ความจริงที่แท้

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทาง

วิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

สารบัญ

บทที่  ๑    ความจริงที่แท้

บทที่ ๒    พุทธปรัชญาใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยม

บทที่ ๓   เรื่องกรรมและการเกิดใหม่

บทที่  ๔  คำสอนพุทธศาสนากำจัดทุกข์ในสังสารวัฏ

บทที่  ๑

ความจริงที่แท้

  มีปัญหาที่ถกเถียงกันมาตลอดว่าพระพุทธศาสนามีแนวคิดใกล้เคียงกับอภิปรัชญาใดมากที่สุดเป็นธรรมชาตินิยมสัจจนิยม จิตตนิยม สสารนิยม หรือเหตุผลนิยม  มีนักปรัชญาพุทธหลายท่านพยายามตอบคำถามนี้ซึ่งแต่ละประเด็นเป็นสิ่งที่ควรศึกษาค้นคว้า  พระพุทธศาสนานั้นมีคำสอนหลายอย่างที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับปรัชญาและปรัชญาก็มีเนื้อหาหลายส่วนที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาดังนั้นจึงมีการนำเสนอแนวคิดที่หลากหลายเนื่องจากแนวคิดของปรัชญาตะวันตกกับพระพุทธศาสนานั้นมีกำเนิดต่างกันปรัชญาตะวันตกส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าดังนั้นการอธิบายหลักการต่างๆจึงมักจะสิ้นสุดลงที่พระเจ้า  ส่วนพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม(Atheism)คือไม่ยอมรับการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าดังนั้นการอธิบายหลักการต่างๆ จึงไม่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าแต่ขึ้นอยู่กับมนุษย์และธรรมชาติ พระพุทธศาสนายอมรับความจริงแท้ซึ่งอยู่ในขอบข่ายของอภิปรัชญา  แต่แตกต่างไปจากปรัชญาตะวันตก  มีปัญหาถกเถียงกันมากว่าพระพุทธศาสนามีทัศนะใกล้เคียงกับอภิปรัชญาใดมากที่สุดเป็นธรรมชาตินิยม สัจจนิยม จิตตนิยมสสารนิยมหรือเหตุผลนิยมตามหลักปรัชญาตะวันตก
  ปัญหาที่ว่าความจริงแท้คืออะไรนั้นหากตอบตามทัศนะของปรัชญาความจริงแท้เทียบได้กับคำว่าอันติมสัจจะ(Ultimate Reality) ในทางปรัชญาหมายถึงความเป็นจริงขั้นสูงสุด  (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า 101.)


 ในแต่ละสำนักทางปรัชญาหรือศาสนามีคำตอบไม่เหมือนกันเช่นทาเลสคือน้ำในศาสนาฮินดูคือปรมาตมัน

ในพระพุทธศาสนาสัจจะหรือความจริงมีสองอย่างตามที่แสดงไว้ในอรรถกถาอังคุตตรนิกายว่า  พระสัมพุทธเจ้าเป็นยอดของผู้กล่าวสอนทั้งหลายได้ตรัสสัจจะสองอย่างคือสมมติสัจจะ  และปรมัตถสัจจะไม่ตรัสสัจจะที่สาม  คำที่ชาวโลกหมายรู้กันก็เป็นสัจจะเพราะมีโลกสมมติเป็นเหตุ  คำที่ระบุถึงสิ่งที่เป็นปรมัตถ์ก็เป็นสัจจะเพราะมีความจริงของธรรมทั้งหลายเป็นเหตุ  เพราะฉะนั้นมุสาวาทจึงไม่เกิดแก่พระโลกนาถผู้ศาสดาผู้ฉลาดในโวหาร ผู้ตรัสตามสมมติ(องฺ. อรรถกถา. 1/185.)

สมมุติสัจจะคือความจริงโดยสมมุติ ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคนความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลกเช่นว่าคนสัตว์ โต๊ะเก้าอี้เป็นต้น

  ปรมัตถสัจจะ  ความจริงโดยปรมัตถ์ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน  ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้เช่นว่า รูปนาม เวทนา จิต เจตสิก เป็นต้น  (พระพรหมคุณาภรณ์,พจนานุกรมพุทธศาสตร์,พิมพ์ครั้งที่ 13,กรุงเทพ ฯ:เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์,2548,หน้า 75.)
 ในพระพุทธศาสนาแสดงความจริงอันประเสริฐไว้ว่าอริยสัจสี่อันประกอบด้วยทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค ดังคำกล่าวยืนยันว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจคือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่  ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีกประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือกามตัณหา  ภวตัณหา วิภวตัณหา 
 ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละสละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน

ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8  คือปัญญาอันเห็นชอบ  ความดำริชอบ  เจรจาชอบ  การงานชอบ  เลี้ยงชีวิตชอบ  พยายามชอบ  ระลึกชอบ  ตั้งจิตชอบ  (วิ.มหา 4/13/16)

ความจริงแท้ในพระพุทธศาสนาจึงมิใช่สิ่งเดียวแต่เป็นทั้งตัวปัญหา สาเหตุ การแก้ปัญหาและวิธีการในการแก้ปัญหาเมื่อกระทำให้สิ้นสุดตามกระบวนการแล้วจึงเข้าสู่ภาวะแห่งการตรัสรู้ดังที่พระองค์ยืนยันว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจสี่นี้  มีรอบสาม มีอาการ 12 อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์  อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป (วิ.มหา. 4/16/18)

อริยสัจจ์ตรงตามความหมายของความจริงแท้ในที่นี่พร้อมทั้งแสดงวิธีการในการเข้าถึงความจริง จึงเป็นอภิปรัชญาคือทุกขสัจจ์ร้อมทั้งสาเหตุเกิดคือสมุทัย ญานวิทยาคือมรรคมีองค์ 8 นิโรธความดับทุกข์ได้นั้นจึงเป้นความจริงแท้ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่านิพพานคือภาวะที่จิตรู้ตามความเป็นจริงแล้วเข้าสู้การรู้แจ้ง นิพพานรู้ได้ยากดังที่พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้ใหม่ๆก็ทรงใคร่ครวญว่า บัดนี้เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยากเพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่ายสัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้ว ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียดลึกซึ้งยากที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพาน  (วิ.มหา.4/7/9)
  ส่วนความจริงแท้อีกอย่างหนึ่งแสดงไว้ในอภิธรรมเรียกว่าปรมัตถธรรมคือสภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุดได้แก่ จิต เจตสิกรูป นิพพาน  ความจริงแท้ในพระพุทธศาสนาจึงสรุปลงที่รูปนาม

อภิปรัชญาสามสาขา

ในปัญหาที่ว่าพระพุทธศาสนามีทัศนะทางอภิปรัชญาใกล้เคียงกับปรัชญาใดมากที่สุดนั้นต้องทราบก่อนว่าอภิปรัชญาคืออะไร ว่าด้วยเรื่องอะไร

อภิปรัชญา(Metaphysics) ปรัชญาที่ว่าด้วยสิ่งเป็นจริงเช่นพระเป็นเจ้า โลก วิญญาณสาระ เจตจำนงเสรี (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า 64.)

อภิปรัชญาของสามสำนักมองไม่เหมือนกันก่อนจะตอบว่าพระพุทธศาสนามีทรรศใกล้เคียงกับปรัชญากลุ่มใดมากที่สุดต้องทราบทัศนะของแต่ละสำนักซึ่งมีทัศนะดังต่อไปนี้

จิตนิยม (Idealism) เป็นชื่อเรียกทัศนะทางปรัชญาของสำนักปรัชญาหลายสำนักที่มีทัศนะร่วมกันว่าจิตหรือสภาวะนามธรรมมีความเป็นจริงสูงสุดและมีความสำคัญกว่าวัตถุเช่นจิตนิยมแบบเบริร์กลีย์เรียกว่าจิตนิยมอุตรวิสัยคือทัศนะที่ถือว่าสิ่งที่เป็นวัตถุเป็นเพียงมโนภาพซึ่งมีอยู่ในจิตของพระเป็นเจ้า  จิตนิยมแบบคานท์เรียกว่าจิตนิยมอุตรวิสัยคือทรรศที่ถือว่าสิ่งที่มนุษย์รับรู้นั้นจะต้องผ่านระบบการทำงานของจิตเสียก่อนมนุษย์จะรับรู้ความจริงโดยไม่ผ่านระบบการทำงานของจิตไม่ได้  จิตนิยมแบบเฮเกลเรียกว่าจิตนิยมวัตถุวิสัยหรือจิตนิยมปรวิสัยหรือจิตนิยมสมบูรณ์คือทัศนะที่ถือว่าสิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมีอย่างเดียวคือจิตสัมบูรณ์สิ่งอื่นๆทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุเป็นเพียงการแสดงของจิตสัมบูรณ์และพัฒนาตามขั้นตอนไปสู่ความเป็นจิตสัมบูรณ์  จิตนิยมแบบเพลโต  คือทรรศที่ถือว่ามีสภาพความจริงอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่วัตถุเรียกว่ามโนภาพ (Idea)หรือแบบ(Form) ซึ่งเพลโตถือว่าเป็นจริงและสำคัญกว่าโลกแห่งวัตถุ  (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า 45.)

สสารนิยม (Materialism) ในทางอภิปรัชญาหมายถึงทัศนะที่ถือว่าสสารเท่านั้นที่เป็นจริงปรากฏการณ์ในรูปอื่นๆสามารถทอนลงได้ว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสารในกรณีนี้เรามักเรียกว่าสสารนิยม  (หน้า 61)

ธรรมชาตินิยม(Naturalism) ซึ่งหมายถึงแนวความคิดซึ่งยึดธรรมชาติเป็นหลักประกอบด้วยทัศนะต่างๆเช่น

(1) ทัศนะที่ถือว่า ธรรมชาติเท่านั้นคือสิ่งเป็นจริงนิรันดร์  มีพลังกระตุ้นในตัวดำรงอยู่ด้วยตัวเอง มีทุกอย่างในตัวเอง อาศัยตนเอง ปฏิบัติการได้ด้วยตนเองและมีเหตุผลในตัว

(2) ทัศนะที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือธรรมชาติโดยถือว่าปรากฏการณ์ทุกๆอย่างเป็นไปตามสภาวะความเกี่ยวพันที่มีต่อกันของเหตุการณ์ทางธรรมชาตินั้นๆเองไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆทั้งสิ้นแต่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามกาละและเทศะกล่าวคือธรรมชาตินี้มีโครงสร้างของตนเองและโครงสร้างนั้นเกิดขึ้นได้เอง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอำนาจเหนือธรรมชาติ

(3) ทัศนะที่มีลักษณะนิยมวิทยาศาสตร์ได้แก่ทัศนะที่ถือว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลเพียงพอโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ความรู้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยวิธีการวิทยาศาสตร์เท่านั้นแต่ความรู้ที่เรียกกันว่าอัชฌัตติกญาณ(intuition) คือการรู้เองก็ดีประสบการณ์เชิงรหัสยะคือประสบการณ์เรื่องลึกลับก็ดี คติความเชื่อก็ดีวิวรณ์คือการที่พระเป็นเจ้าเปิดเผยความรู้ให้มนุษย์ทราบก็ดีไม่ถือว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง  อย่างไรก็ดี แม้วิทยาศาสตร์จะเป็นวิธีการเดียวที่ทำให้มนุษย์รู้และเข้าใจโลกแต่มนุษย์ก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกได้หลายทาง นอกเหนือจากการรู้และการเข้าใจ  ธรรมชาตินิยมไม่ถือว่าการรู้และการเข้าใจโลกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

(4) ทัศนะที่ถือว่า มนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งในธรรมชาติ มิได้มีฐานะพิเศษเหนือกว่าสิ่งอื่นๆเลยพฤติกรรมของมนุษย์ก็คล้ายๆกับพฤติกรรมของสัตว์อื่นๆจะต่างกันก็ตรงที่มีความซับซ้อนมากกว่าเท่านั้นอิทธิพลจากสังคมและสิ่งแวดล้อมทำให้พฤติกรรมของมนุษย์ผันแปรไปต่างๆกันได้คุณค่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง มิได้อาศัยสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นหลัก  (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า 70.)
  พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม(Atheism)คือศาสนาที่มีทัศนะว่าไม่มีพระเจ้า  ในทางอภิปรัชญาจึงมิได้ให้ความสำคัญกับพระเป็นเจ้า  ดังที่มีผู้แสดงทัศนะไว้ว่า “ในทางปรัชญาความคิดเรื่องโลกเป็นความคิดที่สำคัญเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปรัชญาเทวนิยมความคิดเรื่องโลกจัดเป็นความคิดพื้นฐานที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความคิดเรื่องพระเจ้าและความคิดเรื่องมนุษย์ปรัชญาประเทศเทวนิยมทั้งของตะวันตกและตะวันออก แม้จะมีความเห็นอื่นๆแตกต่างกันแต่ก็มีความสอดคล้องกันเกี่ยวกับการมีอยู่ของโลกนั่นคือการมีอยู่ของโลกเป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าโดยปรัชญาบางสำนักถือว่าพระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกโดยตรง 

(สุนทร ณรังษี,พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก,พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543,หน้า 46.)

ปัญหาในทางอภิปรัชญาว่าด้วยความคิดเรื่องโลกพระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องโลกไว้ในอัคคัญญสูตร ทีฆนิกายปาฏิกวรรคว่าด้วยกำเนิดโลกความว่า “ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยล่วง  ระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร  มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเองสัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงามสถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้ง  บางคราวโดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญ อยู่โดยมากเหล่าสัตว์พากันจฺติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศอยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ก็แหละ  สมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และ  ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ  เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เท่า  นั้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านานเกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไปได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยว  ให้งวดแล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี  กลิ่นรส มีสีคล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น  (ที.ปา.9/56/65.)

เมื่อกล่าวถึงกำเนิดของโลกพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก  เธอทั้งหลายจงฟัง ... ภิกษุทั้งหลายก็ความเกิดแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป  จึงเกิดจักขุวิญญาณความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทานเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลายนี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก  ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหาเพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับเพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก (สํ.นิทาน. 164/72.) 
  ความเกิดและความดับแห่งโลกในที่นี้จึงเป็นเรื่องของกระบวนการในปฏิจจสมุปบาทมิได้เป็นเหมือนกับที่ปรัชญาตะวันตกเข้าใจ ที่บางลัทธิบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกหลักปฏิจสมุปบาทจึงคล้ายกับกฏธรรมชาติซึ่งมิได้มีผู้สร้างแต่เป็นเรื่องของปัจจัยที่อิงอาศัยกันและกัน