ประเด็นที่ว่าไม่มีผู้หญิงเป็นศาสดานั้นเป็นข้อเท็จจริง แต่มิใช่เป็นเพราะผู้ชายกีดกันผู้หญิง เนื่องจากไม่มีข้อห้ามใด ๆ เช่นเดียวกับการที่ผู้บริหารผู้หญิงมีน้อยกว่าผู้ชายก็มิใช่เพราะถูกกีดกัน แต่เพราะความสามารถมากกว่า เช่นเดียวกับที่ผู้ชายบางคนก็ไม่ได้เป็นผู้บริหารเพราะความสามารถน้อยกว่าผู้ชายอื่นหรือผู้หญิง เป็นการแข่งขันระหว่างคน ไม่ใช่ระหว่างเพศ พระพุทธเจ้าแม้จะทรงเห็นว่าผู้หญิงสามารถบรรลุความหลุดพ้นได้เช่นเดียวกับผู้ชายแต่ก็ทรงอธิบายสาเหตุที่ทำให้สตรีไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกว่า
“เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า[1]
เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ[2]
เป็นไปไม่ได้เลยที่สตีพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม"[3]
ข้อความดังกล่าวพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน เหตุผลมิได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงไม่สามารถบรรลุความหลุดพ้น แต่ถ้าพิจารณาตามพุทธประวัติจะเห็นได้ว่าการเป็นพระพุทธเจ้านั้นจะต้องบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง ค้นหาหนทางเอง ต้องแสวงหาครูบาอาจารย์และปฏิบัติบำเพ็ญเพียรตามลำพัง สตรีเพศย่อมไม่สะดวกที่จะปฏิบัติเช่นนั้น เช่น การที่ต้องเดินทางไปตามลำพัง หรือบำเพ็ญเพียรตามลำพังก็อาจถูกทำร้ายหรือถูกนำไปขายเป็นโสเภณี เพศของหญิงเป็นอุปสรรคอยู่เอง มิใช่เพราะความสามารถ ดังนั้นแม้ในกรณีภิกษุณีพระพุทธเจ้าก็ทรงห่วงใยในเรื่องดังกล่าว จึงทรงบัญญัติพระวินัยมิให้ภิกษุณีบำเพ็ญเพียรอยู่ตามลำพังในป่าความเป็นผู้หญิงนั้นมิใช่ว่าจะต้องเป็นกันทุกชาติภพ หากผู้หญิงปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าก็สามารถกำหนดจิตมุ่งไปเกิดเป็นชายได้ ไม่ได้ปิดโอกาสเสียทีเดียว และการที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็ต้องบำเพ็ญบารมีหลายชาติ มิใช่จะเป็นได้โดยง่าย คงจะมีเวลาพอที่จะกำหนดจิตให้ไปเกิดเป็นชายที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ประเด็นที่สองเรื่องถูกกีดกันโอกาสนั้นจะเห็นได้ว่า ศาสนาบางศาสนา เช่น อิสลาม ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ปฏิบัติธรรมได้ด้วยฐานะเท่ากัน เพราะอิสลามไม่มีนักบวช ส่วนศาสนาพุทธแม้จะไม่ให้ผู้หญิงบวชในตอนแรกก็ด้วยเหตุผลทางสังคม ซึ่งจะต้องคิดให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ส่วนใหญ่ เนื่องจากศาสนาพุทธเพิ่งจะตั้งมั่นลงได้ แต่ในที่สุดผู้หญิงก็ได้รับโอกาสนั้นตามความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติตนเพื่อบรรลุความหลุดพ้นไม่จำเป็นต้องบวช การมีฐานะเป็นนักบวชหรือไม่จึงไม่สำคัญ และเมื่อเป็นนักบวชแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี การถือฐานะเช่นนั้นก็ต้องเลิกต้องละ เพราะเป็นเรื่องของมิจฉาทิฏฐิและอติมานะ ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ฐานะของภิกษุ ภิกษุณีว่าฝ่ายใดสูงฝ่ายใดต่ำนั้นเป็นพวกที่ยังมีกิเลสมาก เช่นเดียวกับที่พระไม่ได้ถือว่าท่านฐานะสูง แต่ชาวบ้านนับถือพระเพราะท่านสละกิเลสมากกว่าตน จึงถือว่าพระอยู่ในฐานะสูงกว่าตนการกีดกันในเรื่องความหลุดพ้นไม่มีในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในคนกลุ่มใด ทุกคนมีสิทธิปฏิบัติเท่ากัน แต่การที่นิยมออกบวชก็เพราะการบวชทำให้พ้นจากชีวิตวุ่นวายของชาวบ้าน และมีเวลาบำเพ็ญเพียรทางใจมากขึ้น หากบวชแล้วไม่ใช้เวลาในการบำเพ็ญเพียรก็ไม่เกิดประโยชน์เพื่อความหลุดพ้น ฐานะพระก็ไม่มีคุณค่าพิเศษอะไรนัก
ความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชายที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากในปัจจุบันก็คือความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เพราะคนในสังคมปัจจุบันไม่ได้รับการสั่งสอนอบรมให้มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของจิตใจ จึงไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใด ๆ ที่อาศัยเรื่องนี้เป็นพื้นฐาน มักอ้างว่าเป็นเรื่องที่วัดไม่ได้ หรือเห็นไม่ชัดเจน ซึ่งที่จริงการเห็นไม่ชัดเจนก็เพราะขาดการศึกษาและฝึกฝน การวัดไม่ได้ก็เพราะพยายามวัดแบบที่วัดวัตถุ การตัดมิติทางจิตใจออกไปทำให้คนเราตกอยู่ใต้อิทธิพลการวัดเชิงปริมาณ เริ่มจากวัดความสำคัญของคนว่ามีรายได้เลี้ยงตัวหรือไม่ ดังนั้นภรรยาที่ไม่มีรายได้จึงกลายเป็นคนอนาถาในสายตาของสังคม และสังคมก็ไม่ได้ปกป้องเธอ เมื่อหย่าร้างก็ได้ค่าชดใช้เป็นจำนวนเงินตายตัว แล้วก็ไม่ได้รับความเหลียวแลในเรื่องอื่น ถ้าผู้หญิงถูกข่มขืนก็ดูเหมือนว่าไม่ใคร่คิดถึงความรู้สึกของเธอแต่คิดเหมือนกับเป็นการทำร้ายร่างกายอย่างหนึ่ง ความเท่าเทียมกันซึ่งปราศจากมิติทางจิตใจนี้ทำให้วัดความเท่าเทียมกันเป็นเงินและวัตถุ มิติทางใจจึงใช้อ้างไม่ได้ แล้วในที่สุดก็จะหมดความสำคัญ
การอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงตามทรรศนะของสตรีนิยมแบบสุดโต่งกลายเป็นการแลกเปลี่ยนทางเพศมากกว่าความรัก แม้ชายหญิงจะยังรักกันอยู่ แต่สังคมได้มองชีวิตคู่ไปในเชิงการแบ่งแบบหารสอง เงินสินสอดถูกตีความเป็นค่าตัวผู้หญิง การให้สินสอดกลายเป็นการซื้อขาย สังคมตื่นเต้นกับคู่แต่งงานที่ให้สินสอดกันมาก ๆ เมื่อชีวิตคู่เป็นการแลกเปลี่ยน ทั้งคู่จึงต้องคอยคิดถึงผลประโยชน์ และสิทธิที่ตนควรจะเรียกร้องมากกว่าจะคิดถึงหน้าที่ที่ตนจะให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง วัตถุนิยมสมัยใหม่ได้ทำให้ปรัชญาของคนปัจจุบันเปลี่ยนไปคือ รู้จักแต่ปรัชญาแห่งสิทธิและไม่เข้าใจปรัชญาแห่งหน้าที่ของศาสนาและสังคมสมัยก่อนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความสุขอย่างแท้จริง
การเลี้ยงดูบุตรด้วยพรหมวิหาร ๔ ทำให้มารดาบิดามีฐานะเป็นพรหม การอบรมสั่งสอนก่อนครูคนอื่น ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพาจารย์ เป็นครูคนแรก การปฏิบัติตนเพื่อความสุขของลูก ให้อภัยเมื่อลูกทำผิดพลาดแก่ตนทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพเทพ มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะแก่บุตรมาก คือเป็นผู้ให้ชีวิตและเป็นผู้ดูแลรักษาชีวิตของลูกอย่างเสียสละ จึงเป็นผู้ที่บุตรควรเคารพบูชา คือ เป็นอาหุเนยยบุคคล พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคุณมารดาบิดาไว้ดังนี้
“การทำตอบแทนแก่ท่านทั้งสองเราไม่กล่าวว่าเป็นการทำได้โดยง่าย ท่านทั้งสองคือ มารดาและบิดา ถึงบุตรจะมีอายุ ๑๐๐ ปี มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปี ประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง ประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง ปฏิบัติท่านทั้งสองนั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการบีบนวด และแม้ท่านทั้งสองนั้นจะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะลงบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแล การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรได้ทำ หรือทำตอบแทนแก่มารดาและบิดาเลย ถึงบุตรจะสถาปนามารดาและบิดาไว้ในราชสมบัติซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวแห่งแผ่นดินใหญ่ที่มีรัตนะ๗ประการมากมายนี้ การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรได้ทำ หรือทำตอบแทนแก่มารดาและบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย
ส่วนบุตรคนใดให้มารดาและบิดาผู้ไม่มีศรัทธา สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ให้มารดาและบิดาผู้ทุศีล สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ให้มารดาและบิดาผู้ตระหนี่ สมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ)ให้มารดาและบิดาผู้ไม่มีปัญญาสมาทาน ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นชื่อว่าอันบุตรได้ทำและทำตอบแทนแก่มารดาและบิดา ”[4]
เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงในฐานะมารดานั้นมีฐานะที่ควรแก่การยกย่องไม่ด้อยกว่าบิดา เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในความเป็นจริงแล้วในฐานะที่เป็นภรรยา ผู้หญิงก็มิได้มีคุณค่าด้อยไปกว่าชายซึ่งเป็นสามีเลย การตีความจากปรัชญาแห่งการเอาและความไม่เข้าใจในความสัมพันธ์เชิงความรู้สึกหรือมิติแห่งจิตใจของบุคคลพิจารณาแต่เพียงรูปแบบภายนอกที่ผู้หนึ่งเป็นคนหาเงินอีกผู้หนึ่งเป็นคนใช้เงินทำให้มองผู้หญิงต่ำกว่าผู้ชายมากเกินไป คุณของมารดาบิดาก็เช่นกัน หากตีความว่าพ่อแม่เลี้ยงบุตรแล้วบุตรเลี้ยงตอบก็เป็นการแทนคุณกันหมด เหมือนการเป็นหนี้และการใช้หนี้ก็ย่อมแสดงว่าปราศจากความเข้าใจปรัชญาแห่งการให้เช่นเดียวกับที่ฝรั่งไม่เข้าใจระบบครอบครัวของตะวันออกที่อยู่ร่วมกันให้ความอบอุ่นแก่กันตั้งแต่รุ่นทวดไปจนถึงเหลนว่าบุคคลเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางจิตใจต่อกันแน่นแฟ้นอย่างไร[5]
ความสำคัญของผู้หญิงต่อสังคมในฐานะภรรยาและมารดา พระพุทธศาสนาสอนให้สังคมให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงย่อมแสดงว่าผู้หญิงจะต้องมีบทบาทที่สำคัญแก่สังคมด้วย ในปัจจุบันบทบาทของพลเมืองต่อสังคมนั้นมักอธิบายในเชิงเศรษฐกิจคือเป็นทรัพยากรหรือที่จริงคือแรงงานของสังคม และที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือแรงงานของนายทุนผู้หญิงนักทำงานหรือที่ออกทำงานนอกบ้าน ทำงานสังคมจึกมักจะได้รับความยกย่องจากสังคมมากกว่าผู้หญิงเป็นภรรยาและแม่ที่ดีผู้หญิงที่ทำงานนอกบ้านมักจะได้รับความยกย่องว่าทำงานเท่าเทียมกับชาย จึงเห็นว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นงานบ้านในฐานะภรรยาและมารดาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นงานของผู้หญิงเมื่อเป็นเช่นนี้การเกี่ยงกันทำหน้าที่ในบ้านในฐานะภรรยาและแม่ของลูกจึงเกิดขึ้น และเมื่อแม่กลายเป็นผู้ชาย เช่นเดียวกับพ่อไปเสียแล้ว ลูกก็จะขาดความรักแบบของแม่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกมีสุขภาพจิตดี[6]
ในปัจจุบันผู้หญิงโดยทั่วไปยังเข้าใจความสำคัญของความเป็นภรรยาและแม่อยู่แต่เธอต้องทำงานหนักเพราะต้องทำงานนอกบ้านด้วย เมื่ออยู่นอกบ้านเธอทำงานสำคัญ ๆ เช่นเดียวกับชาย เมื่ออยู่ในบ้านเธอทำหน้าที่ภรรยาและแม่ ซึ่งแต่เดิมเป็นงานที่ฝ่ายชายยกให้ภรรยาเป็นผู้จัดการ เพราะตนใช้เวลาทำงานนอกบ้านเสียมาก ไม่รู้รายละเอียดในบ้าน การแก้ปัญหาความเหนื่อยยากของผู้หญิงในกรณีเช่นนี้ ฝ่ายชายควรจะปรับหน้าที่และบทบาทช่วยภรรยาบ้าง
๓.๓. แนวความคิดเรื่องการคุ้มครองสตรีในพระพุทธศาสนา
การเสนอแนวความคิดเรื่องการคุ้มครองสตรีในพระไตรปิฎก นับว่าเป็นความพยายามสร้างสรรค์สตรี เป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุนและควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง เราต้องไม่ลืมว่าพระพุทธองค์ทรงมอบพระพุทธศาสนาไว้แก่บริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เรียกว่า บุรุษและสตรีมีหุ้นส่วนความรับผิดชอบต่อพระศาสนาคนละครึ่งหรือเท่าๆ กัน ตราบใดที่สตรียังขาดความรู้ทางศาสนาแล้ว ความเท่าเทียมกันในทางสังคมและจิตวิญญาณก็คงเกิดขึ้นไม่ได้มิไยต้องพูดถึงเรื่องการเท่าเทียมกันทางการศึกษา เศรษฐกิจและต่อจากนั้น ปัญหาเรื่องความมั่นคง โสเภณี โรคเอดส์ หรือแม้แต่อธิกรณ์ระหว่างเจ้ากูกับสีกา ก็จะเกิดติดตามมาไม่สิ้นสุด
การศึกษาพระไตรปิฎกในแง่มุมของสตรี จะนำไปสู่ความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนาด้วยสัทธาญาณสัมปยุต และปูทางสู่การมีชุมชนนักบวชสตรีหรือการปฏิบัติธรรมของสตรีอย่างจริงจังสังคมไทยจะได้สมญานามว่า เป็นเมืองพุทธ และศิวิไลซ์ได้สมภาคภูมิก็ต่อเมื่อสังคมไทยยกย่องให้เกียรติและเปิดโอกาสให้สตรีได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาพระศาสนาปฏิบัติธรรมและแสดงศักยภาพของตนให้เป็นประโยชน์แก่ตน สังคม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยส่วนรวมนั่นเอง[7]
บางครั้งผู้หญิงก็ผู้เป็นที่เตือนสติผู้ที่เป็นสามีได้เหมือนกัน ในขณะที่สามีเกิดความโมโห แม้แต่มหาบุรุษของโลกอย่างมหาตม คานธี ก็ยังได้สติเพราะเมีย คือครั้งหนึ่งท่านลืมตัว โมโหสุดขีด ได้จับแขนภรรยาและเปิดประตูตั้งใจผลักเธออกไปนอกบ้าน พลันน้ำตาของภรรยาไหลอาบแก้ม และเธอพูดขึ้นว่า “เธอไม่มีความรู้สึกจะอายเลยหรือ ฉันจะไปที่ไหนได้บ้าง ก็เพราะฉันเป็นภรรยาของเธอ เธอคิดว่าฉันจะต้องทนมือทนเท้าของเธอได้อย่างนั้นหรือ เพื่อเห็นแก่สวรรค์ โปราดประพฤติตัวเสียใหม่และปิดประตูเสีย”
คำพูดของคัสตูรไมผู้ภรรยานี้ ทำให้ท่านมหาตม คานธี รู้สึกละอายอย่างแท้จริง และปิดประตู ในเรื่องนี้ ท่านมหาตม คานธี ท่านก็ยอมรับว่า ท่านได้เรียนรู้ความไม่รุนแรงจากภรรยาของท่าน เมื่อท่านพยายามบังคับภรรยาของท่านให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่าน การที่คัสตูรไมภรรยาของท่านขัดขวางไม่ยอมทำตามที่ท่านต้องการ และการมีความอดทนต่อการปฏิบัติการที่รุนแรงของสามี ในที่สุดท่านมหาตม คานธี ก็เกิดความละอาย และยอมรับว่าภรรยาของท่านเป็นครูในเรื่องความไม่รุนแรง*
พระพุทธเจ้ายอมรับว่าสตรีมีศักยภาพเท่าเทียมบุรุษและยอมรับสตรีเข้าบวชในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในระบบอารยธรรมโลก แต่ก็มีนักสตรีนิยมหลายท่าน ยังแคลงใจ เรื่องการตรัสถึงลักษณะลบของสตรีหรือมีข้อน่าตำหนิสตรีอยู่หลายแห่งในพระคัมภีร์ข้อความเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เขียนขอเสนอว่าอาจมาจากสาเหตุต่อไปนี้
๑. อาจจะมีข้อความทำนองเหยียดสตรีของศาสนาพราหมณ์ฮินดู หลงหูหลงตาแปลกปลอมเข้ามาปะปนอยู่พระคัมภีร์พระไตรปิฎกของเราอยู่บ้าง
๒. เกิดจากพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธองค์มุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟังซึ่งพระภิกษุบวชใหม่ จึงจำเป็นต้องเน้นลักษณะลบของหญิงสาวที่เธอยังหลงรักอยู่ เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และดำรงพรหมจรรย์อยู่ได้ เช่น ตรัสว่า สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์ (อิตฺถี มลํ พฺรหฺมจริยสฺส)
๓. เกิดจากการศึกษาไม่ทั่วถึง อ่านพระคัมภีร์ไม่ตลอด พอเจอข้อความที่ตำหนิสตรีที่ตนชอบใจก็เลือกหยิบยกมาอ้างกันจนแพร่หลาย แบบมองด้านเดียว เช่น พระพุทธดำรัสที่ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสของสตรี มีอำนาจครอบงำจิตของบุรุษได้เป็นอันดับหนึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเสมอเหมือน ผู้พูดมักเน้นอยู่เพียงแง่เดียว ซึ่งความจริงแล้ว มีพระพุทธพจน์กล่าวต่อไปอีกแง่มุมหนึ่งว่า แม้รูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัสของบุรุษก็มีพลังอำนาจครอบงำจิตของสตรีได้เฉกเช่นเดียวกันแต่เรามักไม่กล่าวเน้นประเด็นหลังกันนัก
๔.เกิดจากการศึกษาตีความหรือทัศนคติของผู้นำมาใช้เองเหมือนเราใส่แว่นสีอะไรก็มักจะมองเห็นสิ่งรอบๆตัวเราเป็นสีนั้นไปด้วยวัวไม่ยอมกินฟางแห้งเจ้าของวัวนำแว่นสีเขียวมาใส่ให้วัวก็เคี้ยวกินฟางแห้งอยางเอร็ดอร่อยเหมือนโคลงโลกนิติบทหนึ่งที่ว่า
เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
ห้าวันอักขระหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้าอับเศร้า หมองศรี
ถ้าผู้อ่านโคลงนี้ โดยเฉพาะท่อนที่ ๓ เป็นผู้มีทัศนะเหยียดสตรีอยู่เป็นทุนเดิม ก็ต้องเข้าใจว่าสตรีหลายใจ เปลี่ยนรักได้เร็ว เชื่อถือไม่ได้ แต่ถ้าผู้อ่านเป็นสตรี หรือเป็นผู้มีปัญญาเพ่งพินิจก็จะเห็นว่าเป็นไปได้ทั้ง ๒ ทาง คือ ฝ่ายสตรีอาจเปลี่ยนใจง่าย เท่า ๆ กับฝ่ายชายผู้จากไป แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฝ่ายผู้ชายย่อมมีเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนใจได้มากกว่าสตรี
ข้อความในพระไตรปิฎกอีกหลายแห่งซึ่งผู้ทำวิจัยยกมาแสดงว่า ในบริบทของสังคมไทย ไม่มีปัญหาอีกแล้ว เช่น การที่สตรีแต่งงานแต่เด็ก แล้วต้องไปสู่ตระกูลสามี เพราะในสังคมไทย สตรีแต่งงานเมื่อมีอายุเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว และมักจะนำสามีมาอยู่ร่วมกับครอบครัวของตน จึงไม่มีทุกข์หรือปัญหาในเรื่องการคลอดบุตร ก็แสดงถึงความเข้มแข็งของสตรี และการมีโอกาสได้รับประสบการณ์ความรักใคร่ของมารดาที่มีต่อลูก นับเป็นความงดงามอีกประการหนึ่งของจิตใจสตรี ที่บุรุษเพศไม่มีโอกาสจะได้รับเช่นนั้น[8]
แนวความคิดเรื่องการคุ้มครองของสตรีในพระพุทธศาสนานั้นมีปรากฏไว้ในพระไตรปิฎกอย่างเด่นชัด ในเรื่องทิศหก การสงเคราะห์กันและกัน ตามหลักปฏิบัติคือผู้เป็นสามีจะต้องปฏิบัติต่อภรรยา โดย ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา ไม่ดูหมิ่นภรรยา ไม่นอกใจ มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน และหาเครื่องแต่งตัวให้เป็นของขวัญตามโอกาส
ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว นอกจากจะปฏิบัติตามหลักธรรมอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ต้องรู้ว่าสตรีมีความทุกข์ จำเพาะตัวอย่างหนึ่งต่างหากจากผู้ชาย ซึ่งสามีพึงเข้าใจและพึงปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่เห็นอกเห็นใจ คือ
๑. ผู้หญิงต้องจากหมู่ญาติมาอยู่กับตระกูลของสามีทั้งที่ยังเป็นเด็กสาว สามีควรให้ความอบอุ่นใจ
๒. ผู้หญิงมีระดู ซึ่งบางคราวก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนทั้งใจกาย ฝ่ายชายควรเข้าใจ
๓. ผู้หญิงมีครรภ์ ซึ่งยามนั้นต้องการความเอาใจใส่ บำรุงกายใจเป็นพิเศษ
๔. ผู้หญิงคลอดบุตร ซึ่งเป็นคราวเจ็บปวดทุกข์แสนสาหัส และเสี่ยงชีวิตมาก สามีควรใส่ใจเหมือนเป็นทุกข์ของตน
๕. ผู้หญิงต้องคอยปรนเปรอเอาใจฝ่ายชาย ฝ่ายชายไม่ควรเอาแต่ใจตัว พึงซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อและมีน้ำใจตอบแทน[9]
ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต สังคมกลับมองผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อว่าเป็น “ผู้มีมลทิน” เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าอับอายเมื่อเธอลุกขึ้นมาเรียกร้องก็จะต้องเผชิญหน้ากับกระบวชการซักฟอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เราคงนึกวาดภาพกันไว้ว่าสตรีในสังคมอินเดียยุคพุทธกาลคงจะเก็บตัวสงบเสงี่ยมอย่างที่พูดกันว่า “อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน” แต่จากการศึกษาตามคัมภีร์พุทธศาสนาดูแล้วพบว่า การอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ยังคงเป็นลักษณะดีและเด่นของสตรีในยุคนั้น คงจะเห็นได้จากคำกล่าวยกย่องภรรยาที่ดีตอนหนึ่งว่า “จัดการดูแลบ้านเรือนเรียบร้อย”[10]
ปัญหาของสตรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีมากมายที่สำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันกับเพศชาย (Inequality) ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางการศึกษา ทางการสังคมและแม้ในทางศาสนามูลเหตุหลักของความไม่เท่าเทียมกันก็คือ การศึกษาสตรีในสังคมต่างๆจากการจำแนกเนื้อหาพระไตรปิฎกอย่างนี้ก็พอคงรับกันได้ แต่ดูเหมือนว่าจะกว้างขวางพอควร หาขอบเขตได้ยาก เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดบุคคลจำนวนมาก หลายระดับชั้น เพศ วัย ต่างกาลเวลา สถานที่ และเหตุการณ์ การสอนให้พระภิกษุใหม่มั่นคงในพระธรรมวินัย บางครั้งอาจจำเป็นที่จะต้องพูดถึงสตรีที่เธอหลงรักในแง่ลบไว้บ้างเพื่อทำให้จิตใจของเธอให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดลงและมีศรัทธารักษาพรหมจรรย์ได้ต่อไป
อีกประการหนึ่งย่อมเป็นการยากที่จะจำแนกว่า ข้อความพระวินัยและพระสูตรตอนใดเพิ่มเข้ามาใหม่ ด้วยอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ข้อความตอนใดเป็นพุทธพจน์แท้ วิธีการปฏิบัติต่อสตรีเพศ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาพระอานนท์
ตามที่ปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตรว่า
“ไม่ควรมองดูสตรี ถ้าจำเป็นต้องมองดูก็อย่าเจรจาด้วย ถ้ามีความจำเป็นต้องเจรจาก็ให้มีสติคอยระวังอยู่เสมอ”นี้
ดร.บี.อาร์. อัมเบดการ์ ปฏิเสธว่ามิใช่พุทธพจน์ดั้งเดิม คงเพิ่มเข้ามาใหม่ในสมัยสังคายนาครั้งใดครั้งหนึ่งก็ได้ เพราะในทางพฤตินัย พระสงฆ์เองจะต้องเกี่ยวข้องกับสตรีอยู่แล้ว เช่น การแสดงธรรมโปรดและการให้โอวาทแก่ภิกษุณีทุกกึ่งเดือน
การที่พระพุทธองค์สอนว่าสตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ก็แปลว่า เป็นศัตรูของผู้ต้องการหลุดพ้น แต่ถ้าเป็นเรื่องฆราวาสก็จะเห็นได้ว่า ทรงสอนเรื่องครอบครัว สอนหน้าที่ของสามี ภรรยา มารดา บุตร ไม่ได้เห็นว่าเป็นศัตรูแต่อย่างใด การที่ทรงรับนิมนต์ของนางคณิกาก็ดี การยกย่องสตรีที่มีปัญญาก็ดี ย่อมแสดงว่ามิได้รังเกียจสตรี คำว่า ศัตรูในที่นั้นหมายถึงอุปสรรค ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงตั้งใจหรือคอยตามทำลายพรหมจรรย์ แต่เป็นการพูดถึงข้อเท็จจริงสองอย่างว่า พรหมจรรย์กับสตรีไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อพูดถึงสตรีที่จะบำเพ็ญเพียรบุรุษก็เป็นศัตรูของพรหมจรรย์เช่นกันกับเรื่องเหล่านี้จะนำมาพิจารณาในลำดับต่อไปเรื่องการยกย่องให้เกียรติสตรีเป็นประเพณีปฏิบัติกับในสังคมอินเดียโบราณซึ่งเป็นสังคมฮินดูอยู่แล้วเพราะเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนอปริหานิยธรรมซึ่งเป็นธรรมที่คุ้มครองรัฐของพวกวัชชี ก็ได้กล่าวถึง การไม่ข่มเหงสตรีไว้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือ
“อานนท์ เธอได้ยินไหมว่า พวกเจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีให้อยู่ร่วมด้วย"
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ยินว่า พวกเจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขื่นใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีให้อยู่ร่วมด้วย"
"อานนท์ พวกเจ้าวัชชีพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีให้อยู่ด้วย"[11]
ผู้หญิงในฐานะมารดานั้นจัดว่าเป็นฐานะที่ได้รับความยกย่องมาตั้งแต่ยุคของศาสนาพราหมณ์คือ ยุคก่อนพุทธกาล พระพุทธศาสนาถือว่าทั้งมารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้มีพรหมวิหาร ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ธรรมทั้ง๔ประการนี้แสดงให้เห็นว่ามารดาและบิดาเป็นผู้ให้ไม่มีข้อใดที่แสดงว่ามารดาบิดาต้องการเอาอะไรจากลูกสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงคุณของมารดาบิดาว่า “มารดาผู้อนุเคราะห์ประชาท่านเรียกว่า พรหม บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนมัสการ
และสักการะมารดาบิดานั้นด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน
การอบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการชำระเท้า
เพราะการปรนนิบัติมารดาบิดานั้นแล
บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง
เขาตายไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์”[12]
การเลี้ยงดูบุตรด้วยพรหมวิหาร ๔ ทำให้มารดาบิดามีฐานะเป็นพรหม การอบรมสั่งสอนก่อนครูคนอื่น ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพาจารย์ เป็นครูคนแรก การปฏิบัติตนเพื่อความสุขของลูก ให้อภัยเมื่อลูกทำผิดพลาดแก่ตนทำให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพเทพ มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะแก่บุตรมาก คือเป็นผู้ให้ชีวิตและเป็นผู้ดูแลรักษาชีวิตของลูกอย่างเสียสละ จึงเป็นผู้ที่บุตรควรเคารพบูชาคือ เป็นอาหุเนยยบุคคล
เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงในฐานะมารดานั้นมีฐานะที่ควรแก่การยกย่องไม่ด้อยกว่าบิดา เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในความเป็นจริงแล้วในฐานะที่เป็นภรรยา ผู้หญิงก็มิได้มีคุณค่าด้อยไปกว่าชายซึ่งเป็นสามีเลย การตีความจากปรัชญาแห่งการเอาและความไม่เข้าใจในความสัมพันธ์เชิงความรู้สึกหรือมิติแห่งจิตใจของบุคคล พิจารณาแต่เพียงรูปแบบภายนอกที่ผู้หนึ่งเป็นคนหาเงินอีกผู้หนึ่งเป็นคนใช้เงิน ทำให้มองผู้หญิงต่ำกว่าผู้ชายมากเกินไป คุณของมารดาบิดาก็เช่นกัน หากตีความว่าพ่อแม่เลี้ยงบุตรแล้วบุตรเลี้ยงตอบก็เป็นการแทนคุณกันหมด เหมือนการเป็นหนี้และการใช้หนี้ก็ย่อมแสดงว่าปราศจากความเข้าใจปรัชญาแห่งการให้ เช่นเดียวกับที่ฝรั่งไม่เข้าใจระบบครอบครัวของตะวันออกที่อยู่ร่วมกัน ให้ความอบอุ่นแก่กันตั้งแต่รุ่นทวดไปจนถึงเหลนว่าบุคคลเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางจิตใจต่อกันแน่นแฟ้นอย่างไร
ผู้หญิงในฐานะสมาชิกของสังคมนักสตรีนิยมปัจจุบันซึ่งวัดความมั่นคงของคนด้วยฐานะการเงินเพราะการอยู่ร่วมกันของคนที่เป็นวัตถุนิยมในปัจจุบัน มักจะพิจารณาทรัพย์สินเงินทองเป็นหลักยิ่งกว่าความรักที่แท้จริง คนเหล่านี้จึงมักเข้าใจว่าการที่ผู้หญิงเป็นผู้รับภาระในบ้านเป็นภาระ เป็นการถูกใช้งานเยี่ยงทาส เพราะไม่ได้ค่าแรง เห็นว่าผู้หญิงเสียเปรียบเพราะต้องขึ้นกับสามี อันที่จริงในสังคมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นอินเดียหรือไทยก็ตามคิดตรงข้าม คือสามีต้องให้ภรรยาสบาย คือไม่ต้องไปทำงานนอกบ้าน ตนต้องเป็นผู้รับภาระเสียงเอง ภรรยาจึงเป็นภาระของสามีที่จะต้องเลี้ยงดูถ้าเป็นชนชั้นสูงมีฐานะดีแล้วแม้ในบ้านภรรยาก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีบ่าวไพร่ให้ใช้ส่วนครอบครัวชนชั้นต่ำผู้หญิงต้องประกอบอาชีพช่วยสามีก็เพราะความจำเป็นบังคับ
บทบาทและผลงานของสตรีในพระพุทธศาสนา
บทบาทและผลงานของสตรีในพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาบทบาทและผลงานของสตรีที่เป็นคฤหัสถ์ ที่มีผลงานเด่นเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ยกมาเป็นอุทาหรณ์เป็นตัวอย่างเช่น
๑) นางขุชชุตรา[13] เป็นบุคคลประเภท “ต้นคดปลายตรง” เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายทางปัญญาเป็นผู้มีพหุสูตสามรถแสดงธรรมตามที่ตนได้ฟังมาให้สตรี ๕๐๐ นางฟัง แล้วสำเร็จโสดาปัตติผลในคราวเดียวกัน
๒) นางสุชาดา[14] เป็นยอดของอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้ถึงรัตนตรัยก่อน เพราะนางได้ตั้งความปรารถนาไว้ในสมัยพระปทุมุตรพุทธเจ้านางเป็นธิดาของเสนนีกุฏุมพี เจ้าของที่ดินแห่งหมู่บ้านเสนานี ใกล้กับอุรุเวลาเสนานิคม นางสุชาดาได้นำข้ามธุปายาสใส่ภาชนะทองคำไปถวายพระพุทธองค์ พระโคดมรับภาชนะอาหารแล้วเสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำ ทรงสรงน้ำที่ท่าสุปปดิฏฐิต แล้วทรงเสวยพระกระยาหารนี้เป็นอาหารพอไป ๔๙ วัน สำหรับพระองค์ อาหารที่นางสุชาดาถวายนั้นเป็นอาหารสำคัญมื้อหนึ่ง ในบรรดาอาหารสำคัญที่สุดในการถวายแด่พระพุทธองค์ [15]
๓) นางวิสาขา[16]
ยอดเยี่ยมกว่าอริยสาวิกาของพระพุทธองค์ในทางถวายทาน
(ทายิกานํ
อคฺคํ) นางเกิดในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ
เป็นโสดาบันบุคคลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
นางติดตามธนัญชัยเศรษฐีบิดาไปอยู่เมืองสาเกด
นางสามารถกลับใจพ่อผัวซึ่งนับถือพวกนิครนถ์ (ศาสนาเชน) ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา พร ๘ ประการ คือ
๑. ขอถวายผ้าอาบน้ำฝนตลอดชีวิต
๒. ขอถวายภัตตาหารแด่พระอาคันตุกะตลอดชีวิต
๓. ขอถวายภัตตาหารเพื่อพระที่เตรียมจะไปตลอดชีวิต
๔. ขอถวายภัตตาหารเพื่อพระอาพาธตลอดชีวิต
๕. ขอถวายภัตตาหารเพื่อพระที่พยาบาลพระอาพาธตลอดชีวิต
๖. ขอถวายยาสำหรับพระอาพาธตลอดชีวิต
๗. ขอถวายยาคูประจำตลอดชีวิต
๘. ขอถวายผ้าอาบน้ำแด่ภิกษุณีสงฆ์ตลอดชีวิต
นางวิสาขาเคยนำผ้าเช็ดหน้าถวายพระพุทธเจ้าและพระพุทธองค์ทรงรับในฐานะเป็นทานพิเศษ อีกครั้งหนึ่ง นางวิสาขานำเอาหม้อน้ำ ไม้กวาด และที่เช็ดเท้าทำด้วยดินเผาไปถวายแด่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงรับแต่หม้อน้ำ กับไม้กวาด แต่ไม่ทรงรับหม้อน้ำที่ทำด้วยดินเผา นางวิสาขามีลูกหลาน เหลน โหลนมากมาย เดินร่วมกับลูกหลานเหล่านี้มองไม่ออกเลยว่า นางวิสาขาเป็นแม่ ย่า ยาย มองไปในฐานะเป็นพี่ เพราะนางประกอบด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี ๕ ประการ คือ
(๑) เกสกลฺยาณ ผมงามประหนึ่งกำหางนกยูงรำแพน เมื่อสยายปล่อยลงไปจดชายผ้านุ่ง ปลายผมตวัดงอนขึ้น
(๒) มํสกลฺยาณ เนื้องาม คือเนื้อที่โคนฟัน (เหงือก) สีสวยปานผลมะตูมสุก เรียบสนิทดี
(๓) อฏฺฐิกลฺยาณ กระดูกงาม คือ ฟันขาวสะอาดเสมอเรียบไม่ขรุขระ งามเสมือนระเบียบเพชรที่เขายกวางเรียงกัน และเสมอเสมือนรอยจักรของสังข์ที่ขัดดีแล้ว
(๔) ฉวิกลฺยาณ ผิวงาม คือ ฉวีวรรณของสตรีดำ ไม่ด่างด้วยขี้แมลงวันเป็นต้น ดำสนิทน่าเสน่หาประหนึ่งสีนิลุบล ฉวีวรรณของสตรีเหมือนดอกกรรณิการ์
๔)นางกาฬีอุบาสิกาชาวกรรฆริกาเป็นเลิศในทางเลื่อมใสเพราะได้ยินได้ฟังตาม[17]
๕) นางนกุลมาตาคหปตานี เป็นเลิศในทางเป็นผู้คุ้นเคยกับพระพุทธองค์[18]
๖)พระนาง