โครงการธรรมศึกษาวิจัย

คำสอนหญิงในทางพุทธศาสนา 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา  คำสอนเรื่องผู้หญิงในทางพุทธศาสนา ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้คำสอนผู้หญิงในทางพุทธศาสนา เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

คำสอนหญิงในทางพุทธศาสนา

การศึกษาความเป็นไปแห่งสตรีนั้นจำเป็นต้องศึกษาเรื่องราวของชีวิตและความ

เป็นผู้หญิงตั้งแต่สมัยอดีตจนปัจจุบันคำสอนทางพระพุทธศาสนาให้ความลึกซึ้งถึงจิตใจ

มนุษย์โดยเฉพาะวิถีแห่งความเกิดขึ้นของมนุษย์ผู้หญิงที่มีพื้นแห่งจิตใจเช่นใด การมีพฤติกรรมที่มีผลต่อการกระทำที่จะให้เกิดเป็นผู้หญิงได้นั้นเป็นเช่นไรจึงขอนำการศึกษาจากคัมภีร์ต่างๆทางพระพุทธศาสนามาวิเคราะห์พิจารณาเพื่อให้เกิดคติธรรมความเป็นไปแก่มนุษย์ทั้งหญิงหรือชายโดยทั่วไป

สตรีในสมัยพุทธกาล

  ในการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยอมรับว่า ผู้หญิงก็มีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้เท่าเทียมกับผู้ชายคือเป็นจุดเด่นของพระพุทธศาสนา เป็นก้าวแรกของพระพุทธศาสนา คนที่ขอบวชเป็นพระแม่น้านาง ซึ่งเคยเลี้ยงดูท่านมาเองเป็นคนที่ท่านรักมาก มีความเมตตามาก เป็นทั้งแม่และเป็นทั้งน้า แล้วเป็นคนที่เลี้ยงมาด้วยตนเอง

  นอกเหนือจากนั้นยังเป็นพระราชินีต้องมาเดินดงขอบิณฑบาตอาหาร อาหารที่ได้จากการบิณฑบาตในอินเดียไม่เหมือนอาหารในบ้านเราโดยมากจะเป็นพวกข้าวแห้งข้าวผง ซึ่งดูแล้วไม่น่ากินเลย ลำบากยากแค้นที่สุด ลองนึกภาพดูว่าพระราชินีจะต้องมาเดินดงแล้ว ด้วยความรู้สึกที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีความเมตตาต่อพระแม่น้า ก็เลยไม่ต้องการให้บวชเพราะมันเป็นชีวิตที่ลำบากมากแต่กลับปรากฏว่าพระแม่น้านางได้ตามเสด็จข้ามหมู่บ้านมาและไม่ได้มาคนเดียวมากับข้าราชบริพารหญิงฝ่ายใน๕๐๐นี่คือที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงลังเล แต่ในที่สุด เมื่อทรงรับผู้หญิงเข้ามาบวช ก็แปลว่า เมื่อถึงจุดนั้น ได้ทรงแก้ไขข้อลังเลต่าง ๆ ที่เป็นจุดที่ทรงให้ความสำคัญ แล้วจึงให้ผู้หญิงบวช

สถานภาพและบทบาทของสตรีในพระพุทธศาสนา

ภายหลังจากผู้หญิงบวชแล้ว  ผู้หญิงมีความสามารถในการดำรงชีวิตเป็นนักบวช  เป็นนักพรต ได้เท่าเทียมผู้ชาย ความสามารถในการเป็นผู้สืบศาสนาก็ทำได้เท่าเทียมพระภิกษุ ว่าเลิศทางปัญญาเลิศในการสั่งสอน ก็ทรงยกย่องภิกษุณีเหมือนกันว่า องค์นี้เป็นผู้เลิศทางรักษาพระวินัย องค์นี้เป็นผู้เลิศทางปัญญา เป็นผู้เลิศทางระลึกชาติเป็นต้น จะเห็นได้ว่า ภิกษุและภิกษุณีนั้นจะได้รับการยกย่องเสมอภาคกันในหมู่ของภิกษุณีสงฆ์นี้ จะเห็นได้ว่าบางรูปเทศน์ได้เก่งมาก ในบรรดาผู้ที่มาเฝ้าจะไม่จำกัดเฉพาะชาวบ้าน แต่จะมีทั้งพระราชาและมุขอำมาตย์ที่มาฟังพระธรรมเทศนา มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งพระราชาได้ไปตั้งคำถามธรรมะกับภิกษุณีและภิกษุณีได้อธิบายธรรมะให้ฟังเสร็จสรรพแล้ว พระราชาพระองค์นั้นก็ไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามคำถามเดียวกัน ตั้งปัญหาถามอย่างเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหมือนกับที่ภิกษุณีได้แสดงไว้ นี้ก็แสดงให้เห็นว่า ด้านสติปัญญานั้น ผู้หญิงเมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็มีความก้าวหน้าทัดเทียมไม่มีข้อด้อยอะไรเลย[1] ในประเด็นนี้บทบาทของสตรีในวินัยปิฎกนั้น ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของนางภิกษุณี ซึ่งมีการประพฤติปฏิบัติธรรมและมีการบรรลุมรรคผลเช่นเดียวกับบุรุษ “ใช่ว่าบุรุษ จะเป็นบัณฑิตในทุกสถาน แม้สตรีผู้มีปัญญาดี ก็เป็นบัณฑิตในสถานที่นั้น ๆ ได้เช่นกัน”[2]

สตรีที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีบาลี มีประมาณ ๗๐๐ คน[3]  แต่ละคนนั้นมิใช่มีพฤติกรรมในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เท่านั้นแม้ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนกัน ที่เรียกว่า “บุพกรรม” พฤติกรรมเหล่านั้นแสดงให้เห็นวัฒนธรรม ประเพณี สิทธิ หน้าที่ต่าง ๆ ตลอดจนถึงอุปนิสัยใจคอของสตรีที่พบในหลักฐานอ้างอิงดังกล่าว พฤติกรรมหรือบทบาทสตรีในวรรณคดีบาลีที่จะนำมากล่าวนั้น จะแบ่งออกเป็นฐานะหรือหน้าที่ของความเป็นลูก  ภรรยา  สะใภ้  มารดา  เป็นต้น[4]  คือ

  สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะลูก

เมื่อกล่าวถึงลูกผู้หญิงตามสายเลือดหรือตามที่นิยมนับถือกันในความคิดเห็นของคนอินเดียสมัยนั้นจัดลูกหรือบุตรเป็น ๓ ประเภท คือศิษย์ที่ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาการต่างๆ พำนักอยู่ในสำนักอาจารย์ คอยปรนนิบัติพัดวีและรับใช้อาจารย์ อยู่กินกับอาจารย์เหมือนลูก มักจะพูดกันติดปากว่า “ลูกศิษย์” ลูกเหล่านี้มุ่งศึกษาหาความรู้อันเป็นมรดกตกทอดมาจากอาจารย์อย่างเดียว มิได้มุ่งที่จะรับทรัพย์มรดกอันใดจากอาจารย์นี้เรียกว่า “อันเตวาสิกบุตร” ทารกที่เขาให้เลี้ยงดูต่างลูก หรือทารกที่ขอเขามาเลี้ยงต่างลูก ไทยเรามักจะเรียกว่า “บุตรบุญธรรม” ลูกประเภทนี้มีฐานะหน้าที่และสิทธิเหมือนลูกตัว นี้เรียกว่า “ทินนกบุตร” และทารกที่ถือกำเนิดเกิดมาจากสายเลือดของตน นี้เรียกว่า“อัตรชบุตร”ดังปรากฏในขุททกนิกาย ชาดก ว่า

“…ธรรมดาลูกมี ๓ ประเภท คือ (๑) ลูกศิษย์ (๒) ลูกบุญธรรม (๓) ลูกในไส้อย่างอื่นหามีไม่...” [5]  เมื่อนำบุตรทั้ง ๓ ประเภทนี้มาจำแนกออกไปตามระดับของความประพฤติปฏิบัติ จัดเป็น ๓ ประเภทเหมือนกัน คือ

ลูกที่ดีกว่าเลิศกว่าพ่อแม่ในทางประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า “อติชาตบุตร”[6]

ลูกที่ประพฤติปฏิบัติเสมอเหมือนพ่อแม่ ไม่มีอะไรดีวิเศษยิ่งขึ้นไปจากที่พ่อแม่ประพฤติปฏิบัติมา เรียกว่า “อนุชาตบุตร” และ

ลูกที่มีความประพฤติปฏิบัติเลวกล่าวพ่อแม่ เรียกว่า “อวชาตบุตร”

ในที่นี้มุ่งที่จะกล่าวถึงเฉพาะสถานภาพของสตรีที่เป็นอัตรชบุตรหรือลูกตัวเท่านั้น สตรีที่ดังกล่าวนี้ย่อมมีบทบาทในฐานะที่เป็นลูกไม่เหมาะสมหรือเหมาะสมน่านิยมชมชอบของปวงชน และน่ายึดถือเป็นทิฏฐานุคติได้สตรีที่เป็นลูกในสมัยโน้นกับสมัยนี้มีสิ่งที่ไม่แตกต่างกันเท่าไร นั่นคือการอ้อนวอนขอร้องหรือรบเร้าเซ้าซี้พ่อแม่ให้ช่วยเหลือตนให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ หากไม่ได้ดังประสงค์หรือพ่อแม่ไม่ยอมช่วยเหลือ ก็มองชีวิตตัวมีค่าน้อยกว่าสิ่งที่ตนต้องการนั้นเสียอีก เป็นการตามใจตัวเองมากกว่าที่จะคำนึงถึงความผิดถูกชั่วดีประการใด เช่น นางภัททากุณฑลเกสี[7]  เป็นหญิงสาวแรกรุ่นดรุณี พ่อแม่รักหวงปานดวงใจให้หล่อนอยู่อาศัยแต่ในห้องของปราสาทชั้นเจ็ด ให้คนใช้อยู่รับใช้ทำกิจทุกอย่างสำหรับหล่อน วันหนึ่งขณะที่หล่อนยืนเยี่ยมหน้าที่หน้าต่างอยู่มองไปเห็นลูกชายปุโรหิตาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ชาวเมืองเรียกชื่อเขาว่า “สัตตุกะ”[8]ถูกตำรวจหลวงจับกุมนำไปประหารชีวิต เพราะความผิดฐานปล้นสะดมคนเดินทางในหนทางเปลี่ยวและในทันทีที่เห็นนั้น หล่อนหลงรักเขา หากไม่ได้เขามาเป็นสามีก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป พ่อแม่รักหล่อน หวังที่จะให้หล่อนมีชีวิตอยู่จึงติดสินบนตำรวจหลวงให้ปล่อยสัตตุกะ แล้วนำเขามาให้เป็นสามีหล่อน แต่ไม่นานหล่อนถูกสัตตุกะ ผู้ที่ละทิ้งนิสัยโจรที่เห็นทรัพย์สมบัติมีค่ากว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้ หลอกให้ประดับประดาด้วยสิ่งของอันมีค่า และพาหล่อนไปบนเขาทิ้งโจรหมายใจจะฆ่าหล่อน แล้วนำเอาเครื่องประดับเหล่านั้นไปเป็นของตน แต่ผลสุดท้ายหล่อนล่อลวงสัตตุกะให้หลงเชื่อ แล้วผลักเขาตกเหวไปก่อน[9]

  ความเป็นลูกของสตรีในครั้งนั้นว่า มักเอาความเป็นลูกมาอ้อนวอน วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ เป็นต้นเหตุให้พ่อแม่สมยอมทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โดยติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อความสุขความพอใจของลูก และยังสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในสมัยนั้น การตามใจลูก หวงแหนลูก ควบคุม จนกระทั่งลูกไม่เห็นโลกภายนอก ทำให้เกิดอารมณ์เปลี่ยว จิตใจมุ่งไปสู่ฝ่ายต่ำได้ง่าย

จากการศึกษาพบว่า บทบาทที่สตรีแสดงออกในฐานะที่เป็นลูกมีทั้งฝ่ายที่ไม่น่านิยม ชมชอบเช่นตามใจตัวเอง แสดงความโง่เขลาเบาปัญญาออกมาด้วยการกระทำสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจในภายหลัง และฝ่ายที่น่ายกย่องสรรเสริญ เช่น ละอายต่อการละเลยวัฒนธรรม ประเพณี รักความเป็นพรหมจารี เชื่อฟังพ่อแม่ และรู้จักปฏิบัติตนตามระเบียบประเพณีที่ไม่ขัดต่อความนิยมของสังคมสมัยนั้น ทำให้มองเห็นจารีตประเพณีของสตรีที่เป็นลูกในครั้งกระโน้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

..สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะภรรยา

คำว่า “ภรรยา” มาจากคำบาลีว่า  “ภริยา” หรือจากคำสันสกฤตว่า “ภรรยา” แล้วให้ความหมายในภาษาไทยว่า “เมีย” ซึ่งหมายถึง “หญิงที่อยู่กินกับชายหรือหญิงที่เป็นครองของชาย”[10] ในวรรณคดีบาลีกล่าวถึงสตรีที่บุรุษนำมาเป็นภรรยาหรือเมียนั้น มีอยู่ ๒๐ จำพวก[11]  คือ

  ๑. มาตุรกฺขิตาหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ได้แก่ หญิงที่มีมารดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ

  ๒. ปิตุรกฺขิตาหญิงที่อยู่ในความปกครองของบิดา ได้แก่ หญิงที่มีบิดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ

  ๓. มาตุปิตุรกฺขิตา  หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและบิดา  ได้แก่ หญิงที่มีมารดาบิดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ

  ๔. ภาตุรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ได้แก่ หญิงที่มีพี่ชายน้องชายคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ

  ๕. ภคนีรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ได้แก่ หญิงที่มีพี่สาวน้องสาวคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ

  ๖. ญาติรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ได้แก่ หญิงที่มีญาติคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราบ ให้อยู่ในอำนาจ

  ๗. โคตฺตรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ได้แก่ หญิงที่มีบุคคลร่วมตระกูลคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ

  ๘. ธมฺมรกฺขิตา หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง ได้แก่ หญิงที่มีตระกูลประพฤติธรรมร่วมกันคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ

  ๙. สารกฺขา หญิงที่มีคู่หมั้น ได้แก่ หญิงที่ถูกมั้นหมายไว้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยที่สุดกระทั่งหญิงที่ชายสวมพวงดอกไม้ให้ด้วยกล่าวว่า “หญิงนี้เป็นของเรา”

  ๑๐. สปริทณฺฑา หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครอง ได้แก่ หญิงที่มีพระราชาบางองค์ทรงกำหนดโทษไว้ว่า “ชายที่ล่วงเกินหญิงคนนี้ ต้องได้รับโทษเท่านี้

๑๑. ธนกฺกีตา  ภรรยาสินไถ่ ได้แก่ หญิงที่ขายเอาทรัพย์ชื้อมาอยู่ร่วมกัน 

  ๑๒. ฉนฺทวาสินี  ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ได้แก่ หญิงอันเป็นที่รักซึ่งชายคู่รักรับให้อยู่ร่วมกัน

  ๑๓. โภควาสินี ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ  ได้แก่ หญิงที่ชายยกสมบัติให้แล้วอยู่ร่วมกัน

  ๑๔. ปฏวาสินี  ภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ได้แก่ หญิงที่ชายมอบผ้าให้แล้วอยู่ร่วมกัน

  ๑๕. โอทปตฺตกินี ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ได้แก่ หญิงที่ชายจับมือจุ่มลงในภาชนะน้ำด้วยกันแล้วอยู่ร่วมกัน

  ๑๖. โอภตจุมฺภฏา ภรรยาที่ถูกแปลงเทริด ได้แก่ หญิงที่ชายถอดเทริดลงแล้วอยู่ร่วมกัน

  ๑๗. ทาสี  ภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ได้แก่  หญิงที่เป็นทั้งทาสเป็นทั้งภรรยา

  ๑๘. กมฺมการี ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ได้แก่ หญิงที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา

  ๑๙. ธชาหฏา  ภรรยาที่เป็นหญิงเชลย ได้แก่ หญิงที่ถูกนำมาเป็นเชลย

  ๒๐. มุหุตฺติกา ภรรยาชั่วคราว ได้แก่ หญิงที่อยู่ร่วมกันเป็นครั้งคราว

  หญิง ๒๐ จำพวกนี้ พระโบราณาจารย์เจ้าทั้งหลาย มีอาจารย์ผู้รจนาฎีกาวิมติวิโนทนี เป็นต้น  กล่าวไว้ว่า เป็นอคมนียวัตถุสำหรับชาย  คือชายไม่ควรประพฤติล่วงเกินในหญิง ๒๐ จำพวกนี้ ถ้าประพฤติล่วงเกิน เป็นกาเมสุมิจฉาจาร  ส่วนหญิงท่านมิได้กำหนดอคมนียวัตถุไว้  การเป็นกาเมสุมิจฉาจารสำหรับหญิง  ท่านถือเอาหญิง ๒๐ จำพวกนี้เป็นเกณฑ์ คือหญิง ๘ จำพวกข้างต้น  ตั้งแต่ ๑ ถึง ๘  เป็นหญิงที่อยู่ในความปกครองของผู้อื่น ทั้งเป็นหญิงสาวยังไม่มีสามีด้วย แม้ประพฤติล่วงเกินกับชายอื่น ก็ไม่เป็นกาเมสุมิจฉาจาร  เพราะไม่ได้ล่วงเกินกรรมสิทธิ์ของใคร  ถึงแม้จะมีผู้ปกครอง ๆ ท่านก็ไม่มีกรรมสิทธิ ส่วนหญิงอีก ๑๒ จำพวกข้างปลาย คือ ตั้งแต่ ๙ ถึง ๒๐ ถ้าประพฤติล่วงเกินกับชายอื่นย่อมเป็นกาเมสุมิจฉาจารโดยแท้ เพราะล่วงเกินกรรมสิทธิของสามีของตนชื่อว่าเป็นการขโมยไปให้ชายอื่น 



[1] ฉัตรสุมาลย์  กบิลสิงห์, รศ.ดร.,  บทความพิเศษ, “สถานภาพและบทบาทภิกษุณีในไต้หวัน”, เสียงธรรม, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๙.

[2] ขุ.อป. ๓๓/๓๑/๓๕๗ ฉบับ มหาจุฬาเตปิฎกํ ๒๕๐๐.

[3] สำรวจจาก  Dictionary of Pali Proper Names, 2 Vols., ของ G.P’Malalasekera. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์, “บาทบาทสตรีในอินเดียวรรณคดีบาลี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. แผนกวิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๒๑),  หน้า  ๘.

[4] เปรม หิมจันทร์. “บทบาทสตรีในอินเดียวรรณคดีบาลี”.  วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.  แผนกวิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  ๒๕๒๑,  หน้า ๘.

[5] ขุ.ชา. ๒๗/๒๘๓/๕๘๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. 

[6] ขุ.อิติ. ๒๕/๗๓–๗๔/๒๗๘. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[7] ขุ.อป. ๓๓/๘/๓๓๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[8] ขุ.อป. ๓๓/๒๖/๒๕๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปฏกํ ๒๕๐๐.

[9] ขุ.อป. ๓๓/๒๗–๓๕/๓๕๖–๓๕๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[10] ราชบัณฑิตยสถาน  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. (กรุงเทพฯ : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด, ๒๕๒๕), หน้า ๖๕๖.

[11] วิ.มหา. ๑/๓๐๔/๒๓๕–๒๓๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.