โครงการธรรมศึกษาวิจัย
: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก
อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา
ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
สารบัญ
บทที่ ๑ การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข
บทที่๒ การพัฒนาชีวิต
บทที่ ๓ การเตรียมตัวและการปฏิบัติ
บทที่ ๑
เรื่อง การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข
หัวข้อที่จะได้กล่าวในการพัฒนาจิตนี้ คือ “การพัฒนาจิตโดยวิธีเจริญอานาปานสติ” ที่จริงแล้ว อานาปานสตินี้ ถือเป็นเรื่องทั้งหมดหรือเป็นสาระสำคัญของพุทธศาสนา เพราะว่าเมื่อเราสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหมวดๆ คำสอนของพระพุทธองค์กล่าวถึงเรื่องของความทุกข์ และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้นเอง ทางแห่งความดับทุกข์นั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ ถ้าย่อกว่านั้นก็เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อกว่านั้นก็เป็นสมถวิปัสสนา คือ ศีล สมาธิ เป็นสมถะแล้วก็มีวิปัสสนาคือปัญญาเป็นคู่กัน ในการที่เราฝึกอานาปานสตินี้ ก็มีความครบถ้วนทั้งสมถะและวิปัสสนา เป็นกรรมฐานที่มีความสมบูรณ์ คือให้ทั้งความสงบ ให้ทั้งความรู้ความเข้าใจธรรมะ กรรมฐานในระบบอื่นอาจให้ความสงบได้ แต่ไม่อาจให้เกิดความรู้เข้าใจ หรือว่าเกิดวิปัสสนาขึ้นได้ อานาปานสติจึงเป็นกรรมฐานทีสำคัญ
แม้พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ตรัสไว้ในพระไตรปิฏกว่าท่านบรรลุธรรมก็เพราะอานาปานสติ ทรงเป็นอยู่ด้วยอานาปานสติ แม้จนปรินิพพานก็เจริญอานาปานสติเหมือนกันอานาปานสตินี้เป็นกรรมฐานที่ท่านรู้จักมาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ สมัยเมื่อพระองค์ทรงเป็นราชกุมาร ก็บำเพ็ญฌานได้ตั้งแต่ยังเด็กแล้ว ต่อมาออกไปแสดงหาบำเพ็ญเพียรอย่างอื่นจนกระทั่งไปทรมานตนจนแทบสิ้นชีวิต ในที่สุดก็คิดได้ว่า ทรมานตนไปก็ตายเปล่า จึงกลับมาเจริญอานาปานสติต่อไปในที่สุดท่านก็ตายเปล่าจึงกลับมาเจริญอานาปานสติต่อไปสอนอานาปานสติไว้ในพระสูตรหลายแห่ง มีอานาปานสติสูตรเป็นต้น
ท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสที่สวนโมกข์ เมื่อสมัยที่ท่านยังหนุ่ม ท่านรู้สึกว่า การศึกษาเล่าเรียนแต่คัมภีร์ที่ในชุมชน ในตึกรามบ้านช่องในกรงเทพฯ คงจะเข้าถึงธรรมะได้ยาก ท่านททราบว่าพระสาวกในครั้งพุทธกาลมักไปอยู่ป่า ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก พยายามอยู่อย่างวิเวก ท่านก็ลองไปใช้ชีวิตอย่างนั้น เป็นอยู่อย่างใกล้เคียงกับครั้งพุทธกาลแล้วก็ค้นคว้าพระไตรปิฏก รจนาเป็นหนังสือ “ ตามรอยพระอรหันต์” พระพุทธเจ้าสอนเดี่ยวกับธุคงวัตร ศีล สมาธิ ปัญญาไว้อย่างไร ก็นำมาปฏิบัติ ได้ทดลองอยู่ป่าคนเดียวนานหลายปี ในที่สุดท่านก็ได้รับผลดี ท่านจึงส่งเสริมให้ผู้สนใจเรื่องกรรมฐานนี้ได้ปฏิบัติอานาปานสติ
ในวันนี้ เบื้องต้นจะขอบรรยายให้เข้าใจธรรมะก่อนแล้วจึงจะทำกรรมฐาน มีสำนักหลายแห่งที่เดียวที่มาถึงก็นั่งกรรมฐาน มีสำนักหลายแห่งที่เดียวที่มาถึงก็นั่งกรรมฐานเลย บอกให้โยมหลับตา แล้วหายใจเข้า หายใจออก ไม่ต้องคิดอะไร แล้วก็สงบดี มีความสุขสบาย ถ้าทำแล้วก็ได้ผลอย่างนั้น แต่ก็ไม่ทำให้เราไปได้ไกล เพราะเราไม่รู้ว่า ความสงบนั้นคืออะไร เมื่อสงบและจะทำอะไรต่อไป เราไม่เข้าใจว่าทำไม่ต้องทำความสงบ พอเราไม่เข้าใจเราก็ไม่รู้ที่หมาย เราก็ไปไปถึงที่หมายที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ การกระทำความสงบนั้นมีประโยชน์ในตัวของมันเองอย่างแน่นอน ถ้าเราทำได้ก็เป็นของดี ที่สวนโมกข์นิยมให้ความรู้ทางธรรมประกอบกับการปฏิบัติไปด้วยคือให้เวลาประมาณครึ่งหนึ่งในการสร้างสัมมาทิฏฐิ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเสียก่อน อีกครั้งหนึ่งสำหรับใช้ในการปฏิบัติ โดยแนะนำวิธีการแล้วก็การปฏิบัติจริงๆ ใช้เวลาประมาณ ๑๐ วัน ที่จะอธิบายแล้วก็ทดลองปฏิบัติจนสามารถทำได้ แล้วก็ไปทำที่บ้านต่อ วันนี้เรามีเวลาให้ประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็ต้องย่อลงให้เหลือแต่เรื่องที่สำคัญๆ ท่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลาย
บทที่๒
การพัฒนาชีวิต
ก่อนจะถึงการพัฒนาจิต เราควรพูดกว้างๆ ให้เห็นภาพรวมของ “ การพัฒนาชีวิตก่อน เพราะพุทธศาสนาหรือธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต มีไว้เพื่อพัฒนาชีวิตให้ถูกต้อง มีความงอกงาม มีความสุข ความเจริญ ชีวิตที่พัฒนาแล้วหรือชีวิตที่สมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วนนั้นควรเป็นอย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้อธิบายไว้ว่า เรามีหน้าที่ต้องพัฒนาชีวิตด้วยกัน ๔ ด้าน
๑. การพัฒนากาย
เราต้องร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเสียก่อน นี้เป็นเรื่องพื้นฐาน ถ้าหากว่าเรามีโรคมาก หรืออ่อนแอไม่มีกำลัง มีทุกข์เวทนาแก่กล้าเกินไปก็ไม่มีความสงบผ่อนคลายร่างกายพอที่จะไปทำอะไร ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมาศึกษาหรือทำการงานทั่วๆไป ฉะนั้นถ้าเรารู้จักการบริโภคให้ถูกต้อง ไม่มากไม่น้อยเกินไป รู้จักการบริหารร่างกาย รู้จักการงาน การพักผ่อนอย่างพอเหมาะพอดี ไม่เกียจคร้านละเลย อันนี้ต้องถือว่าเป้นการปฏิบัตธรรมเหมือนกันเพราะว่าการพัฒนากายให้ถูกต้องเหมาะสม ในที่นี้ก็เป็นโรงพยาบาลและวิทยาลัยพยาบาล อาตมาคิดว่าท่าท่านทั้งหลายมีความรู้ดีอยู่แล้ว ในเรื่องร่างกาย ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยกไว้ก่อน ผ่านไปการพัฒนาด้านอื่น
๒. การพัฒนาสังคม
เมื่อคนเรามีกายบริบูรณ์แล้ว ก็ต้องรู้จักใช้กายนี้ให้ถูกต้อง มีคนจำนวนมากที่มีร่างกายแข็งแรง แต่ว่าใช้ร่างกายไม่เป็น ใช้ร่างกายไม่ถูกต้อง ไปเบียดเบียนคนอื่นยิ่งแข็งแรงมากก็ยิ่งมีโทษภัยมาก ถ้าหากว่าเรารู้จักใช้ร่างกายนี้ถูกต้อง ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ชีวิตของเรานี้ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เราต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนทั้งหลาย ในครอบครัว ทีทำงานสถาบันการศึกษา หรืออยู่ร่วมกันเป็นประเทศ เป็นเมืองสัมพันธ์กัน ธรรมชาติทุกอย่างต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งนั้นอาหารที่เรากิน เสื้อผ้าที่เราใช้ บ้านที่เราอาศัย การคมนาคมอะไรต่างๆ ตลอดจนข่าวสารที่เราได้มา ก็ต้องพึ่งพาอาศัยเกี่ยวข้องกัน เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลกนี้ ถ้าต้องอยู่คนเดียวจริงๆ ก็คงต้องตาย ดังนั้นการที่เราจะอยู่และสัมพันธ์กันอย่างไร ที่เป็นส่วนที่ ๒ ที่ต้องพัฒนา เรียกว่า การพัฒนาทางสังคม
พระพุทธเจ้าท่านก็สอนธรรมะที่เรียกว่า ศีล การมี ศีล คือมี กาย วาจาปกติไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ให้เรารู้จักเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ว่าศีลนั้นก็เพื่อให้มีสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข มีความเรียบร้อยมีความสงบ มีความเกื้อกูลกัน
ศีลพื้นฐานก็คือศีล ๕ ศีลข้อ ๑, ๒, ๓, เป็นการทำทางกายคือ เราไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินเงินทองและของรักของชอบใจของผู้อื่น ศีลข้อ ๔ เราไม่ประทุษร้ายผู้อื่นด้วยวาจา เช่น พูดคำหยาบคาย ทำลายความรู้สึก หรือพูดจาให้เขาแตกแยกกัน พูดจาโกหกหรือบิดเบือนความจริงที่เขาควรจะทราบให้เขาเสียประโยชน์ การพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล พูดแล้วเสียเวลา พูดไร้สาระทำให้เกิดฟ้งซ่านก็ถือว่าเบียดเบียนทำลายผู้อื่นเหมือนกันสำหรับศีลข้อ ๕ เว้นจากสุราและของมึนเมา เคารพสิทธิของผู้อื่นที่ได้รับการปฏิบัติจากเราอย่างสุภาพ อ่อนโยนเรียบร้อย สุภาพหรือสุภาวะก็คือเอาภาวะที่ดีๆ ออกมาให้เขาเห็น ให้เขารู้ ทำด้วยความเรียบร้อย
ถ้าหากเราทุกคนตั้งใจทำอย่างนี้ สังคมก็จะเกิดความเคารพยอมรับนับถือสิทธิซึ่งกันและกัน แล้วเราก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ถ้าคนใดเกิดติดเสพติด เช่นบุหรี่ สุรา ยาเสพติด หรือสารบางอย่างที่ทำให้สติ สัมปชัญญะของเราเลอะเลือนไป ทำให้เราควบคุมตัวเราไม่ได้ เราพอใจชอบใจสิ่งใดแล้วเราก็พูดหรือทำตามใจตัวเอง แล้วก็เบียดเบียดคนอื่น เราอยากได้อะไรก็เกิดการช่วงชิงหรือลักขโมยหรือพูดจาอย่างไรก็ได้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน ทุกคนถูกเบียดเบียน การทำตามใจตนเอง เช่นการเสพสิ่งเสพติดก็เป็นการทำลายทั้งตนเองและคนอื่นในเวลาเดียวกัน ตัวเองก็สุขภาพแย่ลง แล้วก็ควบคุมตนเองไม่ได้ดี เป็นที่รำคาญแก่ผู้อื่น ถ้าเราไม่สุภาพ คนอื่นเขาก็ไม่นับถือไม่ให้เกียรติเรา นี่ก็เป็นโทษที่เราไม่มีสติสัมปชัญญะควบคุมตนเอง
ฉะนั้นการมีศีลรู้จักควบคุมกายวาจามีผลต่อจิตใจถ้าหากว่าไม่มีศีลเลย โดยเฉพาะศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลพื้นฐานก็จะทำให้จิตวุ่นวาย สงบยาก เพราะว่าไม่มีความมั่นใจว่าจะปลอดภัย ระแวงว่าจะมีใครมาทำร้ายเราหรือไม่ ไม่มีหลักประกัน ยิ่งเราเป็นคนผิดศีลเสียเอง เราก็มีความหวาดหวั่นไปโกหกใครไว้ก็ต้องจำว่าโกหกอย่างไร เดี๋ยวเขาจะจับได้สมองความคิดนึกก็สั่งสมอะไรไว้มากมาย ไม่สบาย เราไปตี ไปฆ่า ไปขโมยหรือไปทำอะไรผิดไว้ เราก็ต้องสะดุ้งกลัว กลัวเขาจะจับได้ ลงโทษเรา เมื่อเวลามึนเมาก็ทำเสียหายมากที่เดียว เมื่อเรารุ้ เราก็รู้สึกเสียใจ จิตใจสงบได้ยากฉะนั้นการพัฒนาในเรื่องของกายจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้เกิดความสุขในการอยู่ร่วมกัน เป็นในระดับสังคม ในระดับมีศีล การพัฒนาศีลคือรู้จักใช้กายให้ถูกต้อง ให้เป็นไปในทางเกื้อกูลสร้างสรรค์ ไม่เป็นไปในทางตามใจจนกระทั่งเบียดเบียนตนเองและคนอื่น
บทที่๓.
การพัฒนาจิต
คนเราเมื่อมีร่างกายแข็งแรงแล้ว มีสังคม ชุมชนครอบครัว หมู่กลุ่ม หมู่เพื่อนที่ดีแล้วคิดว่าพอหรือยังชีวิตนี้ ทรัพย์สมบัติก็มี มีกินมีใช้ มีความสุจริต มีฐานะตำแหน่งดีพอสมควรแล้ว พอหรือยังชีวิตนี้ บางคนก็บอกว่าได้แค่นี้ก็มากมายแล้ว จะเองอะไรนักหนา เพราะบางคนแม้แต่อาหารที่จะกินก็ยังไม่มี ปัจจัยสี่ก็ยังขาดแคลน ไม่ต้องพูดถึงการมีเพื่อนหรือสิ่งต่างๆ เรามีแค่นี้บางคนบอกว่าพอแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ชี้ให้เห็นว่า เพียงเท่านี้ยังไม่พ้นจากความทุกข์ คนเรายังมีความทุกข์ที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก โดยเฉพาะคนดีมีความทุกข์ใจจิตใจมากกว่าคนชั่ว เพราะคนดีจิตใจมักจะมีความหวังยึดมั่นมาก แล้วก็มีความทุกข์ แล้วก็ต้องร้องไห้เสียใจมากกว่าคนชั่ว คนชั่วเขาทำชั่ว เขาก็ยอมรับการลงโทษเขาทำผิดเขาก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่สมควรแล้วที่ได้รับทุกข์โทษ
แต่คนมักจะไม่ยอมรับความไม่สมหวัง ถ้าทำดีแล้วสมความปรารถนาก็ไม่คิดอะไร แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่สมปรารถนาหรือไม่น่าพอใจ คนดีที่คิดว่าตัวเองดีแล้วจะทุกข์ระทมขมขื่นมาก ดูจากพ่อแม่ของเรา หรือตัวเราเองก็ตาม เราปฏิบัติดีต่อเพื่อนทุกคน ไม่เคยเอาเปรียบเบียดเบียนใคร เสียสละ สุจริต แต่ว่ามีคนมาว่าเราก็น้อยใจว่ามีคนมาว่าเราทั้งๆ ที่เราทำความดี ลึกๆ ในใจเราก็ยังหวังอะไรตอบแทนอยู่ อยากให้คนอื่นเขาดีกับเราด้วย
ฉะนั้นเพียงแต่เป็นคนดี ทำความดี ร่างกายดีสุขภาพแข็งแรง มีเพื่อนที่ดีนั้นยังไม่เพียงพอหรอก เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่จีรับยั่งยืน ไม่ช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์เสียใจขนาดไหน เราก็ต้องตาย เราก็ต้องเจ็บเป็นเรื่องที่เราต้องเผชิญ เป็นความทุกข์ทางจิตใจที่ละเอียดลึกซึ่ง เมื่อเรามีศีล ก็ช่วยให้จิตใจสงบ แต่ยังไม่พอพระพุทธเจ้าทรงสอนให้พัฒนาจิต ให้มีความสงบจากอารมณ์ที่ไม่ดีอาจจะเกิดขึ้น เมื่อเราไปประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ต้องพบเห็นสิ่วที่เราไม่ชอบใจก็ทุกข์ ต้องพลัดพรากจากสิ่งรักก็เป็นทุกข์อีก หวังอะไรไม่สมใจหวังก็เป็นทุกข์อีก เป็นสิ่งที่คนดีต้องมีเป็นประจำ
อยากถามว่าชีวิตคนเรานี้มีปัญหาพวกนี้มีปัญหาพวกนี้ไหม ความรักที่คนทั่วไปว่าเป็นของดี แต่อีกด้านหนึ่งมันไม่ดีหรอกเพราะว่ามันทำให้ผูกพัน จิตใจขาดอิสระ เป็นความรักระดับหนุ่มสาว ก็เป็นความหวง ความหึง ถ้าเป็นความรักในระดังสิ่งของสัตว์เลี้ยง ก็ทำให้เราไม่สงบใจไม่อิสระอย่างแท้จริง ความรักเป็นเหตุให้เกิดความโกธร ความเกลียดถ้าเราไม่ได้อย่างใจหวัง เรามีความอิจฉาริษยาไหม ในขณะที่เขาได้แต่เราไม่ได้ เรามีความรู้สึกหวาดกลัวไหม มีความเหงาไหม มีความวิตกกังวลในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรอาลัยอาวรณ์กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว ต่างๆเหล่านี้เป็นปัญหากับชีวิตของเรา จิตใจของเรามีความตื่นเต้น ฟูบ้าง แฟบบ้าง อาการเหล่านี้เป็นอาการของความทุกข์ใจที่คนไม่ค่อยสังเกตกัน แต่ชีวิตของเราถูกผลักไส ถูกบงการให้เราทำอะไรต่ออะไรมากมาย เพราะความทุกข์ในใจเป็นเหตุผลักใสให้เราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้วิธีที่จะทำให้ใจของเราว่างจากอารมณ์พวกนี้ได้ก็เป็นความโชคดีมหาศาลเราก็จะมีความสุขใจปลอดโปร่งสบายใจ ไม่เครียดไม่กังวลก็เป็นการพัฒนาขั้นที่ ๓ คือการพัฒนาจิตให้มีความสงบ
การพัฒนาปัญญา
จิตใจที่สงบแล้วพอหรือยัง พระพุทธเจ้าตรัสว่ายังไม่พอ เพราะว่าเมื่อจิตใจสงบแล้ว เราก็พลัดพรากจากความสงบ เราจะไม่สามารถนั่งสมาธิได้ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง เราไม่สามารถเลือกสิ่งแวดล้อมที่จะสงบได้ตลอดเวลา เราต้องประสบสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอย่างแน่นอนแม้ว่าการทำสมาธิจะทำให้เราว่างจากอารมณ์รบกวนก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อจิตใจสงบแล้วท่านก็แนะนำให้เราเจริญปัญญา หมายความว่า เอาจิตที่สงบนั้นมาดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราว่า มีอาการมีลักษณะอย่างไร แล้วเราจะได้เห็นตามความเป็นจริง ทำความรู้ความเข้าใจได้ถูกต้อง นี้เราเรียกว่าเป็นการพัฒนาปัญญา หากพัฒนาปัญญาได้สมบูรณ์ถูกต้องแล้ว ชีวิตจะไม่มีปัญหาเลย ชีวิตที่สงบสุดที่มีปัญญาเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ถูกต้อง ไม่ต้องอยู่ความหวังจะอยู่ได้ด้วยสติปัญญา จะรู้และเข้าใจได้ว่าควรจะทำอะไรและอย่างไร อะไรที่สมควรทำก็ทำ ไม่มีคาดหวัง ไม่มีความวิตก ไม่มีความเหงา ปราศจากอารมณ์ร้ายทั้งสิ้น เป็นจิตใจที่เบิกบานผ่องใสอยู่เป็นนิจ สูงกว่าการพัฒนาจิตให้สงบอยู่อย่างธรรมดาเป็นจิตที่มีความเกลี้ยง มีความสะอาด มีความว่าง
การพัฒนาต้องครบทุกด้าน
การพัฒนาทั้ง ๔ อย่างที่ได้พูดมานั้น ก็เป็นการพัฒนาที่ต้องควบคู่กัน จะมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ บางคนก็พัฒนาเพียงร่างกาย ไม่สนใจสังคม ไม่สนใจคนอื่นทั้งสิ้นความเข้าใจที่แคบๆสั้นๆ ทำให้เราไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องบริบูรณ์และยั่งยืนได้ ชีวิตต้องมีการพัฒนาครบทั้ง ๔ ด้าน ถ้าญาติโยมพัฒนากายดีแล้วพื้นฐานก็จะสามารถทำงานเพื่อคนอื่นได้ ช่วยเหลือคนอื่นได้ การพัฒนาจิตก็พัฒนาได้ดี เพราะว่ากายที่ดีก็ทำให้จิตดี ถ้าหากกายมีโรคภัยไข้เจ็บ จิตก็จะมีความทุกข์มาก จิตพลอยอ่อนแอและหวั่นไหวไปด้วย เราก็รู้อยู่แล้ว ถ้าเรามีกายดีก็สามารถพัฒนาอย่างอื่นได้ดี
ถ้าหากเรามีศีลดีก็เป็นเหตุให้กายดีด้วย เช่น เรามีศีลดี กายนี้ก็ไม่ทุกข์เพราะบริโภคมากเกินไป ไม่มีอุบัติเหตุไม่มีการตีรันฟันแทงกัน เพราะว่าเราเป็นคนมีศีล มีศีล
แล้วนอกจากทำให้กายดีแล้วยังทำให้จิตดี จิตเป็นปกติสงบได้ง่าย เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ทำให้เกิดปัญญาได้
เมื่อพัฒนาจิตดีแล้ว กายก็จะดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าจิตของเรามีความเคร่งเครียดกายของเราก็ขาดภูมิต้านทานภูมิต้านทานจะลดลงทันที ความเครียดก็จะทำให้ระบบชีวเคมีต่างๆในร่างกายผิดปกติไป เป็นเหตุให้เกิดโรคหลายๆ อย่าง เช่นโรคกระเพาะ โรคความดัน โรคหัวใจ รวมทั้งโรคกายจิตสัมพันธ์หรือ paychosomatic ต่างๆขึ้น ซึ่งเป็นโรคส่วนใหญ่ของคนปัจจุบันนี้เพราะความเครียด และเมื่อจิตที่ดีก็ทำให้ศีลดี สังคมดีขึ้น เพราะจิตดีมีความสุขก็จะคิดนึกแต่ในทางที่ดี เราจ้างให้คนที่มีความสุขไปด่าคนหรือฆ่าคนอื่นเขาไม่ทำหรอก เขาทำไม่ได้หรอกแต่ให้คนที่มีความทุกข์ไปด่าหรือฆ่าคนที่เขาโกธรเกลียดเขาก็ยินดี ถ้ามีความทุกข์เราพร้อมตีด่าฆ่าใครก็ได้ ตอนมีความทุกข์มากๆ ถึงทำแล้วปรับเสียเงินก็ยินดี ขอให้ได้ทำให้สาสมใจก็แล้วกัน คือจิตมันร้อนวุ่นวาย ต้องทำอะไรระบายความทุกข์ ทำกรรมชั่วอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าจิตสงบดีจะทำความชั่วยาก เพราะมีความสุขอยู่แล้ว ไม่อยากเสียความสุขนั้น ฉะนั้นคนที่พัฒนาจิต จะมีศีลดี
การพัฒนาจิตใจทำให้เกิดวามสุข เป็นความสุขภายใจ ความสุขมีอยู่แล้วในใจ ในชีวิตของเรา เราไม่ต้องไปหาความสุขข้างนอกก็ได้ เราทำงานเราก็มีความสุขเพราะเรามีสติ มีสมาธิ ผลงานออกมาตี เราก็มีความภูมิใจ มีความอิ่มใจ สุขใจ อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน ทำให้เราไม่ต้องดิ้นรนหาความทุขมาปรนเปรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสของเรา เราก็ใช้เงินน้อย เศรษฐกิจก็ไม่มีปัญหา เราสามารถจะช่วยคนอื่นได้อีกถ้าเศรษฐกิจของเราอำนวย พอเราช่วยคนอื่นได้อีกเศรษฐกิจของเราอำนวย พอเราช่วยคนอื่นให้มีความสุข เราก็จะมีความสุขอีกระดับหนึ่งขึ้นมาที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข และแม้ว่าเราจะไม่ได้อะไรตอบแทนก็ไม่เสียดาย เราสามารถจะช่วยแบ่งปันทรัพย์พวกนี้ให้คนอื่นได้ เพราะเรามีความสุขทางใจ ถ้าคนไหนไม่พัฒนาจิตจะไม่มีความสุขใจ ชีวิตจะมีแต่เพียงความสะดวกสบายกาย และเขาก็หิวเงิน เพราะเงินซื้อของอำนวยความสุขสะดวกสบายทางกายได้ เขาจะมีความสุขต่อเมื่อได้ของมาปรนเปรอเท่านั้นเอง ชีวิตก็เป็นชีวิตที่คับแคบ เป็นชีวิตที่เหน็ดเหนื่อย เป็นชีวิตที่วุ่นวาย จะเห็นได้ว่ามันต่างกัน
หากพัฒนาปัญญาขึ้นมา ก็จะทำให้ ๓ อย่างข้างต้นนั้นดีหมดเลย เพราะเรามีปัญญารู้และเข้าใจธรรมชาติ เราก็ปฏิบัติทุกอย่างถูกต้อง มีการพัฒนากาย เราเห็นว่ากายนี้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติถ้าเรารู้จักคุณค่าของธรรมชาติๆแล้ว เราจะไม่ทำลายต้นไม้ จะไม่ทำลายภูเขาแม่น้ำ จะไม่ทำให้เกิดภาวะมลพิษต่างๆ แต่นี้ไปโค่นไม้กันมากๆ เพื่อให้ได้เงินมาชื้อของต่างๆ แต่นี่ไปโค่นต้นไม้กันมากๆ เพื่อให้ได้เงินมาชื้อของ เพราะเขาอยากบริโภคอยากปรนเปรอเพื่อตนเองเท่านั้นเอง ถ้าหากเรารู้ เราเข้าใจ เรามีความสุขใจ เราก็จะไม่ทำที่เป็นพิษ เป็นอันตรายแก่ร่างกาย แต่โลกของเรา เราจะกลมกลืนกับธรรมชาติ จะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข หากธรรมชาติงดงาม ร่มรื่น กายก็เป็นสุขโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องอำนวยความสะดวกสบายอะไร นั่งใต้ต้นไม้ก็สุขเย็นอาจนะดีกว่านั่นในห้องปรับอากาศก็ได้ ศีลก็จะดี ถ้าคนมีปัญญาก็จะรู้ว่า ควรหรือไม่ควร จิตก็จะดี จะรักษาให้จิตเป็นปกติได้ เพราะรู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อยอมรับความจริงได้ จิตก็ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นการพัฒนาชีวิตทั้ง ๔ ด้านต้องควบคู่กันไป ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีผลถึงอีกก๓ อย่างที่ได้กล่าวมา
หลักการพัฒนาจิต
ท่านทั้งหลายในที่นี้ก็ได้พัฒนาในเรื่องของกาย ของศีลกันแล้ว ก็คงไม่มีความทุกข์ในส่วนนั้นมากมาย ขจัดปัดเป่ากันได้ จึงควรสนใจพัฒนาจิตพัฒนาปัญญามากขึ้น การพัฒนาจิตนี้มีหลักอะไร คือ ต้องรู้ธรรมชาติของจิต จิตของเราต้องมีงานทำ จิตมันต้องรู้อะไร ต้องคิดอะไร หรือต้องทำอะไรอย่างหนึ่งเสมอ จิตจะไม่ว่างๆ มันจะต้องมีงานทำ ถ้าเราไม่หาให้มันทำ น่าพอใจก็เอามาคิด มาฝันฟุ้ง ยิ้มบ้าอยู่คนเดียว บางที่คิดเรื่องไม่น่าพอใจก็รู้สึกขัดเคือง หรือวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ มีอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเพราะเราปล่อยให้จิตเตลิดเปิดเปิงไป แต่ถ้าหากเราควบคุมจิต หางานให้จิตทำแล้ว จิตเราก็จะทำงานที่กำหนด ไม่แล่นเตลิดไปจนควบคุมไม่ได้
ในขณะหนึ่งๆจิตจะทำงานได้อย่างเดียว ถ้ามันคิดมันก็จะไม่รู้ ถ้ามันรู้มันก็ไม่คิด ถ้าเราฟังเราก็จะไม่คิดฟุ้งซ่าน แต่ถ้าเราใจลอยไปข้องนอก เราก็จะไม่ได้ฟัง ไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเราฟังอะไรอย่างหนึ่งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ มันก็จะเกิดสมาธิ
สมาธิคือการที่จิตแน่วแน่ จดจ่อ และตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ฉะนั้นการทำสมาธิจึงทำได้หลายวิธี การอ่านหนังสือก็เป็นสมาธิ เราคิดบัญชีก็เป็นสมาธิ ทำกับข้าวอย่างมีสติเป็นสมาธิได้ เป็นสมาธิอยู่กับปัจจุบัน แสดงว่าธรรมชาติก็มีให้อยู่แล้ว แต่ว่าสมาธิอยู่กับปัจจุบัน แสดงว่าธรรมชาติก็มีให้อยู่แล้ว แต่ว่าสมาธิตามธรรมชาติมันจะมีอยู่น้อยเกินไป และสังคมปัจจุบันนี้มีเรื่องบีบคั้นกลุ้มรุมจิตใจเรามาก จิตใจก็อ่อนแอลง บางที่ก็มีเรื่องกระตุ้นเร้าจิตใจเราให้อยากได้ อยากมี อยากเป็นนั่นเป็นนี่ เราก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย โอกาสที่จะสงบสงัดจากความคิดก็น้อย จิตใจที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา มันก็จะเหนื่อย มันก็เหมือนร่างกายเรา ถ้าเราเคลื่อนไหวตลอดเวลาก็จะเหนื่อย เราก็ควรจะพักกายบ้าง แต่จิตของเราจะพักได้อย่างไร ถึงเวลามันคิดวุ่นวาย มันเหนื่อย พอมันเหนื่อยมากๆ เพราะฟุ้งซ่านและฟูแล้วมันก็แฟบ ตื่นเต้นมากๆ สนุกมากๆ แล้วก็จะเหนื่อยอ่อน เกิดความซึม ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับจิตของเรา เราต้องให้ จิตได้พักโดยหาทุ่นให้จิตได้เกาะ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนหลายวิธี แต่ที่สะดวกและสบายมากก็คือ ให้เกาะที่ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจซึ่งเราหายใจอยู่แล้วตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย แต่เราไม่เคยสนใจมันเลย เราไม่เคยสนใจกับลมหายใจที่มีอุปการะกับเรา ถ้าเราไม่หายใจจะเป็นอย่างไร
ความสำคัญของลมหายใจ
มีพระอาจารย์รูปหนึ่งทางภาคเหนือ ลูกศิษย์ถามว่า “ หลวงปู่อายุเกือบร้อยปี ทำอย่างไรจึงจะมีอายุยืนยาวเหมือนหลวงปู่” ท่านตอบว่าเคล็ดวิธีที่จะไม่ตายก็คือ “ อย่าหยุดหายใจ” เราตายก็เพราะยอมหยุดลมหายใจเอง เราไม่รักษามันไว้เราก็ตาย
ลมหายใจเราถ้ามันยาวหรือมันสั้น เราจะสบายถ้าลมหายใจยาว สงบ ประณีต ร่างกายจะสบายแจ่มใสจิตใจจะปลอดโปร่งจากความคิด จากอารมณ์ที่ตื่นเต้นจากความวิตกกังวลต่างๆ มันสัมพันธ์กัน ถ้าเรารู้ลมหายใจแล้วควบคุมลมหายใจให้ยาวและสบายอยู่เสมอ เราก็จะใช้ประโยชน์จากความรู้นี้ได้ เราก็จะมีจิตที่สบาย มีกายที่สงบซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อเรามีลมหายใจแล้ว เราจะไม่ตายในทางร่างกาย และถ้าเราระลึกถึงลมหายใจได้ เราก็จะไม่ตายทางจิตใจด้วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความกังวลหม่นหมอง ความคิดที่เป็นอกุศล ที่เป็นความเดือดร้อนจะไม่เข้ามาครอบคลุมจิตใจของบุคคลที่รู้ลมหายใจ และรู้จักปรับลมหายใจให้มันดี ให้มันยาว มีคนน้อยมากที่จะรู้ว่าลมหายใจยาวหรือสั้นนั้นเป็นอย่างไร ลมหายใจยาว หรือสั้นนั้น ทำให้จิตใจเป็นอย่างไร ไม่ค่อยรู้กัน ในการพัฒนาจิตท่านก็ให้ศึกษาเรื่องนี้
เมื่อศึกษาเรื่องนี้เข้าใจ ทำได้ ก็จะมีความสงบทางจิตใจพอสมควร อารมณ์แจ่มใจเบิกบาน จากนั้นเราจะได้ศึกษาเรื่องความจริงของชีวิต ให้รู้สึกซึงถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะลมหายใจเองก็เป็นธรรมชาติของชีวิต ลมหายใจก็แสดงความจริงของชีวิต แสดงความจริงของธรรมชาติแต่เราไม่เคยดู ไม่เคยสังเกต เราก็เลยไม่รู้ความจริง ไม่รู้ความลับของธรรมชาติ ถ้าเราจิตสงบแล้วดู เราก็จะรู้ความลับของชีวิต ชีวิตก็จะไม่มีปัญหาก็จะสามารถพ้นความทุกข์ทั้งหลายได้ ชีวิตนี้ธรรมชาติจะสอนเราเอง ให้เราฉลาดขึ้น
หลักการฝึกอานาปานสติ
การศึกษาอานาปานสตินี้ก็มี ๒ ระดับ คือ ๑ ให้เราศึกษาเรื่องกายของเรา เรื่องลมหายใจทำลมหายใจให้สงบแล้ว มันจะมีผลทำให้จิตสบาย ได้ความสุข ได้ความสงบ ความตั้งมั่นเกิดขึ้น อันนี้เป็นเรื่องสมาธิหรือสมถกรรมฐาน พอจิตสงบแล้วก็เอาจิตสงบนี้ไปพิจารณาความจริงที่เกิดขึ้น ที่เป็นอยู่ ที่เราพบเราเห็นอยู่ชัดๆ ต่อหน้า ใจจิตในใจของเรา ในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเรื่องของเสียงอะไรต่างๆ เราจะเห็นความไม่เที่ยงความแปรปรวนไม่คงที่ ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช้ตัวเรา ไม่ใช่ของเราอย่างชัดเจน เห็นด้วยปัญญาอย่างแจ่มชัด ก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นด้วยความหลงผิดอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ในชีวิตของเราชีวิตของเรามีทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นอย่างที่ได้ชี้แจงแล้ว คนดีมีความยึดมั่นถือมั่น มีความหวัง แล้วความหวังก็ทำให้เราทุกข์ทั้งนั้น แต่ถ้าคนเราอยู่โดยไม่มีความหวัง ดูๆเหมือนจะอยู่ยากหรืออยู่ไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วก็อยู่ได้ แล้วเป็นชีวิตที่สูงสุดด้วย จะไม่มีความผิดหวังเราอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีความหวัง ท่านก็ให้อยู่ด้วยปัญญาอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ “ อย่าอยู่อย่างอยาก” อย่าอยู่ด้วยความหวัง มันไม่ปลอดภัยจากความทุกข์
ที่นี้ทำอย่างไรจิตใจถึงจะสงบ ท่านก็ให้กำหนดจิตอยู่กับลมหายใจเข้ายาวออกยาวอย่างเดียว เมื่อไรคิดนึกฟุ้งซ่าน ก็ดึงจิตกลับมาที่ลมหายใจเข้ายาวออกยาว ให้รู้ตั้งแต่ต้นจนจบมันเคลื่อนเข้ามาก็รู้ ช่วงออกเราก็รู้ ตอนแรกให้ตามลมหายใจเข้ายาวออกยาวอย่างเดียว คิดฟุ้งซ่านเมื่อไรก็ดึงกลับมาอีก อย่าท้อแท้ ตั้งใจทำ พากเพียรตลอด
อานิสงส์ของการฝึกจิต
เราจะมีความตั้งใจขนาดนี้ได้ต้องรู้อานิสงค์ เห็นคุณค่าของการปฏิบัติก่อน ถ้าเรามีศรัทธา เห็นคุณค่าว่าผลที่ได้จากฝึกจากการพัฒนาจิตว่าคุ้มค่ามาก มันให้สันติสุขและสันติภาพแก่ชีวิตภาพแก่ชีวิตแก่โลกของเรา เราก็จะทำเพราะเราเห็นคุณค่า ถ้าเรายังไม่เห็นว่าความทุกข์มันมีพิษร้ายแรงเราก็จะยังไม่ค่อยขวนขวายทำ เราก็จะสนุกสนามไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตมันจะสะดุดตกร่อง จนกว่าชีวิตจะมีอุบัติเหตุจนกว่าชีวิตจะเกิดวิกฤติการณ์ ถึงตอนนั้นถ้ามาฝึกสมาธิก็ไม่ทันแล้ว เพราะมีอาการทางประสาทแล้ว ไม่มีความพร้อมในการฝึก เหมือนเราตกน้ำ ถ้าเรามาฝึกว่ายน้ำตอนนั้น ถ้ามาแนะนำทฤษฎีเราก็รับไม่ได้ เพราะว่าใจไม่เป็นปกติ ขณะนี้ใจยังปกติอยู่ ต้องฝึกเอาไว้ ฝึกเป็นแล้วถ้าตกน้ำก็ยังไม่จมน้ำ ช่วยตัวเองได้ คนเราก็เหมือนกัน ต้องฝึกจิตไว้ ความคิดต่างๆ เหมือนกระแสน้ำท่วมท้น อารมณ์ที่มันพรั่งพรูเข้ามาทำให้เราย่ำแย่ เหมือนกันหากไม่ฝึกไว้เราก็ค่อยๆ ศึกษาไป อยู่กับลมหายใจเข้ายาวออกยาวอย่างเดียว
ฟังก็เข้าใจว่าทำง่ายๆ แต่ทำยาก แล้วเราก็จะเห็นเองว่า เรานี้ฟุ้งซ่านมากเหนือเกิน เราฟุ้งซ่านมาตลอด แต่เราไม่ได้สังเกตเลยว่าจิตเราเป็นอย่างไร ถ้าหากเราหางานให้มันทำ ให้มันดูลมหายใจ เราก็เห็นว่า เดี๋ยวจะแวบไปคิดเรื่องนั้น แวบไปคิดเรื่องนี้ จิตเรานั้นไม่สุข เหมือนกับสัตว์ป่าที่ยังไม่เชื่อง ยังไม่ได้ฝึกเมื่อจะใช้งานก็ใช้ไม่ได้ เพราะมันไม่เชื่อฟัง บางครั้งยังทำให้เกิดความเสียหายแก่เรามากมาย หากเราจะเอาจิตมาผูกกับลมหายใจ ต้องใช้ความอดทนมั่นคงมั่นใจ พอทำได้จิตมันจะเชื่อง เหมือนกับสิงป่าเอามาฝึก เอามาใหม่ๆ มันก็วิ่งพล่าน ต้องเอาเชือกมัดไว้ก่อนกับหลับ พอวิ่งไปพักหนึ่งก็ก็ถูกเชือกรั้งกลับมา มันวิ่งไปทีไรเชือกรั้งกลับมาทุกที หลายๆ ครั้งเข้ามันก็จะเชื่อง และสอนให้ทำงานใช้การได้
จิตที่ฝึกแล้วจะมีประสิทธิภาพดี ถ้าจิตใจเราสงบก็อ่านหนังสือได้ไว จำได้แม่น จะคิดบัญชีก็ไม่มีผิดพลาด ทำความสะอาดอะไรก็ดีไปหมด ทำงานละเอียดก็ได้ ถ้าคนไข้ในลักษณะที่นุ่มนวลอ่อนโยน หากจิตใจเราไม่ดี จิตใจหยาบกระด้าง ก็จะปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคนไข้เขาย่อมรู้สึกได้ถึงความกระฟัดกระเฟียดนั้น
คนที่มีสมาธิทำงานก็ทำได้ดีและทำได้ทน แต่ถ้าคนไหนจิตฟุ้งซ่าน มักจะทำงานด้วยความคับข้องใจ และทำงานได้ไม่นานก็ทิ้ง รู้สึกเหนื่อยก็หนีไป ต้องไปหาความสุขความรื่นเริงข้างนอก ทำงานได้ไม่ดี ผิดพลาดอยู่เป็นประจำ ลองสังเกตดู ถ้าใจเราไม่สงบ คิดอะไร เขียนอะไร จำอะไรก็ไม่ดี ถ้าจิตสงบแล้วก็จะมีประสิทธิภาพและสมรรถภาพดีด้วย
จิตสงบแล้วธรรมต่างๆ ก็จะเจริญงอกงามได้ง่าย คนทีสงบจะมีความอดทน สงบเสงี่ยม มีศีลจากในใจปัญญาก็เกิดง่าย เมตตาก็เกิดง่าย เมตตาคือปรารถนาดี อยากเห็นคนอื่นสุข เราต้องสุขก่อนเราถึงจะแผ่ความสุขให้คนอื่นได้ ถ้าเราไม่มีความสุขแผ่ไม่ได้ มีแต่จะแผ่ความทุกข์
คนเรามีความสุข หน้าก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ใครเห็นเขาก็มีความสุข มีความสบายใจ เมื่อนั้นเราได้ช่วยคนอื่นแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไรยุ่งยาก เสียเงินเสียทองอะไรเลย ได้ช่วยคนที่ได้พบเห็นเราให้มีความสุข ครั้นเรามีความสุข ความนึกคิดก็จะเป็นไปในทางดี มีแต่บุญกุศลแต่ถ้าเรามีความทุกข์ในใจมันพร้อมจะทำร้ายคนอื่น เพราะฉะนั้นคุณธรรมต่างๆ ในจิตก็เกิดยาก แม้ลืมตาอยู่ก็จะมีสมาธิดีขึ้น ต่อไปก็นำไปใช้ในหน้าที่การงาน โดยทำอย่างมีสติมีสมาธิได้
บทที่ ๓
การเตรียมตัวและการปฏิบัติ
การเตรียมร่างกาย เวลาทำสมาธิ เราจะไม่กินอิ่มจนเกินไปเพราะจะทำให้ง่วง ก็กินพอดีๆ อาบน้ำอาบท่าให้สบาย เสื้อผ้าที่สวนใส่ไม่ดับเกินไป นั่งในท่าที่เหมาะสมคือนั่งขัดสมาธิ หรือพับเพียงที่มั่นคง สถานที่จะสงบหรือไม่ไม่เป็นไร ถ้าเริ่มต้นก็ทำในที่ที่เงียบหน่อย เสียงรบกวนค่อนข้องน้อย เมื่อข้างน้อย เมื่อชำนาญแล้ว ต่อไปๆ แม้ไม่ที่สงบก็ทำได้
เมื่อตั้งกายเตรียมกายพร้อมแล้ว ก็ต้องเตรียมใจแม้ในเวลาสั้นๆ นี้ ต้องไม่คิดอะไร อดีตแก้ไขไม่ได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ยังไม่ต้องวิตกกังวล จะขาดทุนไปเปล่าๆงานเฉพระหน้าก็คือทำปัจจุบันให้ดี ปัจจุบันนี้เราจะพักจิตให้สงบ ให้ความสงบกับจิตใจของเรา จิตใจจะได้มีกำลังวังชา จะได้มีสติปัญญางอกงามมากขึ้น จะได้เอาคุณภาพคุณธรรมที่เราสร้างสมเตรียมพร้อมในจิตนี้ไปใช้งานเพื่อคนอื่นและเพื่องานในหน้าที่ต่างๆด้วยจิตใจนี้ไปใช้งานเพื่อคนอื่น และเพื่องานในหน้าที่ต่างๆ ด้วยจิตใจที่เป็นสุข เราก็ตั้งใจรวบรวมความคิดนึกทีกระจัดกระจายในที่ต่างๆ ในเรื่องต่างๆ มาไว้เฉพาะหน้า
หายใจเข้าลึกๆยาวๆ สักสองสามครั้ง หายใจลึกๆ จะทำให้ตัวยืดขึ้น หลังก็จะตรง หลังก็จะตรง หลังตรงทำให้หายใจคล่องแล้วทำให้ท้องไม่อึดอัด ไม่ถูกกดทับ ประสาทสันหลังก็ตื่นตัว หายใจแรงๆ ลึกๆ สักสองสามครั้ง บางที่จะได้ยินเสียงดังฟี่ๆ เหมือนเป่านกหวีดให้ตัวเองฟัง เราได้ยินเพียงคนเดียว สูดหายใจเข้าลึกๆผ่านทรวงอก เราก็รู้สึกว่าหน้าท้องของเรามันจะกระเพื่อมขึ้นมา แล้วมันจะหยุดครู่หนึ่ง ลมหายใจก็ออกผ่านท้อง ผ่านทรวงอก ผ่านปลายจมูก ใช้ความรู้สึก ไม่คิดอะไร ไม่ต้องคิดว่าเราเป็นใครเราจะทำอะไร เราจะไปไหน ไม่ต้องคิด นอกจากทำความรู้สึกที่ลมหายใจเท่านั้น หายใจเข้าก็รู้ตัว หายใจออกก็รู้ตัวมันเคลื่อนจากจุดเริ่มต้น ผ่านทรวงอกจนสุด เราก็รู้มันหยุดอยู่ชั่วขณะเราก็รู้ ตั้งใจทำดู ถ้ามีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้นก็ปล่อยวางความคิดนั้น อย่าไปคิดต่อ ถ้ารู้ตัวว่าคิดก็แสดงว่าเกิดสติก็ดีแล้ว ถ้าเรารู้ตัวก็อย่าเผลออีก อย่าคิดโกธรหงุดหงิด ความคิดจะได้ช่องรบกวน หายใจเข้ายาวๆ ออกยาวๆตามลมหายใจอย่างเดียว
สังเกตดูร่างกายส่วนไหมมันเกร็ง มันเครียดหรือเปล่า หายใจเข้าผ่อนคลายสบาย หายใจออกรู้ตัวแล้วยิ้มน้อยๆ เหมือนพระพุทธรูปที่ท่านยิ้มด้วยความเบิกบานหายใจเข้าผ่อนคลายสบาย หายใจออกยิ้มน้อยๆ
ถ้ารู้สึกว่าว่างหรือฟุ้งซ่านก็ธรรมดา เพราะจิตของเรามันไหลไปตามอารมณ์เรื่องๆ ก็ตั้งหลังให้ตรง หายใจเข้ายาว ออกยาว ตอนต้นก็พยายามหน่อย พอทำไปๆ ความคิดรบกวนจิตใจ จิตจะสงบดีมาก ไม่ต้องท่องมนต์ไม่ต้องบริกรมอะไร เพียงแต่รู้ลมหายใจ เข้าก็รู้ ออกก็รู้ รู้ตามที่เป็นจริง รู้อาการปัจจุบัน รู้แล้วก็ปล่อยไป รู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ที่กายและใจของเรา เมื่อทำอยู่อย่างนี้ให้ต่อเนื่องกันไปใจจะค่อยๆ ใสสงบ จากบรรดาความคิดที่รบกวนเหมือนกับน้ำที่เราตักมาตั้งไว้นิ่งๆ มันจะค่อยๆตกตะกอนลงใจก็เหมือนกัน เราใช้ลมหายใจ ตามลมหายใจเข้า ตามลมหายใจออก ความคิดก็ค่อยๆ ตกตะกอลง ซาลง แล้วก็เงียบหายไป ใจก็จะว่าง เบา โปร่ง เย็น ใสสะอาด
ถ้าเราทำไปมากๆ ใจก็จะยิ่งเบาบางลงไปอีก จนกระทั่งลมหายใจนั้นเกือบจะไม่รู้สึก ตอนนี้ก็ไม่ต้องสงสัยตกใจว่าจะเป็นอันตรายน่ากลัวหรือเปล่า มันเป็นธรรมชาติเมื่อความคิดเราสงบ ลมก็สงบ พอลมสงบ กายนี้ก็สงบมาก ไม่กระดุกกระดิกเลย เราก็ดูรู้อยู่ตอนที่ไม่มีความคิดรบกวน สงบดี เราก็ดูใจของเราได้ว่าใจของเราเป็นอย่างไรบางคนใจว่างดีก็รักษาลักษณะอาการสงบของใจอย่างนั้นไว้ ใจว่างคือว่างจากความคิดรบกวนแต่ยังมีความรู้ตัวอยู่ ตื่นอยู่ เบิกบานอยู่ หากเกิดใจไม่ผ่องใส ฟุ้งซ่านหงุดหงิดก็เห็นตามที่เป็นจริง ไม่ต้องโกธร ไม่ต้องโมโห ดูมันเฉยๆ รู้ใจก็ดีแล้ว ขับไล่อารมณ์ร้ายด้วยลมหายใจเข้ายาวออกยาวอยู่ลมหายใจอย่างเดียว เดี๋ยวอารมณ์พวกนี้ก็จะหมดไปๆเอง
ขอเพียงให้เราอยู่กับลมหายใจให้ได้ ให้ชัดเจน ให้ต่อเนื่อง ถ้าเผลอไปก็ตั้งต้นใหม่ ไม่เป็นไร หายใจเข้ายาวๆ ออกยาวๆ จนกระทั่งลมหายใจสงบ รู้สึกเบาสบายในใจ เราดู เราก็เห็น ถ้าจิตใจยังไม่สงบอยู่กับลมหายใจต่อไป ให้มันสงบให้ได้ มันจะสงบเอง อย่าไปบีบคั้นหรือคาดหวังว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เพียงแค่เรารู้ว่า มันสงบหรือไม่สงบ ถ้าไม่สงบเราก็ทำต่อไป ถ้าเราสังเกตดูก็จะเห็นความจริงว่า ลมหายใจนี้มันไม่เที่ยง เมื่อครู่ลมหายใจหยาบหนัก ตอนนี้ลมหายใจเบาบาง จะทำให้ร่างกายไม่เครียด และในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเกิดกลัว ประหม่า ตื่นเต้นหรือไม่สบายลมหายใจเราจะสั้น แต่ถ้าเราปรับลมหายใจให้ยาว ความรู้สึกเช่นนั้นจะหมดไปทันที่ เราไม่สามารถจะสั่งจิตอย่างนั้น อย่างนี้ได้ แต่เราปรับลมหายใจได้ ถ้าเราปรับลมหายใจให้ยาวลึกให้อยู่กับลมหายใจยาวละเอียด จะได้จิตที่สบายกายที่สงบ
สมมติว่าตอนนี้ได้จิตที่สงบแล้ว เราก็พิจารณาดูลมเราจะเห็นว่าลมหายใจไม่เที่ยง มันเข้าแล้วมันก็ออก มันเคลื่อนไหวไหลเรื่อยๆ ไม่สามารถจะหยุดนิ่งได้ แม้เราจะอยากให้มันออกอย่างเดียวหรือเข้าอย่างเดียว มันก็ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ ข้อนี้แนใด ความทุกข์ความสุขก็เหมือนกัน บางอย่างเราคิดว่าดี เราชอบ อยากจะให้อยู่กับเรานานๆ มันก็ไม่อยู่ ความทุกข์บางอย่างเราไม่ชอบมันมาครู่เดียวมันก็ไป เหมือนกับลมหายใจของเรา แต่บางทีเราลืมไป พอเราชอบใจก็อยากให้อยู่นานๆ ไม่อยากให้ไป อันไหนที่เราไม่ชอบก็อยากให้ไปทันที แต่ทุกอย่างมันเกิดแล้วก็จะดับ มันมาแล้วก็จะดับไป มันไม่อยู่ยั่งยืน เราเพียงรู้แล้ววางเฉยๆไว้กับมัน
พอจับลมหายใจได้ ต่อไปทุกๆ เรื่องก็เป็นอย่างนี้ ทั่งนั้นเลย เราลองดูความคิดของเรา ซึ่งเมื่อสักครู่มันก็คิดอะไรมากมาย มันมาแล้วมันก็ไป มันเกิดแล้วก็ดับอารมณ์ก็เหมือนกัน บางช่วงมันวูบขึ้นมาแล้วมันก็ดับไปมันจะเกิดดับอยู่อย่างนั้น แล้วมันไปเอง แต่ถ้าเราระวังใจไว้ มันจะเกิดดับอยู่อย่างนั้น แล้วมันไปเอง แต่ถ้าเราระวังใจไว้ มันจะไม่เกิด แต่ถ้ามันเกิดแล้วเราดูมัน มันก็จะดับไปให้เห็น อย่าไปทำตามใจ มันจะไม่มีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรา
แม้แต่จิตใจของเราเองก็ไม่เที่ยง เมื่อสักครู่มันสงบเดี๋ยวมันก็ไม่สงบ ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นเลย แม้เสียงที่ได้ยินไม่ว่าเสียงอะไรก็ตาม เกิดแล้วก็ดับทันที เกิดแล้วก็ดับ ถ้าเราไม่คิดนึกเสียมันก็ไม่มีอะไร มันไม่เที่ยง แต่บางที่เราไม่ยอมให้มันดับไป เอาไปคิดต่อ ไปสร้างเรื่องสร้างราวต่อไปวุ่นวาย มีอะไรไปเกาะเกี่ยว แม้ชีวิตของเรา ตัวชีวิตจริงๆ ไม่มีปัญหาอะไร มีแต่กายกับใจที่สงบอย่างนี้ แต่มันมีปัญหา เพราะเราไปคิดแล้วเราก็ติดกับความคิด ความต้องการ ทำให้จิตเราสงบอยู่ไม่ได้
อาหารใจ
ท่านทั้งหลายคิดบ้างไหมว่า ใจของเราอิ่มเอิบขึ้นที่ได้รับกับความสงบ ใจของเราอิ่มเอิบขึ้นที่ได้รับความสงบ ใจของเราก็ต้องการอาหารเหมือนกันเราให้แต่อาหารกาย อาหารใจไม่ค่อยให้ อาหารใจคือความสงบ ถ้าเราได้ความสงบ ใจจะมีกำลัง จะไม่เหนื่อยล้าธรรมชาติมันบังคับให้เราสงบได้ เช่น ต้องนอนหลับ บางทีเราอ่อนเพลียร่างกายต้องพัก จิตใจก็ได้พักบ้าง แต่บางที่แม้จะนอนหลับแต่ก็ไม่ได้พัก มันคิดฝันวุ่นวายไปหมดจิตใจไม่ได้พักเลย อดหลับอดนอนมา ท่านลองคิดดู แม้ร่างกายเราจะทนไม่ไหว จิตใจเราก็ย่ำแย่ หิวโหยและแห้งแล้งเช่นเดียวกัน
การทำสมาธิดีกว่าการนอนหลับ เพราะเราได้พักจริงๆ มีความตื่นตัวอยู่ ทำสมาธิไม่ใช่นั่งหลับ บางคนทำแล้วก็นั่งหลับไป คิดว่าการทำสมาธิไม่ใช่นั่งหลับ บางคนทำแล้วก็นั่งหลับไป คิดว่าการทำสมาธินี้ดี ตื่นมาแล้วสุขสบายความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเราทำสมาธิแล้วเราหลับ เราคงจะเหนื่อยเกินไป ต่อไปพยายามอย่าให้หลับ ต้องพยายามรู้สึกตัว ถ้ารู้ว่าว่าง จะหลับ ให้ลืมตา มองที่แสงสว่างหายใจเข้าออกให้ชัดๆ ตั้งหลังให้ตรง ถ้าเราดำรงจิตอันตื่นอยู่ด้วยสตินี้ไว้ได้ มันจะช่วยเรา ต่อไปตัวสตินี้จะเข้าไปในทุกที่ พอใจสงบเราก็สามารถจะไปทำอะไรได้ดี เพียงแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ต่อไปเราเมื่อมีความสุข คิดจะทำอะไรก็อยากให้คนอื่นมีความสุข อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เกิดเองตามธรรมชาติ ก็คิดว่าสมควรแก่เวลา หากใครมีปัญหาก็ขอเชิญถามได้
การทำงานด้วยสติและการฝึกสมาธิเกื้อกูลกัน
ถาม การทำสมาธิจะส่งผลดีถึงจิตใจในภาวะเหตุการณ์ ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
ตอบ ถ้าเราทำความสงบได้มาก มันจะมีผลต่อไปอีก เช่นตอนนี้ทำความสงบ พอออกจากสมาธิจะยังไม่วุ่นวายทันที่ ความสงบจะคงอยู่ไปจนกว่าจะมีอะไรมากระทบอารมณ์ เช่นเกิดเบียดเสียดบนรถเมล์ รถติด หรือมีคนมาพูดไม่ดีกับเรา ตอนนั้นก็อาจจะฟุ้งขึ้นมาใหม่ จะเริ่มรบกวนใหม่ ฉะนั้นการที่เราทำความสงบไว้เป็นช่วงๆ หรือโกธรจะน้อยลง ๆ เพราะอำนวยความสงบยังคงมีอยู่อันนี้เป็นส่วนที่ช่วยอยู่แล้ว ฉะนั้นผู้ที่เริ่มต้นให้ทำเป็นประจำ ทำบ่อยๆ อาจไม่ต้องทำนานนัก ทำครั้งแรกสัก ๕ ถึง ๑๐ นาที แล้วค่อยๆ เพิ่ม แต่ทำเป็นประจำ ก่อนนอนก็ทำตื่นนอนก็ทำ หลังอาหารกลางวันก็ทำ ช่วงในเวลาที่เรานึกได้เราก็ทำ แทนที่เราจะไปชวนคนนั้นคนนี้คุยเราก็นั่งที่โต๊ะทำงานแล้วหายใจลึกๆ และยิ้มน้อยๆสัก ๓ ถึง ๔ ครั้งก็ยังดี จิตใจก็จะผ่องคลาย พอใจเราสงบเย็น เราเจอคนไข้ใหม่ก็ดีขึ้น ตอนนี้เราเครียด พออีกสักนิดหนึ่งเราก็สบายขึ้น การพักเป็นช่วงๆนี้จะช่วย ต่อไปเราทำได้มากขึ้น ๑๐ ถึง ๒๐ นาที ถึงครึ่งชั่วโมงนี้ ความสงบเช่นนี้จะมีมาก อะไรมากระทบจะไม่หวั่นไหวมากนัก
เราต้องทำสม่ำเสมอ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่าทำแล้วทิ้งเลย บางคนนานๆทำดี แต่ทำที่ละนานๆ ครั้งละหนึ่งถึงสองชั่วโมง นั่งแล้วปวดเมื่อยก็ขยายไม่อยากทำคราวหลังไม่ทำอีกแล้ว อาทิตย์หนึ่งทำครั้งเดียวก็ได้ผลน้อยเพราะการทำเกิดเวทนามาก มันไม่เกิดความสุขสงบเลย แต่ถ้าทำใจสดชื่น ทำให้จิตสงบเย็น เราก็จะมีกำลังใจทำเรื่อยๆ ก็ได้ผล ใช้งานได้ตลอด แต่ถ้านานๆทำทีบ่อยๆแม้จะทำสั้น ๆก็จะได้ผลดี
อีกประการหนึ่ง เราต้องมีสติในการทำงาน ในขณะที่เราทำอะไรก็ต้องมีสมาธิในสิ่งที่เราทำ ทำด้วยความจดจ่อ ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ถือว่างานที่เราทำขณะนั้นๆ เป็นการฝึกจิตด้วย เพราะเป็นการพัฒนาฝีมือของเราขึ้นมา ทำให้เราได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จะได้เจริญคุณธรรมและฝึกสมาธิไปในตัว แม้จะไม่สงบเท่ากับการฝึกสมาธิ แต่ก็ช่วยป้องกันความฟุ้งซ่าน แล้วก็ทำให้จิตเราคงที่ ถ้าหากว่าเราทำงานอย่างมีสติอย่างนี้ไปเรื่อยๆ พอเรามานั่งสมาธิ จะคุมสติได้เร็ว ถ้าตอนกลางวันเราไม่ฝึกสติไว้เลย พอมานั่งสมาธิตอนค่ำ ความฟุ้งซ่านหรืออารมณ์หรืออารมณ์ต่างๆ ที่เรารับมามากมายก็จะทำสมาธินี้เอง เราไม่รับอารมณ์ข้างนอกเข้ามา เราจะใช้จิตอยู่กับงานอย่างเดียว พอนั่งสมาธิจะก้าวหน้าเร็วเพราะจิตไม่ค่อยฟุ้งซ่าน เมื่อเราทำงานอยู่ด้วยความตั้งใจโดยมากเวลาทำงานเราไม่ฟุ้งซ่าน แต่ทำงานอยู่ด้วยความตั้งใจโดยมากเวลาทำงานเราไม่ฟุ้งซ่าน แต่ทำงานเสร็จแล้วมักจะฟุ้งซ่าน ไม่รู้จะทำอะไรต่อ จะวางจิตไว้อย่างไรดี จิตจะไม่มีที่เกาะ ต่อไปนี้เราก็ให้จิตมาจับลมหายใจ ทีนี้จิตก็มีงานทำตลอดเวลา ถ้าเราขับรถเราก็ขับด้วยสติ อย่าเผลอคิด อย่าประมาทก็จะไม่ฟุ้งซ่าน พอมีใครมาว่าเรา มากระทบเรา เราก็ไม่ต้องเอาใจใส่ เราตัดไปเลย ด้วยการอยู่กับลมหายใจหรืออยู่กับงานที่เราทำไม่ใช่เราหนีปัญหา แต่เราไม่รับปัญหาเข้ามาเพราะเรารู้ทุกอย่างว่าอะไรเกิดขึ้นอะไรปรากฏ แล้วเราควรจะเสียเวลากับเรื่องนี้ไหม ควรเสียอารมณ์หรือควรเสียใจกับเรื่องนี้ไหม
ประการที่สาม ต้องมีกลุ่มเพื่อนที่ดีด้วย หากเราอยู่ในสังคมที่มีแต่คนนินทาว่าร้าย เราก็ต้องพยายามลดการสมาคมกับคนพาลทรามปัญญาลง หากเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ดี ที่สนใจธรรมะด้วยกัน เราก็ช่วยกันได้มากขึ้นหากไม่มีเพื่อนเลยก็อ่านหนังสือธรรมะมากๆคืออะไรที่ทำให้จิตใจเรางอกงามดีขึ้น จิตจูงเราไปในทางที่ดีมากขึ้น สิ่งนั้นเป็นกัลยาณมิตรซึ่งนำความดีงามมาให้ ปาบมิตรคือมิตรที่นำบาปมาให้ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ที่โฆษณามอมเมาต่างๆ เราดูแล้วก็อยาก ได้ก็เกิดทุกข์ จิตใจเกิดไม่สงบ โฆษณายั่วยุให้โลภ โกธร หลง เราก็พยายามห่างๆ แล้วสิ่งนั้นก็จะไม่รบกวนความคิดจิตใจของเรามากนักในเวลานั่งทำสมาธิการคบมิตรถูกต้อง มีส่วนช่วยได้มาก ทำให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้า
ประการที่สี่ ตั้งปรัชญาชีวิตของเราให้ดี ไม่คิดเบียดเบียดแก่งแย่งคนอื่น เราคิดแต่ช่วยเหลือคนอื่นคิดในทางเมตตา จิตจะสงบง่ายถ้าเราให้อภัยได้ เราก็ให้อภัย ถ้าเราเตือนได้ เราก็เตือน เราคิดในทางเกื้อกูลอย่างเดียว และให้หมั่นยิ้มอยู่เสมอ อันนี้ก็จะช่วยเราได้มากหากเรายิ้มเป็น ฝึกยิ้มอยู่เสมอ เรามีความสุขก็ยิ้มได้แม้มีความทุกข์เราก็ยิ้มได้ ดังคำกลอนสอนใจว่า
เป็นการง่าย ยิ้มได้ ไม่ต้องฝึก
เมื่อชีพชื่น เหมือนบรรเลง เพลงสวรรค์
แต่คนที่ ควรชม นิยมกัน
ต้องใจมั่น ยิ้มได้ เมื่อภัยมา
ภัยข้างนอกไม่เท่าไร แต่ใจเราที่หลงไปกับเหตุการณ์ต้องดึงมันขึ้นมาให้ได้ ดึงใจขึ้นมาแล้วก็ยิ้มให้ได้ก่อนทำจิตให้สงบแล้วค่อยคิดแก้ไขปัญหา จะทำได้ดีถ้าเราตกใจกลัว ก็จะเสียหายไปหมด
ถาม การตามลมหายใจ ถ้าเราตามแล้วมันหายไปเลย พอมันเลยจมูกแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นลม แต่มันเป็นการเคลื่อนไหวของหน้าอกหน้าท้อง แล้วก็ไม่รู้จะตามอะไรมันมีตั้งหลายจุด แต่ถ้าผ่านจมูกเราพอรู้แน่
เรื่องเวลาฝึกสมาธิ ควรทำอารมณ์ พอเบื่อแล้วเลิกไปหรือตั้งสูงเกินไป เช่นตั้ง
เวลาให้แน่นอน ๑๐ ถึง ๒๐ นาที
ตอบ เรื่องเวลา ถ้าเราทำอย่างตั้งใจ กำหนดไว้ได้จะดี แต่อย่าตั้งไว้สูงเกินไป เช่นตั้ง ๕ ถึง ๑๐ นาทีก็ไม่ทุกข์มาก แต่ถ้าตั้งครึ่งชั่วโมง เราอาจทุกข์มากจนต้องเลิก เสียความตั้งใจ ถ้าตั้งไว้ ๕ นาที ๑๐ นาที และแค่นี้ก็ทำไม่ได้ แสดงว่าแย่มากแล้ว เราต้องทำให้ได้ หารทำแล้วสงบดีก็ทำต่อไปอีก ไม่ใช่ ๕ นาที่มีเสียงนาฬิกาปลุกดังก็ต้องเลิกเด็ดขาด ถ้าไม่มีอะไรมารบกวนก็ควรทำต่อไปเรื่อย จะค่อยๆ ขยายเวลามากขึ้นโดยธรรมชาติ ถ้าทำแล้สงบเป็นสุขจะทำได้นานขึ้นๆ ดีขึ้นๆ เอง ดีกว่าฝึกใจกดข่มไม่ยั่งยืน
เรื่องลมหายใจ เราไม่ได้ตามลมหายใจ เราตามความรู้สึกที่ลมมากระทบทีจมูกและรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของร่างกาย ของกระบังลม ของท้อง ขณะเมื่อลมหายใจเข้าออก ทีจริงลมหายใจเข้าไปในปอด และปอดขยาย แต่เราไม่นึกอย่างสรีรวิทยา เราจับความรู้สึกสัมผัสและความเคลื่อนไหวจริงๆ ท่านไม่ให้คิด ให้เรารู้สึกว่า ลมกระทบปลายจมูก รู้สึกว่ามันเข้าไป มันไหวมันพองเราก็รู้สึกพอมันหยุดมันหายใจเข้าออก สงบอยู่ก็รู้สึก ตามรู้สึกให้ชัดเจนและต่อเนื่อง ฉะนั้นไม่ต้องมีความคิดความขัดแย้งควรดูสภาวะของจิตว่าสงบหรือฟุ้งซ่านหรือไม่
การแก้ความง่วงและฟุ้งซ่าน
ถาม อยากทราบวิธีแก้ปัญหาเรื่องจิตฟุ้งซ่าน
ตอบ ถ้าเฉพาะหน้า ตอนที่หายใจเข้า ให้ใช้การนับ ถ้าฟุ้งซ่านมากจริงๆ หายใจเข้า ให้นับ ๑ ๒ ๓ ๔ นับในใจ จนสุดลมหายใจ อาจจะได้ ๘ ๙ พอหายใจออกก็นับ ๑ ๒ ๓ ๔ … จนสุดลมอาจได้เป็น ๘ ๙ จะทำให้รู้ว่าเราหายใจได้ยาวแค่ไหน และจะทำให้เราไม่คิดเรื่องอื่น จิตจะไปคิดเรื่องอื่นไม่ได้ เพราะเรากำลังนับอยู่ เรานับสัก ๑๐ เที่ยว ๑๐ ครั้ง ความคิดจะซาลงไป แล้วก็เพียงตามดูลมหายใจเข้าออกต่อไปเฉยๆ ไม่ต้องนับ หรือบางท่านอาจจะใช้วิธีหายใจเข้านับในใจว่า ๑ ออกนับในใจว่า ๑ เข้า ๒ ออก ๒ จนไป ๙-๙ แล้วกลับมาตั้งต้น ๑– ๑ ใหม่ ถ้าเรานับอย่างนี้จิตก็ไปกำกับการนับหรือบางคนอาจใช้วิธีเข้า “ พุท” ออก “โธ” เมื่อไรก็ว่าไม่ได้ แต่ถ้าเราดูเฉยๆ เราก็รู้ว่าตอนนี้ลมหายใจสงบ เข้าก็รู้ว่าเข้า ออกก็รู้ว่าออก มันจะทำให้เป็นธรรมชาติมากกว่า
ขณะที่จิตฟุ้งซ่านก็ต้องใช้การนับช่วย นับต่อเนื่องไปเลย หายใจเข้ายาวออกยาวเข้าที่ก็นับ ๑ ออกที่ก็นับ ๑ เข้าครั้งที่๒ ก็นับ ๒ ออกก็นับ ๒ ก็ได้ ถ้าเราอยากจะเลี่ยงความฟุ้งซ่าน เพราะสภาพแวดล้อมเป็นเหตุ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ ให้ชีวิตของเรามีศีลมากขึ้นเรียบง่ายมากขึ้น ถ้าชีวิตของเรามันเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนมาก ก็เป็นธรรมดาที่จะมีแต่ความไม่สงบ พอมานั่งสมาธิเรื่องที่เราทำ เรื่องที่เราคุย ที่เราผ่านพบมาและตกค้างในจิตก็จะฟูฟุ้งขึ้นมา ถ้าเราไม่ไปวุ่นวายเรื่องอื่นๆ ข้างนอกมาก จิตก็จะไม่สงบ
ฉะนั้นเราต้องพยายามไม่ไปยุ่งเรื่องที่มันไม่จำเป็นต้องทำ คนที่มีสมาธิดีจะรับศีลเองโดยธรรมชาติ เพราะถ้าเราไปวุ่นวายมากจิตก็จะเสียอารมณ์อันสงบ ฉะนั้นเราจะไม่นำจิตไปวุ่นวายกับสิ่งต่างๆนั้น เราต้องสำรวจดูว่า ตัวเรายังมีสิ่งวุ่นวายที่ต้องปรับปรุงหรือไม่ ยังมีสิ่งยั่วยุยั่วยวนมากอยู่หรือไม่ ถ้ามีเราก็ปรับเสีย ให้มีศีล มีการงานที่เรียบร้อย ถ้าเรามีงานก็ต้องทำ คนไหนมีงานแล้วไม่ทำจิตจะวุ่นวายกังกลเพราะงานคั่งค้าง เป็นกังวลใจ ทำงานเสร็จและจะรู้สึกปลอดโปร่งใจ ไม่ต้องจำว่าเรามีงานอะไรบ้าง มีจดหมายอีกกี่ฉบับที่ยังไม่ได้ตอบ ถ้าเรามีงานแล้วไม่ทำมันก็คงกองอยู่บนโต๊ะเรา กลับมาก็ยังเห็นงานค้างก็ทำให้ใจของเรามีอะไรหนักๆ ค้างคาใจอยู่ ถ้ามันหนักใจมากๆ ก็จะทำได้ไม่ดีด้วย ก็ทำส่งๆสักว่าให้มันเสร็จเรียบร้อยด้วยดีก็ช่วยตัดความกังวล ไม่ต้องไปสนใจคิดอะไรอีก แล้วก็จะทำงานได้มาก ทำงานได้เร็ว ทำงานได้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพ ใจก็จะดีเพราะมีสมาธิเต็มที่
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺมํ การงานที่ไม่คั่งค้างอากูลนี้เป็นมงคลอันสูงสุด จะทำให้ชีวิตก้าวหน้า ทำให้จิตเป็นสมาธิได้ดีคนเราถ้ามีศีลจะไม่ฟุ้งซ่านเท่าไร ไม่เหน็ดเหนื่อยวุ่นวาย ไม่คุยมาก ไม่โกหกใคร ไม่ค่อยคิดอะไรมาก
มีปัญหาอะไรอีกไหม ถ้าง่วงต้องปรับแก้เปลี่ยนท่า เปลี่ยนอิริยาบถ หายใจแรงๆ หายใจลึกๆ ชัดๆ ลืมตาขึ้นมองไปที่สว่างๆ หรือขยี้ตา นวดศีรษะ ลูบเนื้อลูบตัวล้างหน้าล้างตาหรือดัดกาย และตั้งใจฝึกให้มากขึ้น แล้วก็จะแก้ได้
แผ่เมตตา
เมื่อท่านทั้งหลายทำความสงบใจจิตใจแล้ว เมื่อสัมผัสกับความสงบเย็น ทำความสบายพอสมควร ตอนท้ายเราก็ควรแผ่เมตตา คือความปรารถนาดี ซึ่งมีอยู่จริงๆในจิตใจของเรา ให้เราน้อมจิตแผ่เมตตา แผ่ความสุขไปยังทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ รู้ถึงความสบายตลอดกายใจของเราแล้วแผ่ไปทุกทิศทาง ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องขวา เบื้องบน เบื้องล่าง แผ่ไปไม่จำกัดประมาณ ขอให้ทุกคนในห้องนี้ความสุขเช่นเดียวกันแผ่ปความปรารถนาดีให้กว้างออกไปอีก ให้คนอยู่ในสถาบันแห่งนี้มีความสุขสงบ แผ่กว้างออกไปอีก ไปยังครอบครัวของเรา พ่อแม่ พี่น้อง คู่ครอง ลูกหลาน ตลอดจนเพื่อนบ้าน ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
ตอนนี้เรามีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาทุกข์ใดๆ เข้ามาสุมกลุ้มรุมให้จิตใจเร่าร้อนอีก ใครที่เคยทำให้เราทุกข์ใจร้อนใจ ขัดเคือง เราก็ให้อภัย เราจะไม่ถือสา ไม่เอาเรื่องนี้มาคิด มาทำให้จิตใจเราเศร้าหมองอีก แต่พึงทำให้ใจของเราเป็นสุข ไม่คิดเบียดเบียนกัน ไม่มีเวรมีภัยต่อกันจะได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อยู่ด้วยกันได้
ใครมีความทุกข์กายทุกข์ใจ ก็ขอให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ก็ขอให้พบความสงบเย็น แม้เรามีโอกาสช่วยเขาได้ เราก็ยินดีเต็มใจ เราก็นึกน้อมใจไปทางนี้ ถ้ามีโอกาสเราก็จะช่วยด้วยความยินดีในทันทีถ้าเราช่วยได้
แม้สัตว์ทั้งหลาย สัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ สัตว์เลี้ยง สัตว์บ้าน สัตว์ป่า ซึ่งมีชีวิตและรักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกับเรา ขอให้ปลอดภัย ไม่เบียดเบียน รู้จักรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลาย ต้นไม้ใบหญ้าป่าเขาลำเนาธารท้องทะเลมหาสมุทร ท้องฟ้า อากาศดวงดาว ดวงตะวัน ดวงดาวทั้งหลายเป็นปัจจัยให้ชีวิตเราตั้งอยู่ได้ ขอให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ มีความปกติ
ทำความรู้สึกกับลมหายใจเข้ายาวออกยาวให้ชัดเจน เมื่อหายใจเข้าทีหนึ่ง อากาศจากภายนอกก็เข้ามาในตัวเมื่อหายใจออก อากาศนี้ก็ออกไป มันไม่ใช้อากาศของใครคนใดคนหนึ่ง ตัวเราก็ไม่ใช่สิ่งที่แยกจากธรรมชาติ มันก็มากับธรรมชาติ คลุกคลีกับธรรมชาติเช่นกัน
ทำความรู้สึกกลมกลืน ไม่ใช่เพียงแต่คิดเอา แม้เราหายใจเข้ายาว ออกยาว เพียงแต่รู้ลมหายใจเฉยๆ มันก็รู้สึกกลมกลืนทั้งกายทั้งใจ ทั้งภายนอกเป็นหนึ่งเดียว จิตใจที่กลมกลืนคือจิตใจที่เกื้อกูล จิตใจที่สงบแล้วเราคิดแล้วจิตใจมันร้อน เราก็อย่าทำอย่าพูดหรืออย่าคิดเรื่องทำนองนั้น อันนี้ก็เป็นตัวบ่งชี้วัด
ควรหาโอกาสทำความสงบอย่างนี้ทุกวัน แม้เพียงวันละ ๕ ถึง ๑๐ นาทีเมื่อตื่นนอนและก่อนนอน จิตใจที่เคยหมักหมนด้วยอารมณ์ต้องล้างให้สะอาดสดชื่น จิตใจของเราอาบน้ำทุกวันทำให้ร่างกายสะอาดสดชื่น จิตใจของเราก็ควรชำระอารมณ์ทุกวันไม่ค้างคา ทำสมาธิแล้วจะผ่องใสพร้อมที่จะไปพักผ่อน หรือทำการงาน บางที่เราทำอย่างเครียดๆ อยู่ตั้งหลายชั่วโมง เราก็หายใจยาว ปล่อยวางความคิดทั้งหลาย เราก็รู้สึกว่าโลกมันสดใสขึ้นเชิญท่านทั้งหลายลืมตาขึ้น เราจะเห็นว่าโลกสดใสขึ้นกว่าเดิม เพราะการทำสมาธินี้ ใจสบาย กายสงบ ตาก็สบายได้พักฯ
ต้องให้เด็กศึกษาความจริงของธรรมชาติ
เด็กก็จะต้องรู้ต่อไปถึงเรื่องความจริง ความจริงของธรรมชาติ รู้เรื่องธรรมชาติอันแท้จริง ไม่งมงายเป็นไสยศาสตร์ไม่มีปัญหาเรื่องผีๆ สางๆ เรื่องกลัวผี เรื่องอะไรเหล่านี้ซึ่งผู้ใหญ่เขาโง่ เด็กในท้องไม่รู้จักกลัวผี เพิ่งมารู้จักกลัวผีเมื่อผู้ใหญ่เขาพูดในทำนองให้มันโง่ นี้ก็ความเด็กๆ ดูซิว่า หมากลัวผีไหม หมากลัวผีไหม เอ้าไปดูกันที่ป่าช้าที่ไหนก็ตาม หมากลัวผีไหม ถ้าหมาไม่กลัว ทำไม่หนูจะต้องกลัวผีเล่า ให้รู้ว่าธรรมชาติแท้ๆ มันก็มีอยู่ เขาจะต้องกลัวผีเล่า ให้รู้ว่าธรรมชาติแท้ๆ เป็นอย่างไร อย่าให้เรื่องไสยศาสตร์เข้ามาฝังหัวจนผิดกันหมดยุ่งหมด ให้อาศัยหลักธรรมชาติที่เฉียบขาด แน่นอนตายตัว เป็นกระแสแห่งเหตุและผล เกิดความคิดโง่ๆ ขึ้นมาก็เพราะเหตุและผลมันไม่ถูก เกิดความฉลาดขึ้นมาก็เพราะเหตุผลมันถูกต้อง ให้เป็นผู้อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลตลอดไป
ดังนั้น การสอนให้มองเห็น ให้ลึกลงไปตามหลักธรรมชั้นสูงนั้นไม่เสียหลายดอก ให้เด็กได้รู้ว่า จิตมันนึกคิดได้เองโดยไม่ต้องมีอัตตา โดยไม่ต้องมีอะไร ไม่ต้องมีผีสางไม่ต้องมีเทวดาอะไรที่ไหนเข้ามาช่วย ร่างกายระบบประสาทมันรู้สึกอะไรได้เอง ไม่ต้องมีผีมีอะไรมาช่วยทำความรู้สึก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมีระบบประสาทที่มันรู้สึกอย่างนั้นๆ ได้เอง ไม่ต้องมีอัตตา ไม่ต้องมีที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาทำหน้าที่ จิตรู้สึกเวทนาได้เอง ไม่ต้องมีอัตตามาช่วยจิตรู้สึกเป็นสัญญา จำได้ หมายมั่นอะไรได้เอง ไม่ต้องมีอัตตาไหนมาช่วย จิตคิดนึกได้เอง เป็นวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ได้เอง ไม่ต้องมีผีไม่ต้องมีอัตตา ไม่ต้องมีเทวดาไม่ต้องมีเจตภูติ ไม่ต้องมีวิญญาณอะไรที่ไหนมาช่วย นั่นแหละเด็กมีความรู้ที่ถูกต้องอย่างนี้
เด็กๆ จะต้องรู้ว่า อะไรเป็นไสยศาสตร์ อะไรเป็นพุทธศาสตร์ นี้สำคัญมาก ค่อยๆ บอกให้เขารู้ ค่อยๆ บอกให้เขารู้ แต่ถ้าพ่อแม่ไม่รู้แล้วใครจะบอก มันมีปัญหายากอย่างนี้ ปัญหาทางการศึกษามันลำบากอย่างนี้ มันกลายเป็นว่า ต้องอบรมกันทั้งพ่อแม่และทั้งลูก ให้มีความเข้าใจถูกต้องในเรื่องความเป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุผล แล้วรู้ว่าจิตนี้มันลึกลับซับซ้อน มันทำอะไรที่เข้าใจได้ยาก เราจึงเข้าใจผิดอย่างนี้ ขอให้ระวังให้ดี
ควรรู้ว่ากายและจิตเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้
ที่นี้เด็กๆ นี้ควรจะรู้สิ่งที่เรียกว่าจิตตามสมควรแม้จะไม่รู้หมด รู้ในขนาดที่ว่า จิตเป็นสิ่งที่อบรมได้ เท่านี้สำคัญ จิตเป็นสิ่งที่อบรมได้ ก็หมายความว่าเปลี่ยนแปลงได้ ให้รู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ มันก็พอใจ ที่ว่าจะทำอย่างไร ให้มันเป็นจิตที่ดี ให้เด็กรู้ว่าไม่ดีอย่างไร และดีอย่างไร จิตมีประโยชน์อย่างไร ไม่มีประโยชน์อย่างไร นอกจากจิตเป็นสิ่งที่อบรมได้แล้ว รางกายก็เป็นสิ่งอบรมได้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับจิตได้ การอบรมแต่จิตมันก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าร่างกายมันไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นร่างกายก็เป็นสิ่งที่อบรมได้เช่นเดียวกับจิต ฉะนั้นขอให้เราอบรมพร้อมๆ กันไปทั้งทางร่างกายและทั้งจิต ให้ร่างกายเป็นพื้นฐานของจิต
ความนึกคิดนี้ยังไม่มีที่สิ้นสุด ยังจะเป็นไปอีกมากแต่เราจะต้องรู้ว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น อะไรจำเป็นก่อน อะไรจะต้องมีเดี๋ยวนี้ อะไรรอไว้ก่อนก็ได้ จนเห็นว่า การทำให้หมอปัญหาให้หมดความทุกข์นี้จำเป็นทีสุด อย่าให้พ่อแม่ต้องน้ำตาไหล นั่นถูกต้องที่สุด จำเป็นที่สุด
อบรมให้เด็กเข้าใจศาสนาโดยถูกต้อง
เอ้า ที่นี้ก็จะมองดูไป ทิศทางอื่นต่อไปว่า จะให้เด็กของเราจักพระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างไร เราจะมีพระพุทธเจ้าอย่างไหนให้แก่เด็กของเรา เดี๋ยวนี้มันมีอะไรก็จะโทษใครก็ไม่ได้ พอเด็กเขาเข้าไปในโบสถ์ โบสถ์ที่ศักดิ์สิทธิ์หรือที่สูงสุด ที่แพง เด็กก็เริ่มเข้าใจผิดต่อพระพุทธ เพราะนั่งอยู่บัลลังก็งาช้างหลายๆ ชั้นมีเศวตฉัตรกั้นอยู่บนศีรษะพอเด็กเห็นภาพอย่างนี้ เด็กจะเข้าใจผิดต่อพระพุทธเจ้าทันที่ความคิดจะเดินทิศทางไปทางไหนก็ไม่รู้ ไม่มองเห็นว่า พระพุทธเจ้าอยู่ในกระท่อมอย่างคนขอทานนั่นแหละเด็กไม่เคยรู้ไม่เคยมองเห็น ไปดูซิ ซากพระคันธกุฎีทั้งหลายมันไม่ดีไปกว่ากระท่อมคนขอทาน อย่าไปดูหลังที่เขาเสริมสร้างที่หลังใหญ่โตมโหฬาร นั้นมันรุ่นหลังทั้งนั้น แต่ถ้าว่าพระคันธกุฎีในยุคแรก โดยแท้ๆ แล้ว มันก็ไม่ใหญ่ไป กว่ากระท่อมของคนขอทาน แล้วพระพุทธเจ้าจะมานั่งอยู่บนบัลลังก์งาช้าง ข้างบนกั้นเศวตฉัตรได้อย่างไร นี้มันลำบาก เสียแล้วที่จะทำให้เด็กๆ รู้จักพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องเพราะพอเขาเข้าไปในโบสถ์ เขาก็รู้จักพระพุทธเจ้าในลักษณะที่ผิดความจริงไปเสียแล้ว
รู้จักพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง
จะอธิบายกันได้ไหม จะอธิบายกันได้ไหม? ให้เด็กรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างไร มีชีวิตอย่างไร แล้วเด็กจะเข้าใจไปว่าในพุทธรูปนั้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สิงอยู่เพราะใหญ่ทำให้รู้สึกอย่างนั้นเป็นลัทธิ animism ของคนป่า มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สิงอยู่ในเคารพนั้น เป็นลัทธิ animism ของคนป่า เดี๋ยวนี้เราก็ทำให้เด็กๆ เข้าใจอย่างนั้นพระพุทธองค์นี้ต้องเอาไข่อย่างเดียวไปถวาย มันก็ ทำให้เกิดความคิดความเข้าใจผิดต่อพระพุทธรูป ในฐานะเป็นสิ่งที่มีวิญญาณสิงอยู่ใน นั้นรู้จักพระธรรมให้ถูกต้อง
ที่นี้มีก็พูดถึงพระธรรมบ้าง เด็กก็เป็นธรรมดา รู้อย่างที่พ่อแม่บอกให้รู้พระธรรม ก็คือ ใบลาน คือ ตู้ไตรปิฏก หรือ เล่มพระไตรปิฏก หรือแม้แต่เสียงที่พระเทศน์ออกไปแจ้วๆ นี้ก็เป็นพระธรรม เด็กเขาก็รู้เท่านั้น เด็กไม่รู้ว่า พระธรรมคืออะไร.
มันก็อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้าแหละ ความรู้ที่ดับทุกข์ได้และปฏิบัติตามนั้นแล้วดับทุกข์ได้ เกิดผลขึ้นมาเป็นความทุกข์ได้ นั่นแหละคือพระธรรม พระธรรมที่แท้จริงไม่ใช่ตู้ใบลาน ไม่ใช่ตู้พระไตรปิฏก ไม่ใช่เสียงแสดงธรรมหรือไม่ใช่อะไรที่เป็นวัตถุ แต่เป็นความรู้ เป็นการกระทำเป็นผลของการกระทำมันดับทุกข์ได้ เหมือนที่เด็กๆ เรียนหนังสือในโรงเรียน เรียนให้รู้ที่จะประกอบอาชีพ แล้วก็ไปประกอบอาชีพ แล้ก็ไปนี้มีลักษณะอย่างไร พระธรรมก็มีลักษณะอย่างนั้นแหละ.
ขอให้เด็กเตรียมตัวรู้ รู้จักพระธรรมไว้ให้ถูกต้องให้รู้ยิ่งๆ ขึ้นไป อย่ามัวเห็นแต่ว่าเป็นตู้พระธรรม ตู้พระไตรปิฏก ใบลานคัมภีร์อะไร อย่างที่เขาเรียกๆ กันทีเขาใช้ทำพิธีกัน นั้นมันเป็นเรื่องพิธี บอกให้รู้ว่า นั้นเป็นเรื่องพิธีความจริงอยู่ลึกกว่านั้น มันเป็นของจริง ให้เด็กๆ เขารู้จักพระธรรมเป็นจุดตั้งต้นที่ถูกต้องกันเสียอย่างนี้ มันจะง่ายขึ้น อนุบาลจะควรรู้เท่าไร ประถมจะควรรู้เท่าไร มัธยมจะควรรู้เท่าไร มันเป็นแนวเดียวกันอย่างนั้นแหละ
รู้จักพระสงฆ์ให้ถูกต้องที่นี้มารู้จัก พระสงฆ์ กันเสียบ้าง ว่าไม่ใช่เพียงแต่คนที่เอาผ้ามาห่ม เด็กๆ มันรู้จักเพียงเท่านั้น เด็กทารกก็รู้จักเพียงเท่านั้น เพราะพ่อแม่เขาบอกให้เพียงเท่านั้น ตัวเหลืองๆ มาแล้วโว้ย ก็ยกมือไหว้ สาธุ มักก็เลยรู้เพียงเท่านั้น ให้เขารู้ว่า พระสงฆ์คือ ผู้ประสบความสำเร็จในการดับทุกข์ตามแบบของพระพุทธเจ้า แล้วยังจะ สืบวิชาอันนี้ได้ให้คนชั้นหลัง ไว้ตลอดกาลนิรันดร พระสงฆ์นี้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ดับทุกข์ได้แล้ว จะสืบอายุการปฏิบัตินี้ไว้ให้สำหรับคนชั้นหลัง มาถึงพวกเราและต่อไป พระสงฆ์คืออย่างนั้น ไม่ใช่เพียงว่าห่มเหลืองแล้วก็จะเป็นพระสงฆ์เด็กๆ ก็จะไม่หลงในคำว่าพระสงฆ์ เหมือนที่หลงๆ กันอยู่จนเกิดเรื่องเกิดราวที่ไม่น่าดู
นี่เราต้องการให้ เด็กรู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีพระพุทธ มีพระธรรม พระสงฆ์ สำหรับเด็ก ที่เป็นจุดตั้งต้นอย่างนี้
ฉะนั้น เราจะจัดการศึกษานี้ให้เด็กเขาได้เป็นมนุษย์ที่พึงประสงค์ ที่ควรต้องการ เรียกเป็นภาษาธรรมะก็ว่า ให้เขาเป็นสุภาพบุรุษก็ได้ ถ้าตามหลักภาษาพุทธศาสนาแล้วใช้คำว่าสัตบุรุษ เป็นคำสูงสุดในสมัยพุทธกาล ที่ใช้เรียกพระอรหันต์เลย สัตบุรุษนี้ใช้เรียกพระอรหันต์ ได้ด้วย จารึกที่ผอบกระดูกของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เขาใช้สัปปุริสะ ของพระสารีบุตรผู้เป็นสัตตบุรุษของโมคคัลลานะ คำว่าสัตบุรุษใช้กัน สูงสุดเลย เราต้องการสัตบุรุษ หรือที่จะลดลงมาเป็นสุภาพบุรุษก็ได้ ต่ำลงมา เราต้องการให้มนุษย์ทุกคนในโลกนี้เป็นสุภาพษุรุษ ไม่ใช่บุคคลผู้เห็นแก่ตัว ให้เขาถือศาสนาแห่งความถูกต้อง ไม่ถือศาสนาประโยชน์ ไปรับจ้างรัฐบาลทำงาน เป็นการทำกุศลอย่างมหาสาลในการช่วยกันสร้างโลกในอนาคตให้มันเป็นโลกที่ถูกต้อง เป็นกุศลมหาศาลตามพุทธประสงค์ ตามแบบที่ถูกต้องของพุทธบริษัทถ้าทำได้อย่างนี้ มันเป็นการสืบอายุโลกให้ยืนยาวต่อไป สืบอายุพระธรรมให้ยืนยาวไป สืบอายุพระศาสนาให้ยืนยาวไป
เป็นการกระทำที่เป็นความรับผิดชอบแห่งยุคมากไปไหม? เรารับผิดชอบแห่งยุค ยุคนี้เราต้องรับผิดชอบอย่างนี้ เราเป็นผู้มีการกระทำรับผิดชอบแห่งยุค โลกจะรอดได้ไปอีกยุคหนึ่งถ้าเรามีการกระทำอย่างนี้ คือสร้างเด็กขึ้นมาอย่างถูกต้อง ประเทศไทยจะเป็นป้อมปราการของโลกด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงป้อมปราการของพระพุทธศาสนา เป็นป้อมปราการของมนุษย์โลก โลกจะยังคงเป็นโลกที่มีความน่าอยู่
ขอให้ทุกท่านมีความพอใจ มีความเชื่อตัวเอง มีความกล้าหาญ มีความสุขในการกระทำงานชิ้นนี้ ขอให้ท่านสำเร็จตามความประสงค์มุ่งหมายทุกๆ คน ทุกๆ ประการเทอญฯ
ขอยุติการบรรยายลงด้วยความสมควรแก่เวลา
………………………..
หนังสืออ้างอิง
ธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ป.ธ ๙ ) พระ. หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา กัมมัฏฐาน
กรุงเทพฯ โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๑
พุทธทาสภิกขุ อานาปานสติภาวนา กรุงเทพฯ ธรรม, ๒๕๓๘
พุทธทาสภิกขุ เด็กจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต พิมพ์ครั้งที่ ๓ ...กรุงเทพฯ สุขภาพใจ ๒๕๔๓
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี