๓ ผลของญาณ
ตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนาผลของญาณ หมายถึงผลที่เกิดสืบเนื่องมาจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค เป็นธรรมารมณ์ สืบเนื่องมาจากญาณมรรค อันพระอริยบุคคลพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจของมรรคนั้น ๆ ผลญาณนี้เกิดขึ้นในลำดับต่อจากมรรคญาณ และก็เป็นผลแห่งมรรคญาณนั้น ๆ ซึ่งผู้บรรลุแล้วได้ชื่อว่า เป็นพระอริยบุคคล มีลักษณะ ๔ ประการดังนี้
๑) โสดาปัตติผล คือผลการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานเป็นผลอันพระโสดาบันพึงเสวย
๒) สกทาคามิผล คือผลของพระสกทาคามีพึงเสวย
๓) อนาคามิผล คือผลของพระอนาคามีพึงเสวย
๔) อรหัตตผล คือผลของการเป็นพระอรหันต์ เป็นผลของพระอรหันต์พึงเสวย
ดังนั้นผลที่เกิดมาจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ที่เป็นตัวมรรคจริง ๆ จึงเป็นสัมมาญาณะ ซึ่งแปลว่า ความชอบ คือเกิดขึ้นจากความสมบูรณ์ของอริยมรรคทั้ง ๘ ประการนั้น เมื่อญาณ คือความรู้ชอบเกิดขึ้น จิตของบุคคลก็เข้าถึง สัมมาวิมุตติ คือจิตหลุดพ้นจากอำนาจเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ ในทางที่ชอบ ซึ่งสรุปได้ว่า เป็นการต่อเนื่องถึงกัน และไม่มีอะไรมาคั่นได้มรรคก็เป็นผลได้ เพราะฉะนั้นสังโยชน์ที่ละด้วย ญาณ อันเกิดขึ้นจากการปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ทำให้ละนั้นได้รับผล คือการละที่ถาวร ดังนั้นเวลาเราสวดยกย่องสรรเสริญ พระสังฆคุณ เราจึงใช้คำว่า จัตตาริ ปุริสยุคานิ อัฏฐะ ปุริสบุคคลา คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ ซึ่งหมายถึงพระอริยบุคคลทั้ง ๔ ประเภท ที่นับทั้ง มรรค ทั้งผลรวมกันนั้นเอง เมื่อมรรคและผลรวมกัน เราจึงเรียกว่า คู่ทั้ง ๔ เมื่อแยกเป็นมรรค เป็นผลออกไปก็กลายเป็น ๘ แต่ที่จริง ๆ แล้ว มรรคเกิดขึ้นแล้วก็เป็นผลเลย ไม่มีอะไรมาขวางในขณะนั้น ดังมีข้อความที่กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า
อริยผลทั้ง๔ ระดับนี้ คือท่านที่เข้าถึงสังฆคุณที่แท้จริง และจิตเป็นสังฆรัตนะที่พุทธศาสนิชนประกาศตนถึงท่านเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ถึงท่านจึงได้ชื่อว่าทำประโยชน์ตนให้สมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติสมควร และเป็นผู้ที่ทำประโยชน์แก่คนอื่นได้สมบูรณ์ในขั้นนั้นๆเพราะท่านอยู่ในฐานะของผู้ที่ควรแก่ของคำนับควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การอันทำอัญชลี เพราะท่านอยู่ในฐานะนาบุญของโลก ที่ไม่มีบุญอื่นจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้วพระอริยบุคคลจึงเป็นตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จของชีวิตในด้านธรรมะระดับสูง เป็นพยานในพระธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ทำเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลอำนวยความสุข ในผล ๔ นี้บางที เรียกว่า สามัญญผล คือผลของการเป็นสมณะ ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม ผลของญาณนี้จะต่างกับญาณอื่น ๆ ขณะที่ทุกขญาณเกิดจากการกำหนดรู้ สมุทัยญาณเกิดได้จากการแพ่ง นิโรธญาณเกิดได้จากการดับมรรค ญาณ เกิดได้จากการประคับประคองประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง วิมุตติญาณเกิดได้จากการประหารกิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทานขาดด้วน แต่ผลญาณ
เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นผลของญาณทั้ง ๔ ที่สมบูรณ์แล้ว ทำให้เป็นพระอริยเจ้าเต็มตัวเมื่อเข้าอริยผลแล้วสภาวะจิตย่อมเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ สามารถทรงโลกุตตรญานหรือผลญาณ ตามสภาพแห่งผลนั้นได้[1]
อีกประการหนึ่ง ผลญาณ เป็นชื่อของปัญญา ที่เกิดในผลจิต จัดอยู่ในญาณทัสสนวิสุทธิเมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นขณะหนึ่ง โดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ และชำระกิเลสให้หมดสิ้นไปแล้วก็ดับลงต่อจากนั้น ผลญาณ ซึ่งเกิดในผลจิตนั้น ก็เกิดติดตามขึ้นมาเสวยวิมุตติสุข ตามมรรคญาณที่ได้ทำเหตุไว้แล้ว ผลจิตจะเกิดขึ้น ๒ ถึง ๓ ขณะเป็นอย่างมาก ในวิถีเดียวกันนั้น ตามแต่ผู้ตรัสรู้
ช้าหรือเร็ว ถ้าเป็นผู้ตรัสรู้เร็ว อนุโลมญาณเกิดขึ้น ๒ ขณะ โดยไม่มีบริกรรม และผลจิตเกิด ๓ ขณะ ถ้าเป็นผู้ตรัสรู้ช้า อนุโลมญาณเกิดขึ้น ๓ ขณะโดยมีบริกรรมด้วย และผลจิตเกิดเพียง ๒ ขณะ ผลจิตนี้เป็นโลกุตตรวิบากจิต เกิดขึ้นเสวยวิมุตติสุข โดยไม่ต้องทำการประหารกิเลสอะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นจิตที่เกิดขึ้น เพื่อเสวยผลตามที่ มรรคได้ทำไว้ให้แล้ว และเป็นการสิ้นสุดมรรควิถี ที่มีโลกุตตรจิต เข้าถึงพระนิพพาน ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ในอภิธรรมว่า “ผลของจิตที่ท่านจัดเป็นพระอริยบุคคลอีกบุคคลหนึ่ง ถ้าเกิดต่อจากโสดาปัตติมรรคจิตก็จัด เป็นพระอริยบุคคลที่ ๒ เรียกว่า โสดาปัตติผลบุคคล มีภพชาติที่จะไปสังสารวัฏฏ์อย่างช้าอีก ๗ ชาติเท่านั้น ก็จะถึงที่สุดแห่งทุกข์ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน”[2]
๔ การทบทวนญาณ
โดยปกติเมื่อพระอริยบุคคลได้ทราบผลและมรรคของญาณต่าง ๆ ทั้งหลายที่ผ่านมาแล้วพระอริยบุคคลก็จะทบทวนญาณที่ตนได้ปฏิบัติมาแล้วว่า ญาณแต่ละขั้นตอนที่ตนได้ปฏิบัติมาแล้วอย่างเคร่งครัด มีความเพียรมุ่งมั่น และฝ่าฟันอุปสรรคกับสภาวะอารมณ์ยังดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงหรือไม่ มีความชัดแจ้งในญาณแต่ละขั้นอย่างไร โดยทบทวนพิจารณาทั้งภายในและภายนอกการทบทวนญาณนี้ ก็เพื่อให้ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่ผ่านญาณชั้นต่าง ๆ มาแล้วโดยลำดับ เช่น ภังคญาณ, ภยญาณ, อาทีนวญาณ, นิพพิทาญาณ, มัญจิตุกัมยตาญาณ, ฯลฯ เมื่อพระอริยบุคคลอาจเห็นญาณนั้น ๆ ไม่ชัดเจน หรือชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง เพราะฉะนั้น เมื่อพระอริยบุคคลได้ทบทวนได้ประพฤติปฏิบัติ และฝึกเข้าผลสมาบัติ ก็จะรู้ถึงสภาวะของญาณ ที่ตนปฏิบัติผ่านมาอย่างชัดแจ้งด้วยความมั่นใจ และได้เสวยรสของความสุขในผลสมาบัตินั้นด้วยดังข้อความว่า
การทบทวนญาณ ก็ทบทวนได้แต่เฉพาะญาณขั้นโลกียะ๘ ญาณ คือ ตั้งแต่ญาณอุทยัพยญาณ,ภังคญาณ, ภยญาณ, อาทีนวญาณ, นิพพิทาญาณ, มัญจิตุกัมยตาญาณ, ปฏิสังขาญาณ, สูงขึ้นไปกว่านั้นไม่สามารถทบทวนญาณได้ ส่วนญาณที่เป็น อนุโลมญาณ อยู่ในวิถีจิตเดียวกันกับมรรคญาณ และผลญาณ ซึ่งเป็นโลกุตตระ ถ้าอนุโลมญาณเกิดขึ้นแล้ว จะผ่านรวดตลอดผลญาณไปเลย (ในสมาบัติวิถี ไม่มีมรรคญาณ) การปฏิบัติทบทวนญาณนี้ พระอริยบุคคลต้องทบทวนโดยอนุโลมไปทีละญาณ ๆ ภายในเวลากำหนดไว้ เช่นพระอริยบุคคลจะเดินจงกรม แล้วนั่งลงอธิฐานว่า ภายใน ๑ ชั่วโมงนี้ ขอให้อุทยัพยญาณอย่างแก่กล้าจงเกิดขึ้น แล้วนั่งกำหนดไป ในชั่วเวลาครึ่งชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมงระหว่างเวลาที่อธิษฐาน และกำหนดอยู่นั้น อุทยัพยญาณอย่างแก่กล้า จะปรากฏขึ้นอยู่ชัดเจน และจะไม่มีวิปัสสนาญาณ อันดับต่อ ๆ ไปเกิดขึ้น แต่ถ้าอุทยัพยญาณยังไม่เกิดขึ้น พระอริยะบุคคลจะต้องลุกขึ้นเดินจงกรม แล้วนั่งลงอธิษฐานและกำหนดต่อไปใหม่ จนอุทยัพยญาณเกิดขึ้นและปรากฏชัดเจน ถ้ายังไม่เกิดก็ต้องทำต่อไปเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามเมื่อสิ้นสุดเวลาอธิษฐานไว้แล้วภังคญาณลำดับต่อไปจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าภังคญาณไม่เกิดขึ้น พระอริยบุคคลต้องลุกขึ้นเดินจงกรมแล้วนั่งอธิษฐานว่า ภายใน ๑ ชั่วโมงนี้ ขอให้ภังคญาณเกิดขึ้นแล้วกำหนดต่อไป ภังคญาณจะเกิดขึ้นตามที่อธิษฐาน แล้วญาณขั้นสูงจะเกิดขึ้นมาเอง ปฏิบัติเช่นนี้ไปจนถึง สังขารุเบกขาญาณ ถ้าพระอริยบุคคลปฏิบัติอย่างเข้มแข็งมาก ญาณจะเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณ ภายในเวลา ๒-๓ ขณะจิตก็ได้[3]
๕ ความสำคัญของปัญญา
ตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนาคำว่าปัญญามีความหมายที่แตกต่างจากปัญญาในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป กล่าวคือ ปัญญา หมายถึง ความรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ชัด คือรู้โดยอาการต่างๆ คือเป็นความหมายรู้ และความรู้แจ้ง จริงอยู่แม้เมื่อสัญญา วิญญาณ และปัญญา จะเป็นความรู้ด้วยกันก็ตาม แต่สัญญา เป็นสักแต่ว่าเป็นความหมายรู้อารมณ์ เช่น รู้จักว่า สีเขียว สีเหลืองเป็นต้นเท่านั้น แต่ไม่อาจเข้าถึง ความแทงตลอด ซึ่งลักษณะว่า ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ วิญญาณย่อมรู้จักอารมณ์ว่า สีเขียว สีเหลืองเป็นต้นเท่านั้นแต่ไม่อาจเข้าถึงความแทงตลอด แต่ไม่อาจจะก้าวหน้าไปถึงความปรากฏแห่งมรรคได้ ส่วนปัญญานั้นย่อมรู้อารมณ์ และให้ถึงความจริงที่แทงตลอดแห่งไตรลักษณ์ทั้งให้ความก้าวหน้า ส่งให้ถึงความปรากฏแห่งมรรคด้วย ดังข้อความที่ปรากฏในมิลินทปัญหาว่า
ปัญญานี้เป็นธรรมชาติที่ละเอียด เห็นได้ยาก เพราะมีความแตกต่างกันที่บุคคลแยกไม่ได้ว่า ที่ใดมีสัญญา และวิญญาณ ที่นั้นไม่มีปัญญาโดยส่วนเดียวในกาลใด มีปัญญา เพราะเหตุนั้น พระนาคเสนผู้มีอายุ จึงถวายพระพร แด่พระเจ้ามิลินทร์ว่ามหาบพิตร พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไรที่บุคคลทำได้ยากแล้ว พระเจ้ามิลินทร์ตรัสถามว่า “ท่านพระนาคเสนผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไรก็ทำได้ยากหรือ” “มหาบพิตรการกำหนดธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ที่ไม่มีรูปหรือจิต และเจตสิกที่เป็นไปในอารมณ์เดียวกัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า” “นี้ผัสสะ นี้เวทนา นี้สัญญา นี้เจตนา นี้จิต” ดังนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำแล้ว สิ่งที่เป็นลักษณะ เป็นกิจ เป็นผล เป็นปทัฏฐาน เหตุให้ใกล้ของปัญญา ในเรื่องนี้อาจตอบได้ว่า เพราะปัญญามีการแทง ตลอดสภาวธรรมเป็นลักษณะ หรือปัญญามีการตรัสรู้ภาวะแห่งธรรมะ สามารถขจัดโมหะ คือความมืดมน อันปิดบังสภาวะแห่งธรรมทั้งหลาย เป็นรสหรือเป็นกิจ มีความสูญหาย หรือหมดความหลง เป็นเครื่องปรากฏ หรือเป็นผลที่เรียกว่า “ปัจจุปัฏฐาน” ส่วนสมาธิจัดเป็นปทัฏฐาน เพราะเป็นเหตุใกล้ของปัญญากล่าวคือ ผู้จะเกิดมีปัญญาได้จะต้องมี จิตใจเป็นสมาธิ ย่อมรู้
เห็นตามความเป็นจริงได้[4]
ปัญญาถ้าว่าโดยลักษณะแล้ว ปัญญามีเพียงอย่างเดียว คือความตรัสรู้สภาวะแห่งธรรม นั่นเองโดยปัญญาสามารถแบ่งออกได้ ๒ อย่าง คือ
๑) โลกียปัญญา หมายถึงปัญญา ของปุถุชน หรือปัญญาของชาวโลก ปัญญาอย่างนี้เรียกว่า “สาสวปัญญา” เพราะเป็นปัญญาของผู้ที่มีกิเลสอยู่
๒)โลกุตตรปัญญา หมายถึง ปัญญาที่ข้ามพ้นจากโลกแล้ว คือปัญญาของผู้ไม่กิเลส
๓.๖ บ่อเกิดของปัญญา
๑) ปัญญาเกิดจากการคิด ที่เรียกว่า “จินตามยปัญญา” โดยไม่ต้องอาศัยการฟังหรือการอ่าน แต่เกิดขึ้นเพราะการคิด การพิจารณา การใคร่ควรด้วยเหตุด้วยผล ด้วยตนเองที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” เมื่อบุคคลไม่ได้ฟังจากผู้อื่น หรือได้อ่านจากตำรา แต่สามารถได้กัมมัสสกตาญาณ หรือสัจจานุโลกมิกญาณ อันหมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ ๔ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณได้แล่นตรงไปสู่นิพพานแล้ว อันเป็นญาณที่คล้อยไปยังการตรัสรู้ของอริยสัจ ย่อมเกิดขึ้นโดยลำดับถัดไป โดยทราบชัดว่า รูปไม่เที่ยงก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยงก็ดี หรือขันติมีความอดทนได้ หรือทิฏฐิความเห็น รุจิ ความพอใจ มุติ ความรู้ เปกขะความค้นพบธัมนิชฌาน ขันติความอดทนต่อความเพ่ง แห่งธรรม อันเป็นอนุโลม คือควรแก่ธรรม คือการงานที่ประสงค์ ที่ทำโดยไม่ขัดกัน รูปเดียวกันนั้น ในกัมมายตนะ คือประตูการทำงานทั้งหลาย ที่บุคคลจัดทำด้วยปัญญาก็ดี ใน
สิปปายตนะ คือ วิถีทางศิลปะก็ดี ในวิทยาการเสกเป่า สาธยายมนต์ก็ดี ปัญญาเช่นนี้เรียกว่า ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการคิดทั้งนั้น
๒)ปัญญาเกิดขึ้นจากการฟังจากผู้อื่น ที่เรียกว่า “สุตมยปัญญา” ซึ่งอาจรวมไปถึงการศึกษาเล่าเรียน จนได้กัมมัสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณ อันหมายถึง ญาณ อันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจทั้ง ๔ ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อที่หนึ่งนั้น ปัญญาเช่นนี้เรียกว่าปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการฟัง ในการฟังเพื่อให้เกิดความรู้ หรือปัญญานั้น ผู้ฟังต้องปฏิบัติด้วยดีจึงจะเกิดปัญญาได้ ต้องรักษามารยาทในการฟัง คือมีความตั้งใจสนใจฟังอย่างมีสติ เอาใจใส่จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง โดยต้องพิจารณาใคร่ครวญตามเรื่องราวที่ตนได้ฟังนั้นอย่างละเอียดรอบคอบ รู้จักประเด็นสาระสำคัญของเรื่อง เพื่อนำมาขบคิดพินิจพิจารณาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วยดีไม่ดูหมิ่นดูแคลนตำหนิผู้พูดหรือผู้สอนว่า มีความรู้น้อยบ้าง มีประสบการณ์น้อยบ้าง มีวุฒิการศึกษาต่ำบ้าง เพราะจะทำให้เกิดโมหคติ และไม่ดูถูกตนเองว่า มีความรู้น้อย พื้นฐานความรู้ไม่เพียงพอ เป็นชาวไร่ชาวนา ไม่ควรจะศึกษาให้เกิดความรู้ ไม่มีสติปัญญาสามารถพัฒนาสร้างความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องได้ในเรื่องที่ฟังนี้ เนื่องจากสติปัญญาของตนไม่ถึง แม้ในการฟังก็ไม่พูดคุยกัน ไม่ล่วงไม่แคะเกาะ หรือง่วงหลับในขณะฟัง ควรให้ความเคารพคารวะผู้พูด หรือให้ความเคารพเอื้อเฟื้อในเรื่องที่ผู้พูดกำลังพูดหรือบรรยายอยู่
๓) ปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการฝึกฝนอบรมภาวนา ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” เป็นความรู้ของผู้มีสมาธิจิต จนสามารถเข้าญาณสมาบัติทุกอย่าง เรียกว่า ปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการฝึกฝนอบรมภาวนา นอกจากนี้ยังมีปัญญาอีก ๓ ประเภท คือ ปริตตารัมมณปัญญา หมายถึงปัญญาที่ปรารภธรรมทั้งหลาย อันเป็นกามาวจร คือยังมีการยึดมั่นในความใคร่ ความรัก พอใจในอารมณ์อยู่ มหัคคตารัมมณปัญญา หมายถึง ปัญญาที่ปรารภธรรมทั้งหลาย อันเป็นรูปาวจร คือยังมีการยึดมั่นอยู่ในรูป และอรูปาวจร คือยังมีความยึดมั่นอยู่ในสิ่งที่มีรูป และสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์อยู่ ปัญญาทั้ง ๒ อย่างนี้จัดเป็น โลกียวิปัสสนาปัญญา อัปปมาณารัมมณปัญญา หมายถึงปัญญาที่ปรารภพระนิพพานอย่างเดียว จัดเป็น “โลกุตตรวิปัสสนาปัญญา” เพราะเป็นมรรคปัญญา จริงอยู่มรรคปัญญานั้น แม้จะมิได้ยึดไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงแท้แห่งสังขารทั้งหลายเป็นต้น ก็เรียกว่า “วิปัสสนา” ได้ เพราะเต็มไปด้วยวิปัสสนากิจ หรือเพราะอย่างวิเศษ ซึ่งลักษณะอันแท้จริงแห่งพระนิพพานแล้ว[5]
ลักษณะของปัญญานอกจาก ที่กล่าวมาแล้ว ปัญญายังแบ่งออกไปได้อีก ๔ ลักษณะ โดยยึดญาณในอริยสัจจ์เป็นหลัก ดังนี้
๑) ความรู้ปรารภทุกขสัจ เพราะถือว่าทุกข์คือสภาวะที่ทนได้ยากยิ่งซึ่งถือกันว่า เป็นความจริงอย่างยิ่ง จัดเป็นปัญญา หรือญาณในทุกข์
๒)ความรู้ปรารภทุกขสมุทัย เพราะเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ที่เรียกว่า “กิเลส” อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ จัดว่าเป็นความจริง ข้อนี้จัดเป็นปัญญาหรือญาณในทุกขสมุทัย
๓) ความรู้ปรารภทุกขนิโรธ เพราะเป็นวิธีการดับทุกข์ ที่เรียกว่า “นิพพาน” ซึ่งเป็นความจริง จัดเป็นปัญญา หรือญาณในทุกขนิโรธ
๔)ความรู้ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เพราะเป็นทางดำเนินเพื่อความดับทุกข์ได้จะต้องอาศัยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นต้นซึ่งเป็นความจริง จัดเป็น ปัญญา หรือญาณในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ปัญญานอกจากจะแยกออกเป็น ๔ ลักษณะดังกล่าวมาแล้ว คือปัญญาที่รู้แจ้งในอริยสัจหรือเป็นญาณในอริยมรรค ปัญญาที่แยกออกมานี้ยังหมายถึงปฏิสัมภิทา ๔ หมายถึงผู้มีปัญญาที่แตกฉานด้วย เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ มีลักษณะดังนี้ คือ[6]
๑) อัตถปฏิสัมภิทา หมายถึงปัญญาที่แตกฉานในอรรถ คือพอเห็นข้อธรรม หรือความย่อก็สามารถแยกแยะ อธิบาย ขยายออกให้พิสดารเห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้ จนล่วงรู้ถึงผล อีกอย่างหนึ่งคำว่า อรรถะ นั้นหมายถึง ผล คือเมื่อบุคคลประกอบเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คาดหมายผลได้ว่า ในอนาคตจะเกิดผลนั้น ๆ ขึ้นมา ในขั้นสูงสุด เช่น พระสังคีติกาจารย์ในทุติยสังคายนา ความหมายว่า อีก ๒๐๐ ปีข้างน้านั้นจะมีเดียรถีย์ปลอมบวชในพระพุทธศาสนา จำเป็นจะต้องสร้างคนขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในพระศาสนา แต่มนุษย์โลกในสมัยนั้น ถ้าปล่อยตามปกติก็ไม่มีคนที่มีขีดความสามารถเช่นนั้น พระอรหันต์ทั้งหลายจึงไปอันเชิญติสสเทพบุตรให้จุติลงมาเกิดในครรภ์ของนางโมคคัลลีพราหมณี เพื่อเตรียมตัวแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาร่วมกับพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน การทำงานอะไรต่าง ๆ ของคนทั่วไป ที่เราใช้คำว่า ประเมินผล สรุปผล คือเมื่อบุคคลศึกษาหาข้อมูลได้ประเมินผลได้ สรุปผลได้ การสรุปผลนั้น เป็นสรุปผลที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่อาศัยการศึกษาจากข้อมูลอันเป็นเหตุในปัจจุบัน บุคคลเหล่านั้นก็สรุปลงไปได้ แต่จะได้มากน้อยเพียงใดนั้น แต่ถ้าเป็นการรู้ด้วยหลักของอนาคตังสญาณจริง ๆ ก็จะเป็นความรู้ที่ลงตัวเช่นพระอรหันต์ทั้งหลายที่กล่าวมา
[1] ที.ปา.๑๑/๒๔๒/๒๔๐.
[2] วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี, อภิธัมมัตถสังคหะปริเฉทที่ ๙, อ้างแล้ว.,หน้า ๒๙๑.
[3] ธนิต อยู่โพธิ์, วิปัสสนานิยม (ว่าด้วยทฤษฎีและการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน), (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า๒๙๓-๒๙๕.
[4] วศิน อินทสระ.อริบายมิลินทปัญหา, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เอิ้งนครเขษม, ๒๕๒๘), หน้า ๕๓-๕๔.
[5] อภิ.วิ.๓๕/๔๓๘/๓๔๕.
[6] องฺ.จตุกก.๒๑/๑๗๒/๒๑๖.ขุ.ปฏิ.๓๑/๒๖๘/๑๗๕.