ในสตรี๒๐ จำพวกนั้นมิใช่ว่าจะเป็นภรรยาหรือทำหน้าที่ของภรรยาได้สมบูรณ์ทุกจำพวก ในพระไตรปิฎกจัดภรรยาไว้  ๗ ประเภท[1]  คือ

  ๑. ภรรยาดุจเพชฌฆาต คือ ภรรยาที่คิดประทุษร้าย ไม่เกื้อกูลอนุเคราะห์ ยินดีต่อชายเหล่าอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นหญิงที่เขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามฆ่าสามี

  ๒. ภรรยาดุจนางโจร  คือ ภรรยาที่มุ่งจะยักยอกทรัพย์แม้มีจำนวนน้อย ที่สามีประกอบศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรมได้มา

  ๓. ภรรยาดุจนายหญิง  คือ ภรรยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินจุ หยาบคาย ดุร้าย มักพูดคำชั่วหยาบ ข่มขี่สามีผู้ขยันหมั่นเพียร 

  ๔. ภรรยาดุจมารดา คือ ภรรยาที่เป็นผู้เกื้อกูลอนุเคราะห์ทุกเมื่อ คอยรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้

  ๕. ภรรยาดุจพี่สาวน้องสาว  คือ ภรรยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน

  ๖. ภรรยาดุจเพื่อน คือ ภรรยาเห็นที่สามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนเห็นเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติต่อสามี

  ๗.  ภรรยาดุจทาสี คือ ภรรยาที่ถูกสามีขู่จะฆ่าจะเฆี่ยนตี ก็ไม่โกรธ สงบเสงี่ยม ไม่คิดขุ่นเคืองสามี อดทนได้ ไม่โกรธ ประพฤติคล้อยตามอำนาจสามี

ในบรรดาภรรยาทั้งหลายประเภทต่าง ๆ นี้ ไม่ได้มีการกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่า ภรรยาประเภทใดดีที่สุด แต่จากเรื่องของนางสุชาดาในพระไตรปิฎกนั้น มีกล่าวไว้ว่า นางต้องการเป็นทาสีภรรยาซึ่งอาจมีนัยหมายถึงว่าเป็นภรรยาประเภทที่ดีที่สุด แต่ถ้าจะพิจารณาจากกรณีอื่น เช่น นางอิสิทาสี[2] นางเป็นภริยาที่มีคุณสมบัติของภรรยาหลายประเภทอยู่ในขณะเดียวกัน คือนางเป็นทั้งมาตาภรรยา ภคินีภริยา สขีภริยา และทาสีภริยา ก็น่าจะเป็นได้ว่าภรรยาที่มีคุณสมบัติเป็นภรรยาประเภทต่างๆ ประกอบกันนั้นเป็นภรรยาชนิดที่สามีต้องการมากที่สุด

ตามคำสอนนี้จะเห็นว่า ภรรยามิใช่เป็นเพียงทิศเบื้องหลังหรือผู้ตามเท่านั้น แต่ควรจะเป็นเพื่อนที่ดีหรือมิตรสนิทใจของสามีด้วย ในวัตถุสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า
"…ภรรยาเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมในโลกนี้…”[3]เพราะเมื่อพิจารณาดูลักษณะที่สามีบำรุงภรรยาและภรรยาช่วยเหลือสามีแล้วมีด้วยกันคนละ ๕ สถาน[4] เท่ากัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ข้อที่ทั้งสองฝ่ายจะพึงตระหนักก็นั่นคือ “ไม่ประพฤตินอกใจ” ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายควรมีต่อกัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงสังคมสมัยนั้นว่า มีความละเอียดลออสุขุมในการไม่ประพฤติผิดประเวณี และพรหมจรรย์เป็นอย่างยิ่ง แม้คำสอนบางตอนในวรรณคดีบาลี ก็แสดงให้เห็นว่า การประพฤตินอกใจหรือผิดประเวณีนั้นทำให้โลกสับสนวุ่นวาย ดังที่กล่าวไว้ว่า

  “ถ้าสุกกธรรม ๒ ประการนี้ไม่คุ้มครองโลก ในมนุษยโลกนี้ก็จะไม่ปรากฏ ให้รู้ว่าหญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นน้า  หญิงนี้เป็นป้า หญิงนี้เป็นภรรยา  ของอาจารย์หรือหญิงนี้เป็นภรรยาของครู มนุษยโลกก็จะประพฤติสำส่อนกันไปหมด เหมือนอย่างพวกแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข และสุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น

ภิกษุทั้งหลายก็เพราะเหตุที่สุกกธรรม ๒ ประการนี้ยังคุ้มครองรักษาโลกอยู่ ฉะนั้นจึงยังปรากฏให้ว่า หญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นน้า หญิงนี้เป็นป้า หญิงนี้เป็นภรรยาของอาจารย์ หรือหญิงนี้เป็นภรรยาของครู[5]

คำสอนนี้มุ่งที่จะให้ตระหนักในการไม่ประพฤติผิดประเพณีและพรหมจรรย์ ทั้ง ๆ ที่สังคมนิยมชมชอบในเรื่องไม่ผิดประเวณีและพรหมจรรย์กันอย่างนั้น แต่สตรีหรือบุรุษบางคนยังจงใจฝ่าฝืน บางคนล่วงละเมิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สตรีที่ถูกอำนาจกิเลสชักจูงจิตใจให้ประพฤตินอกใจสามี เป็นการล่วงละเมิดประเวณี และพรหมจรรย์ด้วยเจตนาและจงใจ แต่สตรีที่ประพฤติผิดเพราะความจำเป็นบังคับก็มี  และมีสตรีบางพวกที่รังเกียจสามี เพราะสามีตกอยู่ในฐานะ ๘ ประการ[6]  คือ

๑. เพราะความเป็นคนจน

๒. เพราะความเป็นคนป่วยกระเสาะกระแสะ

๓. เพราะความเป็นคนแก่ชรา

๔. เพราะความเป็นนักเลงสุรา

๕. เพราะความเป็นคนคนโง่เซอะ

๖. เพราะความเป็นคนมัวเมาในกามคุณ

๗. เพราะคล้อยตามกิจการงานทั้งปวง

๘. เพราะหาทรัพย์ทั้งปวงเพิ่มเติมไม่ได้

สตรีที่ไม่ประพฤติผิดประเวณีและพรหมจรรย์ เพียงแต่ไม่พอใจและดูหมิ่นสามี เมื่อสามีตกอยู่ในภาวะ ๘ ประการนั้น ประการใดประการหนึ่ง ซึ่งสังคมสมัยนั้นไม่ประณามเท่าไรนัก

ในพระพุทธศาสนาแบ่งสตรีไว้เป็น  ๕ ประเภท[7]  คือ

  ๑. หญิงผู้มีผิวพรรณงดงามนัก

  ๒. หญิงที่ชายหมู่มากรักใคร่

  ๓. หญิงผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง

  ๔. หญิงผู้เป็นภรรยาของชายอื่น

  ๕. หญิงผู้คบหาเพราะเหตุแห่งทรัพย์

บุรุษทุกคนไม่ควรทำตัวคุ้นเคยสนิทสนมกับหญิงทั้ง ๕ ประเภทนี้ให้มากเกินไปนัก เพราะอาจพลาดหวัง เกิดโรคกาย หน่ายแหนงง่าย ประสบอันตราย ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน และเสียทรัพย์ไปอย่างไม่น่าจะเสีย

  สรุปได้ว่า บทบาทในความเป็นภรรยาของสตรีสมัยนั้นที่มีหลักฐานปรากฏในเรื่องราวต่าง ๆ รวมกล่าวได้ว่า ทำการงานในหน้าที่  มีความรักสามี  รู้จักประพฤติปฏิบัติต่อสามีหรือมีความงามอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุทำให้ครอบครัวดำเนินไปตามปกติสุข ส่วนที่สามีบางคนอยู่กับสตรีเหล่านี้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของมนุษย์ปุถุชนแต่ละคน ซึ่งมีรสนิยมไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญมีความบกพร่องหรือไม่ประการใด โดยเฉพาะในหน้าที่การงาน และความประพฤติของสตรีเท่านั้น

  สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะสะใภ้

  คนไทยมักมีทัศนะว่า สะใภ้กับแม่ผัวไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่ตามทัศนะที่ปรากฏในวรรณคดีบาลี บางแห่งกล่าวถึงสะใภ้เกรงกลัวพ่อผัว ครั้งที่พระอานนทเถระกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ว่า “ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นย่อมสลดหดหู่ใจ เพราะเหตุนั้นว่า ไม่เป็นลาภของเราหนอ  ลาภไม่มีแก่เราหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ การได้ด้วยดีไม่มีแก่เราหนอ ที่เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้  เหมือนหญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวแล้วย่อมสลดหดหู่ใจ ฉะนั้น[8]

การเปรียบเทียบอย่างนี้มิใช่นำมาใช้เฉพาะสตรีมนุษย์เท่านั้น แม้เทพธิดาที่อยู่ในสวรรค์ ก็เปรียบเทียบไว้เช่นเดียวกันดังที่กล่าวไว้ว่า “ครั้น ท้าวสักกะจอมเทพและท้าวเวสวัณ นิมนต์ท่านพระมหาโมคคัลลานะให้นำหน้าเข้าไปยังเวชยันตปราสาท พวกเทพธิดาผู้บำเรอของท้าวสักกะเห็นท่านพระโมคคัลลานะมาแต่ไกล ก็เกรงกลัวละอายอยู่ จึงเข้าสู่ห้องเล็กของตน ๆ ดุจหญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวแล้วก็เกรงกลัวละอายอยู่ ฉะนั้น”[9]  แต่บางแห่งกล่าวพ่อผัวเป็นห่วงหญิงสะใภ้ กลัวหญิงสะใภ้ลำบากยากไร้ได้ทุกข์ต่าง ๆ นานา

ดังมีปรากฏอยู่ในชาดก ขุททกนิกายว่า พระมหาราชาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า "แม่มัทรี ผู้มีร่างกายอันชโลมจันทน์ เจ้าอย่าได้ทรงไว้ซึ่งความหมักหมมด้วยละอองธุลีเลย เคยทรงผ้าแคว้นกาสี อย่าได้ทรงผ้าคากรองเลย การอยู่ในป่าเป็นความลำบาก เจ้าอย่าได้ไปเลยนะ”[10] และว่า

“แม่มัทรี เมื่อเธออยู่ในนครได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนก็สะดุ้งตกใจบ่อย ๆ  เธอไปถึงป่าเขาวงกตจักทำอย่างไร  จะทำอันตรายเธอ เธอจะทำอย่างไร เธอปรารถนาจะไปป่าใหญ่ทำไมเล่า?[11]

นี่เฉพาะทัศนะ ใน วรรณคดีบาลี กล่าวเปรียบเทียบว่า หญิงสะใภ้เกรงกลัวละอายต่อพ่อผัว แต่ในบางเรื่องหรือบางนิทานกล่าวแม่ผัวกับสะใภ้ไม่ลงรอยกัน ในวรรณคดีบาลีที่กล่าวมานี้ แม่ผัวเป็นฝ่ายที่ประพฤติไม่เหมาะสม และน่าตำหนิ แต่ก็มีนิทานบางเรื่องในวรรณคดีบาลีที่กล่าวตำหนิสะใภ้  เช่น นางกัจจานีชาวเมืองพาราณสีเป็นสตรีชราที่ถูกหญิงสะใภ้ขับไล่จากบ้าน ต้องออกจากบ้านเที่ยวระเหเร่ร่อนไปอาศัยชาวบ้านเลี้ยงชีวิตไปวัน ๆ ได้กล่าวกะท้าวสักกะว่า

"พราหมณ์ ข้าพเจ้ามั่นใจในข้อนี้ว่า

ธรรมะได้ตายแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีความสงสัย

เพราะเดี๋ยวนี้ คนชั่วกลับเป็นอยู่สบาย[12]

เหมือนอย่างลูกสะใภ้ของข้าพเจ้าเป็นหมัน

หล่อนทุบตี ขับไล่ข้าพเจ้าแล้วคลอดบุตร

เดี๋ยวนี้หล่อนเป็นใหญ่ในตระกูลทั้งหมด

ส่วนข้าพเจ้ากลับถูกทอดทิ้งอยู่อย่างเดียวดาย[13]

นี่แสดงว่าระหว่างหญิงสะใภ้กับแม่ผัวตามทัศนะในวรรณคดีบาลี ก็ไม่แตกต่างกับทัศนคติของคนไทยเท่าใดนัก เพราะคนไทยถือว่า สะใภ้กับแม่ผัว ลูกเขยกับพ่อตา สามัคคีกันไม่สนิทใจ

สตรีที่เป็นสะใภ้ของพ่อผัวแม่ผัว ปฏิบัติตัวให้เป็นที่รักใคร่ชอบพอของคนเหล่านั้น ย่อมทำได้ตามที่ธนญชัยเศรษฐีกล่าวสอนนางวิสาขา ก่อนที่จะส่งตัวนางไปอยู่กับพ่อผัวแม่ผัว ความว่า สตรีที่อยู่สกุลพ่อผัวแม่ผัวนั้นไม่ควรนำไฟข้างในออกไปข้างนอก,  ไม่ควรนำไฟข้างนอกเข้าไปข้างใน  ควรให้แก่ผู้ที่ให้เท่านั้น  ไม่ควรให้แก่ผู้ที่ไม่ให้  ควรให้แก่ผู้ที่ให้และไม่ให้, ควรนั่งให้เป็นสุข, ควรกินให้เป็นสุข, ควรนอนให้เป็นสุข, ควรบูชาไฟ และควรเคารพเทวดาประจำบ้าน[14]

โอวาททั้ง ๑๐ ข้อนี้ธนญชัยเศรษฐีมุ่งที่จะให้นางวิสาขาได้ประพฤติปฏิบัติตัวเมื่ออยู่กับพ่อผัวแม่ผัว คนไทยบางคนมักจะเตือนลูกหลานที่ชอบนินทาว่าร้ายเพื่อนบ้านว่า “ไฟในอย่านำออก, ไฟนอกอย่านำเข้า” พูดเตือนลูกหลานตามเค้าโอวาทของธนญชัยเศรษฐีนี้เอง นี่แสดงว่าวรรณคดีบาลียังมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนไทยอยู่นางวิสาขาธิดาธนญชัยเศรษฐี อาศัยอยู่บ้านพ่อแม่ผัว ปฏิบัติตามโอวาทบิดา ในตอนแรก ๆ พ่อผัวไม่เข้าใจนางวิสาขาหญิงสะใภ้ ถึงกับขับไล่นางออกจากบ้าน แต่นางสามารถทำให้พ่อผัวรู้ และเข้าใจตัวนางได้ พ่อผัวนางคือมิคารเศรษฐี กลับยกย่องนางไว้ในฐานะมารดา นางจึงได้ชื่อเพิ่มขึ้นอีกว่า“วิสาขามิคารมารดา”[15] แปลว่า“นางวิสาขาผู้เป็นมารดาของมิคาระ”

สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะมารดา

  คำว่า “มารดา” ได้แก่ “แม่”[16]  หมายถึง “หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก หรือคำที่ลูกเรียกผู้ให้กำเนิดตน”[17]  มารดานั้นมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ตามลักษณะแห่งการกระทำที่ปรากฏแก่สตรีผู้เป็นมารดา ดังที่โสณดาบสโพธิสัตว์ เมื่อจะประกาศว่ามารดามารดาเป็นผู้ทำกิจที่ทำได้ยากที่บุคคลอื่นจะทำได้ จึงได้กล่าวว่า

  มารดาเมื่อหวังผลคือบุตรจึงนอบเทวดา

  และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย[18]

  เมื่อมารดานั้นมีระดู การตั้งครรภ์จึงมีได้

เพราะการตั้งครรภ์นั้น มารดาจึงมีการแพ้ท้อง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี[19]

มารดาประคับประคองครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าบ้าง

แล้วจึงคลอดบุตร เพราะเหตุนั้น มารดานั้นจึงชื่อว่า

หญิงผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

ชเนตตี หญิงผู้ยังบุตรให้เกิด[20]

เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาก็ปลอบโยนให้ยินดีได้

ด้วยน้ำนมบาง ด้วยการ้องเพลงกล่อมบ้าง

ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง

เพราเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

โตเสนตี หญิงผู้ยังบุตรให้ร่าเริงยินดี[21]

จากนั้น เมื่อลมแรงและแดดกล้า

มารดาก็กระทำความรักอย่างจับใจ

มองดูบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไร้เดียงสาอยู่

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกว่า

โปเสนตี หญิงผู้เลี้ยงดูบุตร[22]

ทรัพย์อันใดที่เป็นทรัพย์ของมารดาก็ดี

เป็นทรัพย์ของบิดาก็ดี

แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ มารดาก็คุ้มครองไว้เพื่อบุตรนั้น

ด้วยหมายใจว่า แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ นี้พึงเป็นของบุตรของเรา[23]

มารดาเมื่อให้บุตรสำเหนียกว่า
อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก
และทราบว่าบุตรของตนเมื่อถึงคราวหนุ่ม
ลุ่มหลงมัวเมาในภรรยาของผู้อื่นอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน
ไม่กลับมาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดือดร้อน ด้วยประการฉะนี้[24]

เหล่านี้เรียกมารดาตามกิริยาอาการที่มารดาอนุเคราะห์บุตร ตามที่เห็น ๆ กันอยู่ทั่วไป เป็นบทบาทของแม่ในฝ่ายคดีโลก

ฝ่ายคดีธรรม มารดามีสถานภาพเป็น ชื่อว่า

  มารดาและบิดาทั้งหลายบัณฑิตว่า

๑. เป็นพรหมของบุตร

๒. เป็นบุรพาจารย์ของบุตร

๓. เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชาของบุตร[25]

๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมู่สัตว์คือบุตร

  เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะ

มารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วยข้าวและน้ำ

ด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและที่นอน ด้วยการอบตัวและอาบน้ำให้

และด้วยการล้างเท้าทั้ง ๒ ให้ท่าน[26]

  เพราะการบำรุงมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น

บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว

เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้แล[27]

ในมงคลสูตร ท่านกล่าวถึงสถานภาพของมารดาเปรียบไว้ ๔ ประการ คือ

๑. พรหม[28] ของบุตร เพราะท่านไม่ละทิ้งภาวนา ๔ ประการ[29] คือ มารดามีเมตตาจิตคิดถึงลูกที่อยู่ในครรภ์ว่า เมื่อไรหนอ เราจะได้เห็นลูกน้อยที่ไร้โรคาพาธ, มีกรุณาจิตในเมื่อลูกคลอดออกมาเป็นเด็กอ่อนนอนหงายแบเบาะ ทุรนทุราย มารดาสงสารช่วยเหลือทั้งมดมิให้ไต่ ทั้งไรก็มิให้ตอม ตามปกติมารดาไม่เคยใจร้ายต่อเรือด ไร ยุง ริ้น ร่านเหล่านี้ แต่พอมารดามีลูกก็ใจร้ายต่อสัตว์เหล่านี้ เพราะรักและสงสารลูก, มีมุทิตาจิตในเมื่อลูกวิ่งเล่นไปมาได้ อยู่ในวัยที่น่ารัก มารดามองดูลูกด้วยจิตใจที่อ่อนไหว พลอยยินดีปรีดาในความสุขของลูก และมีอุเบกขาจิตในเมื่อลูกมีคู่ครองมีเหย้ามีเรือน สามารถดำเนินชีวิตตามสมรรถภาพของตนได้ มารดาไม่ต้องพะวักพะวนกับความเป็นอยู่ของลูก เพราะเหตุที่มารดามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อบุตร มารดาจึงได้นามเช่นนี้

๒.  บุรพเทพ[30]  เพราะมารดาไม่คำนึงถึงความผิดพลาดที่ลูกทำแก่ตน ตามปกติศรีษะมารดาใครจะกล้าแตะต้อง แต่ลูกน้อยชกต่อยตบตีเหมือนของเล่น มารดาหาโกรธไม่ กลับยิ่งเพิ่มความรักขึ้นอีก ปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์สุขแก่ลูกโดยส่วนเดียว อำนวยผลอันใหญ่หลวงแก่ลูกเหมือนวิสุทธิเทพคือพระขีณาสพไม่คำนึงถึงความผิดที่คนพาลทำแก่ตน มุ่งแต่ผลประโยชน์และความปลอดภัยแก่เขาถ่ายเดียวฉะนั้น ลูกได้รู้จักเทพอื่น ๆ เพราะอาศัยเทพคนแรกคือ แม่ ดังนั้น แม่จึงได้ชื่อว่า บุรพเทพ

๓. บุรพาจารย์[31] เพราะท่านสอนลูกให้ศึกษาว่า นั่งอย่างนี้ซิลูก ยืนอย่างนั้นนะลูก ควรพูดอย่างนี้กับพ่อ, พี่, ป้า, น้า, อา เป็นต้น ครูอาจารย์อื่น ๆ สอนศิลปวิทยาอย่างอื่นให้ในภายหลังทั้งนั้น เพราะท่านสอนลูกก่อนครูอาจารย์อื่น ๆ จึงมีชื่อเรียกอย่างนี้



[1]องฺ.สตฺตก. ๒๓/๖๓/๗๖–๗๘. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[2] ขุ.เถรี. ๒๖/๔๐๓/๔๗๙.  ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[3] สํ.ส. ๑๕/๔๕/๖๙. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[4] ที.ปา. ๑๑/๒๖๙/๒๐๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. 

[5] ขุ.อิติ. ๒๕/๔๒/๒๖๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[6] ขุ.ชา. ๒๘/๒๙๗/๙๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[7] ขุ.ชา. ๒๗/๑๒/๒๕๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[8] ม.มู. ๑๒/๓๐๒/๒๖๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[9] ม.มู. ๑๒/๓๙๓/๓๕๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[10] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๑๙/๓๒๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[11] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๓๒/๓๒๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[12] ข.ชา. ๒๗/๓/๑๘๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[13] ข.ชา. ๒๗/๔/๑๘๓. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[14] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๕๘/๒๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐., ธ.อ. ๓/๕๙–๖๐.

[15] ธ.อ.๓/๖๒ และ อง.อ.๑/๔๔๙.

[16] ราชบัณฑิตยสถาน.  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕., หน้า ๗๑๖.

[17] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๒๗.

[18] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๕/๘๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. ใน ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๕/๙๕–๑๙๖
อธิบายว่า มารดานอบน้อมเทวดา หมายถึง ทำการนอบน้อมคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลูกจงเกิดขึ้นแก่เรา”
ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย หมายถึงมารดาต้องการทราบว่าบุตรเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะมีอายุยืน อายุสั้นอย่างไร

[19] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๖/๘๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. ใน ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๖/๑๙๖
อธิบายไว้ว่า เมื่อมารดานั้นมีระดู หมายถึงเมื่อต่อมเลือด  (ไข่สุก) เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกำหนด มารดาได้ชื่อว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี (เพราะในเวลานั้นมารดาจะเกิดความรักในบุตรที่เกิดท้องของตน)

[20] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๗/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[21] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๘/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[22] ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๙/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[23] ขุ.ชา. ๒๘/๑๗๐/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[24] ขุ.ชา. ๒๘/๑๗๑/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[25] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๑/๘๔. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. ใน ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘๑/๑๙๗. อธิบายว่า มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร เป็นบุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะอย่างใดอย่างหนึ่งของบุตร

[26] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๒/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[27] ขุ.ชา. ๒๘/๑๘๒/๘๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[28] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์.  “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. หน้า ๒๔.

[29] ธรรมข้อนี้ มีชื่อเรียก ๓ อย่างคือ  ภาวนา  อัปปมัญญา และ พรหมวิหาร 

[30] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม  หิมจันทร์. “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.) หน้า ๒๔.

[31] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม  หิมจันทร์. “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.) หน้า ๒๔.