โครงการธรรมศึกษาวิจัย
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
คำนำ
การศึกษา คำสอนเรื่องผู้หญิงในทางพุทธศาสนา ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้คำสอนผู้หญิงในทางพุทธศาสนา เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น
หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
ธีรเมธี
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
บทที่ ๑
คำสอนหญิงในทางพุทธศาสนา
การศึกษาความเป็นไปแห่งสตรีนั้นจำเป็นต้องศึกษาเรื่องราวของชีวิตและความ
เป็นผู้หญิงตั้งแต่สมัยอดีตจนปัจจุบันคำสอนทางพระพุทธศาสนาให้ความลึกซึ้งถึงจิตใจ
มนุษย์โดยเฉพาะวิถีแห่งความเกิดขึ้นของมนุษย์ผู้หญิงที่มีพื้นแห่งจิตใจเช่นใด การมีพฤติกรรมที่มีผลต่อการกระทำที่จะให้เกิดเป็นผู้หญิงได้นั้นเป็นเช่นไรจึงขอนำการศึกษาจากคัมภีร์ต่างๆทางพระพุทธศาสนามาวิเคราะห์พิจารณาเพื่อให้เกิดคติธรรมความเป็นไปแก่มนุษย์ทั้งหญิงหรือชายโดยทั่วไป
สตรีในสมัยพุทธกาล
ในการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยอมรับว่า ผู้หญิงก็มีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้เท่าเทียมกับผู้ชายคือเป็นจุดเด่นของพระพุทธศาสนา เป็นก้าวแรกของพระพุทธศาสนา คนที่ขอบวชเป็นพระแม่น้านาง ซึ่งเคยเลี้ยงดูท่านมาเองเป็นคนที่ท่านรักมาก มีความเมตตามาก เป็นทั้งแม่และเป็นทั้งน้า แล้วเป็นคนที่เลี้ยงมาด้วยตนเอง
นอกเหนือจากนั้นยังเป็นพระราชินีต้องมาเดินดงขอบิณฑบาตอาหาร อาหารที่ได้จากการบิณฑบาตในอินเดียไม่เหมือนอาหารในบ้านเราโดยมากจะเป็นพวกข้าวแห้งข้าวผง ซึ่งดูแล้วไม่น่ากินเลย ลำบากยากแค้นที่สุด ลองนึกภาพดูว่าพระราชินีจะต้องมาเดินดงแล้ว ด้วยความรู้สึกที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีความเมตตาต่อพระแม่น้า ก็เลยไม่ต้องการให้บวชเพราะมันเป็นชีวิตที่ลำบากมากแต่กลับปรากฏว่าพระแม่น้านางได้ตามเสด็จข้ามหมู่บ้านมาและไม่ได้มาคนเดียวมากับข้าราชบริพารหญิงฝ่ายใน๕๐๐นี่คือที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงลังเล แต่ในที่สุด เมื่อทรงรับผู้หญิงเข้ามาบวช ก็แปลว่า เมื่อถึงจุดนั้น ได้ทรงแก้ไขข้อลังเลต่าง ๆ ที่เป็นจุดที่ทรงให้ความสำคัญ แล้วจึงให้ผู้หญิงบวช
สถานภาพและบทบาทของสตรีในพระพุทธศาสนา
ภายหลังจากผู้หญิงบวชแล้ว ผู้หญิงมีความสามารถในการดำรงชีวิตเป็นนักบวช เป็นนักพรต ได้เท่าเทียมผู้ชาย ความสามารถในการเป็นผู้สืบศาสนาก็ทำได้เท่าเทียมพระภิกษุ ว่าเลิศทางปัญญาเลิศในการสั่งสอน ก็ทรงยกย่องภิกษุณีเหมือนกันว่า องค์นี้เป็นผู้เลิศทางรักษาพระวินัย องค์นี้เป็นผู้เลิศทางปัญญา เป็นผู้เลิศทางระลึกชาติเป็นต้น จะเห็นได้ว่า ภิกษุและภิกษุณีนั้นจะได้รับการยกย่องเสมอภาคกันในหมู่ของภิกษุณีสงฆ์นี้ จะเห็นได้ว่าบางรูปเทศน์ได้เก่งมาก ในบรรดาผู้ที่มาเฝ้าจะไม่จำกัดเฉพาะชาวบ้าน แต่จะมีทั้งพระราชาและมุขอำมาตย์ที่มาฟังพระธรรมเทศนา มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งพระราชาได้ไปตั้งคำถามธรรมะกับภิกษุณีและภิกษุณีได้อธิบายธรรมะให้ฟังเสร็จสรรพแล้ว พระราชาพระองค์นั้นก็ไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามคำถามเดียวกัน ตั้งปัญหาถามอย่างเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหมือนกับที่ภิกษุณีได้แสดงไว้ นี้ก็แสดงให้เห็นว่า ด้านสติปัญญานั้น ผู้หญิงเมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็มีความก้าวหน้าทัดเทียมไม่มีข้อด้อยอะไรเลย[1] ในประเด็นนี้บทบาทของสตรีในวินัยปิฎกนั้น ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของนางภิกษุณี ซึ่งมีการประพฤติปฏิบัติธรรมและมีการบรรลุมรรคผลเช่นเดียวกับบุรุษ “ใช่ว่าบุรุษ จะเป็นบัณฑิตในทุกสถาน แม้สตรีผู้มีปัญญาดี ก็เป็นบัณฑิตในสถานที่นั้น ๆ ได้เช่นกัน”[2]
สตรีที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีบาลี มีประมาณ ๗๐๐ คน[3] แต่ละคนนั้นมิใช่มีพฤติกรรมในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เท่านั้นแม้ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนกัน ที่เรียกว่า “บุพกรรม” พฤติกรรมเหล่านั้นแสดงให้เห็นวัฒนธรรม ประเพณี สิทธิ หน้าที่ต่าง ๆ ตลอดจนถึงอุปนิสัยใจคอของสตรีที่พบในหลักฐานอ้างอิงดังกล่าว พฤติกรรมหรือบทบาทสตรีในวรรณคดีบาลีที่จะนำมากล่าวนั้น จะแบ่งออกเป็นฐานะหรือหน้าที่ของความเป็นลูก ภรรยา สะใภ้ มารดา เป็นต้น[4] คือ
๑ สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะลูก
เมื่อกล่าวถึงลูกผู้หญิงตามสายเลือดหรือตามที่นิยมนับถือกันในความคิดเห็นของคนอินเดียสมัยนั้นจัดลูกหรือบุตรเป็น ๓ ประเภท คือศิษย์ที่ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาการต่างๆ พำนักอยู่ในสำนักอาจารย์ คอยปรนนิบัติพัดวีและรับใช้อาจารย์ อยู่กินกับอาจารย์เหมือนลูก มักจะพูดกันติดปากว่า “ลูกศิษย์” ลูกเหล่านี้มุ่งศึกษาหาความรู้อันเป็นมรดกตกทอดมาจากอาจารย์อย่างเดียว มิได้มุ่งที่จะรับทรัพย์มรดกอันใดจากอาจารย์นี้เรียกว่า “อันเตวาสิกบุตร” ทารกที่เขาให้เลี้ยงดูต่างลูก หรือทารกที่ขอเขามาเลี้ยงต่างลูก ไทยเรามักจะเรียกว่า “บุตรบุญธรรม” ลูกประเภทนี้มีฐานะหน้าที่และสิทธิเหมือนลูกตัว นี้เรียกว่า “ทินนกบุตร” และทารกที่ถือกำเนิดเกิดมาจากสายเลือดของตน นี้เรียกว่า“อัตรชบุตร”ดังปรากฏในขุททกนิกาย ชาดก ว่า
“…ธรรมดาลูกมี ๓ ประเภท คือ (๑) ลูกศิษย์ (๒) ลูกบุญธรรม (๓) ลูกในไส้อย่างอื่นหามีไม่...” [5] เมื่อนำบุตรทั้ง ๓ ประเภทนี้มาจำแนกออกไปตามระดับของความประพฤติปฏิบัติ จัดเป็น ๓ ประเภทเหมือนกัน คือ
ลูกที่ดีกว่าเลิศกว่าพ่อแม่ในทางประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า “อติชาตบุตร”[6]
ลูกที่ประพฤติปฏิบัติเสมอเหมือนพ่อแม่ ไม่มีอะไรดีวิเศษยิ่งขึ้นไปจากที่พ่อแม่ประพฤติปฏิบัติมา เรียกว่า “อนุชาตบุตร” และ
ลูกที่มีความประพฤติปฏิบัติเลวกล่าวพ่อแม่ เรียกว่า “อวชาตบุตร”
ในที่นี้มุ่งที่จะกล่าวถึงเฉพาะสถานภาพของสตรีที่เป็นอัตรชบุตรหรือลูกตัวเท่านั้น สตรีที่ดังกล่าวนี้ย่อมมีบทบาทในฐานะที่เป็นลูกไม่เหมาะสมหรือเหมาะสมน่านิยมชมชอบของปวงชน และน่ายึดถือเป็นทิฏฐานุคติได้สตรีที่เป็นลูกในสมัยโน้นกับสมัยนี้มีสิ่งที่ไม่แตกต่างกันเท่าไร นั่นคือการอ้อนวอนขอร้องหรือรบเร้าเซ้าซี้พ่อแม่ให้ช่วยเหลือตนให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ หากไม่ได้ดังประสงค์หรือพ่อแม่ไม่ยอมช่วยเหลือ ก็มองชีวิตตัวมีค่าน้อยกว่าสิ่งที่ตนต้องการนั้นเสียอีก เป็นการตามใจตัวเองมากกว่าที่จะคำนึงถึงความผิดถูกชั่วดีประการใด เช่น นางภัททากุณฑลเกสี[7] เป็นหญิงสาวแรกรุ่นดรุณี พ่อแม่รักหวงปานดวงใจให้หล่อนอยู่อาศัยแต่ในห้องของปราสาทชั้นเจ็ด ให้คนใช้อยู่รับใช้ทำกิจทุกอย่างสำหรับหล่อน วันหนึ่งขณะที่หล่อนยืนเยี่ยมหน้าที่หน้าต่างอยู่มองไปเห็นลูกชายปุโรหิตาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ชาวเมืองเรียกชื่อเขาว่า “สัตตุกะ”[8]ถูกตำรวจหลวงจับกุมนำไปประหารชีวิต เพราะความผิดฐานปล้นสะดมคนเดินทางในหนทางเปลี่ยวและในทันทีที่เห็นนั้น หล่อนหลงรักเขา หากไม่ได้เขามาเป็นสามีก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป พ่อแม่รักหล่อน หวังที่จะให้หล่อนมีชีวิตอยู่จึงติดสินบนตำรวจหลวงให้ปล่อยสัตตุกะ แล้วนำเขามาให้เป็นสามีหล่อน แต่ไม่นานหล่อนถูกสัตตุกะ ผู้ที่ละทิ้งนิสัยโจรที่เห็นทรัพย์สมบัติมีค่ากว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้ หลอกให้ประดับประดาด้วยสิ่งของอันมีค่า และพาหล่อนไปบนเขาทิ้งโจรหมายใจจะฆ่าหล่อน แล้วนำเอาเครื่องประดับเหล่านั้นไปเป็นของตน แต่ผลสุดท้ายหล่อนล่อลวงสัตตุกะให้หลงเชื่อ แล้วผลักเขาตกเหวไปก่อน[9]
ความเป็นลูกของสตรีในครั้งนั้นว่า มักเอาความเป็นลูกมาอ้อนวอน วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ เป็นต้นเหตุให้พ่อแม่สมยอมทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โดยติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อความสุขความพอใจของลูก และยังสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในสมัยนั้น การตามใจลูก หวงแหนลูก ควบคุม จนกระทั่งลูกไม่เห็นโลกภายนอก ทำให้เกิดอารมณ์เปลี่ยว จิตใจมุ่งไปสู่ฝ่ายต่ำได้ง่าย
จากการศึกษาพบว่า บทบาทที่สตรีแสดงออกในฐานะที่เป็นลูกมีทั้งฝ่ายที่ไม่น่านิยม ชมชอบเช่นตามใจตัวเอง แสดงความโง่เขลาเบาปัญญาออกมาด้วยการกระทำสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจในภายหลัง และฝ่ายที่น่ายกย่องสรรเสริญ เช่น ละอายต่อการละเลยวัฒนธรรม ประเพณี รักความเป็นพรหมจารี เชื่อฟังพ่อแม่ และรู้จักปฏิบัติตนตามระเบียบประเพณีที่ไม่ขัดต่อความนิยมของสังคมสมัยนั้น ทำให้มองเห็นจารีตประเพณีของสตรีที่เป็นลูกในครั้งกระโน้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
๓.๑.๒ สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะภรรยา
คำว่า “ภรรยา” มาจากคำบาลีว่า “ภริยา” หรือจากคำสันสกฤตว่า “ภรรยา” แล้วให้ความหมายในภาษาไทยว่า “เมีย” ซึ่งหมายถึง “หญิงที่อยู่กินกับชายหรือหญิงที่เป็นครองของชาย”[10] ในวรรณคดีบาลีกล่าวถึงสตรีที่บุรุษนำมาเป็นภรรยาหรือเมียนั้น มีอยู่ ๒๐ จำพวก[11] คือ
๑. มาตุรกฺขิตาหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ได้แก่ หญิงที่มีมารดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
๒. ปิตุรกฺขิตาหญิงที่อยู่ในความปกครองของบิดา ได้แก่ หญิงที่มีบิดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
๓. มาตุปิตุรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและบิดา ได้แก่ หญิงที่มีมารดาบิดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
๔. ภาตุรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ได้แก่ หญิงที่มีพี่ชายน้องชายคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
๕. ภคนีรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ได้แก่ หญิงที่มีพี่สาวน้องสาวคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
๖. ญาติรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ได้แก่ หญิงที่มีญาติคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราบ ให้อยู่ในอำนาจ
๗. โคตฺตรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ได้แก่ หญิงที่มีบุคคลร่วมตระกูลคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
๘. ธมฺมรกฺขิตา หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง ได้แก่ หญิงที่มีตระกูลประพฤติธรรมร่วมกันคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
๙. สารกฺขา หญิงที่มีคู่หมั้น ได้แก่ หญิงที่ถูกมั้นหมายไว้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยที่สุดกระทั่งหญิงที่ชายสวมพวงดอกไม้ให้ด้วยกล่าวว่า “หญิงนี้เป็นของเรา”
๑๐. สปริทณฺฑา หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครอง ได้แก่ หญิงที่มีพระราชาบางองค์ทรงกำหนดโทษไว้ว่า “ชายที่ล่วงเกินหญิงคนนี้ ต้องได้รับโทษเท่านี้
๑๑. ธนกฺกีตา ภรรยาสินไถ่ ได้แก่ หญิงที่ขายเอาทรัพย์ชื้อมาอยู่ร่วมกัน
๑๒. ฉนฺทวาสินี ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ได้แก่ หญิงอันเป็นที่รักซึ่งชายคู่รักรับให้อยู่ร่วมกัน
๑๓. โภควาสินี ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ได้แก่ หญิงที่ชายยกสมบัติให้แล้วอยู่ร่วมกัน
๑๔. ปฏวาสินี ภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ได้แก่ หญิงที่ชายมอบผ้าให้แล้วอยู่ร่วมกัน
๑๕. โอทปตฺตกินี ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ได้แก่ หญิงที่ชายจับมือจุ่มลงในภาชนะน้ำด้วยกันแล้วอยู่ร่วมกัน
๑๖. โอภตจุมฺภฏา ภรรยาที่ถูกแปลงเทริด ได้แก่ หญิงที่ชายถอดเทริดลงแล้วอยู่ร่วมกัน
๑๗. ทาสี ภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ได้แก่ หญิงที่เป็นทั้งทาสเป็นทั้งภรรยา
๑๘. กมฺมการี ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ได้แก่ หญิงที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา
๑๙. ธชาหฏา ภรรยาที่เป็นหญิงเชลย ได้แก่ หญิงที่ถูกนำมาเป็นเชลย
๒๐. มุหุตฺติกา ภรรยาชั่วคราว ได้แก่ หญิงที่อยู่ร่วมกันเป็นครั้งคราว
หญิง ๒๐ จำพวกนี้ พระโบราณาจารย์เจ้าทั้งหลาย มีอาจารย์ผู้รจนาฎีกาวิมติวิโนทนี เป็นต้น กล่าวไว้ว่า เป็นอคมนียวัตถุสำหรับชาย คือชายไม่ควรประพฤติล่วงเกินในหญิง ๒๐ จำพวกนี้ ถ้าประพฤติล่วงเกิน เป็นกาเมสุมิจฉาจาร ส่วนหญิงท่านมิได้กำหนดอคมนียวัตถุไว้ การเป็นกาเมสุมิจฉาจารสำหรับหญิง ท่านถือเอาหญิง ๒๐ จำพวกนี้เป็นเกณฑ์ คือหญิง ๘ จำพวกข้างต้น ตั้งแต่ ๑ ถึง ๘ เป็นหญิงที่อยู่ในความปกครองของผู้อื่น ทั้งเป็นหญิงสาวยังไม่มีสามีด้วย แม้ประพฤติล่วงเกินกับชายอื่น ก็ไม่เป็นกาเมสุมิจฉาจาร เพราะไม่ได้ล่วงเกินกรรมสิทธิ์ของใคร ถึงแม้จะมีผู้ปกครอง ๆ ท่านก็ไม่มีกรรมสิทธิ ส่วนหญิงอีก ๑๒ จำพวกข้างปลาย คือ ตั้งแต่ ๙ ถึง ๒๐ ถ้าประพฤติล่วงเกินกับชายอื่นย่อมเป็นกาเมสุมิจฉาจารโดยแท้ เพราะล่วงเกินกรรมสิทธิของสามีของตนชื่อว่าเป็นการขโมยไปให้ชายอื่น
[1] ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์, รศ.ดร., บทความพิเศษ, “สถานภาพและบทบาทภิกษุณีในไต้หวัน”, เสียงธรรม, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๙.
[2] ขุ.อป. ๓๓/๓๑/๓๕๗ ฉบับ มหาจุฬาเตปิฎกํ ๒๕๐๐.
[3] สำรวจจาก Dictionary of Pali Proper Names, 2 Vols., ของ G.P’Malalasekera. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์, “บาทบาทสตรีในอินเดียวรรณคดีบาลี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. แผนกวิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๒๑), หน้า ๘.
[4] เปรม หิมจันทร์. “บทบาทสตรีในอินเดียวรรณคดีบาลี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. แผนกวิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๑, หน้า ๘.
[5] ขุ.ชา. ๒๗/๒๘๓/๕๘๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[6] ขุ.อิติ. ๒๕/๗๓–๗๔/๒๗๘. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[7] ขุ.อป. ๓๓/๘/๓๓๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[8] ขุ.อป. ๓๓/๒๖/๒๕๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปฏกํ ๒๕๐๐.
[9] ขุ.อป. ๓๓/๒๗–๓๕/๓๕๖–๓๕๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] ราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. (กรุงเทพฯ : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด, ๒๕๒๕), หน้า ๖๕๖.
[11] วิ.มหา. ๑/๓๐๔/๒๓๕–๒๓๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
ในสตรี๒๐ จำพวกนั้นมิใช่ว่าจะเป็นภรรยาหรือทำหน้าที่ของภรรยาได้สมบูรณ์ทุกจำพวก ในพระไตรปิฎกจัดภรรยาไว้ ๗ ประเภท[1] คือ
๑. ภรรยาดุจเพชฌฆาต คือ ภรรยาที่คิดประทุษร้าย ไม่เกื้อกูลอนุเคราะห์ ยินดีต่อชายเหล่าอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นหญิงที่เขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามฆ่าสามี
๒. ภรรยาดุจนางโจร คือ ภรรยาที่มุ่งจะยักยอกทรัพย์แม้มีจำนวนน้อย ที่สามีประกอบศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรมได้มา
๓. ภรรยาดุจนายหญิง คือ ภรรยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินจุ หยาบคาย ดุร้าย มักพูดคำชั่วหยาบ ข่มขี่สามีผู้ขยันหมั่นเพียร
๔. ภรรยาดุจมารดา คือ ภรรยาที่เป็นผู้เกื้อกูลอนุเคราะห์ทุกเมื่อ คอยรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้
๕. ภรรยาดุจพี่สาวน้องสาว คือ ภรรยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน
๖. ภรรยาดุจเพื่อน คือ ภรรยาเห็นที่สามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนเห็นเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติต่อสามี
๗. ภรรยาดุจทาสี คือ ภรรยาที่ถูกสามีขู่จะฆ่าจะเฆี่ยนตี ก็ไม่โกรธ สงบเสงี่ยม ไม่คิดขุ่นเคืองสามี อดทนได้ ไม่โกรธ ประพฤติคล้อยตามอำนาจสามี
ในบรรดาภรรยาทั้งหลายประเภทต่าง ๆ นี้ ไม่ได้มีการกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่า ภรรยาประเภทใดดีที่สุด แต่จากเรื่องของนางสุชาดาในพระไตรปิฎกนั้น มีกล่าวไว้ว่า นางต้องการเป็นทาสีภรรยาซึ่งอาจมีนัยหมายถึงว่าเป็นภรรยาประเภทที่ดีที่สุด แต่ถ้าจะพิจารณาจากกรณีอื่น เช่น นางอิสิทาสี[2] นางเป็นภริยาที่มีคุณสมบัติของภรรยาหลายประเภทอยู่ในขณะเดียวกัน คือนางเป็นทั้งมาตาภรรยา ภคินีภริยา สขีภริยา และทาสีภริยา ก็น่าจะเป็นได้ว่าภรรยาที่มีคุณสมบัติเป็นภรรยาประเภทต่างๆ ประกอบกันนั้นเป็นภรรยาชนิดที่สามีต้องการมากที่สุด
ตามคำสอนนี้จะเห็นว่า ภรรยามิใช่เป็นเพียงทิศเบื้องหลังหรือผู้ตามเท่านั้น แต่ควรจะเป็นเพื่อนที่ดีหรือมิตรสนิทใจของสามีด้วย ในวัตถุสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า
"…ภรรยาเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมในโลกนี้…”[3]เพราะเมื่อพิจารณาดูลักษณะที่สามีบำรุงภรรยาและภรรยาช่วยเหลือสามีแล้วมีด้วยกันคนละ ๕ สถาน[4] เท่ากัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ข้อที่ทั้งสองฝ่ายจะพึงตระหนักก็นั่นคือ “ไม่ประพฤตินอกใจ” ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายควรมีต่อกัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงสังคมสมัยนั้นว่า มีความละเอียดลออสุขุมในการไม่ประพฤติผิดประเวณี และพรหมจรรย์เป็นอย่างยิ่ง แม้คำสอนบางตอนในวรรณคดีบาลี ก็แสดงให้เห็นว่า การประพฤตินอกใจหรือผิดประเวณีนั้นทำให้โลกสับสนวุ่นวาย ดังที่กล่าวไว้ว่า
“ถ้าสุกกธรรม ๒ ประการนี้ไม่คุ้มครองโลก ในมนุษยโลกนี้ก็จะไม่ปรากฏ ให้รู้ว่าหญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นน้า หญิงนี้เป็นป้า หญิงนี้เป็นภรรยา ของอาจารย์หรือหญิงนี้เป็นภรรยาของครู มนุษยโลกก็จะประพฤติสำส่อนกันไปหมด เหมือนอย่างพวกแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข และสุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลายก็เพราะเหตุที่สุกกธรรม ๒ ประการนี้ยังคุ้มครองรักษาโลกอยู่ ฉะนั้นจึงยังปรากฏให้ว่า หญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นน้า หญิงนี้เป็นป้า หญิงนี้เป็นภรรยาของอาจารย์ หรือหญิงนี้เป็นภรรยาของครู”[5]
คำสอนนี้มุ่งที่จะให้ตระหนักในการไม่ประพฤติผิดประเพณีและพรหมจรรย์ ทั้ง ๆ ที่สังคมนิยมชมชอบในเรื่องไม่ผิดประเวณีและพรหมจรรย์กันอย่างนั้น แต่สตรีหรือบุรุษบางคนยังจงใจฝ่าฝืน บางคนล่วงละเมิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สตรีที่ถูกอำนาจกิเลสชักจูงจิตใจให้ประพฤตินอกใจสามี เป็นการล่วงละเมิดประเวณี และพรหมจรรย์ด้วยเจตนาและจงใจ แต่สตรีที่ประพฤติผิดเพราะความจำเป็นบังคับก็มี และมีสตรีบางพวกที่รังเกียจสามี เพราะสามีตกอยู่ในฐานะ ๘ ประการ[6] คือ
๑. เพราะความเป็นคนจน
๒. เพราะความเป็นคนป่วยกระเสาะกระแสะ
๓. เพราะความเป็นคนแก่ชรา
๔. เพราะความเป็นนักเลงสุรา
๕. เพราะความเป็นคนคนโง่เซอะ
๖. เพราะความเป็นคนมัวเมาในกามคุณ
๗. เพราะคล้อยตามกิจการงานทั้งปวง
๘. เพราะหาทรัพย์ทั้งปวงเพิ่มเติมไม่ได้
สตรีที่ไม่ประพฤติผิดประเวณีและพรหมจรรย์ เพียงแต่ไม่พอใจและดูหมิ่นสามี เมื่อสามีตกอยู่ในภาวะ ๘ ประการนั้น ประการใดประการหนึ่ง ซึ่งสังคมสมัยนั้นไม่ประณามเท่าไรนัก
ในพระพุทธศาสนาแบ่งสตรีไว้เป็น ๕ ประเภท[7] คือ
๑. หญิงผู้มีผิวพรรณงดงามนัก
๒. หญิงที่ชายหมู่มากรักใคร่
๓. หญิงผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง
๔. หญิงผู้เป็นภรรยาของชายอื่น
๕. หญิงผู้คบหาเพราะเหตุแห่งทรัพย์
บุรุษทุกคนไม่ควรทำตัวคุ้นเคยสนิทสนมกับหญิงทั้ง ๕ ประเภทนี้ให้มากเกินไปนัก เพราะอาจพลาดหวัง เกิดโรคกาย หน่ายแหนงง่าย ประสบอันตราย ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน และเสียทรัพย์ไปอย่างไม่น่าจะเสีย
สรุปได้ว่า บทบาทในความเป็นภรรยาของสตรีสมัยนั้นที่มีหลักฐานปรากฏในเรื่องราวต่าง ๆ รวมกล่าวได้ว่า ทำการงานในหน้าที่ มีความรักสามี รู้จักประพฤติปฏิบัติต่อสามีหรือมีความงามอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุทำให้ครอบครัวดำเนินไปตามปกติสุข ส่วนที่สามีบางคนอยู่กับสตรีเหล่านี้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของมนุษย์ปุถุชนแต่ละคน ซึ่งมีรสนิยมไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญมีความบกพร่องหรือไม่ประการใด โดยเฉพาะในหน้าที่การงาน และความประพฤติของสตรีเท่านั้น
สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะสะใภ้
คนไทยมักมีทัศนะว่า สะใภ้กับแม่ผัวไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่ตามทัศนะที่ปรากฏในวรรณคดีบาลี บางแห่งกล่าวถึงสะใภ้เกรงกลัวพ่อผัว ครั้งที่พระอานนทเถระกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ว่า “ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นย่อมสลดหดหู่ใจ เพราะเหตุนั้นว่า ไม่เป็นลาภของเราหนอ ลาภไม่มีแก่เราหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ การได้ด้วยดีไม่มีแก่เราหนอ ที่เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ เหมือนหญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวแล้วย่อมสลดหดหู่ใจ ฉะนั้น”[8]
การเปรียบเทียบอย่างนี้มิใช่นำมาใช้เฉพาะสตรีมนุษย์เท่านั้น แม้เทพธิดาที่อยู่ในสวรรค์ ก็เปรียบเทียบไว้เช่นเดียวกันดังที่กล่าวไว้ว่า “ครั้น ท้าวสักกะจอมเทพและท้าวเวสวัณ นิมนต์ท่านพระมหาโมคคัลลานะให้นำหน้าเข้าไปยังเวชยันตปราสาท พวกเทพธิดาผู้บำเรอของท้าวสักกะเห็นท่านพระโมคคัลลานะมาแต่ไกล ก็เกรงกลัวละอายอยู่ จึงเข้าสู่ห้องเล็กของตน ๆ ดุจหญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวแล้วก็เกรงกลัวละอายอยู่ ฉะนั้น”[9] แต่บางแห่งกล่าวพ่อผัวเป็นห่วงหญิงสะใภ้ กลัวหญิงสะใภ้ลำบากยากไร้ได้ทุกข์ต่าง ๆ นานา
ดังมีปรากฏอยู่ในชาดก ขุททกนิกายว่า พระมหาราชาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า "แม่มัทรี ผู้มีร่างกายอันชโลมจันทน์ เจ้าอย่าได้ทรงไว้ซึ่งความหมักหมมด้วยละอองธุลีเลย เคยทรงผ้าแคว้นกาสี อย่าได้ทรงผ้าคากรองเลย การอยู่ในป่าเป็นความลำบาก เจ้าอย่าได้ไปเลยนะ”[10] และว่า
“แม่มัทรี เมื่อเธออยู่ในนครได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนก็สะดุ้งตกใจบ่อย ๆ เธอไปถึงป่าเขาวงกตจักทำอย่างไร จะทำอันตรายเธอ เธอจะทำอย่างไร เธอปรารถนาจะไปป่าใหญ่ทำไมเล่า?[11]
นี่เฉพาะทัศนะ ใน วรรณคดีบาลี กล่าวเปรียบเทียบว่า หญิงสะใภ้เกรงกลัวละอายต่อพ่อผัว แต่ในบางเรื่องหรือบางนิทานกล่าวแม่ผัวกับสะใภ้ไม่ลงรอยกัน ในวรรณคดีบาลีที่กล่าวมานี้ แม่ผัวเป็นฝ่ายที่ประพฤติไม่เหมาะสม และน่าตำหนิ แต่ก็มีนิทานบางเรื่องในวรรณคดีบาลีที่กล่าวตำหนิสะใภ้ เช่น นางกัจจานีชาวเมืองพาราณสีเป็นสตรีชราที่ถูกหญิงสะใภ้ขับไล่จากบ้าน ต้องออกจากบ้านเที่ยวระเหเร่ร่อนไปอาศัยชาวบ้านเลี้ยงชีวิตไปวัน ๆ ได้กล่าวกะท้าวสักกะว่า
"พราหมณ์ ข้าพเจ้ามั่นใจในข้อนี้ว่า
ธรรมะได้ตายแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีความสงสัย
เพราะเดี๋ยวนี้ คนชั่วกลับเป็นอยู่สบาย[12]
เหมือนอย่างลูกสะใภ้ของข้าพเจ้าเป็นหมัน
หล่อนทุบตี ขับไล่ข้าพเจ้าแล้วคลอดบุตร
เดี๋ยวนี้หล่อนเป็นใหญ่ในตระกูลทั้งหมด
ส่วนข้าพเจ้ากลับถูกทอดทิ้งอยู่อย่างเดียวดาย[13]
นี่แสดงว่าระหว่างหญิงสะใภ้กับแม่ผัวตามทัศนะในวรรณคดีบาลี ก็ไม่แตกต่างกับทัศนคติของคนไทยเท่าใดนัก เพราะคนไทยถือว่า สะใภ้กับแม่ผัว ลูกเขยกับพ่อตา สามัคคีกันไม่สนิทใจ
สตรีที่เป็นสะใภ้ของพ่อผัวแม่ผัว ปฏิบัติตัวให้เป็นที่รักใคร่ชอบพอของคนเหล่านั้น ย่อมทำได้ตามที่ธนญชัยเศรษฐีกล่าวสอนนางวิสาขา ก่อนที่จะส่งตัวนางไปอยู่กับพ่อผัวแม่ผัว ความว่า สตรีที่อยู่สกุลพ่อผัวแม่ผัวนั้นไม่ควรนำไฟข้างในออกไปข้างนอก, ไม่ควรนำไฟข้างนอกเข้าไปข้างใน ควรให้แก่ผู้ที่ให้เท่านั้น ไม่ควรให้แก่ผู้ที่ไม่ให้ ควรให้แก่ผู้ที่ให้และไม่ให้, ควรนั่งให้เป็นสุข, ควรกินให้เป็นสุข, ควรนอนให้เป็นสุข, ควรบูชาไฟ และควรเคารพเทวดาประจำบ้าน[14]
โอวาททั้ง ๑๐ ข้อนี้ธนญชัยเศรษฐีมุ่งที่จะให้นางวิสาขาได้ประพฤติปฏิบัติตัวเมื่ออยู่กับพ่อผัวแม่ผัว คนไทยบางคนมักจะเตือนลูกหลานที่ชอบนินทาว่าร้ายเพื่อนบ้านว่า “ไฟในอย่านำออก, ไฟนอกอย่านำเข้า” พูดเตือนลูกหลานตามเค้าโอวาทของธนญชัยเศรษฐีนี้เอง นี่แสดงว่าวรรณคดีบาลียังมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนไทยอยู่นางวิสาขาธิดาธนญชัยเศรษฐี อาศัยอยู่บ้านพ่อแม่ผัว ปฏิบัติตามโอวาทบิดา ในตอนแรก ๆ พ่อผัวไม่เข้าใจนางวิสาขาหญิงสะใภ้ ถึงกับขับไล่นางออกจากบ้าน แต่นางสามารถทำให้พ่อผัวรู้ และเข้าใจตัวนางได้ พ่อผัวนางคือมิคารเศรษฐี กลับยกย่องนางไว้ในฐานะมารดา นางจึงได้ชื่อเพิ่มขึ้นอีกว่า“วิสาขามิคารมารดา”[15] แปลว่า“นางวิสาขาผู้เป็นมารดาของมิคาระ”
สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะมารดา
คำว่า “มารดา” ได้แก่ “แม่”[16] หมายถึง “หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก หรือคำที่ลูกเรียกผู้ให้กำเนิดตน”[17] มารดานั้นมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ตามลักษณะแห่งการกระทำที่ปรากฏแก่สตรีผู้เป็นมารดา ดังที่โสณดาบสโพธิสัตว์ เมื่อจะประกาศว่ามารดามารดาเป็นผู้ทำกิจที่ทำได้ยากที่บุคคลอื่นจะทำได้ จึงได้กล่าวว่า
มารดาเมื่อหวังผลคือบุตรจึงนอบเทวดา
และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย[18]
เมื่อมารดานั้นมีระดู การตั้งครรภ์จึงมีได้
เพราะการตั้งครรภ์นั้น มารดาจึงมีการแพ้ท้อง
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี[19]
มารดาประคับประคองครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าบ้าง
แล้วจึงคลอดบุตร เพราะเหตุนั้น มารดานั้นจึงชื่อว่า
หญิงผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า
ชเนตตี หญิงผู้ยังบุตรให้เกิด[20]
เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาก็ปลอบโยนให้ยินดีได้
ด้วยน้ำนมบาง ด้วยการ้องเพลงกล่อมบ้าง
ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง
เพราเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า
โตเสนตี หญิงผู้ยังบุตรให้ร่าเริงยินดี[21]
จากนั้น เมื่อลมแรงและแดดกล้า
มารดาก็กระทำความรักอย่างจับใจ
มองดูบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไร้เดียงสาอยู่
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกว่า
โปเสนตี หญิงผู้เลี้ยงดูบุตร[22]
ทรัพย์อันใดที่เป็นทรัพย์ของมารดาก็ดี
เป็นทรัพย์ของบิดาก็ดี
แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ มารดาก็คุ้มครองไว้เพื่อบุตรนั้น
ด้วยหมายใจว่า แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ นี้พึงเป็นของบุตรของเรา[23]
มารดาเมื่อให้บุตรสำเหนียกว่า
อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก
และทราบว่าบุตรของตนเมื่อถึงคราวหนุ่ม
ลุ่มหลงมัวเมาในภรรยาของผู้อื่นอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน
ไม่กลับมาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดือดร้อน ด้วยประการฉะนี้[24]
เหล่านี้เรียกมารดาตามกิริยาอาการที่มารดาอนุเคราะห์บุตร ตามที่เห็น ๆ กันอยู่ทั่วไป เป็นบทบาทของแม่ในฝ่ายคดีโลก
ฝ่ายคดีธรรม มารดามีสถานภาพเป็น ชื่อว่า
มารดาและบิดาทั้งหลายบัณฑิตว่า
๑. เป็นพรหมของบุตร
๒. เป็นบุรพาจารย์ของบุตร
๓. เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชาของบุตร[25]
๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมู่สัตว์คือบุตร
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะ
มารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วยข้าวและน้ำ
ด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและที่นอน ด้วยการอบตัวและอาบน้ำให้
และด้วยการล้างเท้าทั้ง ๒ ให้ท่าน[26]
เพราะการบำรุงมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น
บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว
เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้แล[27]
ในมงคลสูตร ท่านกล่าวถึงสถานภาพของมารดาเปรียบไว้ ๔ ประการ คือ
๑. พรหม[28] ของบุตร เพราะท่านไม่ละทิ้งภาวนา ๔ ประการ[29] คือ มารดามีเมตตาจิตคิดถึงลูกที่อยู่ในครรภ์ว่า เมื่อไรหนอ เราจะได้เห็นลูกน้อยที่ไร้โรคาพาธ, มีกรุณาจิตในเมื่อลูกคลอดออกมาเป็นเด็กอ่อนนอนหงายแบเบาะ ทุรนทุราย มารดาสงสารช่วยเหลือทั้งมดมิให้ไต่ ทั้งไรก็มิให้ตอม ตามปกติมารดาไม่เคยใจร้ายต่อเรือด ไร ยุง ริ้น ร่านเหล่านี้ แต่พอมารดามีลูกก็ใจร้ายต่อสัตว์เหล่านี้ เพราะรักและสงสารลูก, มีมุทิตาจิตในเมื่อลูกวิ่งเล่นไปมาได้ อยู่ในวัยที่น่ารัก มารดามองดูลูกด้วยจิตใจที่อ่อนไหว พลอยยินดีปรีดาในความสุขของลูก และมีอุเบกขาจิตในเมื่อลูกมีคู่ครองมีเหย้ามีเรือน สามารถดำเนินชีวิตตามสมรรถภาพของตนได้ มารดาไม่ต้องพะวักพะวนกับความเป็นอยู่ของลูก เพราะเหตุที่มารดามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อบุตร มารดาจึงได้นามเช่นนี้
๒. บุรพเทพ[30] เพราะมารดาไม่คำนึงถึงความผิดพลาดที่ลูกทำแก่ตน ตามปกติศรีษะมารดาใครจะกล้าแตะต้อง แต่ลูกน้อยชกต่อยตบตีเหมือนของเล่น มารดาหาโกรธไม่ กลับยิ่งเพิ่มความรักขึ้นอีก ปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์สุขแก่ลูกโดยส่วนเดียว อำนวยผลอันใหญ่หลวงแก่ลูกเหมือนวิสุทธิเทพคือพระขีณาสพไม่คำนึงถึงความผิดที่คนพาลทำแก่ตน มุ่งแต่ผลประโยชน์และความปลอดภัยแก่เขาถ่ายเดียวฉะนั้น ลูกได้รู้จักเทพอื่น ๆ เพราะอาศัยเทพคนแรกคือ แม่ ดังนั้น แม่จึงได้ชื่อว่า บุรพเทพ
๓. บุรพาจารย์[31] เพราะท่านสอนลูกให้ศึกษาว่า นั่งอย่างนี้ซิลูก ยืนอย่างนั้นนะลูก ควรพูดอย่างนี้กับพ่อ, พี่, ป้า, น้า, อา เป็นต้น ครูอาจารย์อื่น ๆ สอนศิลปวิทยาอย่างอื่นให้ในภายหลังทั้งนั้น เพราะท่านสอนลูกก่อนครูอาจารย์อื่น ๆ จึงมีชื่อเรียกอย่างนี้
[1]องฺ.สตฺตก. ๒๓/๖๓/๗๖–๗๘. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[2] ขุ.เถรี. ๒๖/๔๐๓/๔๗๙. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[3] สํ.ส. ๑๕/๔๕/๖๙. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[4] ที.ปา. ๑๑/๒๖๙/๒๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[5] ขุ.อิติ. ๒๕/๔๒/๒๖๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[6] ขุ.ชา. ๒๘/๒๙๗/๙๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[7] ขุ.ชา. ๒๗/๑๒/๒๕๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[8] ม.มู. ๑๒/๓๐๒/๒๖๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[9] ม.มู. ๑๒/๓๙๓/๓๕๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๑๙/๓๒๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[11] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๓๒/๓๒๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[12] ข.ชา. ๒๗/๓/๑๘๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[13] ข.ชา. ๒๗/๔/๑๘๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[14] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๕๘/๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐., ธ.อ. ๓/๕๙–๖๐.
[15] ธ.อ.๓/๖๒ และ อง.อ.๑/๔๔๙.
[16] ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕., หน้า ๗๑๖.
[17] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๒๗.
[18] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๕/๘๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. ใน ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๕/๙๕–๑๙๖
อธิบายว่า มารดานอบน้อมเทวดา หมายถึง ทำการนอบน้อมคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลูกจงเกิดขึ้นแก่เรา”
ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย หมายถึงมารดาต้องการทราบว่าบุตรเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะมีอายุยืน อายุสั้นอย่างไร
[19] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๖/๘๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. ใน ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๖/๑๙๖
อธิบายไว้ว่า เมื่อมารดานั้นมีระดู หมายถึงเมื่อต่อมเลือด (ไข่สุก) เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกำหนด มารดาได้ชื่อว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี (เพราะในเวลานั้นมารดาจะเกิดความรักในบุตรที่เกิดท้องของตน)
[20] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๗/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[21] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๘/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[22] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๙/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[23] ขุ.ชา. ๒๘/๑๗๐/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[24] ขุ.ชา. ๒๘/๑๗๑/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[25] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๑/๘๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. ใน ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘๑/๑๙๗. อธิบายว่า มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร เป็นบุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะอย่างใดอย่างหนึ่งของบุตร
[26] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๒/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[27] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๒/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[28] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์. “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. หน้า ๒๔.
[29] ธรรมข้อนี้ มีชื่อเรียก ๓ อย่างคือ ภาวนา อัปปมัญญา และ พรหมวิหาร
[30] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์. “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.) หน้า ๒๔.
[31] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์. “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.) หน้า ๒๔.
๔. โลกทัสเสตา[1] เพราะเป็นผู้แสดงโลกนี้ให้ลูกเห็นถ้าเมื่อวันที่ลูกเกิดมา มารดาจับโยนไปในป่า แม่น้ำลำคลอง หรือเหวผา เป็นต้น ลูกก็จะไม่ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ตลอดถึงความตระการของโลกนี้เลย แต่เพราะท่านไม่ทำอย่างนั้นด้วยเมตตาจิต เพราะอาศัยพฤติกรรมของมารดาลูกจึงได้เห็นโลกนี้ชื่อเหล่านี้ใช้เรียกมารดาในฝ่ายคดีธรรมตามกล่าวมาแล้ว สตรีที่ปฏิบัติตามหน้าที่และถูกต้องตามความหมายของคำว่า “มารดา” คือสตรีที่มีคุณลักษณะของมารดาสมบูรณ์แบบ เป็นมารดาที่ชาวโลกยกย่องและต้องการ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “มารดาและบิดามีอุปการะมากบำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย”[2] แล้วพระองค์ทรงย่อลงตรัสให้สั้นมีเพียง ๓ ประการ อันแสดงว่าแม่ให้ทุกอย่างแก่ลูกจากคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนั้น สตรีที่เป็นแม่ย่อมประกอบด้วยองค์คุณของกัลยาณมิตร ๗ ประการ[3] อีกด้วย เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า “แม่เป็นมิตรสนิทใจในเรือนของตน”[4] และมารดานั้นยังนำไปเปรียบกับอะไรหลายอย่างที่เป็นคุณประโยชน์แก่บุตร เช่น เป็นพรหม บุรพเทพ บุรพาจารย์ของบุตรเป็นต้น แต่ในวรรณคดีบาลีไม่ปรากฏลักษณะที่มารดาให้โทษแก่ลูก มีเฉพาะแต่เมื่อลูกประพฤติผิดปฏิบัติผิดต่อมารดาผลร้ายจะเกิดขึ้นแก่ลูกด้วยอำนาจอกุศลกรรมที่ตนทำไว้เท่านั้น ดังนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “มารดาเป็นอาหุไนยัคคิ[5] ของบุตรธิดา”[6] ที่ท่านเปรียบมารดาไว้กับไฟ เพราะมารดาให้คุณอนันต์ หากบุตรประพฤตดีปฏิบัติชอบต่อท่าน และให้โทษมหันต์หากบุตรประพฤติผิดต่อท่าน เสมือนไฟให้คุณมากมายแก่ผู้ใช้เป็น และให้โทษเหลือหลายแก่ผู้ใช้ไม่เป็น ฉะนั้น และโทษที่ลูกได้รับนั้นมิใช่เกิดขึ้นจากการกระทำของมารดา แต่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดของลูกเอง
ตามที่กล่าวมานี้ แสดงถึงมารดารักบุตรปรารถนาบุตรตั้งแต่บุตรยังไม่มาปฏิสนธิด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์เมื่อจะทรงแสดงคุณสมบัติอันเป็นสัญลักษณ์ของแม่ จึงรวมลักษณะทุกประการมารวมตรัสไว้โดยย่อเพียง ๓ ประการ คือ
ประการแรก แม่ให้ชีวิตแก่ลูก ทะนุถนอมประคับประคองชีวิตลูกตั้งแต่มาถือปฏิสนธิ มิฉะนั้นเมื่อลูกคลอดมาแล้ว แม่ก็ประคบประหงมลูก โดยเอาชีวิตแม่เข้าแลก เพื่อปกป้องอันตรายต่าง ๆ ที่จะกล้ำกรายเข้าไปทำร้ายชีวิตร่างกายลูก จึงเรียกว่า “อาปาทกา” แปลว่า “ผู้ให้ชีวิต”
ประการที่สอง แม่ให้ร่างกายด้วยการที่แม่ยอมอดออมด้วยตนเอง เพื่อให้ลูกมีกินมีใช้ ลักษณะนี้เรียกว่า “โปสกา”แปลว่า “ผู้ให้ร่างกายด้วยการเลี้ยงดูรักษา”
ประการสุดท้ายแม่ให้โลกนี้แก่ลูก กล่าวคือลูกจะมาเห็นโลกนี้ ได้ศึกษาโลกนี้ด้วยการที่แม่ไม่ทำลายลูกตั้งแต่มาสู่ครรภ์ หากแม่ใจร้ายทำลายชีวิตลูกแต่พอถือปฏิสนธิหรือยังเป็นชิ้นเนื้อหรือแรกคลอดออกมาที่ไหนเลยลูกจะได้มาเห็นความตระการของโลกนี้เล่า ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า “อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตา” แปลว่า “ผู้ให้โลกนี้, ผู้แสดงโลกนี้แก่ลูก” เมื่อมาพิจารณาดูคุณลักษณะของแม่ทั้งสามประการนี้ จะเห็นได้ว่า “แม่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ลูก”
สิทธิ หน้าที่และความเสมอภาคของสตรีในพระพุทธศาสนา
ในสมัยพุทธกาล[7] จากหลักฐานที่มีกล่าวถึงสตรีในคัมภีร์ต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่าสถานภาพของสตรีผู้เป็นลูกนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน คือการถือกำเนิดของบุตรหญิงนั้นแม้จะไม่มีหลักฐานแสดงว่า ได้รับการต้อนรับและเป็นที่ยินดี แต่ก็ไม่มีหลักฐานอันแสดงว่า การได้บุตรหญิงนั้นเป็นความเศร้า ความผิดหวังของครอบครัว นอกจากนั้นแล้วก็ยังไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าบุตรชายได้รับการต้อนรับดีกว่าอีกด้วย การมองบุตรหญิงว่าเป็นความกังวล เครื่องถ่วง เครื่องกีดขวาง ของบิดานั้นเริ่มจะหมดความสำคัญ หรือแม้ยังคงมีอยู่ก็น้อยลงไปเป็นลำดับ เพราะพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อความเชื่อเรื่องพิธีกรรม ที่จำเป็นจะต้องมีบุตรชายเป็นผู้ประกอบพิธีให้แก่บิดาผู้ล่วงลับอีกต่อไปบุตรชายหรือบุตรหญิงจึงไม่มีความแตกต่างกันในด้านการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาและความเชื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ค่าหรือความสำคัญของบุตรชายก็ลดน้อยลงไป และฐานะของบุตรหญิงก็ดีขึ้นโดยปริยาย และโดยทั่วไปการถือกำเนิดขึ้นมาของเด็กชายเด็กหญิงก็ได้รับการต้อนรับและเป็นที่ยินดีด้วยกันในฐานะเป็นลูกโดยไม่ได้รังเกียจหรือคำนึงถึงเพศ ดังนั้นในสมัยนี้เมื่อกล่าวถึงลูกที่เป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความหวังของพ่อแม่ ก็หมายถึงทั้งลูกชาย ลูกหญิง ในนัตถิปุตตสมสูตร ก็มีกล่าวถึงบุตรโดยไม่เจาะจงเพศ เช่น ความรักเสมอด้วยบุตรไม่มี… [8]
ดังเรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงที่ประทับแล้วกราบทูล ณ ที่ใกล้พระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระนางมัลลิกาเทวีประสู๖พระธิดาแล้ว” เมื่อราชบุรุษกราบทูลอยางนี้แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่ทรงเบิกบานพระทัย
พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงเบิกบานพระทัย “ จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
มหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน
แท้จริง แม้หญิงบางคนก็ยังดีกว่า
ขอพระองค์จงชุบเลี้ยงไว้เถิด
หญิงผู้มีปัญญา มีศีล บำรุงแม่ผัวพ่อผัวดุจเทวดา
จงรักภักดีต่อสามี ยังมีอยู่
บุรุษที่เกิดจากหญิงนั้นย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นใหญ่ในทิศได้ บุตรของภรรยาดีเช่นนั้น ก็ครองราชสมบัติ [9]
แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเสนอทรรศนะใหม่ที่ค้านกับทรรศนะเดิมโดยเห็นว่า หญิง ชาย ก็มีความสามารถเสมอกัน บุคคลจะดีได้นั้นเพราะความรู้ ความสามารถ การกระทำ ไม่ใช่ที่เพศ และด้วยเหตุนี้พุทธปรัชญาจึงเห็นว่า บุตรหญิงก็อาจดีกว่าบุตรชายได้
โดยทั่วไปแม้การถือกำเนิดของทั้งบุตรชายและบุตรหญิงจะเป็นที่ยินดี แต่ก็มีอยู่บางกรณีที่บุตรชายยังเป็นที่ต้องการมากกว่าบุตรหญิง ดังเช่นกรณีของพระเจ้าปเสนทิซึ่งพระองค์เป็นกษัตริย์อันอยู่ในฐานะที่ประชาชนพลเมืองต้องการหรือคาดหวังว่าจะต้องมีโอรสเพื่อสืบเชื้อสายหรือราชบัลลังก์ ในกรณีเช่นนี้บุตรหญิงจะไม่ได้รับการต้อนรับและเป็นที่ยินดีเท่าบุตรชาย ดังจะเห็นได้จากการที่พระเจ้าปเสนทิทรงแสดงความผิดหวังกับพระพุทธองค์ที่พระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา แต่โดยทั่วไปแล้วก็ยังกล่าวได้ว่าฐานะของหญิงที่เป็นลูกนั้นดีขึ้นและได้รับการยอมรับมากขึ้น[10]
ในด้านฐานะของหญิงสาวในสมัยพุทธกาลก็จัดได้ว่าดีกว่าสมัยก่อนพุทธกาล ซึ่งสตรีเปรียบเพียงวัตถุหรือสินค้าที่จะถูกประมูลในตลาดวิวาห์โดยไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะจัดการกับชีวิตของตนเลย หากพิจารณาตามหลักฐานในพระไตรปิฎกแล้ว จะเห็นว่ามีกรณีที่แสดงให้เห็นถึงการที่สตรีได้รับการอนุญาตให้มีเสรีภาพขึ้นบ้าง การแต่งงานเริ่มที่จะไม่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับหญิงสาว และการไม่ได้แต่งงานก็ไม่ได้เป็นสิ่งน่าอัปยศอดสูเช่นที่เคยถือกัน แต่ผู้ที่เต็มใจแต่งงานก็ยังมีอยู่มาก หากสตรีคนใดต้องการแต่งงานก็ไม่จำเป็นต้องรีบแต่งตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่จำเป็นต้องยอมรับชายที่บิดามารดาเลือกให้[11] แต่ผู้ที่เต็มใจแต่งงานกับผู้ที่พ่อแม่เลือกให้ก็มีมากเช่น นางภัททกาปิลานี[12] ผู้เป็นธิดาของกบิลพราหมณ์กับนางสุจิมวดี และเป็นภรรยาของปิปผลายนะ พวกเจ้าหญิงและหญิงในตระกูลสูงศักดิ์นั้นดูเหมือนจะมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกชายผู้ที่จะเป็นสามีมากกว่าหญิงในชนชั้นธรรมดา[13]
นอกจากนั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบบุคคลในฐานะต่าง ๆ ที่ต้องมีความสัมพันธ์กันกับทิศต่าง ๆ พระองค์ทรงจัดภริยาไว้เป็นหนึ่งใน ๖ ทิศนั้น คือ
๑. มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า
๒. บุตรภริยาเป็นทิศเบื้องหลัง
๓. ครูอาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา
๔. มิตรอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย
๕. สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน
๖. ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ[14]
ถ้าพิจารณาตามนนี้แล้วก็จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญต่อภริยาเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเพียงว่าพระองค์ทรงจัดภริยาไว้เป็นทิศเบื้องหลัง แล้วสรุปว่าทรงมีทรรศนะที่เห็นสตรีต่ำต้อยด้อยกว่าบุรุษ เพราะเห็นภริยาเป็นเพียงผู้ตามสามีนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก เพราะการพิจารณานั้นน่าที่จะได้พิจารณาควบคู่ไปกับข้อที่พระองค์ทรงกล่าวถึงหน้าที่ของสามีและภริยาควบคู่ไปด้วย
หน้าที่ของภริยา ๕ ประการที่พระพุทธองค์ได้กำหนดไว้คือ
๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจ
๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
๕. ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง[15]
เมื่อพิจารณาหน้าที่ของภริยาแล้วจะเห็นที่ได้ว่าภริยาไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ใต้หรือผู้ตามสามีเท่านั้นแต่ภริยาเป็นผู้แบ่งเบาภาระดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านให้เรียบร้อยคือหมายถึงว่าถ้าเป็นกิจการภายในบ้านแล้วภริยามีอำนาจพอสมควรในการที่จะดำเนินการซึ่งก็เป็นการชี้ให้เห็นถึงหน้าที่และสิทธิในด้านนี้อย่างชัดแจ้ง ดังนั้นภริยาจึงไม่ใช่แต่ผู้ตามเท่านั้น แต่เป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ในฐานะเป็นมิตรสนิทของสามี ดังที่กล่าวไว้ในวัตถุสูตรว่า ภริยาเป็นสหายอย่างยิ่ง[16]
นอกจากนั้นยังกล่าวถึงภริยาว่าเป็นผู้ที่สมควรได้รับความไว้วางใจ เป็นผู้ที่สามีจะขอความลับสุดยอดให้รู้ได้ ดังที่ว่า “สามีควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อันเป็นเนื้อความลับแก่ภริยาผู้มีศีล…” [17]
เมื่อได้กำหนดหน้าที่ของภริยาแล้ว ก็ได้มีการกล่าวกำหนดหน้าที่ของสามีที่มีต่อภริยาไว้ ๕ สถาน คือ
๑. ยกย่องว่าเป็นภริยา
๒. ด้วยไม่ดูหมิ่น
๓. ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ
๔. ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ด้วยให้เครื่องแต่งตัว[18]
จากหน้าที่ ๕ สถานของสามีนี้ก็สะท้อนให้เห็นเป้าหมายหรือทรรศนะของพุทธปรัชญาในการที่จะให้สามีทะนุบำรุงภริยาในขณะที่ภริยาก็อนุเคราะห์สามี เป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในลักษณะพึ่งพาอาศัย เกื้อกูล ซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะพิจารณาต่อไปอีกในข้อที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงพลัง หรือกำลัง ๕ ของผู้เป็นภริยา คือ
๑. กำลังคือรูป
๒. กำลังคือโภคะ
๓. กำลังคือญาติ
๔. กำลังคือบุตร
๕. กำลังคือศีล[19]
โดยพระพุทธองค์ตรัสว่า สตรีใดถ้าประกอบด้วยกำลัง ๕ นี้ ก็จะสามารถอยู่ในบ้าน ในครอบครัวได้ด้วยความมั่นใจ และอาจมีอำนาจ บังคับ ข่มขี่ ทั้งยังทำให้สามีดีขึ้นได้ อันเป็นการแสดงถึงทรรศนะที่ว่าสตรีก็สามารถมีอำนาจเด็ดขาด ครอบงำสามีได้ ดังนั้นกรณีที่ภริยาจะเสมอเท่าสามีหรือเหนือกว่าสามีก็ย่อมเป็นได้เช่นกัน
ในสมัยพุทธกาล สตรีม่ายที่เป็นพุทธศาสนิกไม่ต้องทนทุกข์และลำบากใจกับการเย้ยหยัน ภายหลังสูญเสียสามี สภาพชีวิตของผู้เป็นภริยาอาจจะเปลี่ยนไป แต่ฐานะทางสังคมไม่เปลี่ยนมากนัก สตรีม่ายไม่ได้เป็นบุคคลผู้ถูกรังเกียจว่าเป็นผู้นำเคราะห์ร้ายประกอบกับพระพุทธศาสนาไม่ได้มีพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีเกิด พิธีตั้งชื่อ แต่งงาน งานศพ ต่าง ๆ อย่างของฮินดู การไม่มีพิธีกรรมในทางศาสนา ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่ถูกสังคมรังเกียจบางพวกไม่ต้องถูกแยกหรือกีดกันออกจากกลุ่มที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สภาพของหญิงขณะมีสามีกับเป็นม่าย ภายใต้พระพุทธศาสนาจึงไม่มีผลในด้านนี้
เมื่อพูดถึงสตรีในทัศนะของพระพุทธศาสนา อาจจะยังคลางแคลงใจอยู่ว่าพระพุทธเจ้ายังเข้าข้างบุรุษอยู่ เพราะมีคำสอนให้พระภิกษุระวังต่อสตรีและมีคำกล่าวว่า สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์เป็นต้น แต่ในพระไตรปิฎก หลักฐานทางพระพุทธศาสนายืนยันได้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานแก่สตรีอินเดียนั้นมีคุณูปการมาก อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นหรือแม้แต่ของโลก
พระพุทธเจ้าจึงเป็นบุรุษคนแรกของโลกที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิ-เสรีภาพของสตรี โดยการยืนยันว่า ตรัสรู้ธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับเพศชายหรือหญิงเลย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานอุปสมบทแก่สตรีชาวศากยวงศ์ ซึ่งนำโดยพระนางปชาบดีโคตมี พระแม้น้า จนถึงพระภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในโลกเมื่อกล่าวถึงปัญหาท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อสถานภาพของสตรีมีอยู่ แสดงความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นสองกลุ่ม พวกแรกคือชาวพุทธ ที่ค่อนข้างมั่นว่า คำสอนของพุทธศาสนาต่อเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องสถานภาพของสตรีนี้ด้วย เป็นคำสอนที่ถูกต้องและสอดคล้องกับสามัญสำนึกของคนสมัยใหม่ที่เป็นปัญญาชน คนเหล่านี้จะพยายามแสดงหลักฐานในคัมภีร์ให้เห็นว่าท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อสถานภาพของสตรี เป็นท่าทีที่ก้าวหน้าให้เกียรติและให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงอย่างเสมอเหมือนชาย[20]
อีกพวกหนึ่ง อาจเป็นชาวพุทธหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้เชื่อว่า แม้ว่าในหลายเรื่องทัศนะของพระพุทธศาสนาพูดจะก้าวหน้าที่เกินกว่าทัศนะทางสังคมของศาสนาร่วมสมัยเดียวกัน แต่ในเรื่องสถานภาพของสตรีดูเหมือนพระพุทธศาสนาจะไม่ต่างจากศาสนาอื่น ๆ ของอินเดียสมัยนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดหลักของค่านิยมทางสังคม และจารีตประเพณีของผู้คนในสมัยนั้น พร้อมความเชื่อดังกล่าวคนเหล่านี้ได้แสดงหลักฐานจำนวนหนึ่งจากคัมภีร์พุทธศาสนาที่พวกเขาคิดว่า สะท้อนทัศนะที่ล้าหลังและกดขี่สตรีของพุทธศาสนา[21]
แง่ดีและแง่ร้ายเกี่ยวกับผู้หญิงในคำสอนของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกมีข้อความที่กล่าวถึงผู้หญิงในแง่ร้ายอยู่หลายแห่ง คำว่า “แง่ร้าย” ในที่นี้มิได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าจะทรงเห็นว่าผู้หญิงเป็นเพศเลว แต่ทรงแสดงถึงผลร้ายที่มาจากผู้หญิง ซึ่งได้แก่ธรรมชาติของผู้หญิงบ้าง นิสัยใจคอของผู้หญิงบางจำพวกบ้าง ผลร้ายนี้จะเกิดแก่บุรุษที่คบหากับผู้หญิง การยกข้อความในพระไตรปิฎกมากล่าวในหัวข้อนี้เป็นการยกเฉพาะข้อมูลที่ฝ่ายสตรีนิยมอาจนำมาโจมตีพระพุทธศาสนา เพื่อจะชี้ว่าข้อความเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อจะกล่าวโจมตีผู้หญิงเป็นสำคัญ
[1] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์. “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.) หน้า ๒๕.
[2] อง.ทุก. ๒๐/๔/๖๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[3] วิสุทธิ. ๑/๑๒๓.
[4] ส.ส. ๑๕/๑๖๓/๕๐.
[5] แปลว่า “ไฟ คืออาหุไนย, ผู้ที่ควรเคารพบูชาเป็นเสมือนไฟตามเผาผลาญเมื่อผู้เคารพบูชาปฏิบัติไม่ถูกต้อง” จัดเป็นไฟกองหนึ่งในไฟ ๗ กอง
[6] อง.สตตก. ๒๓/๔๔/๔๖–๔๗.
[7] ปาริชาต นนทกานันท์, “แนวความคิดเกี่ยวกับสตรีในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๓. หน้า ๖.
[8] สํ.ส. ๑๕/๑๓/๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[9] สํ.ส. ๑๕/๑๒๗/๑๕๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] ปาริชาต นนทกานันท์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘.
[11] Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism. (London : George Routledge & Sons Ltd., 1930), p. 3. (อ้างใน ปาริชาต นนทกานันท์, “แนวความคิดเกี่ยวกับสตรีในพุทธปรัชญา”.) หน้า ๙.
[12] ขุ.อป. ๓๓/๑๖๗/๒๗๑.
[13] ปาริชาต นนทกานันท์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙.
[14] ที.ปา. ๑๑/๑๙๙/๑๖๙. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[15] ที.ปา. ๑๑/๒๐๑/๑๗๐
[16] สํ.ส. ๑๕/๑๖๕/๕๐
[17] ขุ.ชา. ๒๗/๒๒๓๐/๔๒๗
[18] ที.ปา. ๑๑/๒๐๐/๑๗๐.
[19] สํ.สฬ. ๑๘/๔๘๔/๒๘๑.
[20] สมภาร พรมทา. สตรีในทัศนะของพุทธศาสนา. บทความใน ร่มโพธิ์แก้ว. (นนทบุรี : พิมพ์ที่การพิมพ์ ๒๕๓๘, หน้า ๒๗.
[21] เรื่องเดียวกัน.หน้า ๒๗.
สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ครอบครัวเกิดขึ้นก็เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง การออกบวชเป็นการละหรือไม่เข้าไปผูกพันกับการมีชีวิตครอบครัว แต่ความพึงพอใจกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงนั้นเป็นของที่ห้ามยากยิ่งกว่าความพึงพอใจในเรื่องอื่น และเมื่อพึงพอใจแล้วก็ถึงกับสละเรื่องอื่น ๆ เช่น ทรัพย์สินเงินทองและความผูกพันอื่น ๆ ได้ ดังนั้นจึงกล่าวกันว่าสตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าผู้หญิงคอยจ้องทำลายพรหมจรรย์ของพระแต่หมายความว่าความเป็นผู้หญิงนั้นเองมีอิทธิพลชักจูงหรือครอบงำจิตใจของชายให้หลงใหลได้ การใกล้ชิดสตรีย่อมทำให้การฝึกตนเพื่อละราคะเป็นไปได้ยาก ในแง่นี้ผู้หญิงไม่ได้เป็นสิ่งน่ารังเกียจ แต่ตรงข้ามความน่าพึงใจต่างหากที่เป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ความพึงพอใจทางเพศนี้เป็นเรื่องของสัตว์โลกทั้งสิ้นหาใช่เฉพาะมนุษย์ไม่ การที่บุรุษติดเนื้อต้องใจสตรีจึงเป็นธรรมดาโลก หาใช่ว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายเลวหรือผู้ชายดูหมิ่นผู้หญิงที่เป็นนสิ่งพึงปรารถนาของตนไม่ จะขอยกข้อความบางตอนมาเป็นตัวอย่างดังนี้
พ่อนารทะ หญิงทั้งหลายในโลกย่อมย่ำยีชายผู้ประมาทแล้ว
พวกหล่อนย่อมชักจูงจิตของชายหนุ่มไป
เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่พลัดตกจากต้น
สภาพนั้นบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า
เป็นเหวสำหรับพรหมจรรย์”[1]
ข้อความดังกล่าวนี้ หากอ่านโดยผิวเผินดูเหมือนเป็นการแสดงว่าหญิงจงใจทำลายพรหมจรรย์ของผู้รักษาพรหมจรรย์ แต่ความที่เปรียบจะเห็นได้ว่าพรหมจรรย์เป็นสิ่งที่เคลื่อนได้ง่ายเหมือนปุยนุ่น ส่วนธรรมชาติของผู้หญิงนั้นมีอำนาจรุนแรงเหมือนลมย่อมจะทำให้ผู้ชายขาดจากพรหมจรรย์ได้ง่าย หากไม่ตั้งจิตมั่นระมัดระวังตนให้ดี แม้ผู้หญิงไม่ได้ตั้งใจจะครอบงำจิตใจบุรุษ ความหลงก็ทำให้บุรุษนั้นเองละทิ้งพรหมจรรย์ ดังเรื่องหลานของพระจักขุบาลซึ่งบวชเป็นสามเณรได้ยินเสียงหญิงร้องเพลง รู้สึกว่าไพเราะจับใจก็ตามเสียงนั้นไป พบเจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวกำลังเก็บฟืนอยู่ ก็เกี้ยวพาราสีจนได้เสียกับหญิงนั้น กรณีนี้หญิงสาวไม่ได้เข้าไปก่อกวนการรักษาพรหมจรรย์แต่เสน่ห์ของเสียง ทำให้สามเณรละทิ้งพรหมจรรย์ ทั้งนี้เพราะ
“ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูปสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายรูปสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย
ดูกรภิกษุทังหลายเสียงสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายกลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรสสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายรสสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะของสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายโผฏฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่”[2]
“สตรีทั้งหลายย่อมผูกพันบุรุษผู้ลุ่มหลง
ด้วยการมองดู การหัวเราะ
การนุ่งห่มไม่เรียบร้อย และการพูดอ่อนหวาน
มาตุคามนี้มิใช่จะผูกพันเพียงแค่นี้
แม้ตายไปแล้วพองขึ้น ก็ยังผูกพันได้”[3]
คำกล่าวที่แสดงความเลวร้ายน่ากลัวของสตรีเพศมักจะปรากฏในชาดก ซึ่งบางเรื่องกล่าวถึงความคิดในอดีต เป็นเรื่องก่อนพุทธกาล และมักเป็นเรื่องที่บุคคลในเรื่องกล่าวและเมื่อพิจารณาพระไตรปิฎกทั้งหมดแล้วก็จะเห็นว่าไม่ได้มีทรรศนะเช่นนั้น หากเป็นความคิดสำคัญของพระพุทธเจ้าก็คงจะตรัสในที่อื่น ๆ ด้วย เหตุนี้ผู้สนใจพระไตรปิฎกบางท่านจึงเชื่อว่า ชาดก ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตของพระพุทธเจ้าจริง ๆ เป็นแต่ทรงนำเรื่องเก่า ๆ ที่มีในอินเดียโบราณมาเล่าเทียบเพื่อสอนธรรมะเท่านั้น หากทรรศนะนี้เป็นจริงเรื่องที่กล่าวในชาดกก็เป็นของเดิมมิใช่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นกรณีเฉพาะของบุคคลในเรื่อง ไม่ใช่ของพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม ดังตัวอย่างในข้อความต่อไปนี้
“๑. ไฟกินเปรียง ๒.ช้างสาร ๓. งูเห่า ๔. พระราชาผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๕. หญิงทั้งปวง
บุคคลที่ ๕ เหล่านี้ นรชนพึงคบหาโดยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะว่าภาวะที่เป็นจริงของบุคคลเหล่านั้นรู้ได้ยากนัก”[4]
นี่แน่ะ พญานก ท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า
ผู้จะกล่าวถึงสิ่ง ๔ อย่าง ที่ไม่รู้จักเต็มเหล่านี้ คือ
๑. ทะเล ๒. พราหมณ์
๓. พระราชา ๔. หญิง[5]
…แต่หญิงถึงแม้จะพึงมีสามีคนละ ๘ คน
ซึ่งเป็นคนแกล้วกล้ามีพลัง
สามารถนำรสแห่งความใคร่ทั้งปวงมาให้ได้
เธอก็ยังคงทำความพอใจในชายคนที่ ๙
เพราะฉะนั้น ชื่อชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่องอยู่[6]
หญิงทั้งปวงกินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ
พัดพาเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปเหมือนแม่น้ำ
เกาะเกี่ยวกับเรียวหนาม
ย่อมคบหาชายเพราะเหตุแห่งทรัพย์[7]
ภาวะของหญิงที่เป็นนางโจร
รู้มาก หาความจริงได้ยาก
เป็นการลำบากที่จะหยั่งรู้เหมือนรอยทางปลาในน้ำ[8]
หญิงทั้งหลายเหล่านั้นไม่รู้จักพอ
พูดจาไพเราะอ่อนหวาน เต็มได้ยาก
เหมือนแม่น้ำย่อมทำให้ล่มจม
ชายรู้แจ้งชัดแล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล[9]
หญิงทั้งหลายยั่วยวนให้ลุ่มหลง
มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ
ย่อมทำให้ล่มจมเสียหาย
ชายรู้แจ้งชัดแล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล[10]
ก็หญิงทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปคบหาชายใด
ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม
ก็ติดตามเผาผลาญชายนั้นโดยทันที
เหมือไฟป่าเผาผลาญสถานที่ของตน”[11]
เมื่อพิจารณาตัวอย่างทั้งสองนี้ทำให้นึกถึงคำพังเพยของไทยที่ว่า “ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก” ทั้งสี่อย่างนี้ไม่ควรไว้ใจ แต่ก็มิใช่ว่าหญิงเป็นเช่นนี้เหมือนกันทั้งหมด ตัวอย่างที่ยกมานี้ก็เป็นคำพูดที่เกิดขึ้นจากบุคคลที่กล่าวถึงในชาดกคือ พระนางกัณหา ซึ่งเป็นพระชายาของเจ้าชายปาณฑพทั้ง ๕ แล้ว ก็ยังไม่คบชู้กับบุรุษเปลี้ยคือชายพิการซึ่งเป็นคนรับใช้พระนางอุรุงคเทวีชายาของเอฬกกกุมารคบชู้กับฉฬังคกุมารและคนรับใช้ของฉฬังคกุมาร พระนางปิงคิยานีมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตก็เป็นชู้กับคนเลี้ยงม้า ชาดกเช่น กุณาลชาดกและกุณฑริกชาดกได้กล่าวถึงการนอกใจสามีของหญิงไว้มาก เพราะเป็นเรื่องที่ตั้งใจเล่าถึงหญิงประเภทดังกล่าว
ในชาดกแม้จะกล่าวถึงหญิงชั่ว แต่ก็กล่าวถึงหญิงดีด้วย แสดงว่ามิได้ประณามหญิงทั่วไปหมดทุกคน เช่น พระนางมัทรีตามเสด็จพระเวสสันดรไปอยู่ป่าแทนที่จะอยู่สุขสบายในวัง นางจาปาภริยาอุปกาชีวกมีสามีเที่ยวเมาสุราเป็นอาจิณ แม้นางจะไม่พอใจแก้ไม่ประพฤตินอกใจสามี
นอกจากข้อความที่กล่าวตำหนิผู้หญิงแล้ว ชาดกยังมีข้อความที่กล่าวตำหนิผู้ชาย เช่น
“ลูกรัก อสรพิษที่มีพิษร้ายแรงตัวใด
ได้โผล่ขึ้นจากปล่องมากัดเจ้า
วันนี้ อสรพิษตัวนั้น และบิดาของเจ้า
ไม่มีความแตกต่างกันเลย
เพราะไม่ได้เป็นที่รักของแม่…”[12]
“ไม่ควรวางใจในคนทำควาามชั่ว
คนพูดเหลาะแหละ คนเห็นแก่ตัว
แม้คนที่สงบเกินไปก็ไม่ควรวางใจ[13]
เพราะว่ามีคนพวกหนึ่งเป็นเช่นกับโคกระหายน้ำ
เพียงแต่พูดเสียดสีมิตร แต่ไม่กระทำตามที่พูด[14]
ผู้ใดดีแต่ประณมมือไหว้ พูดวกวน เป็นมนุษย์กระพี้
ไม่มีความกตัญญู ผู้นั้นก็ไม่ควรนั่งใกล้[15]
อนึ่ง ไม่พึงวางใจสตรีและบุรุษผู้มีจิตแปรปรวน
แม้คนเปิดเผยความสัมพันธ์มีประการต่าง ๆ เช่นนั้น
ก็ไม่ควรวางใจ[16]
ข้อความที่กล่าวรวมกันไปทั้งบุรุษและสตรีก็มีเช่น
คนแต่งตั้งหญิงหรือชายผู้เป็นนักเลง
ใช้จ่ายเงินทองฟุ่มเฟือย ไว้ในความเป็นใหญ่
นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม”[17]
ผู้หญิงเป็นผู้น่ายกย่อง พระไตรปิฎกไม่ได้ตัดสินคนที่เพศ ดังนั้นเมื่อสามีมีข้อบกพร่องก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกภรรยาดูหมิ่นเอาได้ สามีที่จะให้ภรรยายยกย่องนับถือจะต้องเป็นสามีที่เพียบพร้อมด้วยความดี ชาดกได้กล่าวถึงเหตุที่ภริยาจะดูหมิ่นสามี เพราะความเป็นคนจน เพราะความเป็นคนป่วยกระเสาะกระแสะ เพราะความเป็นคนแก่ชรา เพราะความเป็นนักเลงสุรา เพราะความเป็นคนโง่เซอะ เพราะความเป็นคนมัวเมาในกามคุณ เพราะคล้ายตามในกิจการงานทั้งปวง เพราะหาทรัพย์ทั้งปวงเพิ่มเติมไม่ได้[18]
เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมพระพุทธศาสนามิได้มองผู้หญิงว่าดีหรือเลวโดยธรรมชาติ แม้ว่าผู้หญิงและผู้ชายจะมีธรรมชาติบางอย่างเป็นของตน แต่ก็เป็นคนดีและคนชั่วได้ทั้งสองเพศ สามารถอบรมตนให้เป็นคนดี ความแตกต่างในแง่การเป็นคนดีหรือเลวจึงสำคัญกว่าและเป็นความแตกต่างของมนุษย์ มิใช่ของผู้หญิงหรือผู้ชาย
นอกจากการกล่าวถึงผู้หญิงจะปรากฏทั้งแง่ดีและแง่ร้ายแล้ว ฐานะผู้หญิงที่ว่าต่ำกว่าชายนั้นก็มิใช่ทุกกรณี แต่ขึ้นกับฐานะทางสังคมและศาสนาด้วย ดังนั้นจึงปรากฏข้อความจำนวนมากที่ยกย่องผู้หญิงไว้ในฐานะอันสูง
สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ ข้อความในพระไตรปิฎกส่วนที่ดูหมิ่นผู้หญิงนั้นมักจะปรากฏในชาดก เรื่องชาดกนี้ว่ากันว่าเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ในอดีตชาติ และเรื่องในอดีตชาตินี้ทรงทราบด้วยบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ซึ่งเป็นการแสดงถึงการบำเพ็ญเพียรขั้นสูงและทรงเป็นผู้สั่งสมบารมีมามาก
พระพุทธศาสนากับการยกฐานะผู้หญิง ผู้ที่พิจารณาพระพุทธศาสนาจากสภาพสังคมในปัจจุบันมักจะกล่าวโจมตีว่า พระพุทธศาสนากดขี่ผู้หญิง เช่น การที่ไม่ยอมให้ผู้หญิงบวชตั้งแต่ต้น หรือแม้ยอมให้ผู้หญิงบวชแล้วก็กำหนดศีลมากข้อกว่าและอยู่ในฐานะต้องเคารพภิกษุ แม้ภิกษุณีจะแก่พรรษากว่าก็ตาม
ในสมัยพุทธกาลผู้หญิงอินเดียยังคงมีฐานะต่ำ ไม่ได้รับโอกาสให้ปรากฏตัวในที่ชุมชนและอยู่เคียงข้างบุรุษในงานสาธารณะ นอกจากนั้นยังมีอาชีพต่ำ ๆ เช่น นางทาสี นางรำ และโสเภณี ภรรยายังมีฐานะเป็นทรัพย์ของสามีและสามีฆ่าได้ถ้าภรรยามีชู้
พระพุทธเจ้าทรงสอนแย้งศาสนาพราหมณ์ในเรื่องสำคัญ ๆ หลายเรื่อง เช่น ทรงสอนเรื่องความเป็นพราหมณ์ว่าอยู่ที่กรรมคือ การกระทำมิใช่อยู่ที่ชาติกำเนิด[19] ทรงสอนเรื่องการบูชายัญว่าเป็นสิ่งที่ผิดที่กระทำโดยการฆ่า[20]ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้นับเป็นหัวใจของศาสนาพราหมณ์ดังนั้นการห้ามผู้หญิงไม่ให้ทำพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งกำหนดไว้ในประเพณีของศาสนาพราหมณ์ หรือการที่ต้องมีลูกชายจึงจะได้ขึ้นสวรรค์จึงพลอยหมดความสำคัญไปด้วย
ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนา หญิงและชายในฐานะที่เป็นคนมีลักษณะสำคัญเช่นเดียวกัน ที่กล่าวว่าเช่นเดียวกันหรือเหมือนกันนี้ มิได้หมายความว่าทุกคนเหมือนกัน เช่นทั้งชายและหญิง มีทั้งคนโง่และฉลาด ชายฉลาดกว่าหญิงก็มี หญิงฉลาดกว่าชายก็มี เพศไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้คนเราแตกต่างกันในเรื่องนี้ ลักษณะสำคัญที่เป็นของทั้งชายและหญิงได้แก่เรื่องต่อไปนี้[21]
๑.ความเป็นสังขตธรรมคือประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบต่างๆและตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ ทั้งชายและหญิงล้วนแต่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ เบญจขันธ์ เมื่อมีการประกอบขึ้นก็มีการเกิด การเปลี่ยนแปลง และการแตกสลาย เช่น เดียวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสังขตธรรม ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามลักษณะสามัญ ๓ ประการ หรือไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหญิงและชายเมื่อเกิดแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีสภาวะใดคงที่เกิดแล้วก็เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนสภาพ ต้องทนต่อสภาพทั้งที่จะดำรงตนและปรับตนเข้ากับสภาพต่าง ๆ ต้องแก่ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทางกายทางใจและในที่สุดต้องตาย ความแตกต่างระหว่างหญิงและชายโดยแท้แล้วไม่มีความหมายหรือความสำคัญอะไรเลย เพราะต้องมีความทุกข์ความเดือดร้อนเป็นชีวิตอยู่เหมือน ๆกัน
๒. ความที่ต้องตกอยู่ในกฎแห่งกรรม คือ เกิดมาจากผลของกรรม ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ตนทำไว้ในอดีตชาติ เกิดแล้วก็ทำกรรมใหม่ รับผลของกรรมในอดีตบ้าง กรรมใหม่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็เสมอภาคกันในฐานะที่ตกอยู่ในกฎแห่งกรรม ที่มาอ้างกันว่าหญิงดีกว่าชาย ชายดีกว่าหญิงนั้นเป็นภาพมายาเป็นเรื่องของคนที่ไม่สำนึกตนว่าอยู่ในอำนาจของกรรมและควรใช้เวลาทำกรรมดีมากกว่า เพราะที่จริงแล้วการได้เปรียบเสียเปรียบไม่ใช่เรื่องระหว่างชายกับหญิง แต่เป็นเรื่องระหว่างคนไม่ว่าชายหรือหญิงหากเป็นคนชั่วก็จะเอาเปรียบโดยไม่เลือกว่าผู้ถูกเอาเปรียบเป็นชายเป็นหญิง กล่าวคือ คนที่เอาเปรียบมิได้เอาเปรียบเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเพศอะไร แต่เอาเปรียบเพราะเห็นว่าสามารถเอาเปรียบได้ ทั้งหญิงและชายต่างก็เป็นผู้เอาเปรียบและถูกเอาเปรียบ คือทำกรรมดีกรรมชั่วได้เหมือน ๆ กัน จะไปสู่สุคตหรืออบายภูมิตามกรรมดีกรรมชั่วก็ได้เหมือน ๆ กัน สุดแต่กรรมที่ตนทำ มิได้จำกัดเพศทั้งนี้เพราะ
“เจ้าไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจา และใจ เพราะมัวประมาทอยู่ เอาเถิด เราจะลงโทษเจ้าตามฐานะที่ประมาท ก็บาปกรรมนี้นั้น บิดามารดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา ไม่ได้ทำให้เจ้าเลย เจ้าทำเองแท้ ๆ เจ้านั่นเองต้องรับผลของบาปกรรมนั้น[22]
มนุษย์ไม่ว่าจะเกิดในชาติชั้นวรรณะหรือเพศใด สามารถประกอบกรรมดีและรับผลของกรรมได้เช่นกัน สิ่งที่จะแยกคนว่าดีหรือชั่วก็คือ การกระทำของคนนั้น ๆ
กล่าวโดยสรุปพระพุทธศาสนาไม่ให้ความสำคัญแก่ความเป็นหญิงหรือชาย ไม่เอาเพศเป็นเครื่องแบ่งฐานะ กรรมของแต่ละบุคคลนั้นเสมอกันทั้งชายและหญิง เช่นความมีปัญญา แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาไม่เห็นความแตกต่างระหว่างชายกับหญิง ความแตกต่างบางอย่างนั้นมีแน่นอน และเป็นสิ่งที่ทำให้ชายกับหญิงมีฐานะและบทบาททางสังคมต่างกันด้วยความเท่าเทียมกันในทางศาสนา ศาสนาไม่แต่เพียงเห็นว่าผู้หญิงและผู้ชายเสมอภาคกันเท่านั้น ศาสนายังยกย่องผู้หญิงในฐานะต่าง ๆ ทางสังคม เช่น ในฐานะมารดาและภรรยา ในพระพุทธศาสนาผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญและเป็นที่ยกย่องว่าดีเด่นในกิจกรรมทางศาสนาอันถือเป็นกิจกรรมสำคัญสูงสุด ในแง่พัฒนาและการเข้าถึงฐานะสูงสุดคือ การเป็นอริยบุคคล จุดมุ่งหมายของชีวิตไม่ใช่การบริโภควัตถุหรือการต่อสู้กันทางการเมืองแต่อยู่ที่การดำเนินชีวิตที่ดีเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ ศาสนาจึงเป็นกิจกรรมสำคัญสูงสุด
การที่ผู้หญิงในพระพุทธศาสนาสามารถประกอบพิธีกรรมหรือทำบุญได้ตามลำพังนับว่าเป็นการให้อิสรภาพแก่ผู้หญิงอย่างมาก เพราะก่อนหน้านั้นผู้หญิงในศาสนาฮินดูอยู่ในยุคตกต่ำคือมีฐานะเทียบเท่าศูทรและไม่สามารถประกอบพิธีกรรมได้
พระพุทธเจ้ายังทรงให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงยิ่งกว่านั้นอีก กล่าวคือ สังคมอินเดียโบราณนั้นนับถือนักบวช ไม่ว่านิกายใด เนื่องจากถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น แม้แต่กษัตริย์ก็เคารพนักบวช การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีนั้นนับเป็นการยกระดับผู้หญิงอย่างสูง และเป็นการยกย่องว่าผู้หญิงก็สามารถเข้าถึงความหลุดพ้นได้เช่นเดียวกับผู้ชายเมื่อทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชแล้วปรากฏว่ามีผู้หญิงซึ่งมาจากวรรณะต่างๆ เข้ามาบวชเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ตระกูลกษัตริย์ไปจนถึงโสเภณีซึ่งแสดงให้เห็นว่าความหลุดพ้นนั้นไม่เกี่ยวกับวรรณะภิกษุณีจำนวนไม่น้อยมีความสามารถเข้าใจธรรมะได้เร็ว และได้เป็นเอตทัคคะเสมอกับพระภิกษุ มีบทบาทในการเผยแผ่ธรรมะ เช่น ปฏาจาราภิกษุณี ถุลลนันทาภิกษุณี ธรรมทินนาภิกษุณี
ผู้หญิงที่มิได้บวชเป็นภิกษุณีก็สามารถศึกษาธรรมะและเกื้อกูลแก่พระพุทธศาสนาได้โดยเป็นอุบาสิกา ซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท ๔ คือ สามารถสร้างบุญกุศลได้ทั้งด้วยธรรมบูชา คือ การปฏิบัติธรรม และอามิสบูชาคือการถวายสิ่งของต่าง ๆ เพื่ออุปถัมภ์ภิกษุและภิกษุณีให้ปฏิบัติธรรมได้โดยสะดวก ผู้หญิงเหล่านี้เท่ากับช่วยเผยแผ่ศาสนาโดยทางอ้อมเพราะทำให้คนใกล้ชิดเข้าใจและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยิ่งเป็นผู้หญิงสูงศักดิ์ก็ยิ่งช่วยเหลือศาสนาได้มากทั้งกำลังทรัพย์และการนำข้าทาสบริวารให้เข้ามาร่วมกิจกรรมทางศาสนาอุบาสิกาบางคน เช่น นางวิสาขาบรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระโสดาบันและมีบทบาทในการทักท้วงและวิจารณ์การปฏิบัติตนของพระภิกษุ จนทำให้เกิดการบัญญัติวินัยบางข้อ เหตุการณ์ที่สำคัญซึ่งแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางมากก็คือ การให้นางมีส่วนร่วมในการตัดสินอธิกรณ์ร่วมกับพระอุบาลี กรณีที่นางภิกษุณีมารดาท่านกุมารกัสสปะตั้งครรภ์ขณะบวช ซึ่งนางได้ช่วยคำนวณระยะเวลาจนทราบว่านางภิกษุณีนั้นตั้งครรภ์มาก่อนบวช[23]
[1] ขุ.ชา.๒๗/๔๗/๒๗๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[2] องฺ.เอกก. ๒๐/๒-๑๐/๑-๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[3] องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๕๕/๖๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[4] ขุ.ชา ๒๗/๓๒๔/๑๐๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[5] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๐/๑๐๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[6] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๔/๑๐๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[7] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๕/๑๐๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[8] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๗/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[9] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๘/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๙/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[11] ขุ.ชา ๒๘/๓๕๐/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[12] ขุ.ชา. ๒๗/๖๔/๒๒๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[13] ขุ.ชา ๒๗/๑๐๔/๒๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[14] ขุ.ชา. ๒๗/๑๐๕/๒๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[15] ขุ.ชา. ๒๗/๑๐๖/๒๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[16] ขุ.ชา. ๒๗/๑๐๗/๒๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[17] ขุ.สุ. ๒๕/๑๑๒/๓๕๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[18] ขุ.ชา. ๒๘/๒๙๗/๙๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[19] ที.ปา.๑๑/๕๖–๖๔. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก.), หน้า ๘๔.
[20] ที.สี.๙/๒๐๕–๒๐๖. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก.), หน้า ๘๕.
[21] ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก. หน้า ๘๗.
[22] ม.อุ. ๑๔/๒๖๔/๒๓๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[23] ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก. หน้า ๙๐.
ประเด็นที่ว่าไม่มีผู้หญิงเป็นศาสดานั้นเป็นข้อเท็จจริง แต่มิใช่เป็นเพราะผู้ชายกีดกันผู้หญิง เนื่องจากไม่มีข้อห้ามใด ๆ เช่นเดียวกับการที่ผู้บริหารผู้หญิงมีน้อยกว่าผู้ชายก็มิใช่เพราะถูกกีดกัน แต่เพราะความสามารถมากกว่า เช่นเดียวกับที่ผู้ชายบางคนก็ไม่ได้เป็นผู้บริหารเพราะความสามารถน้อยกว่าผู้ชายอื่นหรือผู้หญิง เป็นการแข่งขันระหว่างคน ไม่ใช่ระหว่างเพศ พระพุทธเจ้าแม้จะทรงเห็นว่าผู้หญิงสามารถบรรลุความหลุดพ้นได้เช่นเดียวกับผู้ชายแต่ก็ทรงอธิบายสาเหตุที่ทำให้สตรีไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกว่า
“เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า[1]
เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ[2]
เป็นไปไม่ได้เลยที่สตีพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม"[3]
ข้อความดังกล่าวพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน เหตุผลมิได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงไม่สามารถบรรลุความหลุดพ้น แต่ถ้าพิจารณาตามพุทธประวัติจะเห็นได้ว่าการเป็นพระพุทธเจ้านั้นจะต้องบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง ค้นหาหนทางเอง ต้องแสวงหาครูบาอาจารย์และปฏิบัติบำเพ็ญเพียรตามลำพัง สตรีเพศย่อมไม่สะดวกที่จะปฏิบัติเช่นนั้น เช่น การที่ต้องเดินทางไปตามลำพัง หรือบำเพ็ญเพียรตามลำพังก็อาจถูกทำร้ายหรือถูกนำไปขายเป็นโสเภณี เพศของหญิงเป็นอุปสรรคอยู่เอง มิใช่เพราะความสามารถ ดังนั้นแม้ในกรณีภิกษุณีพระพุทธเจ้าก็ทรงห่วงใยในเรื่องดังกล่าว จึงทรงบัญญัติพระวินัยมิให้ภิกษุณีบำเพ็ญเพียรอยู่ตามลำพังในป่าความเป็นผู้หญิงนั้นมิใช่ว่าจะต้องเป็นกันทุกชาติภพ หากผู้หญิงปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าก็สามารถกำหนดจิตมุ่งไปเกิดเป็นชายได้ ไม่ได้ปิดโอกาสเสียทีเดียว และการที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็ต้องบำเพ็ญบารมีหลายชาติ มิใช่จะเป็นได้โดยง่าย คงจะมีเวลาพอที่จะกำหนดจิตให้ไปเกิดเป็นชายที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ประเด็นที่สองเรื่องถูกกีดกันโอกาสนั้นจะเห็นได้ว่า ศาสนาบางศาสนา เช่น อิสลาม ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ปฏิบัติธรรมได้ด้วยฐานะเท่ากัน เพราะอิสลามไม่มีนักบวช ส่วนศาสนาพุทธแม้จะไม่ให้ผู้หญิงบวชในตอนแรกก็ด้วยเหตุผลทางสังคม ซึ่งจะต้องคิดให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ส่วนใหญ่ เนื่องจากศาสนาพุทธเพิ่งจะตั้งมั่นลงได้ แต่ในที่สุดผู้หญิงก็ได้รับโอกาสนั้นตามความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติตนเพื่อบรรลุความหลุดพ้นไม่จำเป็นต้องบวช การมีฐานะเป็นนักบวชหรือไม่จึงไม่สำคัญ และเมื่อเป็นนักบวชแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี การถือฐานะเช่นนั้นก็ต้องเลิกต้องละ เพราะเป็นเรื่องของมิจฉาทิฏฐิและอติมานะ ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ฐานะของภิกษุ ภิกษุณีว่าฝ่ายใดสูงฝ่ายใดต่ำนั้นเป็นพวกที่ยังมีกิเลสมาก เช่นเดียวกับที่พระไม่ได้ถือว่าท่านฐานะสูง แต่ชาวบ้านนับถือพระเพราะท่านสละกิเลสมากกว่าตน จึงถือว่าพระอยู่ในฐานะสูงกว่าตนการกีดกันในเรื่องความหลุดพ้นไม่มีในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในคนกลุ่มใด ทุกคนมีสิทธิปฏิบัติเท่ากัน แต่การที่นิยมออกบวชก็เพราะการบวชทำให้พ้นจากชีวิตวุ่นวายของชาวบ้าน และมีเวลาบำเพ็ญเพียรทางใจมากขึ้น หากบวชแล้วไม่ใช้เวลาในการบำเพ็ญเพียรก็ไม่เกิดประโยชน์เพื่อความหลุดพ้น ฐานะพระก็ไม่มีคุณค่าพิเศษอะไรนัก
ความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชายที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากในปัจจุบันก็คือความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เพราะคนในสังคมปัจจุบันไม่ได้รับการสั่งสอนอบรมให้มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของจิตใจ จึงไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใด ๆ ที่อาศัยเรื่องนี้เป็นพื้นฐาน มักอ้างว่าเป็นเรื่องที่วัดไม่ได้ หรือเห็นไม่ชัดเจน ซึ่งที่จริงการเห็นไม่ชัดเจนก็เพราะขาดการศึกษาและฝึกฝน การวัดไม่ได้ก็เพราะพยายามวัดแบบที่วัดวัตถุ การตัดมิติทางจิตใจออกไปทำให้คนเราตกอยู่ใต้อิทธิพลการวัดเชิงปริมาณ เริ่มจากวัดความสำคัญของคนว่ามีรายได้เลี้ยงตัวหรือไม่ ดังนั้นภรรยาที่ไม่มีรายได้จึงกลายเป็นคนอนาถาในสายตาของสังคม และสังคมก็ไม่ได้ปกป้องเธอ เมื่อหย่าร้างก็ได้ค่าชดใช้เป็นจำนวนเงินตายตัว แล้วก็ไม่ได้รับความเหลียวแลในเรื่องอื่น ถ้าผู้หญิงถูกข่มขืนก็ดูเหมือนว่าไม่ใคร่คิดถึงความรู้สึกของเธอแต่คิดเหมือนกับเป็นการทำร้ายร่างกายอย่างหนึ่ง ความเท่าเทียมกันซึ่งปราศจากมิติทางจิตใจนี้ทำให้วัดความเท่าเทียมกันเป็นเงินและวัตถุ มิติทางใจจึงใช้อ้างไม่ได้ แล้วในที่สุดก็จะหมดความสำคัญ
การอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงตามทรรศนะของสตรีนิยมแบบสุดโต่งกลายเป็นการแลกเปลี่ยนทางเพศมากกว่าความรัก แม้ชายหญิงจะยังรักกันอยู่ แต่สังคมได้มองชีวิตคู่ไปในเชิงการแบ่งแบบหารสอง เงินสินสอดถูกตีความเป็นค่าตัวผู้หญิง การให้สินสอดกลายเป็นการซื้อขาย สังคมตื่นเต้นกับคู่แต่งงานที่ให้สินสอดกันมาก ๆ เมื่อชีวิตคู่เป็นการแลกเปลี่ยน ทั้งคู่จึงต้องคอยคิดถึงผลประโยชน์ และสิทธิที่ตนควรจะเรียกร้องมากกว่าจะคิดถึงหน้าที่ที่ตนจะให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง วัตถุนิยมสมัยใหม่ได้ทำให้ปรัชญาของคนปัจจุบันเปลี่ยนไปคือ รู้จักแต่ปรัชญาแห่งสิทธิและไม่เข้าใจปรัชญาแห่งหน้าที่ของศาสนาและสังคมสมัยก่อนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความสุขอย่างแท้จริง
การเลี้ยงดูบุตรด้วยพรหมวิหาร ๔ ทำให้มารดาบิดามีฐานะเป็นพรหม การอบรมสั่งสอนก่อนครูคนอื่น ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพาจารย์ เป็นครูคนแรก การปฏิบัติตนเพื่อความสุขของลูก ให้อภัยเมื่อลูกทำผิดพลาดแก่ตนทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพเทพ มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะแก่บุตรมาก คือเป็นผู้ให้ชีวิตและเป็นผู้ดูแลรักษาชีวิตของลูกอย่างเสียสละ จึงเป็นผู้ที่บุตรควรเคารพบูชา คือ เป็นอาหุเนยยบุคคล พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคุณมารดาบิดาไว้ดังนี้
“การทำตอบแทนแก่ท่านทั้งสองเราไม่กล่าวว่าเป็นการทำได้โดยง่าย ท่านทั้งสองคือ มารดาและบิดา ถึงบุตรจะมีอายุ ๑๐๐ ปี มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปี ประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง ประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง ปฏิบัติท่านทั้งสองนั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการบีบนวด และแม้ท่านทั้งสองนั้นจะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะลงบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแล การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรได้ทำ หรือทำตอบแทนแก่มารดาและบิดาเลย ถึงบุตรจะสถาปนามารดาและบิดาไว้ในราชสมบัติซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวแห่งแผ่นดินใหญ่ที่มีรัตนะ๗ประการมากมายนี้ การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรได้ทำ หรือทำตอบแทนแก่มารดาและบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย
ส่วนบุตรคนใดให้มารดาและบิดาผู้ไม่มีศรัทธา สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ให้มารดาและบิดาผู้ทุศีล สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ให้มารดาและบิดาผู้ตระหนี่ สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ)ให้มารดาและบิดาผู้ไม่มีปัญญาสมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นชื่อว่าอันบุตรได้ทำและทำตอบแทนแก่มารดาและบิดา ”[4]
เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงในฐานะมารดานั้นมีฐานะที่ควรแก่การยกย่องไม่ด้อยกว่าบิดา เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในความเป็นจริงแล้วในฐานะที่เป็นภรรยา ผู้หญิงก็มิได้มีคุณค่าด้อยไปกว่าชายซึ่งเป็นสามีเลย การตีความจากปรัชญาแห่งการเอาและความไม่เข้าใจในความสัมพันธ์เชิงความรู้สึกหรือมิติแห่งจิตใจของบุคคลพิจารณาแต่เพียงรูปแบบภายนอกที่ผู้หนึ่งเป็นคนหาเงินอีกผู้หนึ่งเป็นคนใช้เงินทำให้มองผู้หญิงต่ำกว่าผู้ชายมากเกินไป คุณของมารดาบิดาก็เช่นกัน หากตีความว่าพ่อแม่เลี้ยงบุตรแล้วบุตรเลี้ยงตอบก็เป็นการแทนคุณกันหมด เหมือนการเป็นหนี้และการใช้หนี้ก็ย่อมแสดงว่าปราศจากความเข้าใจปรัชญาแห่งการให้เช่นเดียวกับที่ฝรั่งไม่เข้าใจระบบครอบครัวของตะวันออกที่อยู่ร่วมกันให้ความอบอุ่นแก่กันตั้งแต่รุ่นทวดไปจนถึงเหลนว่าบุคคลเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางจิตใจต่อกันแน่นแฟ้นอย่างไร[5]
ความสำคัญของผู้หญิงต่อสังคมในฐานะภรรยาและมารดา พระพุทธศาสนาสอนให้สังคมให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงย่อมแสดงว่าผู้หญิงจะต้องมีบทบาทที่สำคัญแก่สังคมด้วย ในปัจจุบันบทบาทของพลเมืองต่อสังคมนั้นมักอธิบายในเชิงเศรษฐกิจคือเป็นทรัพยากรหรือที่จริงคือแรงงานของสังคม และที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือแรงงานของนายทุนผู้หญิงนักทำงานหรือที่ออกทำงานนอกบ้าน ทำงานสังคมจึกมักจะได้รับความยกย่องจากสังคมมากกว่าผู้หญิงเป็นภรรยาและแม่ที่ดีผู้หญิงที่ทำงานนอกบ้านมักจะได้รับความยกย่องว่าทำงานเท่าเทียมกับชาย จึงเห็นว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นงานบ้านในฐานะภรรยาและมารดาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นงานของผู้หญิงเมื่อเป็นเช่นนี้การเกี่ยงกันทำหน้าที่ในบ้านในฐานะภรรยาและแม่ของลูกจึงเกิดขึ้น และเมื่อแม่กลายเป็นผู้ชาย เช่นเดียวกับพ่อไปเสียแล้ว ลูกก็จะขาดความรักแบบของแม่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกมีสุขภาพจิตดี[6]
ในปัจจุบันผู้หญิงโดยทั่วไปยังเข้าใจความสำคัญของความเป็นภรรยาและแม่อยู่แต่เธอต้องทำงานหนักเพราะต้องทำงานนอกบ้านด้วย เมื่ออยู่นอกบ้านเธอทำงานสำคัญ ๆ เช่นเดียวกับชาย เมื่ออยู่ในบ้านเธอทำหน้าที่ภรรยาและแม่ ซึ่งแต่เดิมเป็นงานที่ฝ่ายชายยกให้ภรรยาเป็นผู้จัดการ เพราะตนใช้เวลาทำงานนอกบ้านเสียมาก ไม่รู้รายละเอียดในบ้าน การแก้ปัญหาความเหนื่อยยากของผู้หญิงในกรณีเช่นนี้ ฝ่ายชายควรจะปรับหน้าที่และบทบาทช่วยภรรยาบ้าง
๓.๓. แนวความคิดเรื่องการคุ้มครองสตรีในพระพุทธศาสนา
การเสนอแนวความคิดเรื่องการคุ้มครองสตรีในพระไตรปิฎก นับว่าเป็นความพยายามสร้างสรรค์สตรี เป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุนและควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง เราต้องไม่ลืมว่าพระพุทธองค์ทรงมอบพระพุทธศาสนาไว้แก่บริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เรียกว่า บุรุษและสตรีมีหุ้นส่วนความรับผิดชอบต่อพระศาสนาคนละครึ่งหรือเท่าๆ กัน ตราบใดที่สตรียังขาดความรู้ทางศาสนาแล้ว ความเท่าเทียมกันในทางสังคมและจิตวิญญาณก็คงเกิดขึ้นไม่ได้มิไยต้องพูดถึงเรื่องการเท่าเทียมกันทางการศึกษา เศรษฐกิจและต่อจากนั้น ปัญหาเรื่องความมั่นคง โสเภณี โรคเอดส์ หรือแม้แต่อธิกรณ์ระหว่างเจ้ากูกับสีกา ก็จะเกิดติดตามมาไม่สิ้นสุด
การศึกษาพระไตรปิฎกในแง่มุมของสตรี จะนำไปสู่ความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนาด้วยสัทธาญาณสัมปยุต และปูทางสู่การมีชุมชนนักบวชสตรีหรือการปฏิบัติธรรมของสตรีอย่างจริงจังสังคมไทยจะได้สมญานามว่า เป็นเมืองพุทธ และศิวิไลซ์ได้สมภาคภูมิก็ต่อเมื่อสังคมไทยยกย่องให้เกียรติและเปิดโอกาสให้สตรีได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาพระศาสนาปฏิบัติธรรมและแสดงศักยภาพของตนให้เป็นประโยชน์แก่ตน สังคม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยส่วนรวมนั่นเอง[7]
บางครั้งผู้หญิงก็ผู้เป็นที่เตือนสติผู้ที่เป็นสามีได้เหมือนกัน ในขณะที่สามีเกิดความโมโห แม้แต่มหาบุรุษของโลกอย่างมหาตม คานธี ก็ยังได้สติเพราะเมีย คือครั้งหนึ่งท่านลืมตัว โมโหสุดขีด ได้จับแขนภรรยาและเปิดประตูตั้งใจผลักเธออกไปนอกบ้าน พลันน้ำตาของภรรยาไหลอาบแก้ม และเธอพูดขึ้นว่า “เธอไม่มีความรู้สึกจะอายเลยหรือ ฉันจะไปที่ไหนได้บ้าง ก็เพราะฉันเป็นภรรยาของเธอ เธอคิดว่าฉันจะต้องทนมือทนเท้าของเธอได้อย่างนั้นหรือ เพื่อเห็นแก่สวรรค์ โปราดประพฤติตัวเสียใหม่และปิดประตูเสีย”
คำพูดของคัสตูรไมผู้ภรรยานี้ ทำให้ท่านมหาตม คานธี รู้สึกละอายอย่างแท้จริง และปิดประตู ในเรื่องนี้ ท่านมหาตม คานธี ท่านก็ยอมรับว่า ท่านได้เรียนรู้ความไม่รุนแรงจากภรรยาของท่าน เมื่อท่านพยายามบังคับภรรยาของท่านให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่าน การที่คัสตูรไมภรรยาของท่านขัดขวางไม่ยอมทำตามที่ท่านต้องการ และการมีความอดทนต่อการปฏิบัติการที่รุนแรงของสามี ในที่สุดท่านมหาตม คานธี ก็เกิดความละอาย และยอมรับว่าภรรยาของท่านเป็นครูในเรื่องความไม่รุนแรง*
พระพุทธเจ้ายอมรับว่าสตรีมีศักยภาพเท่าเทียมบุรุษและยอมรับสตรีเข้าบวชในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในระบบอารยธรรมโลก แต่ก็มีนักสตรีนิยมหลายท่าน ยังแคลงใจ เรื่องการตรัสถึงลักษณะลบของสตรีหรือมีข้อน่าตำหนิสตรีอยู่หลายแห่งในพระคัมภีร์ข้อความเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เขียนขอเสนอว่าอาจมาจากสาเหตุต่อไปนี้
๑. อาจจะมีข้อความทำนองเหยียดสตรีของศาสนาพราหมณ์ฮินดู หลงหูหลงตาแปลกปลอมเข้ามาปะปนอยู่พระคัมภีร์พระไตรปิฎกของเราอยู่บ้าง
๒. เกิดจากพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธองค์มุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟังซึ่งพระภิกษุบวชใหม่ จึงจำเป็นต้องเน้นลักษณะลบของหญิงสาวที่เธอยังหลงรักอยู่ เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และดำรงพรหมจรรย์อยู่ได้ เช่น ตรัสว่า สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์ (อิตฺถี มลํ พฺรหฺมจริยสฺส)
๓. เกิดจากการศึกษาไม่ทั่วถึง อ่านพระคัมภีร์ไม่ตลอด พอเจอข้อความที่ตำหนิสตรีที่ตนชอบใจก็เลือกหยิบยกมาอ้างกันจนแพร่หลาย แบบมองด้านเดียว เช่น พระพุทธดำรัสที่ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสของสตรี มีอำนาจครอบงำจิตของบุรุษได้เป็นอันดับหนึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเสมอเหมือน ผู้พูดมักเน้นอยู่เพียงแง่เดียว ซึ่งความจริงแล้ว มีพระพุทธพจน์กล่าวต่อไปอีกแง่มุมหนึ่งว่า แม้รูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัสของบุรุษก็มีพลังอำนาจครอบงำจิตของสตรีได้เฉกเช่นเดียวกันแต่เรามักไม่กล่าวเน้นประเด็นหลังกันนัก
๔.เกิดจากการศึกษาตีความหรือทัศนคติของผู้นำมาใช้เองเหมือนเราใส่แว่นสีอะไรก็มักจะมองเห็นสิ่งรอบๆตัวเราเป็นสีนั้นไปด้วยวัวไม่ยอมกินฟางแห้งเจ้าของวัวนำแว่นสีเขียวมาใส่ให้วัวก็เคี้ยวกินฟางแห้งอยางเอร็ดอร่อยเหมือนโคลงโลกนิติบทหนึ่งที่ว่า
เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
ห้าวันอักขระหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้าอับเศร้า หมองศรี
ถ้าผู้อ่านโคลงนี้ โดยเฉพาะท่อนที่ ๓ เป็นผู้มีทัศนะเหยียดสตรีอยู่เป็นทุนเดิม ก็ต้องเข้าใจว่าสตรีหลายใจ เปลี่ยนรักได้เร็ว เชื่อถือไม่ได้ แต่ถ้าผู้อ่านเป็นสตรี หรือเป็นผู้มีปัญญาเพ่งพินิจก็จะเห็นว่าเป็นไปได้ทั้ง ๒ ทาง คือ ฝ่ายสตรีอาจเปลี่ยนใจง่าย เท่า ๆ กับฝ่ายชายผู้จากไป แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฝ่ายผู้ชายย่อมมีเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนใจได้มากกว่าสตรี
ข้อความในพระไตรปิฎกอีกหลายแห่งซึ่งผู้ทำวิจัยยกมาแสดงว่า ในบริบทของสังคมไทย ไม่มีปัญหาอีกแล้ว เช่น การที่สตรีแต่งงานแต่เด็ก แล้วต้องไปสู่ตระกูลสามี เพราะในสังคมไทย สตรีแต่งงานเมื่อมีอายุเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว และมักจะนำสามีมาอยู่ร่วมกับครอบครัวของตน จึงไม่มีทุกข์หรือปัญหาในเรื่องการคลอดบุตร ก็แสดงถึงความเข้มแข็งของสตรี และการมีโอกาสได้รับประสบการณ์ความรักใคร่ของมารดาที่มีต่อลูก นับเป็นความงดงามอีกประการหนึ่งของจิตใจสตรี ที่บุรุษเพศไม่มีโอกาสจะได้รับเช่นนั้น[8]
แนวความคิดเรื่องการคุ้มครองของสตรีในพระพุทธศาสนานั้นมีปรากฏไว้ในพระไตรปิฎกอย่างเด่นชัด ในเรื่องทิศหก การสงเคราะห์กันและกัน ตามหลักปฏิบัติคือผู้เป็นสามีจะต้องปฏิบัติต่อภรรยา โดย ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา ไม่ดูหมิ่นภรรยา ไม่นอกใจ มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน และหาเครื่องแต่งตัวให้เป็นของขวัญตามโอกาส
ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว นอกจากจะปฏิบัติตามหลักธรรมอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ต้องรู้ว่าสตรีมีความทุกข์ จำเพาะตัวอย่างหนึ่งต่างหากจากผู้ชาย ซึ่งสามีพึงเข้าใจและพึงปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่เห็นอกเห็นใจ คือ
๑. ผู้หญิงต้องจากหมู่ญาติมาอยู่กับตระกูลของสามีทั้งที่ยังเป็นเด็กสาว สามีควรให้ความอบอุ่นใจ
๒. ผู้หญิงมีระดู ซึ่งบางคราวก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนทั้งใจกาย ฝ่ายชายควรเข้าใจ
๓. ผู้หญิงมีครรภ์ ซึ่งยามนั้นต้องการความเอาใจใส่ บำรุงกายใจเป็นพิเศษ
๔. ผู้หญิงคลอดบุตร ซึ่งเป็นคราวเจ็บปวดทุกข์แสนสาหัส และเสี่ยงชีวิตมาก สามีควรใส่ใจเหมือนเป็นทุกข์ของตน
๕. ผู้หญิงต้องคอยปรนเปรอเอาใจฝ่ายชาย ฝ่ายชายไม่ควรเอาแต่ใจตัว พึงซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อและมีน้ำใจตอบแทน[9]
ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต สังคมกลับมองผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อว่าเป็น “ผู้มีมลทิน” เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าอับอายเมื่อเธอลุกขึ้นมาเรียกร้องก็จะต้องเผชิญหน้ากับกระบวชการซักฟอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เราคงนึกวาดภาพกันไว้ว่าสตรีในสังคมอินเดียยุคพุทธกาลคงจะเก็บตัวสงบเสงี่ยมอย่างที่พูดกันว่า “อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน” แต่จากการศึกษาตามคัมภีร์พุทธศาสนาดูแล้วพบว่า การอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ยังคงเป็นลักษณะดีและเด่นของสตรีในยุคนั้น คงจะเห็นได้จากคำกล่าวยกย่องภรรยาที่ดีตอนหนึ่งว่า “จัดการดูแลบ้านเรือนเรียบร้อย”[10]
ปัญหาของสตรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีมากมายที่สำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันกับเพศชาย (Inequality) ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางการศึกษา ทางการสังคมและแม้ในทางศาสนามูลเหตุหลักของความไม่เท่าเทียมกันก็คือ การศึกษาสตรีในสังคมต่างๆจากการจำแนกเนื้อหาพระไตรปิฎกอย่างนี้ก็พอคงรับกันได้ แต่ดูเหมือนว่าจะกว้างขวางพอควร หาขอบเขตได้ยาก เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดบุคคลจำนวนมาก หลายระดับชั้น เพศ วัย ต่างกาลเวลา สถานที่ และเหตุการณ์ การสอนให้พระภิกษุใหม่มั่นคงในพระธรรมวินัย บางครั้งอาจจำเป็นที่จะต้องพูดถึงสตรีที่เธอหลงรักในแง่ลบไว้บ้างเพื่อทำให้จิตใจของเธอให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดลงและมีศรัทธารักษาพรหมจรรย์ได้ต่อไป
อีกประการหนึ่งย่อมเป็นการยากที่จะจำแนกว่า ข้อความพระวินัยและพระสูตรตอนใดเพิ่มเข้ามาใหม่ ด้วยอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ข้อความตอนใดเป็นพุทธพจน์แท้ วิธีการปฏิบัติต่อสตรีเพศ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาพระอานนท์
ตามที่ปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตรว่า
“ไม่ควรมองดูสตรี ถ้าจำเป็นต้องมองดูก็อย่าเจรจาด้วย ถ้ามีความจำเป็นต้องเจรจาก็ให้มีสติคอยระวังอยู่เสมอ”นี้
ดร.บี.อาร์. อัมเบดการ์ ปฏิเสธว่ามิใช่พุทธพจน์ดั้งเดิม คงเพิ่มเข้ามาใหม่ในสมัยสังคายนาครั้งใดครั้งหนึ่งก็ได้ เพราะในทางพฤตินัย พระสงฆ์เองจะต้องเกี่ยวข้องกับสตรีอยู่แล้ว เช่น การแสดงธรรมโปรดและการให้โอวาทแก่ภิกษุณีทุกกึ่งเดือน
การที่พระพุทธองค์สอนว่าสตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ก็แปลว่า เป็นศัตรูของผู้ต้องการหลุดพ้น แต่ถ้าเป็นเรื่องฆราวาสก็จะเห็นได้ว่า ทรงสอนเรื่องครอบครัว สอนหน้าที่ของสามี ภรรยา มารดา บุตร ไม่ได้เห็นว่าเป็นศัตรูแต่อย่างใด การที่ทรงรับนิมนต์ของนางคณิกาก็ดี การยกย่องสตรีที่มีปัญญาก็ดี ย่อมแสดงว่ามิได้รังเกียจสตรี คำว่า ศัตรูในที่นั้นหมายถึงอุปสรรค ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงตั้งใจหรือคอยตามทำลายพรหมจรรย์ แต่เป็นการพูดถึงข้อเท็จจริงสองอย่างว่า พรหมจรรย์กับสตรีไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อพูดถึงสตรีที่จะบำเพ็ญเพียรบุรุษก็เป็นศัตรูของพรหมจรรย์เช่นกันกับเรื่องเหล่านี้จะนำมาพิจารณาในลำดับต่อไปเรื่องการยกย่องให้เกียรติสตรีเป็นประเพณีปฏิบัติกับในสังคมอินเดียโบราณซึ่งเป็นสังคมฮินดูอยู่แล้วเพราะเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนอปริหานิยธรรมซึ่งเป็นธรรมที่คุ้มครองรัฐของพวกวัชชี ก็ได้กล่าวถึง การไม่ข่มเหงสตรีไว้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือ
“อานนท์ เธอได้ยินไหมว่า พวกเจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีให้อยู่ร่วมด้วย"
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ยินว่า พวกเจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขื่นใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีให้อยู่ร่วมด้วย"
"อานนท์ พวกเจ้าวัชชีพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีให้อยู่ด้วย"[11]
ผู้หญิงในฐานะมารดานั้นจัดว่าเป็นฐานะที่ได้รับความยกย่องมาตั้งแต่ยุคของศาสนาพราหมณ์คือ ยุคก่อนพุทธกาล พระพุทธศาสนาถือว่าทั้งมารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้มีพรหมวิหาร ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ธรรมทั้ง๔ประการนี้แสดงให้เห็นว่ามารดาและบิดาเป็นผู้ให้ไม่มีข้อใดที่แสดงว่ามารดาบิดาต้องการเอาอะไรจากลูกสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงคุณของมารดาบิดาว่า “มารดาผู้อนุเคราะห์ประชาท่านเรียกว่า พรหม บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนมัสการ
และสักการะมารดาบิดานั้นด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน
การอบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการชำระเท้า
เพราะการปรนนิบัติมารดาบิดานั้นแล
บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง
เขาตายไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์”[12]
การเลี้ยงดูบุตรด้วยพรหมวิหาร ๔ ทำให้มารดาบิดามีฐานะเป็นพรหม การอบรมสั่งสอนก่อนครูคนอื่น ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพาจารย์ เป็นครูคนแรก การปฏิบัติตนเพื่อความสุขของลูก ให้อภัยเมื่อลูกทำผิดพลาดแก่ตนทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพเทพ มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะแก่บุตรมาก คือเป็นผู้ให้ชีวิตและเป็นผู้ดูแลรักษาชีวิตของลูกอย่างเสียสละ จึงเป็นผู้ที่บุตรควรเคารพบูชาคือ เป็นอาหุเนยยบุคคล
เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงในฐานะมารดานั้นมีฐานะที่ควรแก่การยกย่องไม่ด้อยกว่าบิดา เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในความเป็นจริงแล้วในฐานะที่เป็นภรรยา ผู้หญิงก็มิได้มีคุณค่าด้อยไปกว่าชายซึ่งเป็นสามีเลย การตีความจากปรัชญาแห่งการเอาและความไม่เข้าใจในความสัมพันธ์เชิงความรู้สึกหรือมิติแห่งจิตใจของบุคคล พิจารณาแต่เพียงรูปแบบภายนอกที่ผู้หนึ่งเป็นคนหาเงินอีกผู้หนึ่งเป็นคนใช้เงิน ทำให้มองผู้หญิงต่ำกว่าผู้ชายมากเกินไป คุณของมารดาบิดาก็เช่นกัน หากตีความว่าพ่อแม่เลี้ยงบุตรแล้วบุตรเลี้ยงตอบก็เป็นการแทนคุณกันหมด เหมือนการเป็นหนี้และการใช้หนี้ก็ย่อมแสดงว่าปราศจากความเข้าใจปรัชญาแห่งการให้ เช่นเดียวกับที่ฝรั่งไม่เข้าใจระบบครอบครัวของตะวันออกที่อยู่ร่วมกัน ให้ความอบอุ่นแก่กันตั้งแต่รุ่นทวดไปจนถึงเหลนว่าบุคคลเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางจิตใจต่อกันแน่นแฟ้นอย่างไร
ผู้หญิงในฐานะสมาชิกของสังคมนักสตรีนิยมปัจจุบันซึ่งวัดความมั่นคงของคนด้วยฐานะการเงินเพราะการอยู่ร่วมกันของคนที่เป็นวัตถุนิยมในปัจจุบัน มักจะพิจารณาทรัพย์สินเงินทองเป็นหลักยิ่งกว่าความรักที่แท้จริง คนเหล่านี้จึงมักเข้าใจว่าการที่ผู้หญิงเป็นผู้รับภาระในบ้านเป็นภาระ เป็นการถูกใช้งานเยี่ยงทาส เพราะไม่ได้ค่าแรง เห็นว่าผู้หญิงเสียเปรียบเพราะต้องขึ้นกับสามี อันที่จริงในสังคมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นอินเดียหรือไทยก็ตามคิดตรงข้าม คือสามีต้องให้ภรรยาสบาย คือไม่ต้องไปทำงานนอกบ้าน ตนต้องเป็นผู้รับภาระเสียงเอง ภรรยาจึงเป็นภาระของสามีที่จะต้องเลี้ยงดูถ้าเป็นชนชั้นสูงมีฐานะดีแล้วแม้ในบ้านภรรยาก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีบ่าวไพร่ให้ใช้ส่วนครอบครัวชนชั้นต่ำผู้หญิงต้องประกอบอาชีพช่วยสามีก็เพราะความจำเป็นบังคับ
บทบาทและผลงานของสตรีในพระพุทธศาสนา
บทบาทและผลงานของสตรีในพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาบทบาทและผลงานของสตรีที่เป็นคฤหัสถ์ ที่มีผลงานเด่นเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ยกมาเป็นอุทาหรณ์เป็นตัวอย่างเช่น
๑) นางขุชชุตรา[13] เป็นบุคคลประเภท “ต้นคดปลายตรง” เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายทางปัญญาเป็นผู้มีพหุสูตสามรถแสดงธรรมตามที่ตนได้ฟังมาให้สตรี ๕๐๐ นางฟัง แล้วสำเร็จโสดาปัตติผลในคราวเดียวกัน
๒) นางสุชาดา[14] เป็นยอดของอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้ถึงรัตนตรัยก่อน เพราะนางได้ตั้งความปรารถนาไว้ในสมัยพระปทุมุตรพุทธเจ้านางเป็นธิดาของเสนนีกุฏุมพี เจ้าของที่ดินแห่งหมู่บ้านเสนานี ใกล้กับอุรุเวลาเสนานิคม นางสุชาดาได้นำข้ามธุปายาสใส่ภาชนะทองคำไปถวายพระพุทธองค์ พระโคดมรับภาชนะอาหารแล้วเสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำ ทรงสรงน้ำที่ท่าสุปปดิฏฐิต แล้วทรงเสวยพระกระยาหารนี้เป็นอาหารพอไป ๔๙ วัน สำหรับพระองค์ อาหารที่นางสุชาดาถวายนั้นเป็นอาหารสำคัญมื้อหนึ่ง ในบรรดาอาหารสำคัญที่สุดในการถวายแด่พระพุทธองค์ [15]
๓) นางวิสาขา[16] ยอดเยี่ยมกว่าอริยสาวิกาของพระพุทธองค์ในทางถวายทาน
(ทายิกานํ อคฺคํ) นางเกิดในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ เป็นโสดาบันบุคคลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ นางติดตามธนัญชัยเศรษฐีบิดาไปอยู่เมืองสาเกด นางสามารถกลับใจพ่อผัวซึ่งนับถือพวกนิครนถ์ (ศาสนาเชน) ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา พร ๘ ประการ คือ
๑. ขอถวายผ้าอาบน้ำฝนตลอดชีวิต
๒. ขอถวายภัตตาหารแด่พระอาคันตุกะตลอดชีวิต
๓. ขอถวายภัตตาหารเพื่อพระที่เตรียมจะไปตลอดชีวิต
๔. ขอถวายภัตตาหารเพื่อพระอาพาธตลอดชีวิต
๕. ขอถวายภัตตาหารเพื่อพระที่พยาบาลพระอาพาธตลอดชีวิต
๖. ขอถวายยาสำหรับพระอาพาธตลอดชีวิต
๗. ขอถวายยาคูประจำตลอดชีวิต
๘. ขอถวายผ้าอาบน้ำแด่ภิกษุณีสงฆ์ตลอดชีวิต
นางวิสาขาเคยนำผ้าเช็ดหน้าถวายพระพุทธเจ้าและพระพุทธองค์ทรงรับในฐานะเป็นทานพิเศษ อีกครั้งหนึ่ง นางวิสาขานำเอาหม้อน้ำ ไม้กวาด และที่เช็ดเท้าทำด้วยดินเผาไปถวายแด่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงรับแต่หม้อน้ำ กับไม้กวาด แต่ไม่ทรงรับหม้อน้ำที่ทำด้วยดินเผา นางวิสาขามีลูกหลาน เหลน โหลนมากมาย เดินร่วมกับลูกหลานเหล่านี้มองไม่ออกเลยว่า นางวิสาขาเป็นแม่ ย่า ยาย มองไปในฐานะเป็นพี่ เพราะนางประกอบด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี ๕ ประการ คือ
(๑) เกสกลฺยาณ ผมงามประหนึ่งกำหางนกยูงรำแพน เมื่อสยายปล่อยลงไปจดชายผ้านุ่ง ปลายผมตวัดงอนขึ้น
(๒) มํสกลฺยาณ เนื้องาม คือเนื้อที่โคนฟัน (เหงือก) สีสวยปานผลมะตูมสุก เรียบสนิทดี
(๓) อฏฺฐิกลฺยาณ กระดูกงาม คือ ฟันขาวสะอาดเสมอเรียบไม่ขรุขระ งามเสมือนระเบียบเพชรที่เขายกวางเรียงกัน และเสมอเสมือนรอยจักรของสังข์ที่ขัดดีแล้ว
(๔) ฉวิกลฺยาณ ผิวงาม คือ ฉวีวรรณของสตรีดำ ไม่ด่างด้วยขี้แมลงวันเป็นต้น ดำสนิทน่าเสน่หาประหนึ่งสีนิลุบล ฉวีวรรณของสตรีเหมือนดอกกรรณิการ์
๔)นางกาฬีอุบาสิกาชาวกรรฆริกาเป็นเลิศในทางเลื่อมใสเพราะได้ยินได้ฟังตาม[17]
๕) นางนกุลมาตาคหปตานี เป็นเลิศในทางเป็นผู้คุ้นเคยกับพระพุทธองค์[18]
๖)พระนาง
(๔) ฉวิกลฺยาณ ผิวงาม คือ ฉวีวรรณของสตรีดำ ไม่ด่างด้วยขี้แมลงวันเป็นต้น ดำสนิทน่าเสน่หาประหนึ่งสีนิลุบล ฉวีวรรณของสตรีเหมือนดอกกรรณิการ์
๔)นางกาฬีอุบาสิกาชาวกรรฆริกาเป็นเลิศในทางเลื่อมใสเพราะได้ยินได้ฟังตาม[1]
๕) นางนกุลมาตาคหปตานี เป็นเลิศในทางเป็นผู้คุ้นเคยกับพระพุทธองค์[2]
๖)พระนางสามาวดีมเหสีของพระเจ้าอุเทนเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางเจริญเมตตา[3]
๗)นางสุปปวาสะโกลิยธีตา เป็นเลิศในทางถวายของอันประณีต คือถวายทานอันมีรสเลิศแก่ภิกษุ[4]
๘) นางสุปปิยะ เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในทางเป็นผู้พยาบาลภิกษุไข้[5]
๙)นางอุตตรานันทมารดาเป็นเลิศในการเจริญฌานและรักษาศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัด[6]
สรุปได้ว่า บทบาทและผลงานของสตรีในฐานะเป็นอริยสาวิกานั้น บางอย่างสำเร็จมาจากกรรมเก่า บางอย่างเป็นพฤติกรรมที่สตรีเหล่านี้ได้สร้างขึ้นในปัจจุบันชาตินี้เป็นที่น่าสังเกตอยู่ว่าวรรณคดีบาลีกล่าวอย่างมีเหตุผล แม้เหตุผลนั้นจะเป็นอดีตชาติหรือบุพกรรมก็ตาม แต่ไม่ทิ้งหลักเหตุผล
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
[1] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.
[3] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๒.
[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.
[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.