ญาณและปัญญาเป็นหนทางนำไปสู่ความหลุดพ้น

  ความหลุดพ้นในที่นี้  หมายถึงความหมายหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ  หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง  ญาณและปัญญา  ความรู้แจ้ง  เห็นตามความเป็นจริง  ปรากฏชัด  สามารถกำจัดกิเลสทั้งปวงให้หมดสิ้นไป  เป็นจิตใจที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากความเศร้าหมองทุกประการ  ความหลุดพ้นใช้คำว่า  วิมุตติ  ตามที่มีคำกล่าวไว้ว่า

  วิมุตติ  หมายถึงความหลุดพ้น  ในระดับสูงใช้ในความหมายต่างกัน  แยก

  ออกได้เป็น  ๓  อย่างคือ  การหลุดพ้น  กิริยาที่หลุดพ้นออกมาได้ หรืออาการที่เป็น

  ไปในขณะหลุดพ้นเป็นอิสระ  วิมุตติในความหมายอย่างนี้  ท่านเรียกว่า  เป็นมรรค

  อย่างที่สอง  ความเป็นผู้หลุดพ้น  คือความเป็นอิสระในเมื่อหลุดพ้นออกมาได้แล้ว

  วิมุตติในความหมายอย่างนี้  ท่านเรียกว่าเป็นผล  อย่างที่สาม  ภาวะแห่งความเป็น

  ผู้หลุดพ้น  ภาวะแห่งความเป็นอิสระที่หลุดพ้น  ผู้เป็นอิสระนั้นเข้าถึงและรู้สึกได้

  ซึ่งอำนวยความดีงามต่าง ๆ มีความสุขสบายปลอดโปร่งโล่งใจเป็นต้น  และภาวะ

  แห่งความเป็นอิสระเช่นนั้น  ที่ผู้ยังไม่หลุดพ้นกำหนดเป็นอารมณ์  เช่นนึกถึงคำนึง

  ถึงหน่วงเอาเป็นจุดหมายในใจเป็นต้น  วิมุตติในความหมายอย่างนี้  คือที่ใช้เป็น

  ไวพจน์ของนิพพาน  คือหมายถึงนิพพานนั่นเอง๓๓

  ในความหมาย  ๓  อย่างนั้น  ข้อที่ถือว่าเป็นความหมายจำเพาะกว่าอย่างอื่นคือเป็นเรื่องของวิมุตติแท้ ๆ ก็คือวิมุตติในความหมายที่เป็นผล  คำว่าผลในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล  ส่วนความหมายเป็นที่มรรค  ก็มีธรรมะข้ออื่นเป็นเจ้าของเรื่องอยู่แล้ว  โดยเฉพาะวิชชา  และวิราคะซึ่งมักมาคู่กับวิมุตตินี้  โดยวิชชาเป็นมรรค  หรือไม่ก็วิราคะเป็นมรรค  วิมุตติเป็นผล  วิมุตติที่เป็นผล  โดยเฉพาะอรหัตตผลนั้น  แยกให้เห็นเป็น  ๒  ด้าน  คือ  เป็นเจโตวิมุตติ  และปัญญาวิมุตติเจโตวิมุตติ  คือความหลุดพ้นทางด้านจิต  หรือหลุดพ้นด้วยกำลังจิต  คือด้วยสมาธิ  หมายถึงภาวะจิตที่ประกอบด้วยสมาธิซึ่งกำราบราคะลงได้  ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกมัดทั้งหลาย  ปัญญาวิมุตติ  แปลว่า  ความหลุดพ้นด้วยปัญญา  แต่ควรจะแปลว่าความหลุดพ้นแห่งปัญญาด้วย  เพราะหมายถึงปัญญาบริสุทธิ์  หรือความรู้ถูกต้องสมบูรณ์  ไม่มีกิเลสบดบัง  ซึ่งเกิดขึ้นแก่ผู้บรรลุอรหัตตผล  ในเมื่อปัญญานั้นกำจัด  อวิชชาได้แล้ว  ทำให้ผู้นั้นหลุดพ้นจากกิเลส  เครื่องผูกมัดทั้งปวง  เจโตวิมุติได้แก่ผลของสมาธิ  หรืออรหัตตผลสมาธิ  หรืออรหัตตผลจิต  ส่วนปัญญาวิมุตติได้แก่  ผลญาณ  หรือผลปัญญา  หรืออรหัตตผลญาณ  หรืออรหัตตผลปัญญา  ผู้บรรลุอรหัตตผล  จะต้องได้เจโตวิมุตติ  และปัญญาวิมุตติครบทั้งสองอย่างทุกคน  คำทั้งสองจึงมาคู่กันเสมอ  ในข้อความที่กล่าวถึงการบรรลุ  อรหัตตผล  เจโตวิมุตติเป็นผลของสมถ  ปัญญาวิมุตติเป็นผลของวิปัสสนา  คำคู่นี้แสดงให้เห็นว่า  สมถและวิปัสสนาจะต้องมาควบคู่กัน  แม้ในขั้นผลก็เช่นเดียวกันกับในขั้นมรรค

  เจโตวิมุตติ  และปัญญาวิมุตติ  มาด้วยกันครบสองอย่าง  จึงเป็นวิมุตติที่สมบูรณ์  อย่างไรก็ตาม  ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไป  ย่อมเห็นละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก  ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า  ผู้ปฏิบัติธรรมจะบำเพ็ญแต่สมถอย่างเดียวก็ได้  และสมถที่บำเพ็ญเช่นนั้น  ย่อมสามารถทำให้เกิดสมาธิขั้นสูง  ถึงฌานสมาบัติ  ซึ่งในภาวะเช่นนั้น  กิเลสทั้งหลายย่อมสงบระงับไป  เป็นการหลุดพ้นได้อย่างหนึ่ง  แต่หลุดพ้นได้เพียงชั่วคราว  ผู้บำเพ็ญสมถจึงต้องก้าวต่อไปสู่วิปัสสนา  คือเจริญปัญญาด้วยจึงจะหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง  ความข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า  เจโตวิมุตติอาจมีได้ในกรณีอื่น  แม้ที่มิใช่เป็นการบรรลุมรรคผล  แต่เจโตวิมุตติในกรณีเช่นนั้นย่อมจะมิใช่เจโตวิมุตติที่เด็ดขาดแน่นอน  ดังนั้นตัวตัดสินที่แท้จริง  จึงได้แก่ปัญญาวิมุตติ  ซึ่งทำลาย  อวิชชาลงไปโดยลำดับ  กำจัดกิเลสเด็ดขาดเป็นขั้น ๆ

  ปัญญาวิมุตติมาเมื่อใด  ก็หมายถึงวิมุตติที่เด็ดขาดแท้จริงเมื่อนั้น  ยิ่งมีคำว่า  อานาสวะประกอบด้วย  ก็หมายถึงวิมุตติขั้นสูงสุด  ที่สมบูรณ์สิ้นเชิง  แต่การที่ปัญญาวิมุตติมาควบคู่กับเจโตวิมุตติ  ก็เพราะต้องอาศัยเจโตวิมุตติเป็นเครื่องเตรียมจิตให้พร้อมเท่านั้นเอง  เท่าที่ผู้วิจัยอธิบายมานี้ต้องการเน้นความ  ๒  ประการคือ

  )  ปัญญาวิมุตติใช้ในกรณีเดียว  คือหมายถึงความหลุดพ้นที่เด็ดขาดแน่นอน  จะมาคู่กับเจโตวิมุตติอย่างหนึ่งเสมอ  ส่วนเจโตวิมุตติ  อาจใช้ในกรณีอื่นด้วย  ดังนั้น  ถ้าหมายถึงการหลุดพ้นเด็ดขาดขั้นมรรคผล  ตั้งแต่โสดาปัตติผลขึ้นไป  จะต้องมาด้วยกันกับปัญญาวิมุตติอย่างข้างต้นนี้  หรือมิฉะนั้นก็ต้องมีคำวิเศษณ์กำกับไว้ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง  สำหรับระบุให้ชัดว่า  เป็นขั้นสุดท้ายเด็ดขาด  แต่ถ้ามาคำเดียวตามลำพัง  หรือมีคำอย่างอื่นกำกับ  ย่อมมิใช่เจโตวิมุตติขั้นสุดท้ายที่เด็ดขาดสมบูรณ์

  )  เมื่อกล่าวถึงบุคคลผู้บรรลุอรหัตตผล  โดยแบ่งเป็น  ปัญญาวิมุตติ  กับ  อุภโตภาควิมุตนั้นพึงเข้าใจว่า  ปัญญาวิมุตติ  ซึ่งดูเสมือนจะให้แปลว่า  ผู้ได้ปัญญาวิมุตติอย่างเดียวนั้น  อันที่จริงย่อมได้เจโตวิมุตติด้วย  เพราะการได้ปัญญาวิมุตติส่อความคุมถึงอยู่แล้วว่า  ต้องได้เจโตวิมุตติด้วยเป็นแต่หมายถึง  เจโตวิมุตติแบบที่อาศัยสมาธิเพียงเท่าที่จำเป็น  ซึ่งจะต้องมีเป็นธรรมดาอยู่แล้วก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ  จึงไม่ต้องระบุให้เด่นชัดออกมาเหมือนกับพูดว่า  ผู้เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวแต่ความจริงก็ต้องอาศัยสมถเพื่อใช้สมาธิเท่าที่จำเป็นด้วยนั่นเอง  ส่วนอุภโตภาควิมุตติที่แปลว่าผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วนก็เหมือนให้แปลว่า  ผู้ได้ทั้งเจโตริมุตติ  และปัญญาวิมุตติเท่ากับว่า  ในกรณีนี้เน้นคำว่าเจโตวิมุตติให้เด่นชัดออกมา  เจโตวิมุตติที่เน้นในกรณีนี้  ย่อมไม่  หมายถึงเพียงเจโตวิมุตติอย่างที่จำเป็น  ต้องมีเป็นธรรมดาอยู่แล้ว  ในขณะที่จะได้ปัญญาวิมุตติ  แต่หมายถึงเจโตวิมุตติในความหมายที่เป็นพิเศษออกไป  คือวิโมกข์  หรือฌานสมาบัตินั่นเอง  วิมุตติที่ใช้ตามความหมายอย่างกว้าง  หรืออย่างหลวมๆ  มีมากนัย  หลายระดับ  สำหรับระดับที่ยังไม่ใช่ชั้นสูงสุด  ส่วนมากท่านใช้คำว่า  เจโต  วิมุตติ  แทน  เพราะเจโตวิมุตติบ่งอยู่ในตัวแล้วว่า  ยังไม่ใช่วิมุตติ  ขั้นสมบูรณ์เด็ดขาดและตามปกติ  วิมุตติในระดับต่ำลงมา ก็มักเป็นเรื่องการหลุดพ้นด้วยกำลังจิตหรือกำลังสมาธิทั้งนั้นนอกจากคำว่า  เจโตวิมุตติแล้ว  คัมภีร์ขั้นรองลงมา  บางคัมภีร์นิยมใช้คำว่าวิโมกข์แทน

  อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้คำว่าวิมุตติ  หรือเจโตวิมุตติ  หรือวิโมกข์ก็ตาม  ท่านมักใส่คำวิเศษณ์ลงกำกับไว้ด้วย  เพื่อจำกัดความหมาย  ให้อยู่ในขอบเขตที่ต้องการ  เช่น  สามายิก  วิมุตติสามายิกเจโตวิมุตติ  สามายิกวิโมกข์  อัปปมัญญาเจโตวิมุตติ  สันตเจวิมุตติ  ฯลฯ เมื่อใส่คำวิเศษณ์กำกับ  ทำให้ความหมายจำกัดอยู่ในระดับต่ำ ๆ  ได้แล้ว  การใช่คำวิเศษณ์ที่ตรงข้ามกับระดับต่ำเหล่านั้นกำกับลงไป  ก็เท่ากับทำให้มีความหมายเป็นวิมุตติในระดับสูงสุด  หรือขั้นมรรคผลขั้นเด็ดขาดนั่นเอง  ด้วยเหตุการณ์จำกัดความหมายโดยคำวิเศษณ์กำกับ  จึงกลายเป็นวิธีที่ท่านนิยมใช้  ทั้งสำหรับความหมายในขั้นสูงสุดและความหมายในขั้นต่ำลงมาดังนั้น  ด้วยเหตุที่วิมุตติมีความหมายต่างออกไปหลายระดับ  เช่นนี้  ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาท่านจึงรวมมาจัดเข้าเป็นขั้นตอนให้เห็นชัดยิ่งขึ้น  และนิยมจัดแบ่งเป็น  ๕  ขั้น  หรือ  ๕  ความหมาย  เป็นการช่วยให้ผู้ศึกษาที่ยังไม่คุ้นเคย  ให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น  ทำให้เข้าใจง่ายเข้า  จึงยกเอาวิมุตติทั้ง  ๕  มาให้ดังนี้คือ

  )  วิกขัมภนวิมุตติ  หมายถึง  ความหลุดพ้นด้วยการข่มกิเลสไว้  คือระงับนิวรณ์ได้ด้วยอำนาจสมาธิ  ได้แก่  สมาบัติ  ๘  คือ  รูปฌาน  ๔  และอรูปฌาน  ๔

  )ตทังควิมุตติ  หมายถึง  ความหลุดพ้นด้วยองค์ธรรมจำเพาะ  ได้แก่  พ้นความเห็นผิดถือผิดด้วยอาศัย  ญาณ  คือความรู้ฝ่ายวิปัสสนา

  )  สมุจเฉทวิมุตติ  หมายถึง  ความหลุดพ้นด้วยเด็ดขาด  หรือตัดขาด  คือการทำลายกิเลสที่ผูกมัดให้หลุดพ้นเป็นอิสระออกไปได้ด้วย  ญาณ  หรือวิชชาขั้นสุดท้าย  ได้แก่  วิมุตติในความหมายที่เป็นมรรค

  )ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ  ความหลุดพ้นด้วยสงบระงับเรียบสนิทและราบคาบไป  คือความเป็นผู้หลุดพ้นออกไปได้แล้ว  มีความเป็นอิสระอยู่เพราะกิเลสที่เคยผูกมัด  หรือครอบงำถูกกำจัดราบคาบไปแล้ว  ได้แก่วิมุตติในความหมายที่เป็นผล

  )นิสสรณวิมุตติ  ความหลุดพ้นที่เป็นภาวะหลุดรอดปลอดโปร่ง  คือภาวะแห่งความเป็นอิสระซึ่งทำให้ผู้นั้นปฏิบัติกิจอื่น ๆ  ได้ด้วยดีต่อ  ๆ ไป  ได้แก่  วิมุตติในความหมายที่เป็น  นิพพาน

  ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าญาณและปัญญาตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้นมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตขั้นพื้นฐาน  หรือการแสวงหาหนทางดำเนินชีวิตที่สูงขึ้นไปคือการเป็นอิสระจากกระแสแห่งกิเลสทั้งมวล  ด้วยเหตุว่าญาณและปัญญานั้นสามารถทำให้บุคคลวางท่าทีต่อชีวิตได้อย่างถูกต้อง  มองเห็นสิ่งต่าง  ๆ ตามความเป็นจริงไม่ดำเนินชีวิตไปตามกระแสแห่งกิเลส  รู้จักแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์บุคคลผู้มีญาณและปัญญาย่อมมีคุณภาพจิตที่เข้มแข็ง  สามารถควบคุม  หรือฉุดกระแสกองกิเลสที่แวะเวียนเข้ามาได้  ให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในทำนองคลองธรรม  ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความสงบสันติสุขขึ้นในสังคม อันเป็นจุดมุ่งหมายของการพัฒนาประเทศชาติและสังคมโลกนั่นเอง 

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี



  ๓๓พระธรรมปิฏก, (ป.อ. ปยุตโต) ,พุทธรรม.(กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒),หน้า ๓๐๘-๓๐๙.