สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ครอบครัวเกิดขึ้นก็เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง การออกบวชเป็นการละหรือไม่เข้าไปผูกพันกับการมีชีวิตครอบครัว แต่ความพึงพอใจกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงนั้นเป็นของที่ห้ามยากยิ่งกว่าความพึงพอใจในเรื่องอื่น และเมื่อพึงพอใจแล้วก็ถึงกับสละเรื่องอื่น ๆ เช่น ทรัพย์สินเงินทองและความผูกพันอื่น ๆ ได้ ดังนั้นจึงกล่าวกันว่าสตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าผู้หญิงคอยจ้องทำลายพรหมจรรย์ของพระแต่หมายความว่าความเป็นผู้หญิงนั้นเองมีอิทธิพลชักจูงหรือครอบงำจิตใจของชายให้หลงใหลได้ การใกล้ชิดสตรีย่อมทำให้การฝึกตนเพื่อละราคะเป็นไปได้ยาก ในแง่นี้ผู้หญิงไม่ได้เป็นสิ่งน่ารังเกียจ แต่ตรงข้ามความน่าพึงใจต่างหากที่เป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ความพึงพอใจทางเพศนี้เป็นเรื่องของสัตว์โลกทั้งสิ้นหาใช่เฉพาะมนุษย์ไม่ การที่บุรุษติดเนื้อต้องใจสตรีจึงเป็นธรรมดาโลก หาใช่ว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายเลวหรือผู้ชายดูหมิ่นผู้หญิงที่เป็นนสิ่งพึงปรารถนาของตนไม่ จะขอยกข้อความบางตอนมาเป็นตัวอย่างดังนี้
พ่อนารทะ หญิงทั้งหลายในโลกย่อมย่ำยีชายผู้ประมาทแล้ว
พวกหล่อนย่อมชักจูงจิตของชายหนุ่มไป
เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่พลัดตกจากต้น
สภาพนั้นบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า
เป็นเหวสำหรับพรหมจรรย์”[1]
ข้อความดังกล่าวนี้ หากอ่านโดยผิวเผินดูเหมือนเป็นการแสดงว่าหญิงจงใจทำลายพรหมจรรย์ของผู้รักษาพรหมจรรย์ แต่ความที่เปรียบจะเห็นได้ว่าพรหมจรรย์เป็นสิ่งที่เคลื่อนได้ง่ายเหมือนปุยนุ่น ส่วนธรรมชาติของผู้หญิงนั้นมีอำนาจรุนแรงเหมือนลมย่อมจะทำให้ผู้ชายขาดจากพรหมจรรย์ได้ง่าย หากไม่ตั้งจิตมั่นระมัดระวังตนให้ดี แม้ผู้หญิงไม่ได้ตั้งใจจะครอบงำจิตใจบุรุษ ความหลงก็ทำให้บุรุษนั้นเองละทิ้งพรหมจรรย์ ดังเรื่องหลานของพระจักขุบาลซึ่งบวชเป็นสามเณรได้ยินเสียงหญิงร้องเพลง รู้สึกว่าไพเราะจับใจก็ตามเสียงนั้นไป พบเจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวกำลังเก็บฟืนอยู่ ก็เกี้ยวพาราสีจนได้เสียกับหญิงนั้น กรณีนี้หญิงสาวไม่ได้เข้าไปก่อกวนการรักษาพรหมจรรย์แต่เสน่ห์ของเสียง ทำให้สามเณรละทิ้งพรหมจรรย์ ทั้งนี้เพราะ
“ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูปสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายรูปสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย
ดูกรภิกษุทังหลายเสียงสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายกลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรสสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายรสสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะของสตรีเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลายโผฏฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่”[2]
“สตรีทั้งหลายย่อมผูกพันบุรุษผู้ลุ่มหลง
ด้วยการมองดู การหัวเราะ
การนุ่งห่มไม่เรียบร้อย และการพูดอ่อนหวาน
มาตุคามนี้มิใช่จะผูกพันเพียงแค่นี้
แม้ตายไปแล้วพองขึ้น ก็ยังผูกพันได้”[3]
คำกล่าวที่แสดงความเลวร้ายน่ากลัวของสตรีเพศมักจะปรากฏในชาดก ซึ่งบางเรื่องกล่าวถึงความคิดในอดีต เป็นเรื่องก่อนพุทธกาล และมักเป็นเรื่องที่บุคคลในเรื่องกล่าวและเมื่อพิจารณาพระไตรปิฎกทั้งหมดแล้วก็จะเห็นว่าไม่ได้มีทรรศนะเช่นนั้น หากเป็นความคิดสำคัญของพระพุทธเจ้าก็คงจะตรัสในที่อื่น ๆ ด้วย เหตุนี้ผู้สนใจพระไตรปิฎกบางท่านจึงเชื่อว่า ชาดก ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตของพระพุทธเจ้าจริง ๆ เป็นแต่ทรงนำเรื่องเก่า ๆ ที่มีในอินเดียโบราณมาเล่าเทียบเพื่อสอนธรรมะเท่านั้น หากทรรศนะนี้เป็นจริงเรื่องที่กล่าวในชาดกก็เป็นของเดิมมิใช่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นกรณีเฉพาะของบุคคลในเรื่อง ไม่ใช่ของพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม ดังตัวอย่างในข้อความต่อไปนี้
“๑. ไฟกินเปรียง ๒.ช้างสาร ๓. งูเห่า ๔. พระราชาผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๕. หญิงทั้งปวง
บุคคลที่ ๕ เหล่านี้ นรชนพึงคบหาโดยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะว่าภาวะที่เป็นจริงของบุคคลเหล่านั้นรู้ได้ยากนัก”[4]
นี่แน่ะ พญานก ท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า
ผู้จะกล่าวถึงสิ่ง ๔ อย่าง ที่ไม่รู้จักเต็มเหล่านี้ คือ
๑. ทะเล ๒. พราหมณ์
๓. พระราชา ๔. หญิง[5]
…แต่หญิงถึงแม้จะพึงมีสามีคนละ ๘ คน
ซึ่งเป็นคนแกล้วกล้ามีพลัง
สามารถนำรสแห่งความใคร่ทั้งปวงมาให้ได้
เธอก็ยังคงทำความพอใจในชายคนที่ ๙
เพราะฉะนั้น ชื่อชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่องอยู่[6]
หญิงทั้งปวงกินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ
พัดพาเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปเหมือนแม่น้ำ
เกาะเกี่ยวกับเรียวหนาม
ย่อมคบหาชายเพราะเหตุแห่งทรัพย์[7]
ภาวะของหญิงที่เป็นนางโจร
รู้มาก หาความจริงได้ยาก
เป็นการลำบากที่จะหยั่งรู้เหมือนรอยทางปลาในน้ำ[8]
หญิงทั้งหลายเหล่านั้นไม่รู้จักพอ
พูดจาไพเราะอ่อนหวาน เต็มได้ยาก
เหมือนแม่น้ำย่อมทำให้ล่มจม
ชายรู้แจ้งชัดแล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล[9]
หญิงทั้งหลายยั่วยวนให้ลุ่มหลง
มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ
ย่อมทำให้ล่มจมเสียหาย
ชายรู้แจ้งชัดแล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล[10]
ก็หญิงทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปคบหาชายใด
ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม
ก็ติดตามเผาผลาญชายนั้นโดยทันที
เหมือไฟป่าเผาผลาญสถานที่ของตน”[11]
เมื่อพิจารณาตัวอย่างทั้งสองนี้ทำให้นึกถึงคำพังเพยของไทยที่ว่า “ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก” ทั้งสี่อย่างนี้ไม่ควรไว้ใจ แต่ก็มิใช่ว่าหญิงเป็นเช่นนี้เหมือนกันทั้งหมด ตัวอย่างที่ยกมานี้ก็เป็นคำพูดที่เกิดขึ้นจากบุคคลที่กล่าวถึงในชาดกคือ พระนางกัณหา ซึ่งเป็นพระชายาของเจ้าชายปาณฑพทั้ง ๕ แล้ว ก็ยังไม่คบชู้กับบุรุษเปลี้ยคือชายพิการซึ่งเป็นคนรับใช้พระนางอุรุงคเทวีชายาของเอฬกกกุมารคบชู้กับฉฬังคกุมารและคนรับใช้ของฉฬังคกุมาร พระนางปิงคิยานีมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตก็เป็นชู้กับคนเลี้ยงม้า ชาดกเช่น กุณาลชาดกและกุณฑริกชาดกได้กล่าวถึงการนอกใจสามีของหญิงไว้มาก เพราะเป็นเรื่องที่ตั้งใจเล่าถึงหญิงประเภทดังกล่าว
ในชาดกแม้จะกล่าวถึงหญิงชั่ว แต่ก็กล่าวถึงหญิงดีด้วย แสดงว่ามิได้ประณามหญิงทั่วไปหมดทุกคน เช่น พระนางมัทรีตามเสด็จพระเวสสันดรไปอยู่ป่าแทนที่จะอยู่สุขสบายในวัง นางจาปาภริยาอุปกาชีวกมีสามีเที่ยวเมาสุราเป็นอาจิณ แม้นางจะไม่พอใจแก้ไม่ประพฤตินอกใจสามี
นอกจากข้อความที่กล่าวตำหนิผู้หญิงแล้ว ชาดกยังมีข้อความที่กล่าวตำหนิผู้ชาย เช่น
“ลูกรัก อสรพิษที่มีพิษร้ายแรงตัวใด
ได้โผล่ขึ้นจากปล่องมากัดเจ้า
วันนี้ อสรพิษตัวนั้น และบิดาของเจ้า
ไม่มีความแตกต่างกันเลย
เพราะไม่ได้เป็นที่รักของแม่…”[12]
“ไม่ควรวางใจในคนทำควาามชั่ว
คนพูดเหลาะแหละ คนเห็นแก่ตัว
แม้คนที่สงบเกินไปก็ไม่ควรวางใจ[13]
เพราะว่ามีคนพวกหนึ่งเป็นเช่นกับโคกระหายน้ำ
เพียงแต่พูดเสียดสีมิตร แต่ไม่กระทำตามที่พูด[14]
ผู้ใดดีแต่ประณมมือไหว้ พูดวกวน เป็นมนุษย์กระพี้
ไม่มีความกตัญญู ผู้นั้นก็ไม่ควรนั่งใกล้[15]
อนึ่ง ไม่พึงวางใจสตรีและบุรุษผู้มีจิตแปรปรวน
แม้คนเปิดเผยความสัมพันธ์มีประการต่าง ๆ เช่นนั้น
ก็ไม่ควรวางใจ[16]
ข้อความที่กล่าวรวมกันไปทั้งบุรุษและสตรีก็มีเช่น
คนแต่งตั้งหญิงหรือชายผู้เป็นนักเลง
ใช้จ่ายเงินทองฟุ่มเฟือย ไว้ในความเป็นใหญ่
นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม”[17]
ผู้หญิงเป็นผู้น่ายกย่อง พระไตรปิฎกไม่ได้ตัดสินคนที่เพศ ดังนั้นเมื่อสามีมีข้อบกพร่องก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกภรรยาดูหมิ่นเอาได้ สามีที่จะให้ภรรยายยกย่องนับถือจะต้องเป็นสามีที่เพียบพร้อมด้วยความดี ชาดกได้กล่าวถึงเหตุที่ภริยาจะดูหมิ่นสามี เพราะความเป็นคนจน เพราะความเป็นคนป่วยกระเสาะกระแสะ เพราะความเป็นคนแก่ชรา เพราะความเป็นนักเลงสุรา เพราะความเป็นคนโง่เซอะ เพราะความเป็นคนมัวเมาในกามคุณ เพราะคล้ายตามในกิจการงานทั้งปวง เพราะหาทรัพย์ทั้งปวงเพิ่มเติมไม่ได้[18]
เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมพระพุทธศาสนามิได้มองผู้หญิงว่าดีหรือเลวโดยธรรมชาติ แม้ว่าผู้หญิงและผู้ชายจะมีธรรมชาติบางอย่างเป็นของตน แต่ก็เป็นคนดีและคนชั่วได้ทั้งสองเพศ สามารถอบรมตนให้เป็นคนดี ความแตกต่างในแง่การเป็นคนดีหรือเลวจึงสำคัญกว่าและเป็นความแตกต่างของมนุษย์ มิใช่ของผู้หญิงหรือผู้ชาย
นอกจากการกล่าวถึงผู้หญิงจะปรากฏทั้งแง่ดีและแง่ร้ายแล้ว ฐานะผู้หญิงที่ว่าต่ำกว่าชายนั้นก็มิใช่ทุกกรณี แต่ขึ้นกับฐานะทางสังคมและศาสนาด้วย ดังนั้นจึงปรากฏข้อความจำนวนมากที่ยกย่องผู้หญิงไว้ในฐานะอันสูง
สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ ข้อความในพระไตรปิฎกส่วนที่ดูหมิ่นผู้หญิงนั้นมักจะปรากฏในชาดก เรื่องชาดกนี้ว่ากันว่าเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ในอดีตชาติ และเรื่องในอดีตชาตินี้ทรงทราบด้วยบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ซึ่งเป็นการแสดงถึงการบำเพ็ญเพียรขั้นสูงและทรงเป็นผู้สั่งสมบารมีมามาก
พระพุทธศาสนากับการยกฐานะผู้หญิง ผู้ที่พิจารณาพระพุทธศาสนาจากสภาพสังคมในปัจจุบันมักจะกล่าวโจมตีว่า พระพุทธศาสนากดขี่ผู้หญิง เช่น การที่ไม่ยอมให้ผู้หญิงบวชตั้งแต่ต้น หรือแม้ยอมให้ผู้หญิงบวชแล้วก็กำหนดศีลมากข้อกว่าและอยู่ในฐานะต้องเคารพภิกษุ แม้ภิกษุณีจะแก่พรรษากว่าก็ตาม
ในสมัยพุทธกาลผู้หญิงอินเดียยังคงมีฐานะต่ำ ไม่ได้รับโอกาสให้ปรากฏตัวในที่ชุมชนและอยู่เคียงข้างบุรุษในงานสาธารณะ นอกจากนั้นยังมีอาชีพต่ำ ๆ เช่น นางทาสี นางรำ และโสเภณี ภรรยายังมีฐานะเป็นทรัพย์ของสามีและสามีฆ่าได้ถ้าภรรยามีชู้
พระพุทธเจ้าทรงสอนแย้งศาสนาพราหมณ์ในเรื่องสำคัญ ๆ หลายเรื่อง เช่น ทรงสอนเรื่องความเป็นพราหมณ์ว่าอยู่ที่กรรมคือ การกระทำมิใช่อยู่ที่ชาติกำเนิด[19] ทรงสอนเรื่องการบูชายัญว่าเป็นสิ่งที่ผิดที่กระทำโดยการฆ่า[20]ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้นับเป็นหัวใจของศาสนาพราหมณ์ดังนั้นการห้ามผู้หญิงไม่ให้ทำพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งกำหนดไว้ในประเพณีของศาสนาพราหมณ์ หรือการที่ต้องมีลูกชายจึงจะได้ขึ้นสวรรค์จึงพลอยหมดความสำคัญไปด้วย
ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนา หญิงและชายในฐานะที่เป็นคนมีลักษณะสำคัญเช่นเดียวกัน ที่กล่าวว่าเช่นเดียวกันหรือเหมือนกันนี้ มิได้หมายความว่าทุกคนเหมือนกัน เช่นทั้งชายและหญิง มีทั้งคนโง่และฉลาด ชายฉลาดกว่าหญิงก็มี หญิงฉลาดกว่าชายก็มี เพศไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้คนเราแตกต่างกันในเรื่องนี้ ลักษณะสำคัญที่เป็นของทั้งชายและหญิงได้แก่เรื่องต่อไปนี้[21]
๑.ความเป็นสังขตธรรมคือประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบต่างๆและตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ ทั้งชายและหญิงล้วนแต่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ เบญจขันธ์ เมื่อมีการประกอบขึ้นก็มีการเกิด การเปลี่ยนแปลง และการแตกสลาย เช่น เดียวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสังขตธรรม ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามลักษณะสามัญ ๓ ประการ หรือไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหญิงและชายเมื่อเกิดแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีสภาวะใดคงที่เกิดแล้วก็เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนสภาพ ต้องทนต่อสภาพทั้งที่จะดำรงตนและปรับตนเข้ากับสภาพต่าง ๆ ต้องแก่ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทางกายทางใจและในที่สุดต้องตาย ความแตกต่างระหว่างหญิงและชายโดยแท้แล้วไม่มีความหมายหรือความสำคัญอะไรเลย เพราะต้องมีความทุกข์ความเดือดร้อนเป็นชีวิตอยู่เหมือน ๆกัน
๒. ความที่ต้องตกอยู่ในกฎแห่งกรรม คือ เกิดมาจากผลของกรรม ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ตนทำไว้ในอดีตชาติ เกิดแล้วก็ทำกรรมใหม่ รับผลของกรรมในอดีตบ้าง กรรมใหม่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็เสมอภาคกันในฐานะที่ตกอยู่ในกฎแห่งกรรม ที่มาอ้างกันว่าหญิงดีกว่าชาย ชายดีกว่าหญิงนั้นเป็นภาพมายาเป็นเรื่องของคนที่ไม่สำนึกตนว่าอยู่ในอำนาจของกรรมและควรใช้เวลาทำกรรมดีมากกว่า เพราะที่จริงแล้วการได้เปรียบเสียเปรียบไม่ใช่เรื่องระหว่างชายกับหญิง แต่เป็นเรื่องระหว่างคนไม่ว่าชายหรือหญิงหากเป็นคนชั่วก็จะเอาเปรียบโดยไม่เลือกว่าผู้ถูกเอาเปรียบเป็นชายเป็นหญิง กล่าวคือ คนที่เอาเปรียบมิได้เอาเปรียบเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเพศอะไร แต่เอาเปรียบเพราะเห็นว่าสามารถเอาเปรียบได้ ทั้งหญิงและชายต่างก็เป็นผู้เอาเปรียบและถูกเอาเปรียบ คือทำกรรมดีกรรมชั่วได้เหมือน ๆ กัน จะไปสู่สุคตหรืออบายภูมิตามกรรมดีกรรมชั่วก็ได้เหมือน ๆ กัน สุดแต่กรรมที่ตนทำ มิได้จำกัดเพศทั้งนี้เพราะ
“เจ้าไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจา และใจ เพราะมัวประมาทอยู่ เอาเถิด เราจะลงโทษเจ้าตามฐานะที่ประมาท ก็บาปกรรมนี้นั้น บิดามารดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา ไม่ได้ทำให้เจ้าเลย เจ้าทำเองแท้ ๆ เจ้านั่นเองต้องรับผลของบาปกรรมนั้น[22]
มนุษย์ไม่ว่าจะเกิดในชาติชั้นวรรณะหรือเพศใด สามารถประกอบกรรมดีและรับผลของกรรมได้เช่นกัน สิ่งที่จะแยกคนว่าดีหรือชั่วก็คือ การกระทำของคนนั้น ๆ
กล่าวโดยสรุปพระพุทธศาสนาไม่ให้ความสำคัญแก่ความเป็นหญิงหรือชาย ไม่เอาเพศเป็นเครื่องแบ่งฐานะ กรรมของแต่ละบุคคลนั้นเสมอกันทั้งชายและหญิง เช่นความมีปัญญา แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาไม่เห็นความแตกต่างระหว่างชายกับหญิง ความแตกต่างบางอย่างนั้นมีแน่นอน และเป็นสิ่งที่ทำให้ชายกับหญิงมีฐานะและบทบาททางสังคมต่างกันด้วยความเท่าเทียมกันในทางศาสนา ศาสนาไม่แต่เพียงเห็นว่าผู้หญิงและผู้ชายเสมอภาคกันเท่านั้น ศาสนายังยกย่องผู้หญิงในฐานะต่าง ๆ ทางสังคม เช่น ในฐานะมารดาและภรรยา ในพระพุทธศาสนาผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญและเป็นที่ยกย่องว่าดีเด่นในกิจกรรมทางศาสนาอันถือเป็นกิจกรรมสำคัญสูงสุด ในแง่พัฒนาและการเข้าถึงฐานะสูงสุดคือ การเป็นอริยบุคคล จุดมุ่งหมายของชีวิตไม่ใช่การบริโภควัตถุหรือการต่อสู้กันทางการเมืองแต่อยู่ที่การดำเนินชีวิตที่ดีเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ ศาสนาจึงเป็นกิจกรรมสำคัญสูงสุด
การที่ผู้หญิงในพระพุทธศาสนาสามารถประกอบพิธีกรรมหรือทำบุญได้ตามลำพังนับว่าเป็นการให้อิสรภาพแก่ผู้หญิงอย่างมาก เพราะก่อนหน้านั้นผู้หญิงในศาสนาฮินดูอยู่ในยุคตกต่ำคือมีฐานะเทียบเท่าศูทรและไม่สามารถประกอบพิธีกรรมได้
พระพุทธเจ้ายังทรงให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงยิ่งกว่านั้นอีก กล่าวคือ สังคมอินเดียโบราณนั้นนับถือนักบวช ไม่ว่านิกายใด เนื่องจากถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น แม้แต่กษัตริย์ก็เคารพนักบวช การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีนั้นนับเป็นการยกระดับผู้หญิงอย่างสูง และเป็นการยกย่องว่าผู้หญิงก็สามารถเข้าถึงความหลุดพ้นได้เช่นเดียวกับผู้ชายเมื่อทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชแล้วปรากฏว่ามีผู้หญิงซึ่งมาจากวรรณะต่างๆ เข้ามาบวชเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ตระกูลกษัตริย์ไปจนถึงโสเภณีซึ่งแสดงให้เห็นว่าความหลุดพ้นนั้นไม่เกี่ยวกับวรรณะภิกษุณีจำนวนไม่น้อยมีความสามารถเข้าใจธรรมะได้เร็ว และได้เป็นเอตทัคคะเสมอกับพระภิกษุ มีบทบาทในการเผยแผ่ธรรมะ เช่น ปฏาจาราภิกษุณี ถุลลนันทาภิกษุณี ธรรมทินนาภิกษุณี
ผู้หญิงที่มิได้บวชเป็นภิกษุณีก็สามารถศึกษาธรรมะและเกื้อกูลแก่พระพุทธศาสนาได้โดยเป็นอุบาสิกา ซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท ๔ คือ สามารถสร้างบุญกุศลได้ทั้งด้วยธรรมบูชา คือ การปฏิบัติธรรม และอามิสบูชาคือการถวายสิ่งของต่าง ๆ เพื่ออุปถัมภ์ภิกษุและภิกษุณีให้ปฏิบัติธรรมได้โดยสะดวก ผู้หญิงเหล่านี้เท่ากับช่วยเผยแผ่ศาสนาโดยทางอ้อมเพราะทำให้คนใกล้ชิดเข้าใจและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยิ่งเป็นผู้หญิงสูงศักดิ์ก็ยิ่งช่วยเหลือศาสนาได้มากทั้งกำลังทรัพย์และการนำข้าทาสบริวารให้เข้ามาร่วมกิจกรรมทางศาสนาอุบาสิกาบางคน เช่น นางวิสาขาบรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระโสดาบันและมีบทบาทในการทักท้วงและวิจารณ์การปฏิบัติตนของพระภิกษุ จนทำให้เกิดการบัญญัติวินัยบางข้อ เหตุการณ์ที่สำคัญซึ่งแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางมากก็คือ การให้นางมีส่วนร่วมในการตัดสินอธิกรณ์ร่วมกับพระอุบาลี กรณีที่นางภิกษุณีมารดาท่านกุมารกัสสปะตั้งครรภ์ขณะบวช ซึ่งนางได้ช่วยคำนวณระยะเวลาจนทราบว่านางภิกษุณีนั้นตั้งครรภ์มาก่อนบวช[23]
[1] ขุ.ชา.๒๗/๔๗/๒๗๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[2] องฺ.เอกก. ๒๐/๒-๑๐/๑-๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[3] องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๕๕/๖๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[4] ขุ.ชา ๒๗/๓๒๔/๑๐๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[5] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๐/๑๐๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[6] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๔/๑๐๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[7] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๕/๑๐๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[8] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๗/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[9] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๘/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] ขุ.ชา ๒๘/๓๔๙/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[11] ขุ.ชา ๒๘/๓๕๐/๑๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[12] ขุ.ชา. ๒๗/๖๔/๒๒๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[13] ขุ.ชา ๒๗/๑๐๔/๒๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[14] ขุ.ชา. ๒๗/๑๐๕/๒๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[15] ขุ.ชา. ๒๗/๑๐๖/๒๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[16] ขุ.ชา. ๒๗/๑๐๗/๒๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[17] ขุ.สุ. ๒๕/๑๑๒/๓๕๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[18] ขุ.ชา. ๒๘/๒๙๗/๙๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[19] ที.ปา.๑๑/๕๖–๖๔. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก.), หน้า ๘๔.
[20] ที.สี.๙/๒๐๕–๒๐๖. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก.), หน้า ๘๕.
[21] ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก. หน้า ๘๗.
[22] ม.อุ. ๑๔/๒๖๔/๒๓๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[23] ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก. หน้า ๙๐.