ประการที่สี่  ตั้งปรัชญาชีวิตของเราให้ดี  ไม่คิดเบียดเบียดแก่งแย่งคนอื่น  เราคิดแต่ช่วยเหลือคนอื่นคิดในทางเมตตา  จิตจะสงบง่ายถ้าเราให้อภัยได้  เราก็ให้อภัย ถ้าเราเตือนได้  เราก็เตือน  เราคิดในทางเกื้อกูลอย่างเดียว และให้หมั่นยิ้มอยู่เสมอ  อันนี้ก็จะช่วยเราได้มากหากเรายิ้มเป็น  ฝึกยิ้มอยู่เสมอ  เรามีความสุขก็ยิ้มได้แม้มีความทุกข์เราก็ยิ้มได้  ดังคำกลอนสอนใจว่า

 

เป็นการง่าย  ยิ้มได้  ไม่ต้องฝึก

  เมื่อชีพชื่น  เหมือนบรรเลง  เพลงสวรรค์

  แต่คนที่  ควรชม  นิยมกัน

  ต้องใจมั่น  ยิ้มได้  เมื่อภัยมา

  ภัยข้างนอกไม่เท่าไร  แต่ใจเราที่หลงไปกับเหตุการณ์ต้องดึงมันขึ้นมาให้ได้  ดึงใจขึ้นมาแล้วก็ยิ้มให้ได้ก่อนทำจิตให้สงบแล้วค่อยคิดแก้ไขปัญหา  จะทำได้ดีถ้าเราตกใจกลัว  ก็จะเสียหายไปหมด

  ถาม  การตามลมหายใจ  ถ้าเราตามแล้วมันหายไปเลย  พอมันเลยจมูกแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นลม แต่มันเป็นการเคลื่อนไหวของหน้าอกหน้าท้อง  แล้วก็ไม่รู้จะตามอะไรมันมีตั้งหลายจุด  แต่ถ้าผ่านจมูกเราพอรู้แน่

  เรื่องเวลาฝึกสมาธิ  ควรทำอารมณ์  พอเบื่อแล้วเลิกไปหรือตั้งสูงเกินไป  เช่นตั้ง 

เวลาให้แน่นอน ๑๐ ถึง ๒๐ นาที

  ตอบ  เรื่องเวลา  ถ้าเราทำอย่างตั้งใจ  กำหนดไว้ได้จะดี  แต่อย่าตั้งไว้สูงเกินไป  เช่นตั้ง ๕  ถึง  ๑๐  นาทีก็ไม่ทุกข์มาก  แต่ถ้าตั้งครึ่งชั่วโมง  เราอาจทุกข์มากจนต้องเลิก  เสียความตั้งใจ  ถ้าตั้งไว้  ๕ นาที  ๑๐ นาที  และแค่นี้ก็ทำไม่ได้  แสดงว่าแย่มากแล้ว เราต้องทำให้ได้ หารทำแล้วสงบดีก็ทำต่อไปอีก  ไม่ใช่  ๕  นาที่มีเสียงนาฬิกาปลุกดังก็ต้องเลิกเด็ดขาด  ถ้าไม่มีอะไรมารบกวนก็ควรทำต่อไปเรื่อย  จะค่อยๆ ขยายเวลามากขึ้นโดยธรรมชาติ  ถ้าทำแล้สงบเป็นสุขจะทำได้นานขึ้นๆ  ดีขึ้นๆ เอง  ดีกว่าฝึกใจกดข่มไม่ยั่งยืน

  เรื่องลมหายใจ  เราไม่ได้ตามลมหายใจ  เราตามความรู้สึกที่ลมมากระทบทีจมูกและรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของร่างกาย  ของกระบังลม  ของท้อง  ขณะเมื่อลมหายใจเข้าออก ทีจริงลมหายใจเข้าไปในปอด  และปอดขยาย แต่เราไม่นึกอย่างสรีรวิทยา  เราจับความรู้สึกสัมผัสและความเคลื่อนไหวจริงๆ  ท่านไม่ให้คิด  ให้เรารู้สึกว่า  ลมกระทบปลายจมูก  รู้สึกว่ามันเข้าไป  มันไหวมันพองเราก็รู้สึกพอมันหยุดมันหายใจเข้าออก  สงบอยู่ก็รู้สึก  ตามรู้สึกให้ชัดเจนและต่อเนื่อง  ฉะนั้นไม่ต้องมีความคิดความขัดแย้งควรดูสภาวะของจิตว่าสงบหรือฟุ้งซ่านหรือไม่

การแก้ความง่วงและฟุ้งซ่าน

  ถาม อยากทราบวิธีแก้ปัญหาเรื่องจิตฟุ้งซ่าน 

  ตอบ  ถ้าเฉพาะหน้า  ตอนที่หายใจเข้า  ให้ใช้การนับ  ถ้าฟุ้งซ่านมากจริงๆ หายใจเข้า  ให้นับ  ๑ ๒ ๓ ๔ นับในใจ  จนสุดลมหายใจ  อาจจะได้  ๘ ๙ พอหายใจออกก็นับ ๑  ๒ ๓ ๔ … จนสุดลมอาจได้เป็น  ๘ ๙  จะทำให้รู้ว่าเราหายใจได้ยาวแค่ไหน  และจะทำให้เราไม่คิดเรื่องอื่น  จิตจะไปคิดเรื่องอื่นไม่ได้  เพราะเรากำลังนับอยู่ เรานับสัก  ๑๐ เที่ยว  ๑๐ ครั้ง  ความคิดจะซาลงไป  แล้วก็เพียงตามดูลมหายใจเข้าออกต่อไปเฉยๆ ไม่ต้องนับ  หรือบางท่านอาจจะใช้วิธีหายใจเข้านับในใจว่า  ๑  ออกนับในใจว่า ๑ เข้า ๒  ออก ๒ จนไป ๙-๙ แล้วกลับมาตั้งต้น ๑– ๑ ใหม่  ถ้าเรานับอย่างนี้จิตก็ไปกำกับการนับหรือบางคนอาจใช้วิธีเข้า “ พุท” ออก “โธ”  เมื่อไรก็ว่าไม่ได้  แต่ถ้าเราดูเฉยๆ เราก็รู้ว่าตอนนี้ลมหายใจสงบ  เข้าก็รู้ว่าเข้า  ออกก็รู้ว่าออก  มันจะทำให้เป็นธรรมชาติมากกว่า

  ขณะที่จิตฟุ้งซ่านก็ต้องใช้การนับช่วย  นับต่อเนื่องไปเลย  หายใจเข้ายาวออกยาวเข้าที่ก็นับ ๑ ออกที่ก็นับ ๑ เข้าครั้งที่๒ ก็นับ ๒ ออกก็นับ ๒ ก็ได้  ถ้าเราอยากจะเลี่ยงความฟุ้งซ่าน  เพราะสภาพแวดล้อมเป็นเหตุ  เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่  ให้ชีวิตของเรามีศีลมากขึ้นเรียบง่ายมากขึ้น  ถ้าชีวิตของเรามันเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนมาก  ก็เป็นธรรมดาที่จะมีแต่ความไม่สงบ  พอมานั่งสมาธิเรื่องที่เราทำ  เรื่องที่เราคุย  ที่เราผ่านพบมาและตกค้างในจิตก็จะฟูฟุ้งขึ้นมา  ถ้าเราไม่ไปวุ่นวายเรื่องอื่นๆ  ข้างนอกมาก จิตก็จะไม่สงบ

  ฉะนั้นเราต้องพยายามไม่ไปยุ่งเรื่องที่มันไม่จำเป็นต้องทำ  คนที่มีสมาธิดีจะรับศีลเองโดยธรรมชาติ  เพราะถ้าเราไปวุ่นวายมากจิตก็จะเสียอารมณ์อันสงบ  ฉะนั้นเราจะไม่นำจิตไปวุ่นวายกับสิ่งต่างๆนั้น  เราต้องสำรวจดูว่า  ตัวเรายังมีสิ่งวุ่นวายที่ต้องปรับปรุงหรือไม่ ยังมีสิ่งยั่วยุยั่วยวนมากอยู่หรือไม่  ถ้ามีเราก็ปรับเสีย  ให้มีศีล  มีการงานที่เรียบร้อย  ถ้าเรามีงานก็ต้องทำ  คนไหนมีงานแล้วไม่ทำจิตจะวุ่นวายกังกลเพราะงานคั่งค้าง  เป็นกังวลใจ  ทำงานเสร็จและจะรู้สึกปลอดโปร่งใจ  ไม่ต้องจำว่าเรามีงานอะไรบ้าง  มีจดหมายอีกกี่ฉบับที่ยังไม่ได้ตอบ ถ้าเรามีงานแล้วไม่ทำมันก็คงกองอยู่บนโต๊ะเรา  กลับมาก็ยังเห็นงานค้างก็ทำให้ใจของเรามีอะไรหนักๆ  ค้างคาใจอยู่  ถ้ามันหนักใจมากๆ ก็จะทำได้ไม่ดีด้วย  ก็ทำส่งๆสักว่าให้มันเสร็จเรียบร้อยด้วยดีก็ช่วยตัดความกังวล ไม่ต้องไปสนใจคิดอะไรอีก แล้วก็จะทำงานได้มาก  ทำงานได้เร็ว  ทำงานได้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพ  ใจก็จะดีเพราะมีสมาธิเต็มที่

  พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อนากุลา  จ  กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺมํ  การงานที่ไม่คั่งค้างอากูลนี้เป็นมงคลอันสูงสุด  จะทำให้ชีวิตก้าวหน้า  ทำให้จิตเป็นสมาธิได้ดีคนเราถ้ามีศีลจะไม่ฟุ้งซ่านเท่าไร  ไม่เหน็ดเหนื่อยวุ่นวาย  ไม่คุยมาก ไม่โกหกใคร  ไม่ค่อยคิดอะไรมาก

  มีปัญหาอะไรอีกไหม  ถ้าง่วงต้องปรับแก้เปลี่ยนท่า เปลี่ยนอิริยาบถ  หายใจแรงๆ หายใจลึกๆ ชัดๆ ลืมตาขึ้นมองไปที่สว่างๆ หรือขยี้ตา  นวดศีรษะ  ลูบเนื้อลูบตัวล้างหน้าล้างตาหรือดัดกาย  และตั้งใจฝึกให้มากขึ้น แล้วก็จะแก้ได้

แผ่เมตตา

  เมื่อท่านทั้งหลายทำความสงบใจจิตใจแล้ว  เมื่อสัมผัสกับความสงบเย็น  ทำความสบายพอสมควร  ตอนท้ายเราก็ควรแผ่เมตตา  คือความปรารถนาดี  ซึ่งมีอยู่จริงๆในจิตใจของเรา  ให้เราน้อมจิตแผ่เมตตา  แผ่ความสุขไปยังทุกคนที่อยู่ในห้องนี้  รู้ถึงความสบายตลอดกายใจของเราแล้วแผ่ไปทุกทิศทาง  ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง  เบื้องซ้าย  เบื้องขวา  เบื้องบน  เบื้องล่าง  แผ่ไปไม่จำกัดประมาณ  ขอให้ทุกคนในห้องนี้ความสุขเช่นเดียวกันแผ่ปความปรารถนาดีให้กว้างออกไปอีก  ให้คนอยู่ในสถาบันแห่งนี้มีความสุขสงบ  แผ่กว้างออกไปอีก  ไปยังครอบครัวของเรา  พ่อแม่  พี่น้อง  คู่ครอง  ลูกหลาน  ตลอดจนเพื่อนบ้าน  ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

  ตอนนี้เรามีความสุขดีอยู่แล้ว  ไม่ต้องเอาทุกข์ใดๆ เข้ามาสุมกลุ้มรุมให้จิตใจเร่าร้อนอีก  ใครที่เคยทำให้เราทุกข์ใจร้อนใจ  ขัดเคือง  เราก็ให้อภัย  เราจะไม่ถือสา  ไม่เอาเรื่องนี้มาคิด  มาทำให้จิตใจเราเศร้าหมองอีก  แต่พึงทำให้ใจของเราเป็นสุข  ไม่คิดเบียดเบียนกัน ไม่มีเวรมีภัยต่อกันจะได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน  อยู่ด้วยกันได้

  ใครมีความทุกข์กายทุกข์ใจ  ก็ขอให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย  ก็ขอให้พบความสงบเย็น  แม้เรามีโอกาสช่วยเขาได้  เราก็ยินดีเต็มใจ  เราก็นึกน้อมใจไปทางนี้ ถ้ามีโอกาสเราก็จะช่วยด้วยความยินดีในทันทีถ้าเราช่วยได้

  แม้สัตว์ทั้งหลาย  สัตว์น้อย  สัตว์ใหญ่  สัตว์เลี้ยง  สัตว์บ้าน  สัตว์ป่า ซึ่งมีชีวิตและรักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกับเรา  ขอให้ปลอดภัย  ไม่เบียดเบียน รู้จักรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลาย  ต้นไม้ใบหญ้าป่าเขาลำเนาธารท้องทะเลมหาสมุทร ท้องฟ้า  อากาศดวงดาว  ดวงตะวัน ดวงดาวทั้งหลายเป็นปัจจัยให้ชีวิตเราตั้งอยู่ได้  ขอให้มีความสะอาดบริสุทธิ์  มีความปกติ

  ทำความรู้สึกกับลมหายใจเข้ายาวออกยาวให้ชัดเจน  เมื่อหายใจเข้าทีหนึ่ง อากาศจากภายนอกก็เข้ามาในตัวเมื่อหายใจออก  อากาศนี้ก็ออกไป มันไม่ใช้อากาศของใครคนใดคนหนึ่ง  ตัวเราก็ไม่ใช่สิ่งที่แยกจากธรรมชาติ มันก็มากับธรรมชาติ  คลุกคลีกับธรรมชาติเช่นกัน

  ทำความรู้สึกกลมกลืน  ไม่ใช่เพียงแต่คิดเอา แม้เราหายใจเข้ายาว  ออกยาว  เพียงแต่รู้ลมหายใจเฉยๆ มันก็รู้สึกกลมกลืนทั้งกายทั้งใจ  ทั้งภายนอกเป็นหนึ่งเดียว  จิตใจที่กลมกลืนคือจิตใจที่เกื้อกูล  จิตใจที่สงบแล้วเราคิดแล้วจิตใจมันร้อน  เราก็อย่าทำอย่าพูดหรืออย่าคิดเรื่องทำนองนั้น  อันนี้ก็เป็นตัวบ่งชี้วัด

  ควรหาโอกาสทำความสงบอย่างนี้ทุกวัน  แม้เพียงวันละ ๕ ถึง ๑๐ นาทีเมื่อตื่นนอนและก่อนนอน  จิตใจที่เคยหมักหมนด้วยอารมณ์ต้องล้างให้สะอาดสดชื่น จิตใจของเราอาบน้ำทุกวันทำให้ร่างกายสะอาดสดชื่น  จิตใจของเราก็ควรชำระอารมณ์ทุกวันไม่ค้างคา ทำสมาธิแล้วจะผ่องใสพร้อมที่จะไปพักผ่อน  หรือทำการงาน  บางที่เราทำอย่างเครียดๆ อยู่ตั้งหลายชั่วโมง  เราก็หายใจยาว  ปล่อยวางความคิดทั้งหลาย เราก็รู้สึกว่าโลกมันสดใสขึ้นเชิญท่านทั้งหลายลืมตาขึ้น  เราจะเห็นว่าโลกสดใสขึ้นกว่าเดิม  เพราะการทำสมาธินี้  ใจสบาย กายสงบ  ตาก็สบายได้พักฯ

ต้องให้เด็กศึกษาความจริงของธรรมชาติ

  เด็กก็จะต้องรู้ต่อไปถึงเรื่องความจริง  ความจริงของธรรมชาติ  รู้เรื่องธรรมชาติอันแท้จริง  ไม่งมงายเป็นไสยศาสตร์ไม่มีปัญหาเรื่องผีๆ สางๆ เรื่องกลัวผี  เรื่องอะไรเหล่านี้ซึ่งผู้ใหญ่เขาโง่  เด็กในท้องไม่รู้จักกลัวผี  เพิ่งมารู้จักกลัวผีเมื่อผู้ใหญ่เขาพูดในทำนองให้มันโง่  นี้ก็ความเด็กๆ ดูซิว่า หมากลัวผีไหม หมากลัวผีไหม  เอ้าไปดูกันที่ป่าช้าที่ไหนก็ตาม  หมากลัวผีไหม  ถ้าหมาไม่กลัว ทำไม่หนูจะต้องกลัวผีเล่า  ให้รู้ว่าธรรมชาติแท้ๆ มันก็มีอยู่  เขาจะต้องกลัวผีเล่า ให้รู้ว่าธรรมชาติแท้ๆ เป็นอย่างไร อย่าให้เรื่องไสยศาสตร์เข้ามาฝังหัวจนผิดกันหมดยุ่งหมด  ให้อาศัยหลักธรรมชาติที่เฉียบขาด  แน่นอนตายตัว  เป็นกระแสแห่งเหตุและผล  เกิดความคิดโง่ๆ  ขึ้นมาก็เพราะเหตุและผลมันไม่ถูก เกิดความฉลาดขึ้นมาก็เพราะเหตุผลมันถูกต้อง ให้เป็นผู้อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลตลอดไป

  ดังนั้น  การสอนให้มองเห็น ให้ลึกลงไปตามหลักธรรมชั้นสูงนั้นไม่เสียหลายดอก ให้เด็กได้รู้ว่า  จิตมันนึกคิดได้เองโดยไม่ต้องมีอัตตา  โดยไม่ต้องมีอะไร  ไม่ต้องมีผีสางไม่ต้องมีเทวดาอะไรที่ไหนเข้ามาช่วย  ร่างกายระบบประสาทมันรู้สึกอะไรได้เอง  ไม่ต้องมีผีมีอะไรมาช่วยทำความรู้สึก  ตา  หู  จมูก  ลิ้น กาย  ใจ  มันมีระบบประสาทที่มันรู้สึกอย่างนั้นๆ ได้เอง  ไม่ต้องมีอัตตา  ไม่ต้องมีที่ตา หู  จมูก  ลิ้น กาย ใจ  มาทำหน้าที่  จิตรู้สึกเวทนาได้เอง  ไม่ต้องมีอัตตามาช่วยจิตรู้สึกเป็นสัญญา  จำได้ หมายมั่นอะไรได้เอง ไม่ต้องมีอัตตาไหนมาช่วย  จิตคิดนึกได้เอง  เป็นวิญญาณทางตา หู  จมูก ลิ้น กายใจ ได้เอง  ไม่ต้องมีผีไม่ต้องมีอัตตา  ไม่ต้องมีเทวดาไม่ต้องมีเจตภูติ  ไม่ต้องมีวิญญาณอะไรที่ไหนมาช่วย นั่นแหละเด็กมีความรู้ที่ถูกต้องอย่างนี้

  เด็กๆ จะต้องรู้ว่า  อะไรเป็นไสยศาสตร์  อะไรเป็นพุทธศาสตร์ นี้สำคัญมาก ค่อยๆ  บอกให้เขารู้  ค่อยๆ บอกให้เขารู้  แต่ถ้าพ่อแม่ไม่รู้แล้วใครจะบอก  มันมีปัญหายากอย่างนี้  ปัญหาทางการศึกษามันลำบากอย่างนี้  มันกลายเป็นว่า  ต้องอบรมกันทั้งพ่อแม่และทั้งลูก  ให้มีความเข้าใจถูกต้องในเรื่องความเป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุผล  แล้วรู้ว่าจิตนี้มันลึกลับซับซ้อน  มันทำอะไรที่เข้าใจได้ยาก เราจึงเข้าใจผิดอย่างนี้  ขอให้ระวังให้ดี 

ควรรู้ว่ากายและจิตเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้

  ที่นี้เด็กๆ นี้ควรจะรู้สิ่งที่เรียกว่าจิตตามสมควรแม้จะไม่รู้หมด  รู้ในขนาดที่ว่า  จิตเป็นสิ่งที่อบรมได้ เท่านี้สำคัญ  จิตเป็นสิ่งที่อบรมได้  ก็หมายความว่าเปลี่ยนแปลงได้ ให้รู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ มันก็พอใจ ที่ว่าจะทำอย่างไร  ให้มันเป็นจิตที่ดี  ให้เด็กรู้ว่าไม่ดีอย่างไร และดีอย่างไร  จิตมีประโยชน์อย่างไร  ไม่มีประโยชน์อย่างไร นอกจากจิตเป็นสิ่งที่อบรมได้แล้ว  รางกายก็เป็นสิ่งอบรมได้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับจิตได้  การอบรมแต่จิตมันก็เป็นไปไม่ได้  ถ้าร่างกายมันไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นร่างกายก็เป็นสิ่งที่อบรมได้เช่นเดียวกับจิต  ฉะนั้นขอให้เราอบรมพร้อมๆ กันไปทั้งทางร่างกายและทั้งจิต ให้ร่างกายเป็นพื้นฐานของจิต

  ความนึกคิดนี้ยังไม่มีที่สิ้นสุด  ยังจะเป็นไปอีกมากแต่เราจะต้องรู้ว่าอะไรจำเป็น  อะไรไม่จำเป็น  อะไรจำเป็นก่อน อะไรจะต้องมีเดี๋ยวนี้ อะไรรอไว้ก่อนก็ได้  จนเห็นว่า การทำให้หมอปัญหาให้หมดความทุกข์นี้จำเป็นทีสุด  อย่าให้พ่อแม่ต้องน้ำตาไหล  นั่นถูกต้องที่สุด จำเป็นที่สุด

อบรมให้เด็กเข้าใจศาสนาโดยถูกต้อง

  เอ้า ที่นี้ก็จะมองดูไป  ทิศทางอื่นต่อไปว่า  จะให้เด็กของเราจักพระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างไร เราจะมีพระพุทธเจ้าอย่างไหนให้แก่เด็กของเรา  เดี๋ยวนี้มันมีอะไรก็จะโทษใครก็ไม่ได้ พอเด็กเขาเข้าไปในโบสถ์  โบสถ์ที่ศักดิ์สิทธิ์หรือที่สูงสุด  ที่แพง เด็กก็เริ่มเข้าใจผิดต่อพระพุทธ  เพราะนั่งอยู่บัลลังก็งาช้างหลายๆ ชั้นมีเศวตฉัตรกั้นอยู่บนศีรษะพอเด็กเห็นภาพอย่างนี้  เด็กจะเข้าใจผิดต่อพระพุทธเจ้าทันที่ความคิดจะเดินทิศทางไปทางไหนก็ไม่รู้  ไม่มองเห็นว่า  พระพุทธเจ้าอยู่ในกระท่อมอย่างคนขอทานนั่นแหละเด็กไม่เคยรู้ไม่เคยมองเห็น  ไปดูซิ  ซากพระคันธกุฎีทั้งหลายมันไม่ดีไปกว่ากระท่อมคนขอทาน  อย่าไปดูหลังที่เขาเสริมสร้างที่หลังใหญ่โตมโหฬาร นั้นมันรุ่นหลังทั้งนั้น แต่ถ้าว่าพระคันธกุฎีในยุคแรก  โดยแท้ๆ  แล้ว  มันก็ไม่ใหญ่ไป  กว่ากระท่อมของคนขอทาน  แล้วพระพุทธเจ้าจะมานั่งอยู่บนบัลลังก์งาช้าง ข้างบนกั้นเศวตฉัตรได้อย่างไร  นี้มันลำบาก เสียแล้วที่จะทำให้เด็กๆ รู้จักพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องเพราะพอเขาเข้าไปในโบสถ์  เขาก็รู้จักพระพุทธเจ้าในลักษณะที่ผิดความจริงไปเสียแล้ว

รู้จักพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง

  จะอธิบายกันได้ไหม  จะอธิบายกันได้ไหม? ให้เด็กรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างไร  มีชีวิตอย่างไร  แล้วเด็กจะเข้าใจไปว่าในพุทธรูปนั้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สิงอยู่เพราะใหญ่ทำให้รู้สึกอย่างนั้นเป็นลัทธิ  animism  ของคนป่า  มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สิงอยู่ในเคารพนั้น  เป็นลัทธิ animism  ของคนป่า  เดี๋ยวนี้เราก็ทำให้เด็กๆ เข้าใจอย่างนั้นพระพุทธองค์นี้ต้องเอาไข่อย่างเดียวไปถวาย  มันก็  ทำให้เกิดความคิดความเข้าใจผิดต่อพระพุทธรูป  ในฐานะเป็นสิ่งที่มีวิญญาณสิงอยู่ใน นั้นรู้จักพระธรรมให้ถูกต้อง

  ที่นี้มีก็พูดถึงพระธรรมบ้าง  เด็กก็เป็นธรรมดา  รู้อย่างที่พ่อแม่บอกให้รู้พระธรรม ก็คือ ใบลาน คือ  ตู้ไตรปิฏก หรือ เล่มพระไตรปิฏก  หรือแม้แต่เสียงที่พระเทศน์ออกไปแจ้วๆ นี้ก็เป็นพระธรรม  เด็กเขาก็รู้เท่านั้น  เด็กไม่รู้ว่า พระธรรมคืออะไร.

  มันก็อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้าแหละ  ความรู้ที่ดับทุกข์ได้และปฏิบัติตามนั้นแล้วดับทุกข์ได้  เกิดผลขึ้นมาเป็นความทุกข์ได้  นั่นแหละคือพระธรรม พระธรรมที่แท้จริงไ่ใช่ตู้ใบลาน  ไม่ใช่ตู้พระไตรปิฏก  ไม่ใช่เสียงแสดงธรรมหรือไม่ใช่อะไรที่เป็นวัตถุ  แต่เป็นความรู้  เป็นการกระทำเป็นผลของการกระทำมันดับทุกข์ได้  เหมือนที่เด็กๆ เรียนหนังสือในโรงเรียน  เรียนให้รู้ที่จะประกอบอาชีพ  แล้วก็ไปประกอบอาชีพ  แล้ก็ไปนี้มีลักษณะอย่างไร  พระธรรมก็มีลักษณะอย่างนั้นแหละ.

  ขอให้เด็กเตรียมตัวรู้  รู้จักพระธรรมไว้ให้ถูกต้องให้รู้ยิ่งๆ ขึ้นไป  อย่ามัวเห็นแต่ว่าเป็นตู้พระธรรม  ตู้พระไตรปิฏก  ใบลานคัมภีร์อะไร  อย่างที่เขาเรียกๆ กันทีเขาใช้ทำพิธีกัน  นั้นมันเป็นเรื่องพิธี  บอกให้รู้ว่า  นั้นเป็นเรื่องพิธีความจริงอยู่ลึกกว่านั้น  มันเป็นของจริง ให้เด็กๆ เขารู้จักพระธรรมเป็นจุดตั้งต้นที่ถูกต้องกันเสียอย่างนี้  มันจะง่ายขึ้น อนุบาลจะควรรู้เท่าไร  ประถมจะควรรู้เท่าไร  มัธยมจะควรรู้เท่าไร  มันเป็นแนวเดียวกันอย่างนั้นแหละ

รู้จักพระสงฆ์ให้ถูกต้องที่นี้มารู้จัก  พระสงฆ์  กันเสียบ้าง ว่าไม่ใช่เพียงแต่คนที่เอาผ้ามาห่ม เด็กๆ มันรู้จักเพียงเท่านั้น เด็กทารกก็รู้จักเพียงเท่านั้น  เพราะพ่อแม่เขาบอกให้เพียงเท่านั้น ตัวเหลืองๆ มาแล้วโว้ย ก็ยกมือไหว้ สาธุ มักก็เลยรู้เพียงเท่านั้น  ให้เขารู้ว่า พระสงฆ์คือ  ผู้ประสบความสำเร็จในการดับทุกข์ตามแบบของพระพุทธเจ้า  แล้วยังจะ  สืบวิชาอันนี้ได้ให้คนชั้นหลัง  ไว้ตลอดกาลนิรันดร  พระสงฆ์นี้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า  ดับทุกข์ได้แล้ว  จะสืบอายุการปฏิบัตินี้ไว้ให้สำหรับคนชั้นหลัง มาถึงพวกเราและต่อไป  พระสงฆ์คืออย่างนั้น  ไม่ใช่เพียงว่าห่มเหลืองแล้วก็จะเป็นพระสงฆ์เด็กๆ ก็จะไม่หลงในคำว่าพระสงฆ์  เหมือนที่หลงๆ กันอยู่จนเกิดเรื่องเกิดราวที่ไม่น่าดู

  นี่เราต้องการให้ เด็กรู้จัก  พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ มีพระพุทธ มีพระธรรม พระสงฆ์ สำหรับเด็ก ที่เป็นจุดตั้งต้นอย่างนี้

  ฉะนั้น เราจะจัดการศึกษานี้ให้เด็กเขาได้เป็นมนุษย์ที่พึงประสงค์ ที่ควรต้องการ  เรียกเป็นภาษาธรรมะก็ว่า ให้เขาเป็นสุภาพบุรุษก็ได้  ถ้าตามหลักภาษาพุทธศาสนาแล้วใช้คำว่าสัตบุรุษ เป็นคำสูงสุดในสมัยพุทธกาล  ที่ใช้เรียกพระอรหันต์เลย สัตบุรุษนี้ใช้เรียกพระอรหันต์ ได้ด้วย  จารึกที่ผอบกระดูกของพระสารีบุตร  พระโมคคัลลานะ  เขาใช้สัปปุริสะ  ของพระสารีบุตรผู้เป็นสัตตบุรุษของโมคคัลลานะ  คำว่าสัตบุรุษใช้กัน สูงสุดเลย  เราต้องการสัตบุรุษ  หรือที่จะลดลงมาเป็นสุภาพบุรุษก็ได้  ต่ำลงมา เราต้องการให้มนุษย์ทุกคนในโลกนี้เป็นสุภาพษุรุษ  ไม่ใช่บุคคลผู้เห็นแก่ตัว  ให้เขาถือศาสนาแห่งความถูกต้อง ไม่ถือศาสนาประโยชน์  ไปรับจ้างรัฐบาลทำงาน  เป็นการทำกุศลอย่างมหาสาลในการช่วยกันสร้างโลกในอนาคตให้มันเป็นโลกที่ถูกต้อง  เป็นกุศลมหาศาลตามพุทธประสงค์  ตามแบบที่ถูกต้องของพุทธบริษัทถ้าทำได้อย่างนี้  มันเป็นการสืบอายุโลกให้ยืนยาวต่อไป สืบอายุพระธรรมให้ยืนยาวไป  สืบอายุพระศาสนาให้ยืนยาวไป

  เป็นการกระทำที่เป็นความรับผิดชอบแห่งยุคมากไปไหม? เรารับผิดชอบแห่งยุค  ยุคนี้เราต้องรับผิดชอบอย่างนี้  เราเป็นผู้มีการกระทำรับผิดชอบแห่งยุค  โลกจะรอดได้ไปอีกยุคหนึ่งถ้าเรามีการกระทำอย่างนี้ คือสร้างเด็กขึ้นมาอย่างถูกต้อง  ประเทศไทยจะเป็นป้อมปราการของโลกด้วย  ไม่ใช่เป็นเพียงป้อมปราการของพระพุทธศาสนา เป็นป้อมปราการของมนุษย์โลก  โลกจะยังคงเป็นโลกที่มีความน่าอยู่

ขอให้ทุกท่านมีความพอใจ  มีความเชื่อตัวเอง มีความกล้าหาญ  มีความสุขในการกระทำงานชิ้นนี้ ขอให้ท่านสำเร็จตามความประสงค์มุ่งหมายทุกๆ คน ทุกๆ ประการเทอญฯ

    ขอยุติการบรรยายลงด้วยความสมควรแก่เวลา 

    ………………………..

หนังสืออ้างอิง

ธรรมธีรราชมหามุนี  (โชดก ป.ธ ๙ )  พระ. หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา กัมมัฏฐาน

  กรุงเทพฯ  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ๒๕๓๑

พุทธทาสภิกขุ  อานาปานสติภาวนา  กรุงเทพฯ  ธรรม, ๒๕๓๘

พุทธทาสภิกขุ  เด็กจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต พิมพ์ครั้งที่  ๓ ...กรุงเทพฯ สุขภาพใจ ๒๕๔๓

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี