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เมื่อบังเกิดแสงสว่างจิตสม่ำเสมอดีแล้ว กำหนดรู้สิ่งใด ก็จะรู้เห็นและเข้าใจสิ่งนั้นได้ลึกซึ้ง เวลาจะใช้ญาณต้องกำหนด น้อมใจดู หากไม่กำหนดก็ไม่อาจรู้ได้ รวมทั้งการดู ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค วิมุตติ นิพพาน กิเลส และการประหารกิเลส อวิชชา และการสลาย อวิชชา ล้วนต้องกำหนดดูด้วย ญาณอันบริสุทธิ์ทั้งสิ้น ญาณที่จะทำให้บุคคลเข้าสู่อริยภูมิได้นั้น ก็คือ วิปัสสนาญาณคือญาณที่รู้แจ้ง เห็นจริง ตามเป็นจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง[4]
บ่อเกิดของญาณ มรรคญาณนี้เป็นญาณในโลกกุตตรญาณ มรรคญาณ เป็นญาณในอริยมรรค คือความหยั่งรู้สภาวะที่ให้ประสบผลสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแต่ละขั้น ซึ่งผู้วิจัยได้กล่าวถึงแต่พอสังเขปในบทที่สองมาแล้ว บทนี้จะได้อธิบายให้ลงลึกในรายละเอียด กล่าวคือ มรรคญาณ เป็นชื่อของปัญญา เกิดขึ้นในมัคคจิต ต่อจากโคตรภูตญาณโดยอาศัยปัจจัยจากโคตรภูตญาณ และเป็นวิสุทธิชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ ดังมีข้อความที่ปรากฏอยู่ในอภิธรรมที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ ความว่า
มรรคญาณนี้ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัยทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญมรรคให้เกิดขึ้น ทำกิจในอริยสัจจ์อยู่ให้เกิดขึ้นทำลายกองกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ และสังโยชน์เบื้องต้น ๓ อย่างคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพต ปรามาส ขาดเป็นสมุจเฉทปหานตามกำลังของตน ขณะจิตเดียวก็ดับไป มรรคจิตนี้เกิดขึ้น เพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น มรรคจิตนี้เองท่านเรียกว่า มรรคญาณ คือ ญาณที่เข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลแต่และขั้น[5]
มรรคญาณนี้ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นครั้งเดียว ก็หาใช่ทำการประหารกิเลสเท่านั้นไม่ ยังประหารเสียซึ่งสังสารวัฏฏ์ อันไม่มีเบื้องต้นและที่สุดอีกด้วย ขณะใดที่จิตมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ขณะนั้น ทุกขสัจจ์ ซึ่งได้แก่ นาม รูป ที่เกิดดับเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพระนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจาก นามรูป เป็นธรรมะที่สิ้นทุกข์ สิ้นตัณหา ราคา ทั้งหลายทั้งปวง จิตที่กำลังกำหนดรู้ทุกข์ คือ มีนามรูป เป็นอารมณ์ให้รู้อยู่ แต่เมื่อทุกข์ คือ นามรูปไม่มีอารมณ์ให้แก่จิตแล้ว จิตที่กำหนดรู้ทุกข์ก็ย่อมไม่มี เพราะทุกข์คือ นามรูปนั้นหมดลงแล้ว ตั้งแต่อุปาหขณะในโคตรภูตญาณ เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ให้กำหนด แต่ตัณหานุสัย และทิฏฐานุสัย ที่เป็นเหตุให้เกิดในสังสารวัฏฏ์ ยังไม่ได้ถูกประหารในโคตรภูตญาณ เพียงแต่ปัญญาในโคตรภูตญาณทำให้หมดอำนาจลง จนไม่สามารถจะสร้างกรรมได้อีกต่อไป ต่อเมื่อปัญญาในมรรคจิตที่เกิดต่อจากโคตรภูตญาณเกิดขึ้นอีกขณะหนึ่งซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยอาศัยอุปการะจากโคตรภูตญาณ จึงทำการประหารกิเลส ที่เป็นอนุสัย มีตัณหาอนุสัย และทิฏฐานุสัย เป็นต้น ให้ขาดเป็นสมุจเฉทได้ เพราะเหตุใดมรรคญาณ ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จึงทำการประหารกิเลสได้เด็ดขาด
มรรคญาณ มีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นฝ่ายโลกุตตระ เห็นอริยสัจอย่างชัดแจ้ง คือเห็นนิโรธ อริยสัจจ์ เมื่อเห็นนิโรธแล้วก็จัดว่าเป็นจุดสุดยอด และก็ต้องเห็นอีก ๓ อริยสัจจ์ คือ ทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะพร้อมกันที่เดียว มรรคญาณนั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ เรียกว่า “อารมณ์ปฏิเวธ ทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะทั้ง ๓ นั้นไม่มีความสงสัย ความรู้ ความเห็นอันบริสุทธิ์อยู่นั้นเรียกว่า “อสัมโมหปฏิเวธ” หมายความว่า มรรคขณะนั้น ทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะก็ดีหาเป็นอารมณ์ไม่ แต่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ส่วนทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ มรรคสัจจะไม่มีความสงสัย ความรู้ ความเห็นบริสุทธิ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่า “อสัมโมหปฏิเวธ” มรรคญาณนี้ชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ
มรรคญาณนี้ ไม่ว่าจะเป็นญาณชั้นใดก็ตามย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำการประหานกิเลสต่าง ๆ ตามอำนาจนั้น ๆ เช่นปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหานได้ มรรคญาณนี้มิใช่ทำลายการเจาะทะลุกองกิเลสทั้งหลาย มีกอง โลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นไปเท่านั้น แต่ยังทำลายมหาสมุทรแห่งความทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งไม่มีใครรู้ที่สุด เบื้องต้นให้เหือดแห้งไปด้วย ปิดประตูอบายทั้งปวง ทำเวรและภัยทุกประการให้สงบลง นำอริยบุคคลเข้าถึงความเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และดำเนินไปในทางอันบริสุทธิ์ ถูกต้องทุกประการ มรรคญาณเป็นกุสละ เรียกว่า โลกุตตรกุศลมี ๔ อย่าง คือ
๑.โสดาปัตติมรรค
๒.สกทาคามิมรรค
๓.อนาคามิมรรค
๔. อรหัตตมรรค
มรรคญาณทั้ง ๔ นี้สงเคราะห์ลงในวิสุทธิ เรียกว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ และเป็นโลกุตตระวิสุทธิ มรรคญาณ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โลกุตตรกุศล แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทมีลักษณะดังนี้ คือ
๑)โสดาปัตติมรรค คำว่ามรรคในที่นี้หมายถึง ญาณ คือความรู้อันเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติสามารถละสังโยชน์ คือกิเลสที่ผูกใจสัตว์ไว้ ให้เด็ดขาดลงไปได้ การละระดับนี้ท่านเรียกว่ามรรค ได้แก่สัมมาญาณะ คือความรู้ในทางที่ชอบเกิดขึ้นจากการที่บุคคล ปฏิบัติไปตามอริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ คือหลักของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หมายถึงการสำรวจ กองศีล กองสมาธิ กองปัญญา ให้สมบูรณ์โดยครบถ้วน เมื่อกระทำให้ ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์แล้ว ก็จะเกิดสัมมาญานะ หรือความรู้ คือมรรคญาณนั่นเอง โสดาปัตติมรรคญาณนี้ สามารถขจัดความเห็น เป็นเหตุให้ถือตัว ถือตน คือหมายถึงการละสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง คือ ความเป็นคนถือตัวถือตน ความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย ความถือมั่นด้วยศีลวัตร ด้วยข้อปฏิบัติ ที่ยึดถือกันมาจนเคยชิน ในการละทั้ง ๓ อย่างลงได้ จึงเรียกว่า โสดาปัตติมรรค
๒)สกทาคามิมรรค คือมรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี คือเป็นเหตุให้ละสังโยชน์ ๓ ข้อข้างต้นได้แล้ว ต่อมาเมื่อมีศีลสมบูรณ์ดีขึ้น สมาธิสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม ปัญญาสมบูรณ์ขึ้นพอประมาณ ก็จะเกิด ญาณ ที่จะกระทำให้ ราคะ โทสะ โมทะ ให้เบาบางลงไปกว่าเดิม จึงเรียกว่า สกทาคามิมรรค
๓) อนาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เมื่อมีศีลสมบูรณ์ สมาธิสมบูรณ์ ปัญญาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมพอประมาณ จะทำหน้าที่ขจัดสังโยชน์ ๒ อย่างออกไปจากใจ คือ
๓.๑) กามราคะ คือความกำหนัดในวัตถุกาม ด้วยอำนาจแห่งกิเลสกาม
๓.๒) ปฏิฆะ คือความหงุดหงิด ความกระทบกระทั่ง ความไม่พอใจ ไม่ยินดีออกไป๔) พระอรหันต์ ผู้ห่างไกลจากกิเลส เป็นผู้ควรกราบไหว้บูชาจัดเป็นพระอริยบุคคลระดับ
สูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีศีล สมาธิ ปัญญาอันสมบูรณ์ ทำหน้าที่ขจัดสังโยชน์เพิ่มขึ้นอีก
๕ ประการ คือ
๔.๑) รูปราคะ ความกำหนัดในสิ่งที่เป็นรูปธรรม จนถึงรูปฌาน
๔.๒) อรูปราคะ ความกำหนัดในอรูปธรรม หรืออนามธรรม จนถึงอรูปฌาน
๔.๓) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านของจิต
๔.๔) มานะ ความถือตัวถือตน เกิดจากความฟุ้งซ่านของจิต
๔.๕) อวิชชา คือความไม่รู้ในอริสัจ ๔ ประการให้ออกไปอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นการรู้อริยสัจ ก็คือการรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเอง จิตของบุคคลเหล่านั้นก็จะเข้าถึงอรหัตตมรรคแต่ คำว่า มรรคผล ที่จริงเป็นการพูดในลักษณะอันถี่ยิบ คือขณะเท่านั้น เหมือนกันกับเปิดสวิทช์ไฟเป็นมรรค แสงสว่างเป็นผล หรือว่าบุคคลทุบตุ่มน้ำให้แตกเป็นมรรค น้ำไหลออกมาจากตุ่มเป็นผล ซึ่งเป็นต่อเนื่องกัน แต่เป็นขั้นละเอียด ในขั้นสูงขึ้นไปท่านนับเป็นขณะคือจากโสดาปัตติมรรคก็เป็นโสดาปัตติผลเลย เหมือนกับเอาสิ่งของมาแตะลิ้น ก็เปรียบเหมือนมรรคที่รู้รสเปรี้ยวหวานมันเค็มของสิ่งต่าง ๆ อาการเหล่านี้เปรียบเหมือนผล นี่เป็นอาการต่อเนื่องกันตามปกติ จิตของสามัญชนแยกไม่ได้ แต่จิตของพระอริยเจ้าท่านแยกได้ โดยแยกเป็นขณะจิตอย่างละเอียด ดังที่เราสวดยกย่องสังฆคุณว่า “อัฎฐะปุริสะปุคคลา” คือ บุรุษบุคคล ๘ นั้นก็หมายถึง การกล่าวถึงทั้งมรรคและผลของพระอริยบุคคลทั้ง ๔ ประเภท คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีและพระอรหันต์นั่นเองดังข้อความว่า
ขั้นของมรรคนั้น ในสังฆคุณท่านจำแนกได้ว่า คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษ บุคคล ๘ และนี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระอริยเจ้าหรือ พระอริยบุคคลเหล่านี้ จัดเป็นอภิปูชนียะบุคคลของโลก ในพระพุทธศาสนามีในพุทธบริษัททั้ง ๔ คือ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุณี ภิกษุ พระอริยบุคคลที่เป็นชาวบ้านทั้งหญิงและชายนั้น สามารถปฏิบัติจนบรรลุอนาคามิมรรคอนาคามิผล และอยู่บ้านนั่นเอง ไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้เพียงแต่ท่านไม่เกี่ยวข้องทางเพศเยี่ยงอย่างสามัญชนทั่วไปเท่านั้นเอง[6]
[1]วศิน อินทสระ, หลักคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา (พุทธปรัชญาเถรวาท), (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐). หน้า ๒ - ๓.
[2] สํ.ม. ๑๙/๓๔๙/๙๘.
[3] อง.จตุกก.๒๑/๒/๑.
[4] อง.จตุกฺก.๒๑/๑/๒.
[5] วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี, พระอภิธัมมัตถสังคหะปริเฉทที่ ๙ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ ๒๕๔๔), หน้า ๒๘๘-๒๙๐.
[6] อภิ.วิ.๓๕/๘๓๗/๔๕๓.