โครงการธรรมศึกษาวิจัย

การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญา

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

สารบัญ

บทที่ ๑  การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข

บทที่  การพัฒนาชีวิต

บทที่ ๓  การเตรียมตัวและการปฏิบัติ

บทที่ ๑

เรื่อง  การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข

  หัวข้อที่จะได้กล่าวในการพัฒนาจิตนี้ คือ “การพัฒนาจิตโดยวิธีเจริญอานาปานสติ” ที่จริงแล้ว  อานาปานสตินี้  ถือเป็นเรื่องทั้งหมดหรือเป็นสาระสำคัญของพุทธศาสนา  เพราะว่าเมื่อเราสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหมวดๆ คำสอนของพระพุทธองค์กล่าวถึงเรื่องของความทุกข์  และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้นเอง  ทางแห่งความดับทุกข์นั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ ถ้าย่อกว่านั้นก็เป็น  ศีล  สมาธิ  ปัญญา ย่อกว่านั้นก็เป็นสมถวิปัสสนา  คือ  ศีล  สมาธิ  เป็นสมถะแล้วก็มีวิปัสสนาคือปัญญาเป็นคู่กัน  ในการที่เราฝึกอานาปานสตินี้  ก็มีความครบถ้วนทั้งสมถะและวิปัสสนา  เป็นกรรมฐานที่มีความสมบูรณ์  คือให้ทั้งความสงบ  ให้ทั้งความรู้ความเข้าใจธรรมะ กรรมฐานในระบบอื่นอาจให้ความสงบได้  แต่ไม่อาจให้เกิดความรู้เข้าใจ  หรือว่าเกิดวิปัสสนาขึ้นได้ อานาปานสติจึงเป็นกรรมฐานทีสำคัญ 

  แม้พระพุทธเจ้าเอง  ท่านก็ตรัสไว้ในพระไตรปิฏกว่าท่านบรรลุธรรมก็เพราะอานาปานสติ  ทรงเป็นอยู่ด้วยอานาปานสติ  แม้จนปรินิพพานก็เจริญอานาปานสติเหมือนกันอานาปานสตินี้เป็นกรรมฐานที่ท่านรู้จักมาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ  สมัยเมื่อพระองค์ทรงเป็นราชกุมาร  ก็บำเพ็ญฌานได้ตั้งแต่ยังเด็กแล้ว  ต่อมาออกไปแสดงหาบำเพ็ญเพียรอย่างอื่นจนกระทั่งไปทรมานตนจนแทบสิ้นชีวิต  ในที่สุดก็คิดได้ว่า ทรมานตนไปก็ตายเปล่า จึงกลับมาเจริญอานาปานสติต่อไปในที่สุดท่านก็ตายเปล่าจึงกลับมาเจริญอานาปานสติต่อไปสอนอานาปานสติไว้ในพระสูตรหลายแห่ง มีอานาปานสติสูตรเป็นต้น

  ท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสที่สวนโมกข์ เมื่อสมัยที่ท่านยังหนุ่ม  ท่านรู้สึกว่า  การศึกษาเล่าเรียนแต่คัมภีร์ที่ในชุมชน  ในตึกรามบ้านช่องในกรงเทพฯ  คงจะเข้าถึงธรรมะได้ยาก  ท่านททราบว่าพระสาวกในครั้งพุทธกาลมักไปอยู่ป่า ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก  พยายามอยู่อย่างวิเวก ท่านก็ลองไปใช้ชีวิตอย่างนั้น เป็นอยู่อย่างใกล้เคียงกับครั้งพุทธกาลแล้วก็ค้นคว้าพระไตรปิฏก รจนาเป็นหนังสือ “ ตามรอยพระอรหันต์”  พระพุทธเจ้าสอนเดี่ยวกับธุคงวัตร  ศีล  สมาธิ ปัญญาไว้อย่างไร  ก็นำมาปฏิบัติ  ได้ทดลองอยู่ป่าคนเดียวนานหลายปี  ในที่สุดท่านก็ได้รับผลดี  ท่านจึงส่งเสริมให้ผู้สนใจเรื่องกรรมฐานนี้ได้ปฏิบัติอานาปานสติ

  ในวันนี้ เบื้องต้นจะขอบรรยายให้เข้าใจธรรมะก่อนแล้วจึงจะทำกรรมฐาน  มีสำนักหลายแห่งที่เดียวที่มาถึงก็นั่งกรรมฐาน  มีสำนักหลายแห่งที่เดียวที่มาถึงก็นั่งกรรมฐานเลย  บอกให้โยมหลับตา  แล้วหายใจเข้า หายใจออก  ไม่ต้องคิดอะไร  แล้วก็สงบดี มีความสุขสบาย  ถ้าทำแล้วก็ได้ผลอย่างนั้น  แต่ก็ไม่ทำให้เราไปได้ไกล  เพราะเราไม่รู้ว่า  ความสงบนั้นคืออะไร  เมื่อสงบและจะทำอะไรต่อไป  เราไม่เข้าใจว่าทำไม่ต้องทำความสงบ  พอเราไม่เข้าใจเราก็ไม่รู้ที่หมาย  เราก็ไปไปถึงที่หมายที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ  การกระทำความสงบนั้นมีประโยชน์ในตัวของมันเองอย่างแน่นอน  ถ้าเราทำได้ก็เป็นของดี  ที่สวนโมกข์นิยมให้ความรู้ทางธรรมประกอบกับการปฏิบัติไปด้วยคือให้เวลาประมาณครึ่งหนึ่งในการสร้างสัมมาทิฏฐิ  สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเสียก่อน  อีกครั้งหนึ่งสำหรับใช้ในการปฏิบัติ  โดยแนะนำวิธีการแล้วก็การปฏิบัติจริงๆ ใช้เวลาประมาณ ๑๐ วัน ที่จะอธิบายแล้วก็ทดลองปฏิบัติจนสามารถทำได้  แล้วก็ไปทำที่บ้านต่อ วันนี้เรามีเวลาให้ประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็ต้องย่อลงให้เหลือแต่เรื่องที่สำคัญๆ ท่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลาย

บทที่

การพัฒนาชีวิต

  ก่อนจะถึงการพัฒนาจิต  เราควรพูดกว้างๆ ให้เห็นภาพรวมของ “ การพัฒนาชีวิตก่อน  เพราะพุทธศาสนาหรือธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต  มีไว้เพื่อพัฒนาชีวิตให้ถูกต้อง  มีความงอกงาม มีความสุข  ความเจริญ  ชีวิตที่พัฒนาแล้วหรือชีวิตที่สมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วนนั้นควรเป็นอย่างไร  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้อธิบายไว้ว่า เรามีหน้าที่ต้องพัฒนาชีวิตด้วยกัน ๔ ด้าน

๑.  การพัฒนากาย

  เราต้องร่างกายที่แข็งแรง  ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเสียก่อน  นี้เป็นเรื่องพื้นฐาน  ถ้าหากว่าเรามีโรคมาก  หรืออ่อนแอไม่มีกำลัง  มีทุกข์เวทนาแก่กล้าเกินไปก็ไม่มีความสงบผ่อนคลายร่างกายพอที่จะไปทำอะไร ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมาศึกษาหรือทำการงานทั่วๆไป ฉะนั้นถ้าเรารู้จักการบริโภคให้ถูกต้อง ไม่มากไม่น้อยเกินไป  รู้จักการบริหารร่างกาย รู้จักการงาน  การพักผ่อนอย่างพอเหมาะพอดี  ไม่เกียจคร้านละเลย  อันนี้ต้องถือว่าเป้นการปฏิบัตธรรมเหมือนกันเพราะว่าการพัฒนากายให้ถูกต้องเหมาะสม  ในที่นี้ก็เป็นโรงพยาบาลและวิทยาลัยพยาบาล อาตมาคิดว่าท่าท่านทั้งหลายมีความรู้ดีอยู่แล้ว ในเรื่องร่างกาย  ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยกไว้ก่อน ผ่านไปการพัฒนาด้านอื่น

. การพัฒนาสังคม

  เมื่อคนเรามีกายบริบูรณ์แล้ว  ก็ต้องรู้จักใช้กายนี้ให้ถูกต้อง  มีคนจำนวนมากที่มีร่างกายแข็งแรง  แต่ว่าใช้ร่างกายไม่เป็น  ใช้ร่างกายไม่ถูกต้อง  ไปเบียดเบียนคนอื่นยิ่งแข็งแรงมากก็ยิ่งมีโทษภัยมาก  ถ้าหากว่าเรารู้จักใช้ร่างกายนี้ถูกต้อง  ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ชีวิตของเรานี้ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้  เราต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม  ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนทั้งหลาย  ในครอบครัว  ทีทำงานสถาบันการศึกษา  หรืออยู่ร่วมกันเป็นประเทศ  เป็นเมืองสัมพันธ์กัน  ธรรมชาติทุกอย่างต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งนั้นอาหารที่เรากิน  เสื้อผ้าที่เราใช้  บ้านที่เราอาศัย  การคมนาคมอะไรต่างๆ ตลอดจนข่าวสารที่เราได้มา ก็ต้องพึ่งพาอาศัยเกี่ยวข้องกัน  เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลกนี้  ถ้าต้องอยู่คนเดียวจริงๆ ก็คงต้องตาย  ดังนั้นการที่เราจะอยู่และสัมพันธ์กันอย่างไร  ที่เป็นส่วนที่ ๒ ที่ต้องพัฒนา เรียกว่า การพัฒนาทางสังคม

  พระพุทธเจ้าท่านก็สอนธรรมะที่เรียกว่า ศีล  การมี  ศีล คือมี กาย  วาจาปกติไม่เบียดเบียนตนเอง  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ให้เรารู้จักเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ว่าศีลนั้นก็เพื่อให้มีสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข  มีความเรียบร้อยมีความสงบ  มีความเกื้อกูลกัน

  ศีลพื้นฐานก็คือศีล  ๕  ศีลข้อ ๑, ๒, ๓, เป็นการทำทางกายคือ เราไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกาย  ทรัพย์สินเงินทองและของรักของชอบใจของผู้อื่น  ศีลข้อ ๔ เราไม่ประทุษร้ายผู้อื่นด้วยวาจา  เช่น พูดคำหยาบคาย  ทำลายความรู้สึก  หรือพูดจาให้เขาแตกแยกกัน พูดจาโกหกหรือบิดเบือนความจริงที่เขาควรจะทราบให้เขาเสียประโยชน์ การพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล  พูดแล้วเสียเวลา พูดไร้สาระทำให้เกิดฟ้งซ่านก็ถือว่าเบียดเบียนทำลายผู้อื่นเหมือนกันสำหรับศีลข้อ ๕ เว้นจากสุราและของมึนเมา  เคารพสิทธิของผู้อื่นที่ได้รับการปฏิบัติจากเราอย่างสุภาพ  อ่อนโยนเรียบร้อย  สุภาพหรือสุภาวะก็คือเอาภาวะที่ดีๆ ออกมาให้เขาเห็น ให้เขารู้  ทำด้วยความเรียบร้อย

  ถ้าหากเราทุกคนตั้งใจทำอย่างนี้  สังคมก็จะเกิดความเคารพยอมรับนับถือสิทธิซึ่งกันและกัน แล้วเราก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข  ถ้าคนใดเกิดติดเสพติด  เช่นบุหรี่  สุรา  ยาเสพติด  หรือสารบางอย่างที่ทำให้สติ สัมปชัญญะของเราเลอะเลือนไป  ทำให้เราควบคุมตัวเราไม่ได้  เราพอใจชอบใจสิ่งใดแล้วเราก็พูดหรือทำตามใจตัวเอง  แล้วก็เบียดเบียดคนอื่น  เราอยากได้อะไรก็เกิดการช่วงชิงหรือลักขโมยหรือพูดจาอย่างไรก็ได้  ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน  ทุกคนถูกเบียดเบียน  การทำตามใจตนเอง เช่นการเสพสิ่งเสพติดก็เป็นการทำลายทั้งตนเองและคนอื่นในเวลาเดียวกัน  ตัวเองก็สุขภาพแย่ลง แล้วก็ควบคุมตนเองไม่ได้ดี  เป็นที่รำคาญแก่ผู้อื่น  ถ้าเราไม่สุภาพ คนอื่นเขาก็ไม่นับถือไม่ให้เกียรติเรา  นี่ก็เป็นโทษที่เราไม่มีสติสัมปชัญญะควบคุมตนเอง

  ฉะนั้นการมีศีลรู้จักควบคุมกายวาจามีผลต่อจิตใจถ้าหากว่าไม่มีศีลเลย โดยเฉพาะศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลพื้นฐานก็จะทำให้จิตวุ่นวาย  สงบยาก  เพราะว่าไม่มีความมั่นใจว่าจะปลอดภัย  ระแวงว่าจะมีใครมาทำร้ายเราหรือไม่  ไม่มีหลักประกัน ยิ่งเราเป็นคนผิดศีลเสียเอง  เราก็มีความหวาดหวั่นไปโกหกใครไว้ก็ต้องจำว่าโกหกอย่างไร  เดี๋ยวเขาจะจับได้สมองความคิดนึกก็สั่งสมอะไรไว้มากมาย  ไม่สบาย เราไปตี ไปฆ่า  ไปขโมยหรือไปทำอะไรผิดไว้ เราก็ต้องสะดุ้งกลัว กลัวเขาจะจับได้  ลงโทษเรา เมื่อเวลามึนเมาก็ทำเสียหายมากที่เดียว  เมื่อเรารุ้  เราก็รู้สึกเสียใจ จิตใจสงบได้ยากฉะนั้นการพัฒนาในเรื่องของกายจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้เกิดความสุขในการอยู่ร่วมกัน  เป็นในระดับสังคม ในระดับมีศีล การพัฒนาศีลคือรู้จักใช้กายให้ถูกต้อง ให้เป็นไปในทางเกื้อกูลสร้างสรรค์ ไม่เป็นไปในทางตามใจจนกระทั่งเบียดเบียนตนเองและคนอื่น

บทที่๓.

การพัฒนาจิต

  คนเราเมื่อมีร่างกายแข็งแรงแล้ว  มีสังคม  ชุมชนครอบครัว  หมู่กลุ่ม  หมู่เพื่อนที่ดีแล้วคิดว่าพอหรือยังชีวิตนี้  ทรัพย์สมบัติก็มี  มีกินมีใช้  มีความสุจริต  มีฐานะตำแหน่งดีพอสมควรแล้ว  พอหรือยังชีวิตนี้  บางคนก็บอกว่าได้แค่นี้ก็มากมายแล้ว จะเองอะไรนักหนา  เพราะบางคนแม้แต่อาหารที่จะกินก็ยังไม่มี  ปัจจัยสี่ก็ยังขาดแคลน  ไม่ต้องพูดถึงการมีเพื่อนหรือสิ่งต่างๆ เรามีแค่นี้บางคนบอกว่าพอแล้ว  ประสบความสำเร็จแล้ว แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ชี้ให้เห็นว่า เพียงเท่านี้ยังไม่พ้นจากความทุกข์ คนเรายังมีความทุกข์ที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก  โดยเฉพาะคนดีมีความทุกข์ใจจิตใจมากกว่าคนชั่ว  เพราะคนดีจิตใจมักจะมีความหวังยึดมั่นมาก  แล้วก็มีความทุกข์ แล้วก็ต้องร้องไห้เสียใจมากกว่าคนชั่ว คนชั่วเขาทำชั่ว  เขาก็ยอมรับการลงโทษเขาทำผิดเขาก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่สมควรแล้วที่ได้รับทุกข์โทษ

  แต่คนมักจะไม่ยอมรับความไม่สมหวัง  ถ้าทำดีแล้วสมความปรารถนาก็ไม่คิดอะไร  แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่สมปรารถนาหรือไม่น่าพอใจ  คนดีที่คิดว่าตัวเองดีแล้วจะทุกข์ระทมขมขื่นมาก  ดูจากพ่อแม่ของเรา  หรือตัวเราเองก็ตาม  เราปฏิบัติดีต่อเพื่อนทุกคน  ไม่เคยเอาเปรียบเบียดเบียนใคร  เสียสละ  สุจริต  แต่ว่ามีคนมาว่าเราก็น้อยใจว่ามีคนมาว่าเราทั้งๆ ที่เราทำความดี  ลึกๆ ในใจเราก็ยังหวังอะไรตอบแทนอยู่  อยากให้คนอื่นเขาดีกับเราด้วย

  ฉะนั้นเพียงแต่เป็นคนดี ทำความดี  ร่างกายดีสุขภาพแข็งแรง  มีเพื่อนที่ดีนั้นยังไม่เพียงพอหรอก  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่จีรับยั่งยืน  ไม่ช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์เสียใจขนาดไหน  เราก็ต้องตาย  เราก็ต้องเจ็บเป็นเรื่องที่เราต้องเผชิญ  เป็นความทุกข์ทางจิตใจที่ละเอียดลึกซึ่ง เมื่อเรามีศีล  ก็ช่วยให้จิตใจสงบ  แต่ยังไม่พอพระพุทธเจ้าทรงสอนให้พัฒนาจิต  ให้มีความสงบจากอารมณ์ที่ไม่ดีอาจจะเกิดขึ้น  เมื่อเราไปประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น  ต้องพบเห็นสิ่วที่เราไม่ชอบใจก็ทุกข์ ต้องพลัดพรากจากสิ่งรักก็เป็นทุกข์อีก  หวังอะไรไม่สมใจหวังก็เป็นทุกข์อีก  เป็นสิ่งที่คนดีต้องมีเป็นประจำ

  อยากถามว่าชีวิตคนเรานี้มีปัญหาพวกนี้มีปัญหาพวกนี้ไหม  ความรักที่คนทั่วไปว่าเป็นของดี  แต่อีกด้านหนึ่งมันไม่ดีหรอกเพราะว่ามันทำให้ผูกพัน  จิตใจขาดอิสระ เป็นความรักระดับหนุ่มสาว  ก็เป็นความหวง  ความหึง  ถ้าเป็นความรักในระดังสิ่งของสัตว์เลี้ยง  ก็ทำให้เราไม่สงบใจไม่อิสระอย่างแท้จริง ความรักเป็นเหตุให้เกิดความโกธร  ความเกลียดถ้าเราไม่ได้อย่างใจหวัง เรามีความอิจฉาริษยาไหม  ในขณะที่เขาได้แต่เราไม่ได้  เรามีความรู้สึกหวาดกลัวไหม  มีความเหงาไหม  มีความวิตกกังวลในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรอาลัยอาวรณ์กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว  ต่างๆเหล่านี้เป็นปัญหากับชีวิตของเรา  จิตใจของเรามีความตื่นเต้น  ฟูบ้าง แฟบบ้าง  อาการเหล่านี้เป็นอาการของความทุกข์ใจที่คนไม่ค่อยสังเกตกัน แต่ชีวิตของเราถูกผลักไส  ถูกบงการให้เราทำอะไรต่ออะไรมากมาย  เพราะความทุกข์ในใจเป็นเหตุผลักใสให้เราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้วิธีที่จะทำให้ใจของเราว่างจากอารมณ์พวกนี้ได้ก็เป็นความโชคดีมหาศาลเราก็จะมีความสุขใจปลอดโปร่งสบายใจ  ไม่เครียดไม่กังวลก็เป็นการพัฒนาขั้นที่ ๓  คือการพัฒนาจิตให้มีความสงบ

การพัฒนาปัญญา

  จิตใจที่สงบแล้วพอหรือยัง  พระพุทธเจ้าตรัสว่ายังไม่พอ  เพราะว่าเมื่อจิตใจสงบแล้ว  เราก็พลัดพรากจากความสงบ  เราจะไม่สามารถนั่งสมาธิได้ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง  เราไม่สามารถเลือกสิ่งแวดล้อมที่จะสงบได้ตลอดเวลา  เราต้องประสบสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอย่างแน่นอนแม้ว่าการทำสมาธิจะทำให้เราว่างจากอารมณ์รบกวนก็ตาม  เพราะฉะนั้นเมื่อจิตใจสงบแล้วท่านก็แนะนำให้เราเจริญปัญญา หมายความว่า  เอาจิตที่สงบนั้นมาดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราว่า  มีอาการมีลักษณะอย่างไร  แล้วเราจะได้เห็นตามความเป็นจริง  ทำความรู้ความเข้าใจได้ถูกต้อง นี้เราเรียกว่าเป็นการพัฒนาปัญญา  หากพัฒนาปัญญาได้สมบูรณ์ถูกต้องแล้ว  ชีวิตจะไม่มีปัญหาเลย  ชีวิตที่สงบสุดที่มีปัญญาเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ถูกต้อง ไม่ต้องอยู่ความหวังจะอยู่ได้ด้วยสติปัญญา  จะรู้และเข้าใจได้ว่าควรจะทำอะไรและอย่างไร  อะไรที่สมควรทำก็ทำ ไม่มีคาดหวัง ไม่มีความวิตก ไม่มีความเหงา  ปราศจากอารมณ์ร้ายทั้งสิ้น  เป็นจิตใจที่เบิกบานผ่องใสอยู่เป็นนิจ  สูงกว่าการพัฒนาจิตให้สงบอยู่อย่างธรรมดาเป็นจิตที่มีความเกลี้ยง มีความสะอาด มีความว่าง

การพัฒนาต้องครบทุกด้าน

  การพัฒนาทั้ง ๔ อย่างที่ได้พูดมานั้น  ก็เป็นการพัฒนาที่ต้องควบคู่กัน  จะมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้  บางคนก็พัฒนาเพียงร่างกาย  ไม่สนใจสังคม  ไม่สนใจคนอื่นทั้งสิ้นความเข้าใจที่แคบๆสั้นๆ ทำให้เราไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องบริบูรณ์และยั่งยืนได้  ชีวิตต้องมีการพัฒนาครบทั้ง ๔ ด้าน ถ้าญาติโยมพัฒนากายดีแล้วพื้นฐานก็จะสามารถทำงานเพื่อคนอื่นได้  ช่วยเหลือคนอื่นได้ การพัฒนาจิตก็พัฒนาได้ดี  เพราะว่ากายที่ดีก็ทำให้จิตดี ถ้าหากกายมีโรคภัยไข้เจ็บ  จิตก็จะมีความทุกข์มาก  จิตพลอยอ่อนแอและหวั่นไหวไปด้วย  เราก็รู้อยู่แล้ว  ถ้าเรามีกายดีก็สามารถพัฒนาอย่างอื่นได้ดี

  ถ้าหากเรามีศีลดีก็เป็นเหตุให้กายดีด้วย  เช่น  เรามีศีลดี  กายนี้ก็ไม่ทุกข์เพราะบริโภคมากเกินไป ไม่มีอุบัติเหตุไม่มีการตีรันฟันแทงกัน  เพราะว่าเราเป็นคนมีศีล  มีศีล

แล้วนอกจากทำให้กายดีแล้วยังทำให้จิตดี  จิตเป็นปกติสงบได้ง่าย  เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ทำให้เกิดปัญญาได้

  เมื่อพัฒนาจิตดีแล้ว กายก็จะดี  ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  ถ้าจิตของเรามีความเคร่งเครียดกายของเราก็ขาดภูมิต้านทานภูมิต้านทานจะลดลงทันที  ความเครียดก็จะทำให้ระบบชีวเคมีต่างๆในร่างกายผิดปกติไป  เป็นเหตุให้เกิดโรคหลายๆ อย่าง  เช่นโรคกระเพาะ  โรคความดัน โรคหัวใจ  รวมทั้งโรคกายจิตสัมพันธ์หรือ  paychosomatic  ต่างๆขึ้น  ซึ่งเป็นโรคส่วนใหญ่ของคนปัจจุบันนี้เพราะความเครียด  และเมื่อจิตที่ดีก็ทำให้ศีลดี  สังคมดีขึ้น  เพราะจิตดีมีความสุขก็จะคิดนึกแต่ในทางที่ดี  เราจ้างให้คนที่มีความสุขไปด่าคนหรือฆ่าคนอื่นเขาไม่ทำหรอก เขาทำไม่ได้หรอกแต่ให้คนที่มีความทุกข์ไปด่าหรือฆ่าคนที่เขาโกธรเกลียดเขาก็ยินดี  ถ้ามีความทุกข์เราพร้อมตีด่าฆ่าใครก็ได้  ตอนมีความทุกข์มากๆ  ถึงทำแล้วปรับเสียเงินก็ยินดี  ขอให้ได้ทำให้สาสมใจก็แล้วกัน  คือจิตมันร้อนวุ่นวาย  ต้องทำอะไรระบายความทุกข์  ทำกรรมชั่วอย่างไรก็ได้  แต่ถ้าจิตสงบดีจะทำความชั่วยาก  เพราะมีความสุขอยู่แล้ว  ไม่อยากเสียความสุขนั้น  ฉะนั้นคนที่พัฒนาจิต จะมีศีลดี

  การพัฒนาจิตใจทำให้เกิดวามสุข  เป็นความสุขภายใจ  ความสุขมีอยู่แล้วในใจ  ในชีวิตของเรา  เราไม่ต้องไปหาความสุขข้างนอกก็ได้  เราทำงานเราก็มีความสุขเพราะเรามีสติ  มีสมาธิ  ผลงานออกมาตี  เราก็มีความภูมิใจ มีความอิ่มใจ  สุขใจ อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน ทำให้เราไม่ต้องดิ้นรนหาความทุขมาปรนเปรอ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  สัมผัสของเรา  เราก็ใช้เงินน้อย  เศรษฐกิจก็ไม่มีปัญหา  เราสามารถจะช่วยคนอื่นได้อีกถ้าเศรษฐกิจของเราอำนวย พอเราช่วยคนอื่นได้อีกเศรษฐกิจของเราอำนวย พอเราช่วยคนอื่นให้มีความสุข  เราก็จะมีความสุขอีกระดับหนึ่งขึ้นมาที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข และแม้ว่าเราจะไม่ได้อะไรตอบแทนก็ไม่เสียดาย เราสามารถจะช่วยแบ่งปันทรัพย์พวกนี้ให้คนอื่นได้  เพราะเรามีความสุขทางใจ  ถ้าคนไหนไม่พัฒนาจิตจะไม่มีความสุขใจ  ชีวิตจะมีแต่เพียงความสะดวกสบายกาย  และเขาก็หิวเงิน  เพราะเงินซื้อของอำนวยความสุขสะดวกสบายทางกายได้  เขาจะมีความสุขต่อเมื่อได้ของมาปรนเปรอเท่านั้นเอง  ชีวิตก็เป็นชีวิตที่คับแคบ  เป็นชีวิตที่เหน็ดเหนื่อย  เป็นชีวิตที่วุ่นวาย จะเห็นได้ว่ามันต่างกัน

  หากพัฒนาปัญญาขึ้นมา  ก็จะทำให้ ๓ อย่างข้างต้นนั้นดีหมดเลย  เพราะเรามีปัญญารู้และเข้าใจธรรมชาติ  เราก็ปฏิบัติทุกอย่างถูกต้อง  มีการพัฒนากาย  เราเห็นว่ากายนี้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว  ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติถ้าเรารู้จักคุณค่าของธรรมชาติๆแล้ว  เราจะไม่ทำลายต้นไม้  จะไม่ทำลายภูเขาแม่น้ำ  จะไม่ทำให้เกิดภาวะมลพิษต่างๆ แต่นี้ไปโค่นไม้กันมากๆ  เพื่อให้ได้เงินมาชื้อของต่างๆ แต่นี่ไปโค่นต้นไม้กันมากๆ  เพื่อให้ได้เงินมาชื้อของ เพราะเขาอยากบริโภคอยากปรนเปรอเพื่อตนเองเท่านั้นเอง ถ้าหากเรารู้  เราเข้าใจ  เรามีความสุขใจ  เราก็จะไม่ทำที่เป็นพิษ  เป็นอันตรายแก่ร่างกาย  แต่โลกของเรา  เราจะกลมกลืนกับธรรมชาติ  จะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข  หากธรรมชาติงดงาม  ร่มรื่น  กายก็เป็นสุขโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องอำนวยความสะดวกสบายอะไร  นั่งใต้ต้นไม้ก็สุขเย็นอาจนะดีกว่านั่นในห้องปรับอากาศก็ได้  ศีลก็จะดี  ถ้าคนมีปัญญาก็จะรู้ว่า  ควรหรือไม่ควร  จิตก็จะดี  จะรักษาให้จิตเป็นปกติได้  เพราะรู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา  เมื่อยอมรับความจริงได้  จิตก็ไม่ขึ้นไม่ลง  ไม่เป็นทุกข์  เพราะฉะนั้นการพัฒนาชีวิตทั้ง ๔  ด้านต้องควบคู่กันไป  ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีผลถึงอีกก๓ อย่างที่ได้กล่าวมา

หลักการพัฒนาจิต

  ท่านทั้งหลายในที่นี้ก็ได้พัฒนาในเรื่องของกาย  ของศีลกันแล้ว  ก็คงไม่มีความทุกข์ในส่วนนั้นมากมาย  ขจัดปัดเป่ากันได้  จึงควรสนใจพัฒนาจิตพัฒนาปัญญามากขึ้น การพัฒนาจิตนี้มีหลักอะไร  คือ ต้องรู้ธรรมชาติของจิต จิตของเราต้องมีงานทำ  จิตมันต้องรู้อะไร ต้องคิดอะไร หรือต้องทำอะไรอย่างหนึ่งเสมอ จิตจะไม่ว่างๆ มันจะต้องมีงานทำ  ถ้าเราไม่หาให้มันทำ  น่าพอใจก็เอามาคิด  มาฝันฟุ้ง  ยิ้มบ้าอยู่คนเดียว  บางที่คิดเรื่องไม่น่าพอใจก็รู้สึกขัดเคือง  หรือวิตกกังวล  อาลัยอาวรณ์  มีอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเพราะเราปล่อยให้จิตเตลิดเปิดเปิงไป แต่ถ้าหากเราควบคุมจิต หางานให้จิตทำแล้ว  จิตเราก็จะทำงานที่กำหนด  ไม่แล่นเตลิดไปจนควบคุมไม่ได้

  ในขณะหนึ่งๆจิตจะทำงานได้อย่างเดียว  ถ้ามันคิดมันก็จะไม่รู้  ถ้ามันรู้มันก็ไม่คิด  ถ้าเราฟังเราก็จะไม่คิดฟุ้งซ่าน  แต่ถ้าเราใจลอยไปข้องนอก  เราก็จะไม่ได้ฟัง  ไม่รู้เรื่อง  แต่ถ้าเราฟังอะไรอย่างหนึ่งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ มันก็จะเกิดสมาธิ

  สมาธิคือการที่จิตแน่วแน่ จดจ่อ  และตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ฉะนั้นการทำสมาธิจึงทำได้หลายวิธี  การอ่านหนังสือก็เป็นสมาธิ  เราคิดบัญชีก็เป็นสมาธิ  ทำกับข้าวอย่างมีสติเป็นสมาธิได้  เป็นสมาธิอยู่กับปัจจุบัน  แสดงว่าธรรมชาติก็มีให้อยู่แล้ว  แต่ว่าสมาธิอยู่กับปัจจุบัน  แสดงว่าธรรมชาติก็มีให้อยู่แล้ว  แต่ว่าสมาธิตามธรรมชาติมันจะมีอยู่น้อยเกินไป  และสังคมปัจจุบันนี้มีเรื่องบีบคั้นกลุ้มรุมจิตใจเรามาก  จิตใจก็อ่อนแอลง  บางที่ก็มีเรื่องกระตุ้นเร้าจิตใจเราให้อยากได้  อยากมี  อยากเป็นนั่นเป็นนี่  เราก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย  โอกาสที่จะสงบสงัดจากความคิดก็น้อย  จิตใจที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา มันก็จะเหนื่อย  มันก็เหมือนร่างกายเรา  ถ้าเราเคลื่อนไหวตลอดเวลาก็จะเหนื่อย  เราก็ควรจะพักกายบ้าง  แต่จิตของเราจะพักได้อย่างไร  ถึงเวลามันคิดวุ่นวาย  มันเหนื่อย  พอมันเหนื่อยมากๆ เพราะฟุ้งซ่านและฟูแล้วมันก็แฟบ  ตื่นเต้นมากๆ สนุกมากๆ แล้วก็จะเหนื่อยอ่อน  เกิดความซึม  ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย  เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับจิตของเรา  เราต้องให้ จิตได้พักโดยหาทุ่นให้จิตได้เกาะ  พระพุทธเจ้าท่านก็สอนหลายวิธี  แต่ที่สะดวกและสบายมากก็คือ ให้เกาะที่ลมหายใจเข้าออก  ลมหายใจซึ่งเราหายใจอยู่แล้วตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย  แต่เราไม่เคยสนใจมันเลย  เราไม่เคยสนใจกับลมหายใจที่มีอุปการะกับเรา  ถ้าเราไม่หายใจจะเป็นอย่างไร

ความสำคัญของลมหายใจ

  มีพระอาจารย์รูปหนึ่งทางภาคเหนือ  ลูกศิษย์ถามว่า “ หลวงปู่อายุเกือบร้อยปี  ทำอย่างไรจึงจะมีอายุยืนยาวเหมือนหลวงปู่  ท่านตอบว่าเคล็ดวิธีที่จะไม่ตายก็คือ  “ อย่าหยุดหายใจ”  เราตายก็เพราะยอมหยุดลมหายใจเอง  เราไม่รักษามันไว้เราก็ตาย

  ลมหายใจเราถ้ามันยาวหรือมันสั้น  เราจะสบายถ้าลมหายใจยาว  สงบ  ประณีต  ร่างกายจะสบายแจ่มใสจิตใจจะปลอดโปร่งจากความคิด  จากอารมณ์ที่ตื่นเต้นจากความวิตกกังวลต่างๆ  มันสัมพันธ์กัน  ถ้าเรารู้ลมหายใจแล้วควบคุมลมหายใจให้ยาวและสบายอยู่เสมอ  เราก็จะใช้ประโยชน์จากความรู้นี้ได้  เราก็จะมีจิตที่สบาย  มีกายที่สงบซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ  เมื่อเรามีลมหายใจแล้ว  เราจะไม่ตายในทางร่างกาย  และถ้าเราระลึกถึงลมหายใจได้  เราก็จะไม่ตายทางจิตใจด้วย  ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ  ไม่มีความกังวลหม่นหมอง  ความคิดที่เป็นอกุศล  ที่เป็นความเดือดร้อนจะไม่เข้ามาครอบคลุมจิตใจของบุคคลที่รู้ลมหายใจ  และรู้จักปรับลมหายใจให้มันดี  ให้มันยาว  มีคนน้อยมากที่จะรู้ว่าลมหายใจยาวหรือสั้นนั้นเป็นอย่างไร  ลมหายใจยาว หรือสั้นนั้น  ทำให้จิตใจเป็นอย่างไร ไม่ค่อยรู้กัน  ในการพัฒนาจิตท่านก็ให้ศึกษาเรื่องนี้

  เมื่อศึกษาเรื่องนี้เข้าใจ  ทำได้  ก็จะมีความสงบทางจิตใจพอสมควร  อารมณ์แจ่มใจเบิกบาน  จากนั้นเราจะได้ศึกษาเรื่องความจริงของชีวิต  ให้รู้สึกซึงถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะลมหายใจเองก็เป็นธรรมชาติของชีวิต  ลมหายใจก็แสดงความจริงของชีวิต  แสดงความจริงของธรรมชาติแต่เราไม่เคยดู  ไม่เคยสังเกต  เราก็เลยไม่รู้ความจริง ไม่รู้ความลับของธรรมชาติ  ถ้าเราจิตสงบแล้วดู เราก็จะรู้ความลับของชีวิต  ชีวิตก็จะไม่มีปัญหาก็จะสามารถพ้นความทุกข์ทั้งหลายได้ ชีวิตนี้ธรรมชาติจะสอนเราเอง  ให้เราฉลาดขึ้น