๔. โลกทัสเสตา[1] เพราะเป็นผู้แสดงโลกนี้ให้ลูกเห็นถ้าเมื่อวันที่ลูกเกิดมา มารดาจับโยนไปในป่า แม่น้ำลำคลอง หรือเหวผา เป็นต้น ลูกก็จะไม่ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ตลอดถึงความตระการของโลกนี้เลย แต่เพราะท่านไม่ทำอย่างนั้นด้วยเมตตาจิต เพราะอาศัยพฤติกรรมของมารดาลูกจึงได้เห็นโลกนี้ชื่อเหล่านี้ใช้เรียกมารดาในฝ่ายคดีธรรมตามกล่าวมาแล้ว สตรีที่ปฏิบัติตามหน้าที่และถูกต้องตามความหมายของคำว่า “มารดา” คือสตรีที่มีคุณลักษณะของมารดาสมบูรณ์แบบ เป็นมารดาที่ชาวโลกยกย่องและต้องการ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “มารดาและบิดามีอุปการะมากบำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย”[2] แล้วพระองค์ทรงย่อลงตรัสให้สั้นมีเพียง ๓ ประการ อันแสดงว่าแม่ให้ทุกอย่างแก่ลูกจากคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนั้น สตรีที่เป็นแม่ย่อมประกอบด้วยองค์คุณของกัลยาณมิตร ๗ ประการ[3] อีกด้วย เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า “แม่เป็นมิตรสนิทใจในเรือนของตน”[4] และมารดานั้นยังนำไปเปรียบกับอะไรหลายอย่างที่เป็นคุณประโยชน์แก่บุตร เช่น เป็นพรหม บุรพเทพ บุรพาจารย์ของบุตรเป็นต้น แต่ในวรรณคดีบาลีไม่ปรากฏลักษณะที่มารดาให้โทษแก่ลูก มีเฉพาะแต่เมื่อลูกประพฤติผิดปฏิบัติผิดต่อมารดาผลร้ายจะเกิดขึ้นแก่ลูกด้วยอำนาจอกุศลกรรมที่ตนทำไว้เท่านั้น ดังนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “มารดาเป็นอาหุไนยัคคิ[5] ของบุตรธิดา”[6] ที่ท่านเปรียบมารดาไว้กับไฟ เพราะมารดาให้คุณอนันต์ หากบุตรประพฤตดีปฏิบัติชอบต่อท่าน และให้โทษมหันต์หากบุตรประพฤติผิดต่อท่าน เสมือนไฟให้คุณมากมายแก่ผู้ใช้เป็น และให้โทษเหลือหลายแก่ผู้ใช้ไม่เป็น ฉะนั้น และโทษที่ลูกได้รับนั้นมิใช่เกิดขึ้นจากการกระทำของมารดา แต่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดของลูกเอง
ตามที่กล่าวมานี้ แสดงถึงมารดารักบุตรปรารถนาบุตรตั้งแต่บุตรยังไม่มาปฏิสนธิด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์เมื่อจะทรงแสดงคุณสมบัติอันเป็นสัญลักษณ์ของแม่ จึงรวมลักษณะทุกประการมารวมตรัสไว้โดยย่อเพียง ๓ ประการ คือ
ประการแรก แม่ให้ชีวิตแก่ลูก ทะนุถนอมประคับประคองชีวิตลูกตั้งแต่มาถือปฏิสนธิ มิฉะนั้นเมื่อลูกคลอดมาแล้ว แม่ก็ประคบประหงมลูก โดยเอาชีวิตแม่เข้าแลก เพื่อปกป้องอันตรายต่าง ๆ ที่จะกล้ำกรายเข้าไปทำร้ายชีวิตร่างกายลูก จึงเรียกว่า “อาปาทกา” แปลว่า “ผู้ให้ชีวิต”
ประการที่สอง แม่ให้ร่างกายด้วยการที่แม่ยอมอดออมด้วยตนเอง เพื่อให้ลูกมีกินมีใช้ ลักษณะนี้เรียกว่า “โปสกา”แปลว่า “ผู้ให้ร่างกายด้วยการเลี้ยงดูรักษา”
ประการสุดท้ายแม่ให้โลกนี้แก่ลูก กล่าวคือลูกจะมาเห็นโลกนี้ ได้ศึกษาโลกนี้ด้วยการที่แม่ไม่ทำลายลูกตั้งแต่มาสู่ครรภ์ หากแม่ใจร้ายทำลายชีวิตลูกแต่พอถือปฏิสนธิหรือยังเป็นชิ้นเนื้อหรือแรกคลอดออกมาที่ไหนเลยลูกจะได้มาเห็นความตระการของโลกนี้เล่า ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า “อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตา” แปลว่า “ผู้ให้โลกนี้, ผู้แสดงโลกนี้แก่ลูก” เมื่อมาพิจารณาดูคุณลักษณะของแม่ทั้งสามประการนี้ จะเห็นได้ว่า “แม่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ลูก”
สิทธิ หน้าที่และความเสมอภาคของสตรีในพระพุทธศาสนา
ในสมัยพุทธกาล[7] จากหลักฐานที่มีกล่าวถึงสตรีในคัมภีร์ต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่าสถานภาพของสตรีผู้เป็นลูกนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน คือการถือกำเนิดของบุตรหญิงนั้นแม้จะไม่มีหลักฐานแสดงว่า ได้รับการต้อนรับและเป็นที่ยินดี แต่ก็ไม่มีหลักฐานอันแสดงว่า การได้บุตรหญิงนั้นเป็นความเศร้า ความผิดหวังของครอบครัว นอกจากนั้นแล้วก็ยังไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าบุตรชายได้รับการต้อนรับดีกว่าอีกด้วย การมองบุตรหญิงว่าเป็นความกังวล เครื่องถ่วง เครื่องกีดขวาง ของบิดานั้นเริ่มจะหมดความสำคัญ หรือแม้ยังคงมีอยู่ก็น้อยลงไปเป็นลำดับ เพราะพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อความเชื่อเรื่องพิธีกรรม ที่จำเป็นจะต้องมีบุตรชายเป็นผู้ประกอบพิธีให้แก่บิดาผู้ล่วงลับอีกต่อไปบุตรชายหรือบุตรหญิงจึงไม่มีความแตกต่างกันในด้านการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาและความเชื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ค่าหรือความสำคัญของบุตรชายก็ลดน้อยลงไป และฐานะของบุตรหญิงก็ดีขึ้นโดยปริยาย และโดยทั่วไปการถือกำเนิดขึ้นมาของเด็กชายเด็กหญิงก็ได้รับการต้อนรับและเป็นที่ยินดีด้วยกันในฐานะเป็นลูกโดยไม่ได้รังเกียจหรือคำนึงถึงเพศ ดังนั้นในสมัยนี้เมื่อกล่าวถึงลูกที่เป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความหวังของพ่อแม่ ก็หมายถึงทั้งลูกชาย ลูกหญิง ในนัตถิปุตตสมสูตร ก็มีกล่าวถึงบุตรโดยไม่เจาะจงเพศ เช่น ความรักเสมอด้วยบุตรไม่มี… [8]
ดังเรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงที่ประทับแล้วกราบทูล ณ ที่ใกล้พระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระนางมัลลิกาเทวีประสู๖พระธิดาแล้ว” เมื่อราชบุรุษกราบทูลอยางนี้แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่ทรงเบิกบานพระทัย
พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงเบิกบานพระทัย “ จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
มหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน
แท้จริง แม้หญิงบางคนก็ยังดีกว่า
ขอพระองค์จงชุบเลี้ยงไว้เถิด
หญิงผู้มีปัญญา มีศีล บำรุงแม่ผัวพ่อผัวดุจเทวดา
จงรักภักดีต่อสามี ยังมีอยู่
บุรุษที่เกิดจากหญิงนั้นย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นใหญ่ในทิศได้ บุตรของภรรยาดีเช่นนั้น ก็ครองราชสมบัติ [9]
แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเสนอทรรศนะใหม่ที่ค้านกับทรรศนะเดิมโดยเห็นว่า หญิง ชาย ก็มีความสามารถเสมอกัน บุคคลจะดีได้นั้นเพราะความรู้ ความสามารถ การกระทำ ไม่ใช่ที่เพศ และด้วยเหตุนี้พุทธปรัชญาจึงเห็นว่า บุตรหญิงก็อาจดีกว่าบุตรชายได้
โดยทั่วไปแม้การถือกำเนิดของทั้งบุตรชายและบุตรหญิงจะเป็นที่ยินดี แต่ก็มีอยู่บางกรณีที่บุตรชายยังเป็นที่ต้องการมากกว่าบุตรหญิง ดังเช่นกรณีของพระเจ้าปเสนทิซึ่งพระองค์เป็นกษัตริย์อันอยู่ในฐานะที่ประชาชนพลเมืองต้องการหรือคาดหวังว่าจะต้องมีโอรสเพื่อสืบเชื้อสายหรือราชบัลลังก์ ในกรณีเช่นนี้บุตรหญิงจะไม่ได้รับการต้อนรับและเป็นที่ยินดีเท่าบุตรชาย ดังจะเห็นได้จากการที่พระเจ้าปเสนทิทรงแสดงความผิดหวังกับพระพุทธองค์ที่พระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา แต่โดยทั่วไปแล้วก็ยังกล่าวได้ว่าฐานะของหญิงที่เป็นลูกนั้นดีขึ้นและได้รับการยอมรับมากขึ้น[10]
ในด้านฐานะของหญิงสาวในสมัยพุทธกาลก็จัดได้ว่าดีกว่าสมัยก่อนพุทธกาล ซึ่งสตรีเปรียบเพียงวัตถุหรือสินค้าที่จะถูกประมูลในตลาดวิวาห์โดยไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะจัดการกับชีวิตของตนเลย หากพิจารณาตามหลักฐานในพระไตรปิฎกแล้ว จะเห็นว่ามีกรณีที่แสดงให้เห็นถึงการที่สตรีได้รับการอนุญาตให้มีเสรีภาพขึ้นบ้าง การแต่งงานเริ่มที่จะไม่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับหญิงสาว และการไม่ได้แต่งงานก็ไม่ได้เป็นสิ่งน่าอัปยศอดสูเช่นที่เคยถือกัน แต่ผู้ที่เต็มใจแต่งงานก็ยังมีอยู่มาก หากสตรีคนใดต้องการแต่งงานก็ไม่จำเป็นต้องรีบแต่งตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่จำเป็นต้องยอมรับชายที่บิดามารดาเลือกให้[11] แต่ผู้ที่เต็มใจแต่งงานกับผู้ที่พ่อแม่เลือกให้ก็มีมากเช่น นางภัททกาปิลานี[12] ผู้เป็นธิดาของกบิลพราหมณ์กับนางสุจิมวดี และเป็นภรรยาของปิปผลายนะ พวกเจ้าหญิงและหญิงในตระกูลสูงศักดิ์นั้นดูเหมือนจะมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกชายผู้ที่จะเป็นสามีมากกว่าหญิงในชนชั้นธรรมดา[13]
นอกจากนั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบบุคคลในฐานะต่าง ๆ ที่ต้องมีความสัมพันธ์กันกับทิศต่าง ๆ พระองค์ทรงจัดภริยาไว้เป็นหนึ่งใน ๖ ทิศนั้น คือ
๑. มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า
๒. บุตรภริยาเป็นทิศเบื้องหลัง
๓. ครูอาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา
๔. มิตรอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย
๕. สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน
๖. ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ[14]
ถ้าพิจารณาตามนนี้แล้วก็จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญต่อภริยาเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเพียงว่าพระองค์ทรงจัดภริยาไว้เป็นทิศเบื้องหลัง แล้วสรุปว่าทรงมีทรรศนะที่เห็นสตรีต่ำต้อยด้อยกว่าบุรุษ เพราะเห็นภริยาเป็นเพียงผู้ตามสามีนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก เพราะการพิจารณานั้นน่าที่จะได้พิจารณาควบคู่ไปกับข้อที่พระองค์ทรงกล่าวถึงหน้าที่ของสามีและภริยาควบคู่ไปด้วย
หน้าที่ของภริยา ๕ ประการที่พระพุทธองค์ได้กำหนดไว้คือ
๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจ
๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
๕. ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง[15]
เมื่อพิจารณาหน้าที่ของภริยาแล้วจะเห็นที่ได้ว่าภริยาไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ใต้หรือผู้ตามสามีเท่านั้นแต่ภริยาเป็นผู้แบ่งเบาภาระดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านให้เรียบร้อยคือหมายถึงว่าถ้าเป็นกิจการภายในบ้านแล้วภริยามีอำนาจพอสมควรในการที่จะดำเนินการซึ่งก็เป็นการชี้ให้เห็นถึงหน้าที่และสิทธิในด้านนี้อย่างชัดแจ้ง ดังนั้นภริยาจึงไม่ใช่แต่ผู้ตามเท่านั้น แต่เป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ในฐานะเป็นมิตรสนิทของสามี ดังที่กล่าวไว้ในวัตถุสูตรว่า ภริยาเป็นสหายอย่างยิ่ง[16]
นอกจากนั้นยังกล่าวถึงภริยาว่าเป็นผู้ที่สมควรได้รับความไว้วางใจ เป็นผู้ที่สามีจะขอความลับสุดยอดให้รู้ได้ ดังที่ว่า “สามีควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อันเป็นเนื้อความลับแก่ภริยาผู้มีศีล…” [17]
เมื่อได้กำหนดหน้าที่ของภริยาแล้ว ก็ได้มีการกล่าวกำหนดหน้าที่ของสามีที่มีต่อภริยาไว้ ๕ สถาน คือ
๑. ยกย่องว่าเป็นภริยา
๒. ด้วยไม่ดูหมิ่น
๓. ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ
๔. ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ด้วยให้เครื่องแต่งตัว[18]
จากหน้าที่ ๕ สถานของสามีนี้ก็สะท้อนให้เห็นเป้าหมายหรือทรรศนะของพุทธปรัชญาในการที่จะให้สามีทะนุบำรุงภริยาในขณะที่ภริยาก็อนุเคราะห์สามี เป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในลักษณะพึ่งพาอาศัย เกื้อกูล ซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะพิจารณาต่อไปอีกในข้อที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงพลัง หรือกำลัง ๕ ของผู้เป็นภริยา คือ
๑. กำลังคือรูป
๒. กำลังคือโภคะ
๓. กำลังคือญาติ
๔. กำลังคือบุตร
๕. กำลังคือศีล[19]
โดยพระพุทธองค์ตรัสว่า สตรีใดถ้าประกอบด้วยกำลัง ๕ นี้ ก็จะสามารถอยู่ในบ้าน ในครอบครัวได้ด้วยความมั่นใจ และอาจมีอำนาจ บังคับ ข่มขี่ ทั้งยังทำให้สามีดีขึ้นได้ อันเป็นการแสดงถึงทรรศนะที่ว่าสตรีก็สามารถมีอำนาจเด็ดขาด ครอบงำสามีได้ ดังนั้นกรณีที่ภริยาจะเสมอเท่าสามีหรือเหนือกว่าสามีก็ย่อมเป็นได้เช่นกัน
ในสมัยพุทธกาล สตรีม่ายที่เป็นพุทธศาสนิกไม่ต้องทนทุกข์และลำบากใจกับการเย้ยหยัน ภายหลังสูญเสียสามี สภาพชีวิตของผู้เป็นภริยาอาจจะเปลี่ยนไป แต่ฐานะทางสังคมไม่เปลี่ยนมากนัก สตรีม่ายไม่ได้เป็นบุคคลผู้ถูกรังเกียจว่าเป็นผู้นำเคราะห์ร้ายประกอบกับพระพุทธศาสนาไม่ได้มีพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีเกิด พิธีตั้งชื่อ แต่งงาน งานศพ ต่าง ๆ อย่างของฮินดู การไม่มีพิธีกรรมในทางศาสนา ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่ถูกสังคมรังเกียจบางพวกไม่ต้องถูกแยกหรือกีดกันออกจากกลุ่มที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สภาพของหญิงขณะมีสามีกับเป็นม่าย ภายใต้พระพุทธศาสนาจึงไม่มีผลในด้านนี้
เมื่อพูดถึงสตรีในทัศนะของพระพุทธศาสนา อาจจะยังคลางแคลงใจอยู่ว่าพระพุทธเจ้ายังเข้าข้างบุรุษอยู่ เพราะมีคำสอนให้พระภิกษุระวังต่อสตรีและมีคำกล่าวว่า สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์เป็นต้น แต่ในพระไตรปิฎก หลักฐานทางพระพุทธศาสนายืนยันได้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานแก่สตรีอินเดียนั้นมีคุณูปการมาก อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นหรือแม้แต่ของโลก
พระพุทธเจ้าจึงเป็นบุรุษคนแรกของโลกที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิ-เสรีภาพของสตรี โดยการยืนยันว่า ตรัสรู้ธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับเพศชายหรือหญิงเลย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานอุปสมบทแก่สตรีชาวศากยวงศ์ ซึ่งนำโดยพระนางปชาบดีโคตมี พระแม้น้า จนถึงพระภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในโลกเมื่อกล่าวถึงปัญหาท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อสถานภาพของสตรีมีอยู่ แสดงความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นสองกลุ่ม พวกแรกคือชาวพุทธ ที่ค่อนข้างมั่นว่า คำสอนของพุทธศาสนาต่อเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องสถานภาพของสตรีนี้ด้วย เป็นคำสอนที่ถูกต้องและสอดคล้องกับสามัญสำนึกของคนสมัยใหม่ที่เป็นปัญญาชน คนเหล่านี้จะพยายามแสดงหลักฐานในคัมภีร์ให้เห็นว่าท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อสถานภาพของสตรี เป็นท่าทีที่ก้าวหน้าให้เกียรติและให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงอย่างเสมอเหมือนชาย[20]
อีกพวกหนึ่ง อาจเป็นชาวพุทธหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้เชื่อว่า แม้ว่าในหลายเรื่องทัศนะของพระพุทธศาสนาพูดจะก้าวหน้าที่เกินกว่าทัศนะทางสังคมของศาสนาร่วมสมัยเดียวกัน แต่ในเรื่องสถานภาพของสตรีดูเหมือนพระพุทธศาสนาจะไม่ต่างจากศาสนาอื่น ๆ ของอินเดียสมัยนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดหลักของค่านิยมทางสังคม และจารีตประเพณีของผู้คนในสมัยนั้น พร้อมความเชื่อดังกล่าวคนเหล่านี้ได้แสดงหลักฐานจำนวนหนึ่งจากคัมภีร์พุทธศาสนาที่พวกเขาคิดว่า สะท้อนทัศนะที่ล้าหลังและกดขี่สตรีของพุทธศาสนา[21]
แง่ดีและแง่ร้ายเกี่ยวกับผู้หญิงในคำสอนของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกมีข้อความที่กล่าวถึงผู้หญิงในแง่ร้ายอยู่หลายแห่ง คำว่า “แง่ร้าย” ในที่นี้มิได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าจะทรงเห็นว่าผู้หญิงเป็นเพศเลว แต่ทรงแสดงถึงผลร้ายที่มาจากผู้หญิง ซึ่งได้แก่ธรรมชาติของผู้หญิงบ้าง นิสัยใจคอของผู้หญิงบางจำพวกบ้าง ผลร้ายนี้จะเกิดแก่บุรุษที่คบหากับผู้หญิง การยกข้อความในพระไตรปิฎกมากล่าวในหัวข้อนี้เป็นการยกเฉพาะข้อมูลที่ฝ่ายสตรีนิยมอาจนำมาโจมตีพระพุทธศาสนา เพื่อจะชี้ว่าข้อความเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อจะกล่าวโจมตีผู้หญิงเป็นสำคัญ
[1] มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐–๒๘๑. (อ้างใน เปรม หิมจันทร์. “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.) หน้า ๒๕.
[2] อง.ทุก. ๒๐/๔/๖๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[3] วิสุทธิ. ๑/๑๒๓.
[4] ส.ส. ๑๕/๑๖๓/๕๐.
[5] แปลว่า “ไฟ คืออาหุไนย, ผู้ที่ควรเคารพบูชาเป็นเสมือนไฟตามเผาผลาญเมื่อผู้เคารพบูชาปฏิบัติไม่ถูกต้อง” จัดเป็นไฟกองหนึ่งในไฟ ๗ กอง
[6] อง.สตตก. ๒๓/๔๔/๔๖–๔๗.
[7] ปาริชาต นนทกานันท์, “แนวความคิดเกี่ยวกับสตรีในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๓. หน้า ๖.
[8] สํ.ส. ๑๕/๑๓/๗. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[9] สํ.ส. ๑๕/๑๒๗/๑๕๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] ปาริชาต นนทกานันท์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘.
[11] Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism. (London : George Routledge & Sons Ltd., 1930), p. 3. (อ้างใน ปาริชาต นนทกานันท์, “แนวความคิดเกี่ยวกับสตรีในพุทธปรัชญา”.) หน้า ๙.
[12] ขุ.อป. ๓๓/๑๖๗/๒๗๑.
[13] ปาริชาต นนทกานันท์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙.
[14] ที.ปา. ๑๑/๑๙๙/๑๖๙. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[15] ที.ปา. ๑๑/๒๐๑/๑๗๐
[16] สํ.ส. ๑๕/๑๖๕/๕๐
[17] ขุ.ชา. ๒๗/๒๒๓๐/๔๒๗
[18] ที.ปา. ๑๑/๒๐๐/๑๗๐.
[19] สํ.สฬ. ๑๘/๔๘๔/๒๘๑.
[20] สมภาร พรมทา. สตรีในทัศนะของพุทธศาสนา. บทความใน ร่มโพธิ์แก้ว. (นนทบุรี : พิมพ์ที่การพิมพ์ ๒๕๓๘, หน้า ๒๗.
[21] เรื่องเดียวกัน.หน้า ๒๗.