ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทาง
วิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
สารบัญ
บทที่ ๑ ความจริงที่แท้
บทที่ ๒ พุทธปรัชญาใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยม
บทที่ ๓ เรื่องกรรมและการเกิดใหม่
บทที่ ๔ คำสอนพุทธศาสนากำจัดทุกข์ในสังสารวัฏ
บทที่ ๑
ความจริงที่แท้
มีปัญหาที่ถกเถียงกันมาตลอดว่าพระพุทธศาสนามีแนวคิดใกล้เคียงกับอภิปรัชญาใดมากที่สุดเป็นธรรมชาตินิยมสัจจนิยม จิตตนิยม สสารนิยม หรือเหตุผลนิยม มีนักปรัชญาพุทธหลายท่านพยายามตอบคำถามนี้ซึ่งแต่ละประเด็นเป็นสิ่งที่ควรศึกษาค้นคว้า พระพุทธศาสนานั้นมีคำสอนหลายอย่างที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับปรัชญาและปรัชญาก็มีเนื้อหาหลายส่วนที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาดังนั้นจึงมีการนำเสนอแนวคิดที่หลากหลายเนื่องจากแนวคิดของปรัชญาตะวันตกกับพระพุทธศาสนานั้นมีกำเนิดต่างกันปรัชญาตะวันตกส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าดังนั้นการอธิบายหลักการต่างๆจึงมักจะสิ้นสุดลงที่พระเจ้า ส่วนพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม(Atheism)คือไม่ยอมรับการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าดังนั้นการอธิบายหลักการต่างๆ
จึงไม่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าแต่ขึ้นอยู่กับมนุษย์และธรรมชาติ
พระพุทธศาสนายอมรับความจริงแท้ซึ่งอยู่ในขอบข่ายของอภิปรัชญา แต่แตกต่างไปจากปรัชญาตะวันตก มีปัญหาถกเถียงกันมากว่าพระพุทธศาสนามีทัศนะใกล้เคียงกับอภิปรัชญาใดมากที่สุดเป็นธรรมชาตินิยม สัจจนิยม จิตตนิยมสสารนิยมหรือเหตุผลนิยมตามหลักปรัชญาตะวันตก
ปัญหาที่ว่าความจริงแท้คืออะไรนั้นหากตอบตามทัศนะของปรัชญาความจริงแท้เทียบได้กับคำว่าอันติมสัจจะ(Ultimate Reality) ในทางปรัชญาหมายถึงความเป็นจริงขั้นสูงสุด (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า 101.)
ในแต่ละสำนักทางปรัชญาหรือศาสนามีคำตอบไม่เหมือนกันเช่นทาเลสคือน้ำในศาสนาฮินดูคือปรมาตมัน
ในพระพุทธศาสนาสัจจะหรือความจริงมีสองอย่างตามที่แสดงไว้ในอรรถกถาอังคุตตรนิกายว่า พระสัมพุทธเจ้าเป็นยอดของผู้กล่าวสอนทั้งหลายได้ตรัสสัจจะสองอย่างคือสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะไม่ตรัสสัจจะที่สาม คำที่ชาวโลกหมายรู้กันก็เป็นสัจจะเพราะมีโลกสมมติเป็นเหตุ คำที่ระบุถึงสิ่งที่เป็นปรมัตถ์ก็เป็นสัจจะเพราะมีความจริงของธรรมทั้งหลายเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นมุสาวาทจึงไม่เกิดแก่พระโลกนาถผู้ศาสดาผู้ฉลาดในโวหาร ผู้ตรัสตามสมมติ(องฺ. อรรถกถา. 1/185.)
สมมุติสัจจะคือความจริงโดยสมมุติ ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคนความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลกเช่นว่าคนสัตว์ โต๊ะเก้าอี้เป็นต้น
ปรมัตถสัจจะ
ความจริงโดยปรมัตถ์ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ
โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้เช่นว่า
รูปนาม เวทนา จิต เจตสิก เป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์,พจนานุกรมพุทธศาสตร์,พิมพ์ครั้งที่ 13,กรุงเทพ ฯ:เอส.อาร์.พริ้นติ้ง
แมสโปรดักส์,2548,หน้า 75.)
ในพระพุทธศาสนาแสดงความจริงอันประเสริฐไว้ว่าอริยสัจสี่อันประกอบด้วยทุกข์สมุทัย
นิโรธ มรรค ดังคำกล่าวยืนยันว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจคือ
ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ความตายก็เป็นทุกข์
ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ 5
เป็นทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ
คือตัณหาอันทำให้เกิดอีกประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือกามตัณหา
ภวตัณหา วิภวตัณหา
ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ
คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละสละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน
ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 คือปัญญาอันเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตชอบ (วิ.มหา 4/13/16)
ความจริงแท้ในพระพุทธศาสนาจึงมิใช่สิ่งเดียวแต่เป็นทั้งตัวปัญหา สาเหตุ การแก้ปัญหาและวิธีการในการแก้ปัญหาเมื่อกระทำให้สิ้นสุดตามกระบวนการแล้วจึงเข้าสู่ภาวะแห่งการตรัสรู้ดังที่พระองค์ยืนยันว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจสี่นี้ มีรอบสาม มีอาการ 12 อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป (วิ.มหา. 4/16/18)
อริยสัจจ์ตรงตามความหมายของความจริงแท้ในที่นี่พร้อมทั้งแสดงวิธีการในการเข้าถึงความจริง
จึงเป็นอภิปรัชญาคือทุกขสัจจ์ร้อมทั้งสาเหตุเกิดคือสมุทัย
ญานวิทยาคือมรรคมีองค์ 8 นิโรธความดับทุกข์ได้นั้นจึงเป้นความจริงแท้ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่านิพพานคือภาวะที่จิตรู้ตามความเป็นจริงแล้วเข้าสู้การรู้แจ้ง
นิพพานรู้ได้ยากดังที่พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้ใหม่ๆก็ทรงใคร่ครวญว่า บัดนี้เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยากเพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่ายสัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้ว
ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียดลึกซึ้งยากที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง
อันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพาน (วิ.มหา.4/7/9)
ส่วนความจริงแท้อีกอย่างหนึ่งแสดงไว้ในอภิธรรมเรียกว่าปรมัตถธรรมคือสภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์
สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุดได้แก่ จิต เจตสิกรูป นิพพาน
ความจริงแท้ในพระพุทธศาสนาจึงสรุปลงที่รูปนาม
อภิปรัชญาสามสาขา
ในปัญหาที่ว่าพระพุทธศาสนามีทัศนะทางอภิปรัชญาใกล้เคียงกับปรัชญาใดมากที่สุดนั้นต้องทราบก่อนว่าอภิปรัชญาคืออะไร ว่าด้วยเรื่องอะไร
อภิปรัชญา(Metaphysics) ปรัชญาที่ว่าด้วยสิ่งเป็นจริงเช่นพระเป็นเจ้า โลก วิญญาณสาระ เจตจำนงเสรี (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า 64.)
อภิปรัชญาของสามสำนักมองไม่เหมือนกันก่อนจะตอบว่าพระพุทธศาสนามีทรรศใกล้เคียงกับปรัชญากลุ่มใดมากที่สุดต้องทราบทัศนะของแต่ละสำนักซึ่งมีทัศนะดังต่อไปนี้
จิตนิยม (Idealism) เป็นชื่อเรียกทัศนะทางปรัชญาของสำนักปรัชญาหลายสำนักที่มีทัศนะร่วมกันว่าจิตหรือสภาวะนามธรรมมีความเป็นจริงสูงสุดและมีความสำคัญกว่าวัตถุเช่นจิตนิยมแบบเบริร์กลีย์เรียกว่าจิตนิยมอุตรวิสัยคือทัศนะที่ถือว่าสิ่งที่เป็นวัตถุเป็นเพียงมโนภาพซึ่งมีอยู่ในจิตของพระเป็นเจ้า จิตนิยมแบบคานท์เรียกว่าจิตนิยมอุตรวิสัยคือทรรศที่ถือว่าสิ่งที่มนุษย์รับรู้นั้นจะต้องผ่านระบบการทำงานของจิตเสียก่อนมนุษย์จะรับรู้ความจริงโดยไม่ผ่านระบบการทำงานของจิตไม่ได้ จิตนิยมแบบเฮเกลเรียกว่าจิตนิยมวัตถุวิสัยหรือจิตนิยมปรวิสัยหรือจิตนิยมสมบูรณ์คือทัศนะที่ถือว่าสิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมีอย่างเดียวคือจิตสัมบูรณ์สิ่งอื่นๆทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุเป็นเพียงการแสดงของจิตสัมบูรณ์และพัฒนาตามขั้นตอนไปสู่ความเป็นจิตสัมบูรณ์ จิตนิยมแบบเพลโต คือทรรศที่ถือว่ามีสภาพความจริงอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่วัตถุเรียกว่ามโนภาพ (Idea)หรือแบบ(Form) ซึ่งเพลโตถือว่าเป็นจริงและสำคัญกว่าโลกแห่งวัตถุ (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า 45.)
สสารนิยม (Materialism) ในทางอภิปรัชญาหมายถึงทัศนะที่ถือว่าสสารเท่านั้นที่เป็นจริงปรากฏการณ์ในรูปอื่นๆสามารถทอนลงได้ว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสารในกรณีนี้เรามักเรียกว่าสสารนิยม (หน้า 61)
ธรรมชาตินิยม(Naturalism) ซึ่งหมายถึงแนวความคิดซึ่งยึดธรรมชาติเป็นหลักประกอบด้วยทัศนะต่างๆเช่น
(1) ทัศนะที่ถือว่า ธรรมชาติเท่านั้นคือสิ่งเป็นจริงนิรันดร์ มีพลังกระตุ้นในตัวดำรงอยู่ด้วยตัวเอง มีทุกอย่างในตัวเอง อาศัยตนเอง ปฏิบัติการได้ด้วยตนเองและมีเหตุผลในตัว
(2) ทัศนะที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือธรรมชาติโดยถือว่าปรากฏการณ์ทุกๆอย่างเป็นไปตามสภาวะความเกี่ยวพันที่มีต่อกันของเหตุการณ์ทางธรรมชาตินั้นๆเองไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆทั้งสิ้นแต่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามกาละและเทศะกล่าวคือธรรมชาตินี้มีโครงสร้างของตนเองและโครงสร้างนั้นเกิดขึ้นได้เอง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอำนาจเหนือธรรมชาติ
(3) ทัศนะที่มีลักษณะนิยมวิทยาศาสตร์ได้แก่ทัศนะที่ถือว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลเพียงพอโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ความรู้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยวิธีการวิทยาศาสตร์เท่านั้นแต่ความรู้ที่เรียกกันว่าอัชฌัตติกญาณ(intuition) คือการรู้เองก็ดีประสบการณ์เชิงรหัสยะคือประสบการณ์เรื่องลึกลับก็ดี คติความเชื่อก็ดีวิวรณ์คือการที่พระเป็นเจ้าเปิดเผยความรู้ให้มนุษย์ทราบก็ดีไม่ถือว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี แม้วิทยาศาสตร์จะเป็นวิธีการเดียวที่ทำให้มนุษย์รู้และเข้าใจโลกแต่มนุษย์ก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกได้หลายทาง นอกเหนือจากการรู้และการเข้าใจ ธรรมชาตินิยมไม่ถือว่าการรู้และการเข้าใจโลกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
(4)
ทัศนะที่ถือว่า
มนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งในธรรมชาติ มิได้มีฐานะพิเศษเหนือกว่าสิ่งอื่นๆเลยพฤติกรรมของมนุษย์ก็คล้ายๆกับพฤติกรรมของสัตว์อื่นๆจะต่างกันก็ตรงที่มีความซับซ้อนมากกว่าเท่านั้นอิทธิพลจากสังคมและสิ่งแวดล้อมทำให้พฤติกรรมของมนุษย์ผันแปรไปต่างๆกันได้คุณค่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง
มิได้อาศัยสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นหลัก (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาฉบับราชบัณฑิตสถาน,พิมพ์ครั้งที่ 4,
กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,2548,
หน้า 70.)
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม(Atheism)คือศาสนาที่มีทัศนะว่าไม่มีพระเจ้า
ในทางอภิปรัชญาจึงมิได้ให้ความสำคัญกับพระเป็นเจ้า
ดังที่มีผู้แสดงทัศนะไว้ว่า
“ในทางปรัชญาความคิดเรื่องโลกเป็นความคิดที่สำคัญเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปรัชญาเทวนิยมความคิดเรื่องโลกจัดเป็นความคิดพื้นฐานที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความคิดเรื่องพระเจ้าและความคิดเรื่องมนุษย์ปรัชญาประเทศเทวนิยมทั้งของตะวันตกและตะวันออก
แม้จะมีความเห็นอื่นๆแตกต่างกันแต่ก็มีความสอดคล้องกันเกี่ยวกับการมีอยู่ของโลกนั่นคือการมีอยู่ของโลกเป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าโดยปรัชญาบางสำนักถือว่าพระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกโดยตรง
(สุนทร ณรังษี,พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก,พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543,หน้า 46.)
ปัญหาในทางอภิปรัชญาว่าด้วยความคิดเรื่องโลกพระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องโลกไว้ในอัคคัญญสูตร ทีฆนิกายปาฏิกวรรคว่าด้วยกำเนิดโลกความว่า “ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยล่วง ระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเองสัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงามสถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้ง บางคราวโดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญ อยู่โดยมากเหล่าสัตว์พากันจฺติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศอยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ก็แหละ สมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และ ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เท่า นั้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านานเกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไปได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยว ให้งวดแล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่นรส มีสีคล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น (ที.ปา.9/56/65.)
เมื่อกล่าวถึงกำเนิดของโลกพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก เธอทั้งหลายจงฟัง ... ภิกษุทั้งหลายก็ความเกิดแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทานเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงเกิดชาติเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชราและมรณะ
โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลายนี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก
ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน
เพราะอาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ
ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหาเพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ
อุปาทานจึงดับเพราะอุปาทานดับภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก (สํ.นิทาน.
164/72.)
ความเกิดและความดับแห่งโลกในที่นี้จึงเป็นเรื่องของกระบวนการในปฏิจจสมุปบาทมิได้เป็นเหมือนกับที่ปรัชญาตะวันตกเข้าใจ
ที่บางลัทธิบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกหลักปฏิจสมุปบาทจึงคล้ายกับกฏธรรมชาติซึ่งมิได้มีผู้สร้างแต่เป็นเรื่องของปัจจัยที่อิงอาศัยกันและกัน
บทที่ ๒
พุทธปรัชญาใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยม
ในทางอภิปรัชญาพระพุทธศาสนาน่าจะมีทัศนะใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยม(Naturalism)ซึ่งมีหลักฐานยืนยันดังนี้
ในความหมายข้อที่ (1) ที่ว่าทัศนะที่ถือว่าธรรมชาติเท่านั้นคือสิ่งเป็นจริงนิรันดร์ มีพลังกระตุ้นในตัว ดำรงอยู่ด้วยตัวเองมีทุกอย่างในตัวเอง อาศัยตนเอง ปฏิบัติการได้ด้วยตนเอง และมีเหตุผลในตัว พระพุทธศาสนามีหลักฐานยืนยันไว้ในอุปปาทสูตรว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้เข้าใจง่ายว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตามธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้เข้าใจง่ายว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (องฺ.ติก.20/576/273)
ในพระสูตรนี้คำว่า “ธาตุ” ที่พระพุทธองค์บอกว่ามีอยู่ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้นั้นน่าจะเทียบได้กับธรรมชาติซึ่งเป็นไปตามปกติธรรมดาแต่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์และธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
ข้อที่ (2) ทัศนะที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือธรรมชาติโดยถือว่าปรากฏการณ์ทุกๆอย่างเป็นไปตามสภาวะความเกี่ยวพันที่มีต่อกันของเหตุการณ์ทางธรรมชาตินั้นๆเองไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆทั้งสิ้นแต่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามกาละและเทศะกล่าวคือธรรมชาตินี้มีโครงสร้างของตนเองและโครงสร้างนั้นเกิดขึ้นได้เอง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอำนาจเหนือธรรมชาตินั้น มีหลักฐานยืนยันว่า “พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้
พิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมว่า อนึ่งเพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับเพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับเพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ (วิ.มหา 4/3/4)
จากหลักฐานนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งทั้งหลายมิได้เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติแต่เป็นเพราะการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ธรรมชาตินี้จึงมีโครงสร้างที่สามารถอธิบายได้มิใช่เกิดขึ้นเพราะอำนาจเหนือธรรมชาติแต่ประการใดดังนั้นในอภิปรัชญาพระพุทธศาสนาจึงใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยมมากที่สุดศาสตราจารย์ ดร.วิทย์ วิศทเวทย์ เสนอว่าปรัชญาธรรมชาตินิยมนี้บางทีก็เรียกกันว่าปรัชญาสัจนิยม (Realism)บางทีก็เรียกว่าปรัชญาธรรมชาตินิยมวิพากย์มากกว่า (Critical Naturalism) แม้ว่าธรรมชาตินิยมจะมีทัศนะแตกต่างจากสสารนิยมบางประการและมีความเห็นบางอย่างคล้ายจิตนิยมแต่โดยหลักพื้นฐานแล้วธรรมชาตินิยมใกล้กับสสารนิยมมากกว่า (วิทย์ วิศทเวทย์,ปรัชญาทั่วไป,พิมพ์ครั้งที่ 17 กรุงเทพฯ:อักษรเจริญทัศน์,2547,หน้า 42.)
สสารนิยม จิตนิยมหรือธรรมชาตินิยม
หากมองตามทัศนะนี้พระพุทธศาสนามีทัศนะที่ขัดแย้งกับสสารนิยมแต่มีแนวโน้มเอนเอียงมาทางจิตนิยมมากกว่า การที่ผู้เขียนนำเสนอในที่นี้ว่าในทางอภิปรัชญาพระพุทธศาสนามีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยมมากกว่าก็อาจจะขัดแย้งกับทัศนะที่นักปราชญ์นำเสนอไว้ก่อนแล้วการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาก็ปฏิเสธลัทธิสสารนิยมดังหลักฐานที่โน้มเอียงไปทางสสารนิยมของอชิตเกสกัมพลว่า “คนเรานี้เป็นแต่ประชุมมหาภูตทั้งสี่ เมื่อทำกาลกิริยา ธาตุดินไปตามธาตุดิน ธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำ ธาตุไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลมอินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศ คนทั้งหลายมีเตียงเป็นที่ 5 จะหามเขาไปร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้า กลายเป็นกระดูกมีสีดุจสีนกพิลาบการเซ่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุด ทานนี้ คนเขลาบัญญัติไว้ คำของคนบางพวกพูดว่า มีผลๆล้วนเป็นคำเปล่า คำเท็จ คำเพ้อ เพราะกายสลาย ทั้งพาลทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญ พินาศสิ้นเบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่เกิดดังนี้ (ที.สี 9/96/52.)
ทัศนะของปกุธะ กัจจายนะว่าสภาวะเจ็ดกองเหล่านี้ ไม่มีใครทำไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ไม่มีใครนิรมิต ไม่มีใครให้นิรมิต เป็นสภาพยั่งยืนตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด สภาวะเจ็ดกองเหล่านั้นไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์หรือทั้งสุข และทุกข์แก่กันและกัน สภาวะเจ็ดกอง เป็นไฉน คือกองดิน กองน้ำ กองไฟกองลม สุข ทุกข์ ชีวะเป็นที่เจ็ด สภาวะเจ็ดกองนี้ ไม่มีใครทำไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ไม่มีใครนิรมิต ไม่มีใครให้นิรมิต เป็นสภาพยั่งยืนตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด สภาวะเจ็ดกองเหล่านั้นไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขทั้งทุกข์ แก่กันและกัน ผู้ฆ่าเองก็ดี ผู้ใช้ให้ฆ่าก็ดี ผู้ได้ยินก็ดีผู้กล่าวให้ได้ยินก็ดี ผู้เข้าใจความก็ดี ผู้ทำให้เข้าใจความก็ดีไม่มีในสภาวะเจ็ดกองนั้น เพราะว่าบุคคลจะเอาศาสตราอย่างคมตัด ศีรษะกันไม่ชื่อว่าใครๆ ปลงชีวิตใครๆเป็นแต่ศาสตราสอดไปตามช่องแห่งสภาวะเจ็ดกองเท่านั้นดังนี้(ที.สี 9/97/53.)
ความเห็นของครูทั้งสองนี้ปฏิเสธผู้สร้างและปฏิเสธจิตยอมรับเพียงสสารเท่านั้นว่าเป็นจริง พระพุทธศาสนาก็ปฏิเสธผู้สร้าง แต่ยอมรับความมีอยู่ของสสารและจิตหรือรูปกับนามดังที่วชิราภิกษุณีได้กล่าวคาถาตอบมารที่ถามว่า “สัตว์นี้ ใครสร้างผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน สัตว์บังเกิดใน ที่ไหน สัตว์ดับไปในที่ไหน วชิราภิกษุณีตอบว่า “ดูกรมาร เพราะเหตุไรหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่าสัตว์ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้าเสียงว่ารถย่อมมีฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมีฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไปนอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ (สํ.15/554/167.)
ตามพระสูตรนี้สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นการรวมกันของขันธ์ จึงได้รับสมมุติว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล ขันธ์พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ห้าประการดังที่ปรากฎในปัญจขันธสูตรว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ 5 และอุปาทานขันธ์ห้า เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ขันธ์ห้าเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่าง หนึ่งเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีตอยู่ในที่ไกลหรือใกล้นี้เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีตอยู่ในที่ไกลหรือใกล้ นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่าขันธ์ 5
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานขันธ์ห้าเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันเป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียดเลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์คือรูป เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่งฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เป็นไปกับด้วยอาสวะเป็นปัจจัยแก่อุปาทานนี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ 5 (สํ.ข.17/95/47.)
ขันธ์ห้าเป็นภาระดังที่พระพุทธองค์แสดงไว้ในภารสูตรว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงภาระผู้แบกภาระ เครื่องถือมั่นภาระ และเครื่องวางภาระ แก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ภาระเป็นไฉน พึงกล่าวว่า ภาระ คืออุปาทานขันธ์ 5 คือรูป อุปาทานขันธ์ คือเวทนาอุปาทานขันธ์ คือสัญญา อุปาทานขันธ์ คือสังขาร และอุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาระ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้แบกภาระเป็นไฉน พึงกล่าวว่าบุคคล บุคคลนี้นั้นคือท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าผู้แบกภาระ
ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เครื่องถือมั่นภาระเป็นไฉน? ตัณหานี้ใด นำ
ให้เกิดภพใหม่ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหาภวตัณหา วิภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าเครื่องถือมั่นภาระ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็การวางภาระเป็นไฉน ความที่ตัณหานั่นแลดับไปด้วย สำรอกโดยไม่เหลือ ความสละความสละคืน ความพ้น ความไม่อาลัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการวางภาระ พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า ขันธ์ 5 ชื่อว่าภาระแลและผู้แบกภาระคือบุคคล เครื่องถือมั่น ภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลกการวางภาระเสียได้เป็นสุข บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่นถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วดังนี้ (สํ.ข.17/49-53/25.)ในขันธ์ห้านั้นพระพุทธศาสนาแยกเป็นรูปกับนามหรือสสารกับจิตมีทัศนะที่ตรงกันข้ามกับสสารนิยมในทางอภิปรัชญาที่ยอมรับเพียงสสารเท่านั้นที่เป็นจริงปรากฏการณ์ในรูปอื่นๆ สามารถทอนลงได้ เป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสารคล้ายกับทัศนะของอชิตเกสกัมพลและปกุธกัจจายนะที่ยอมรับเพียงสสารเท่านั้นที่มีอยู่จริง แต่พระพุทธศาสนายอมรับทั้งสสารและจิตแต่เรียกใหม่ว่ารูปนามรวมกันเข้าเรียกว่าขันธ์ห้าแต่ขันธ์ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงยังคงเป็นไปตามกฏแห่งสามัญญลักษณะที่ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังที่ปรากฏในอนิจจสูตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยงสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตาสิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯสัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตาสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้อริยสาวกพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี (สํ.ข.17/42/21.)
การจัดหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาในทางอภิปรัชญาว่ามีส่วนคล้ายกับธรรมชาตินิยมนั้นไม่ตรงกันนักกับแนวคิดของนักปรัชญาตะวันตกนักเพราะบางอย่างพระพุทธศาสนาก็มิได้เห็นด้วยกับธรรมชาตินิยมเช่น “สิ่งที่ไม่มีอยู่ในระบบของอวกาศ-เวลาไม่มีอยู่จริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดมนุษย์ซึ่งอาจคิดหรือจินตนาการอะไรขึ้นมาก็ได้” (วิทย์ วิศทเวทย์,ปรัชญาทั่วไป,พิมพ์ครั้งที่ 17 กรุงเทพฯ:อักษรเจริญทัศน์,2547,หน้า 43.) แต่ในพระพุทธศาสนามีทัศนะว่าสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากกาลเวลาก็มีมนุษย์จะคิดหรือไม่คิดสิ่งนั้นก็มีอยู่จริงดังคำว่า “พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเองไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน (ที.มหา.10/211/170.)
ในทัศนะที่ (3) ปรากฏการณ์ธรรมชาติสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลเพียงพอโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์อยู่ในขอบข่ายของญาณวิทยาและตรรกศาสตร์มิใช่ประเด็นปัญหาที่จะยกมาตอบในที่นี้ เพราะต้องการอธิบายเพียงอภิปรัชญาเท่านั้น
ในทัศนะที่ (4) ที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งในธรรมชาติเป็นต้นนั้น ก็อยู่ในขอบข่ายของจริยศาสตร์ขอยกไว้ไม่ตอบเช่นกัน สรุปอภิปรัชญาเป็นสาขาที่ว่าด้วยความจริงในพระพุทธศาสนาแสดงความจริงแท้เรียกว่าปรมัตถธรรมอันประกอบด้วยจิต เจตสิก รูปนิพพาน ส่วนกระบวนในการรู้ความจริงเรียกว่าอริยสัจจ์สี่ซึ่งนำเสนอทั้งความจริงแท้คือทุกข์และเหตุเหตุแห่งทุกข์ แสดงความดับทุกข์คือนิพพานและแสดงวิธีการในการเข้าถึงความจริงคือมรรคมีองค์แปด ในทางอภิปรัชญาพระพุทธศาสนามีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยมมากกว่าเพราะยอมรับการมีอยู่ของจิตและสสาร ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่าขันธ์ห้าย่อลงเป็นรูปนาม ซึ่งทั้งรูปและนามต่างก็มีอยู่จริงแต่ความจริงมีสองระดับคือระดับสมมุติ และความจริงระดับสูงสุด ในระดับสมมุตินามรูปมีอยู่จริง แต่ในระดับสูงสุดทั้งนามรูปต่างก็ไม่เที่ยงแท้ ต้องเสื่อมสภาพไป และมิใช่สิ่งที่เป็นอัตตา หลักคำสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาคือ “อนัตตา” เพราะสิ่งทั้งหลายในที่สุดก็เป็นเพียงอนัตตาแม้แต่นิพพานอันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาก็ยังเป็นอนัตตาดังนั้นในที่สุดแล้ว “อัตตา” ที่สมมุติให้ศึกษาก็เป็นเพียง “อนัตตา” นั่นเอง
บทที่ ๓
เรื่องกรรมและการเกิดใหม่
พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเรื่องกรรมและการเกิดใหม่เป็นปัญหาที่ยากแก่การตอบแต่ก็มักจะมีคนถามอยู่เสมอ บางครั้งอาจตอบตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์แสดงไว้บางอย่างก็ตอบเอง เลยกลายเป็นอัตตโนมติ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้หลักคำสอนเรื่องกรรมนั้นมีปรากฎในพระไตรปิฎกเป็นจำนวนมากนอกจากนั้นยังมีพระอรรถกถาจารย์พระฎีกาจารย์พยายามอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมและการให้ผลของกรรมอีกมากมายพระพุทธศาสนาบางนิกายถึงกับมีคำสอนเรื่องการกลับชาติมาเกิดในพระพุทธศาสนาเถรวาทเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดมีคำอธิบายในพระไตรปิฎกอย่างไร
กรรมคืออะไร อะไรเป็นเหตุของกรรม จะดับกรรมได้ดีโดยวิธีใดมีพระพุทธดำรัสไว้ในนิพเพธิกสูตรว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรมบุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจาด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉนคือผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือกรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มีที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มีนี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือเราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี 3 ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรมความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯสัมมาสมาธิเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรมความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้” (ฉ. อํ.22 /334/368)
ในพระสูตรนี้กรรมจึงหมายถึงเจตนาทั้งทางกาย วาจา และใจส่วนวิปากหรือผลของกรรมพระพุทธองค์จำแนกไว้ 3 ประการ และแสดงความดับแห่งกรรมไว้อย่างชัดเจน การอธิบายอย่างนี้หากศึกษาโดยละเอียดจะเห็นว่า พระพุทธองค์ได้แสดงคำอธิบายวิปากและวิธีดับกรรมไว้อย่างเพียงพอแล้วส่วนความเข้าใจของคนรุ่นหลังอาจจะอธิบายกรรมด้วยทัศนะตามที่เข้าใจดังที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชได้แสดงความหมายของกรรมเพื่อความเข้าใจง่ายไว้ว่า “กรรม คือกาลอะไรทุกอย่างที่คนทำอยู่ทุกเวลา ประกอบด้วยเจตนา คือ ความจงใจทุกคนจะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ย่อมมีเจตนาคือ ความจงใจนำอยู่ก่อนเสมอและในวันหนึ่งก็ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องพูดอย่างนั้นอย่างนี้ไปตามที่ตนเองจงใจจะพูด จะทำ จะคิด นี่แหละคือกรรม วันหนึ่ง ๆจึงทำกรรมมากมายหลายอย่าง หลีกกรรมไม่พ้น พระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมหลักใหญ่ก็มุ่งให้พิจารณาให้รู้จักปัจจุบันกรรมของตนนี้แหละว่า “ อะไรดีอะไรชั่วอะไรควรไม่ควร เพื่อที่จะได้เว้นกรรมที่ชั่วที่ไม่ควร เพื่อที่จะทำกรรมที่ดีที่ควร “ และพระพุทธเจ้ายังได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลสามารถจะละกรรมที่ชั่วทำกรรมที่ดีได้” จึงได้ตรัสสอนไว้ให้ละกรรมที่ชั่ว ทำกรรมที่ดี ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ตรัสสอนไว้และการละกรรมชั่วทำกรรมดีถ้าให้เกิดโทษทุกข์ ก็จะไม่ตรัสไว้อย่างนี้แต่เพราะให้เกิดประโยชน์สุข จึงตรัสสอนไว้อย่างนี้ พระพุทธโอวาทนี้แสดงว่าคนมีอำนาจเหนือกรรม อาจควบคุมกรรมของตนได้แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าต้องควบคุมจิตเจตนาของตนได้ด้วยโดยตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในธรรม เช่น เมตตา สติ ปัญญา สัจจาธิษฐาน เป็นต้นอันเป็นส่วนจิตและศีล อันหมายถึงตั้งเจตนาเว้นการที่ควรเว้นทำการที่ควรทำในขอบเขตอันควร (สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก,"กรรม" ใน “ พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนา ” )
เหตุที่คนได้รับผลของกรรมไม่เท่ากันนั้นเป็นเพราะกรรมเก่าทั้งนั้นหรือว่าเป็นเพราะกรรมในปัจจุบัน ปัญหาตอบหลักกรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นเราจะถือว่าความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดีที่เราได้รับอยู่ในบัดนี้ เป็นผลของกรรมเก่าที่เราได้ทำไว้แล้วในชาติก่อนดังนี้ได้หรือไม่ พุทธดำรัสไว้ในสิวกสูตรว่า “เวทนาอันบุคคลเสวยในโลกนี้บางเหล่าเกิดขึ้นมีดีเป็นสมุฏฐานก็มี มีสวนต่าง ๆ เหล่านั้นรวมกันเป็นสมุฏฐานก็มีเกิดแต่ความแปรแห่งฤดูก็มี เกิดแต่การบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอก็มีเกิดแต่ความพยายาม (ของตน) ก็มี เกิดแต่วิบากแห่งกรรมก็มี.....ข้อนี้อันเจ้าตัวเองก็รู้เช่นนั้น อันโลกก็สมมติว่าเป็นจริงสมณะพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด มักกล่าวและมีความเห็นในข้อนั้นอย่างนี้ว่า “บุคคลเสวยเวทนาทั้งปวง (สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์)เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำแล้วในก่อน เขาย่อมเพิกเฉยข้อที่ตนเองก็รู้ดีย่อมเพิกเฉยต่อข้อที่โลกสมมติว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่าการกล่าวแลความเห็นอย่างนี้ของสมณะพราหมณ์เหล่านั้น เป็นการกล่าวผิดและเห็นผิด” (สํ.สฬ. /427/285) พระดำรัสนี้หมายความว่าอย่างไรการที่คนได้รับผลกรรมไม่เท่ากันมิใช่เพราะกรรมเก่าเท่านั้นแต่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูเช่นบางฤดูผลไม้บางชนิดออกผล แต่บางชนิดออกดอกความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูย่อมทำให้ได้รับผลไม่เท่ากัน ร่างกายของมนุษย์ก็ไม่เหมือนกันบางคนรับประทานอาหารชนิดเดียวกัน คนหนึ่งมีสุขภาพแข็งแรงแต่อีกคนอ่อนแอหรือเจ็บป่วยการให้ผลของกรรมจึงต้องแยกตอบเป็นกรณีไปมิใช่ตอบอย่างเดียวกัน
หากจะมีคนสองคนทำกรรมอย่างเดียวกันแต่ได้รับผลต่างกันมีหรือไม่เรื่องนี้มีพุทธดำรัสไว้ในโสณกสูตรว่า “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไร ? เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใด ๆเขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคลในโลกนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรกส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นแหละบาปกรรมนั้นย่อมได้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนที่มาบุคคลเช่นไรทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยบาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อยมีอัตตภาพเล็ก มีอัตตภาพอยู่เป็นทุกข์เพราะวิบากเล็กน้อยบุคคลเห็นปานนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยบาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเช่นไรเล่า ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้น เหมือนกันบาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็นแต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏปรากฏเฉพาะส่วนมาก
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญามีคุณไม่น้อย มีอัตตภาพใหญ่ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ทำบาปกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากกฎปรากฏเฉพาะแต่ส่วนมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในขันใบน้อย.... น้ำในขันเล็กน้อยนั้นพึงมีรสเค็ม ดื่มกินไม่ได้ (ส่วนบาปกรรมเล็กน้อยของบุคคลผู้อบรมกายเป็นต้นแล้วนั้น)เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคาน้ำในแม่น้ำคงคาก็คงไม่เค็มดื่มกินได้เพราะเป็นห้วงน้ำใหญ่”(อํ.ติก 20/540/320)
พระดำรัสอย่างนี้แสดงว่ากรรมเก่าและกรรมในปัจจุบันของคนไม่เท่ากันกรรมบางอย่างมาประจวบกันเข้าพอดี เพราะการอบรมกาย ศีล และจิต ไม่เท่ากันกรรมอย่างเดียวกันจึงให้ผลไม่เท่ากันถ้าอย่างนั้นกรรมในปัจจุบันก็ต้องมีผลต่อกรรมเก่า แม้ว่าจะลบล้างไม่ได้แต่กรรมเก่าไม่มีโอกาสให้ผลเลยกลายเป็นอโหสิกรรมไป
กรรมเก่ากรรมใหม่
กรรมเก่า กรรมใหม่ความดับแห่งกรรม และทางปฏิบัติเพื่อดับกรรมคืออะไรพระพุทธองค์ทรงมีพุทธดำรัสไว้ในกรรมสูตรว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่าคืออะไรอันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...อันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่าเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่งสำเร็จด้วยเจตนาเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา...เรียกว่ากรรมเก่า
“กรรมใหม่ คืออะไร กรรมที่บุคคลทำด้วยวาจา ใจ ในบัดนี้นี่เราเรียกว่ากรรมใหม่“ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน...ความดับใดกระทบกับความพ้นทุกข์เพราะความดับแห่งกายกรรมวจีกรรม มโนกรรมนี้เรียกว่าความดับแห่งกรรม“ทางปฏิบัติเพื่อความดับแห่งกรรมคืออะไร อริยมรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธินี้เรียกว่าทางปฏิบัติเพื่อความดับแห่งกรรม” (สํ.สฬ. 18/227-230/ 166)
กรรมเก่ากรรมใหม่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายคือเรื่องที่ทำโดยเจตนาในอดีตเรียกว่ากรรมเก่าส่วนกรรมที่กำลังกระทำก็เรียกว่ากรรมใหม่ การดับกรรมก็คือดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ 8 ท่านแสดงไว้อย่างชัดเจนแล้ว
การเกิดใหม่
ในพระพุทธศาสนาเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏถ้ายังไม่หมดกรรมก็ต้องกลับมาเกิดอีกดังที่พระองค์แสดงไว้ในทัณฑสูตรมีใจความว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลายสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นบนอากาศ บางคราวก็ตกลงทางโคนบางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลายแม้ฉันใดสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลกบางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ (สํ. นิทาน. 16/438-439/183)
และแสดงไว้ในทุคคตสูตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏเธอทั้งหลายเห็นทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่าเราทั้งหลายก็เคยเสวยทุกข์เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ (สํ. นิทาน. 16/438-439/185)
การท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏหาที่สุดและเบื้องต้นไม่ได้ การเกิดใหม่ย่อมมีได้ถ้ายังไม่หมดกรรม แต่พระอนุปาทิเสสบุคคลแม้เสียชิวตแล้วก็พ้นจากนรกสามารถกำหนดได้ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ ดังที่พระองค์แสดงไว้ ในสอุปาทิเสสสูตร ว่า “ดูกรสารีบุตร บุคคล 9 จำพวกนี้ที่เป็นสอุปาทิเสส กระทำกาละ(ตาย)แล้วพ้นจากนรกพ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานพ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต 9 จำพวกเป็นไฉน
ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอันตราปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 1 ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรกพ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอุปหัจจปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 2 ...
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 3 อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิกระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ 4 ...
อีกประการหนึ่งบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามีเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป
ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 5 ...อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสกทาคามีเพราะสังโยชน์3 สิ้นไป เพราะราคะโทสะ และโมหะเบาบางกลับมายังโลกนี้เพียงคราวเดียวจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 6 ... อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นเอกพีชีเพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 7 ...
อีกประการหนึ่งบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญาบุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ 2-3 ตระกูลแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ 8 ... อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาเพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ 7 ครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 9 ผู้เป็นสอุปาทิเสสะกระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานพ้นจากเปรตวิสัยพ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวกโง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสะว่าเป็นสอุปาทิเสสะหรือจักรู้บุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปาทิเสสะ ดูกรสารีบุตรบุคคล9 จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานพ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต (องฺ .นวก. 23/216/303-306)
บุคคลทั้ง 9 นี้เท่านั้นที่มีคติที่แน่นอนแม้จะกลับมาเกิดอีกก็ย่อมเกิดเพื่อจะบำเพ็ญความดีเพื่อจะได้เกิดในภพที่สูงขึ้นไปและในที่สุดก็สิ้นกิเลสไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป สุนทร ณ รังษีกล่าวถึงการเวียนว่ายตายเกิดว่า “พุทธปรัชญาถือว่าการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเพราะเป็นการวนเวียนอยู่ในกระแสหมุนวนแห่งความทุกข์ความทุกข์ทุกประเภทแฝงตัวอยู่โดยธรรมชาติ ในกระแสของชีวิตในกระแสของการเวียนเกิดเวียนตายแล้วๆเล่าๆ ที่เรียกว่าสังสารวัฏ” (สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก,กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543,หน้า 242.)
เหตุที่คนอายุสั้นและอายุยืน
ผู้ที่ยังไม่หมดกรรมก็ต้องกลับมาเกิดอีกแต่จะเป็นอะไรนั้นขึ้นอยู่กับกรรม การที่คนจะรวยหรือจนอายุสั้นอายุยืนนั้นมีคำอธิบายที่พระพุทธองค์แสดงไว้ในจูฬกัมมวิภังสูตรเป็นการตอบคำถามของสุภมาณพ โตเทยยบุตร ที่ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญอะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต (ม.อุปริ.14/580/287)
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ (ม.อุปริ.14/581/287)
ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขา ให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ คือ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต
ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุยืน ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืนนี้คือละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญาวางศาตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ (ม.อุปริ.14/582-283/288)
คนโหดเหี้ยมมักฆ่าสัตว์เป็นเหตุให้อายุสั้น ดังนั้นการที่คนเรามีอายุไม่เท่ากันบางคนตายแต่ยังหนุ่มสาว บางคนมีอายุยืนนั้นพระดำรัสที่พระพุทธองค์แสดงไว้นี้น่าจะเป็นคำตอบได้อย่างดี
ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนจนหรือรวยต่างกันนั้นพระพุทธองค์แสดงไว้ว่า ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีโภคะน้อย ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยนี้ คือ ไม่ให้ข้าวน้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์
ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะมาก ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว น้ำผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย แก่สมณะหรือพราหมณ์ (ม.อุปริ.14/590-292/290)
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
การจำแนกกรรมและผลของกรรมในจูฬกัมมวิภังสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์พระไตรปิฎกเล่มที่ 16นั้น มีความชัดเจน หากต้องการตรวจสอบก็สามารถตรวจสอบได้ในที่นี่นำมาพอเป็นตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกมาก แต่เห็นว่าได้ความชัดเจนแล้วเรื่องกรรมและการเกิดใหม่ในพระพุทธศาสนา เถรวาทนั้นมีที่อ้างไว้อย่างชัดเจนไม่ต้องมีความสงสัยในเรื่องการเวียนว่าตายเกิดหากศึกษาจากพระไตรปิฎกก็ย่อมจะได้ทราบเรื่องราวที่พระพุทธองค์แสดงไว้ แต่คนในยุคปัจจุบันไม่อยากอ่านพระไตรปิฎก เพราะเป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจยากยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการส่งสมมาจากอารยธรรมของตะวันตก ยิ่งยากจะเข้าใจในเรื่องนี้สุนทร ณ รังษีได้เขียนไว้อย่างน่าคิดว่า “ถ้าตายแล้วไม่มีการเกิดใหม่หรือไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดคำสอนเรื่องมรรคผลนิพพานของพระพุทธศาสนาก็จะเป็นคำสอนที่ไร้สาระใช้เป็นประโยชน์ที่แท้จริงอะไรมิได้แต่เพราะการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏเป็นสิ่งที่มีจิรงเป็นจริงพระพุทธเจ้าทรงประทานคำสอนดังกล่าวไว้เพื่อให้เวไนยบุคคลยึดเป็นแนวทางดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่สามารถดับความทุกข์ในสังสารวัฏได้อย่างสิ้นเชิงตลอดไป” (สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก,กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543,หน้า 256.)
พระพุทธศาสนายืนยันเรื่องกรรมไว้มีปรากฏในพระไตรปิฎกหากเราเชื่อว่าพระไตรปิฎกคือคัมภีร์ที่บรรจุคำสอนของพระพุทธศาสนาไว้อย่างถูกต้องแล้วเราก็ต้องเชื่อเรื่องของกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนการกระทำของแต่ละบุคคลย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อถ้าเราเชื่อในหลักกรรมและการเกิดใหม่ จะได้มุ่งหน้าทำแต่ความดีโดยพยายามหลีกเลี่ยงจากการทำชั่ว อันจะเป็นผลให้ได้รับผลในการกระทำนั้นพุทธศาสนิกชนจึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต เราได้ชีวิตมาด้วยความลำบากการเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยากการดำเนินชีวิตจึงเป็นสิทธิของเราเองว่าจะเลือกทำดีหรือทำชั่วจะเชื่อหรือไม่เชื่อในกฏแห่งกรรมและการเวียนตายเวียนเกิดตามทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท
บทที่ ๔
คำสอนพุทธศาสนากำจัดทุกข์ในสังสารวัฏ
พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นจากการบำเพ็ญเพียรของเจ้าชายสิทธัตถะจนกระทั่งบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้รับการขนานนามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากนั้นจึงเผยแผ่คำสอนของพระองค์ ต่อมาเรียกกันว่าพระพุทธศาสนาตลอดระยะเวลากว่าสองพันปี แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใดก็ตามแต่พระพุทธศาสนาก็ยังคงมีสาวกที่เชื่อมั่นในหลักคำสอน ยึดถือและปฏิบัติตามเพื่อทำที่สุดทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ให้สิ้นไปพระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สอนเรื่องการสิ้นทุกข์ในวัฏฏะเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนโดยแท้แต่วิธีการกำจัดทุกข์นั้นมิได้เสนอไว้แบบเดียวแต่ได้แสดงไว้หลายแห่งในพระไตรปิฎกดังนั้นจึงได้รวบรวมวิธีการดับทุกข์มาให้ศึกษาพอเป็นแนวทางสำหรับผู้ต้องการค้นคว้าต่อไป ผู้ที่สนใจบทใดก็สามารถเปิดอ่านจากพระไตรปิฎกที่อ้างอิงไว้เช่น (สํ.นิ.16/421/177.) หมายถึงสังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่มที่ 16 ข้อ 421 หน้า 177 เป็นต้นพระไตรปิฎกมีหลายฉบับ เล่มและข้อจะตรงกันเสมอแต่หน้าอาจจะไม่ตรงกันคำว่า “วัฏฏะหรือไตรวัฏฏ์” หมายถึงวน วงเวียนองค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของภวจักรหรือสังสารจักรประกอบด้วยกิเลสวัฏฏ์วงจรคือกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรมวัฏฏ์วงจรกรรมประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ วิปากวัฏฏ์วงจรวิบาก ประกอบด้วยวิญญาณ นามรูปสฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่าอุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะทั้งสามอย่างนี้ประกอบเข้าเป็นวงจรใหญ่แห่งปัจจยาการเรียกว่าภวจักรหรือสังสารจักรตามหลักปฏิจจสมุปบาท (พระพรหมคุณาภรณ์,พจนานุกรมพุทธศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 13,กรุงเทพฯ:เอส.อาร.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์,2548,หน้า 104.)
สังสารวัฏนั้นไม่มีเบื้องต้นและที่สุดดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในติณกัฏฐสูตรว่าดูกรภิกษุทั้งหลายสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้นมีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ (สํ.นิ.16/421/177.)คำว่า “สังสารวัฏ”แปลว่าความท่องเที่ยวไปในอาการที่เป็นวัฏฏะ การหมุนวนอยู่ในสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัฏสงสาร ดังหรือสงสารวัฏหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ของสัตว์โลกด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบากหมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส กรรม วิบากไม่ได้ กิเลส กรรมวิบากนั้นปรากฎอยู่ในปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆได้พิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลมว่าสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณควงไม้โพธิ์พฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณควงไม้โพธิ์พฤกษ์ตลอด 7 วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลมและปฏิโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรีว่า ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้
จากนั้นจึงได้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทปฏิโลมว่าอนึ่งเพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะสังขาร จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับเพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอุปายาสจึงดับเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้(วิ.มหา 4/1/1.)
ในปฏิจจสมุปบาทได้จำแนกเป็นวัฏฏะ 3 ประการคือกิเลส กรรมวิบาก ซึ่งหมายความว่ากิเลสก็เป็นเหตุให้ทำกรรม กิเลสจึงเป็นเหตุกรรมจึงเป็นผลของกิเลส และกรรมนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ให้เกิดวิบากคือผลกรรมจึงเป็นเหตุ วิบากจึงเป็นผล และวิบากนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ก่อกิเลสขึ้นอีกเมื่อเป็นดังนี้ วิบากนั้นก็เป็นเหตุ กิเลสก็เป็นผลของวิบาก เพราะฉะนั้นกิเลส กรรมวิบาก จึงวนอยู่ดั่งนี้ ก็โดยที่บุคคลนี้เอง หรือจิตนี้เองที่วนอยู่ในกิเลส กรรมวิบาก แล้วก็กลับเป็นเหตุก่อกิเลส กรรมวิบากขึ้นอีกสัตว์และบุคคลจึงวนเวียนอยู่ในกิเลส กรรม วิบาก ทั้งสามนี้ เป็น วัฏฏะกิเลส(แปลว่าสิ่งเกาะติด) และตัณหา(หมายถึงความติดใจอยาก)เป็นสิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจ แล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวตัณหาเป็นต้นเหตุทำให้เกิดทุกข์ เมื่อดับตัณหาเสียได้ก็เป็นอันว่าหักวัฏฏะดังกล่าวได้ ดับกิเลส ดับทุกข์ทางจิตใจในปัจจุบันและเมื่อดับขันธ์ในที่สุด ไม่เกิดอีก ดับรอบสิ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวง
กิเลส
กิเลสในวงจรแห่งปฏิจสมุปบาทคือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ในส่วนของอวิชชาท่านแสดงไว้ในวิภังคสูตร สังยุตตนิกาย นิทานวรรคว่าความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ...ดังพรรณนามาฉะนี้ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้(สํ.นิ.16/17/4.)
ความหมายของอวิชาท่านแสดงไว้ในอวิชชาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรคว่า “ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ไม่รู้ชัดซึ่งรูป ไม่รู้ชัด ซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูปไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งเวทนา ฯลฯไม่รู้ชัดซึ่งสัญญา ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งสังขาร ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งวิญญาณไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับวิญญาณ ดูกรภิกษุนี้เรียกว่าอวิชชาและบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล (สํ. ข.17/300/156.) เมื่อวิชชาเกิดขึ้นอวิชชาก็หมดไปดังที่พระสารีบุตรตอบพระมหาโกฏฐิตะว่าดูกรท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูปย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ...แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า วิชชาและบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล (สํ.ข.17/325/167.) เมื่อวงจรกิเลสแรกคืออวิชชาดับไปทุกข์ก็สิ้นไปวงจรอื่นก็หมดไปด้วยดังที่ปรากฏในธัมมจักกัปวัตตนสูตรว่าปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุดภพใหม่ไม่มีต่อไป (ที.มหา. 4/16/18.)
สิ่งที่จัดเป็นกิเลสที่ต้องละอีกอย่างหนึ่งในปฏิจจสุมปบาทคือตัณหาและอุปาทานท่านแสดงไว้ว่าตัณหาคือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหาธัมมตัณหานี้เรียกว่าตัณหา (สํ. นิ.16/10/3.) อุปาทานก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน (สํ. นิ.16/9/3.)อีกอย่างหนึ่งในอุปาทานสูตรท่านได้แสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานไว้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานและอุปาทานเธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเป็นไฉนอุปาทานเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณนั้นชื่อว่า อุปาทาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน (สํ.ข.17/309/160.)โดยสรุปกิเลสคือสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมองในทสกนิเทศ อภิธัม วิภังค์ปกรณ์ แสดงไว้ 10 ประการดังนี้คือโลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะอหิริกะอโนตตัปปะเหล่านี้เรียกว่ากิเลสวัตถุ (อภิ.วิ.35/1026/481.)
วิธีกำจัดกิเลสทั้งสิบประการนั้นทำตามลำดับขั้นแห่งมรรคและผลทั้งสี่ประการดังนี้ปัญญาในโสดาปัตติมรรค ปัญญาในโสดาปัตติผล ปัญญาในสกทาคามิมรรค ปัญญาในสกทาคามิผลปัญญาในอนาคามิมรรค ปัญญาในอนาคามิผลปัญญาในอรหัตตมรรคปัญญาในอรหัตตผลอภิ.วิ.35/837/408.)
กิเลสนี้หากจำแนกตามอาการแล้วจะมีสามลำดับคือ (1) กิเลสอย่างหยาบเรียกว่าวีติกมกิเลส เป็นกิเลสที่แสดงออกทางกายและวาจา (2) กิเลสอย่างกลาง เรียกว่าปริยุฏฐานกิเลสเป็นกิเลสอย่างกลางที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจ (3) กิเลสอย่างละเอียดเรียกว่าอนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานไม่ฟูขึ้นในใจอนุสัยกิเลสเป็นธรรมชาติที่ละเอียดซ่อนเร้นอยู่เป็นประจำในขันธสันดานของบุคคลไม่แสดงออกมาให้ปรากฏทางทวารใดเลย ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบทวารใดทวารหนึ่งอนุสัยกิเลสที่นอนนิ่งอยู่นั้นก็จะแปรสภาพเป็น ปริยุฏฐานกิเลส เกิดขึ้นทางใจเกิดความยินดี ยินร้ายต่ออารมณ์ที่ประสบนั้นและถ้าปริยุฏฐานกิเลสนั้นมีกำลังมากขึ้น ก็จะแปรสภาพเป็น วีติกกมกิเลสเกิดเป็นกิเลสอย่างหยาบ ปรากฏขึ้นเป็นกรรมที่แสดงออกทางกายและวาจากลายเป็นวงจรที่สองคือกรรม
กรรม
กรรมหมายถึงเจตนาตามที่แสดงไว้ในนิพเพธิกสูตร ว่าข้อที่เรากล่าวว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรมก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มีที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มีที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรมก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี 3 ประการ คือกรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรมเป็นไฉนคือความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แลคือสัมมาทิฐิ ฯลฯสัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรมดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรมความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรมปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆเมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมเราอาศัยข้อนี้กล่าว (อํ.ฉ.22/334/365.)
กรรมในปฏิจจสมุปบาทหมายถึงสังขารและกรรมภพซึ่งจำแนกไว้ดังนี้คือ กายสังขารวจีสังขาร จิตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร(สํ. นิ.16/16/4.) ส่วนภพคือกามภพ รูปภพอรูปภพ นี้เรียกว่าภพ (สํ. นิ.16/8/3.) กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์จะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับกรรมดังหลักฐานยืนยันว่าบุคคลจะชื่อว่าเป็นคนชั่ว เพราะชาติก็หาไม่จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ ที่แท้ ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรมชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม เป็นชาวนาเพราะกรรม เป็นศิลปินเพราะกรรมเป็นพ่อค้าเพราะกรรม เป็นคนรับใช้เพราะกรรม แม้เป็นโจรก็เพราะกรรมแม้เป็นทหารก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตเพราะกรรม แม้เป็นพระราชาก็เพราะกรรมบัณฑิตทั้งหลายมีปกติ เห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรมหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรมเหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น บุคคล ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยกรรมอันประเสริฐนี้ คือ ตบะพรหมจรรย์ สัญญมะ และทมะ กรรม 4 อย่างนี้ เป็นกรรมอันสูงสุดของ พรหมทั้งหลาย ทำให้ผู้ประพฤติถึงพร้อมด้วยวิชชา 3 ระงับกิเลสได้ สิ้นภพใหม่แล้ว (ม.ม. 13/707/489.)
การที่สัตว์จะกำเนิดในภพใดจึงขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละบุคคลเป็นเกณฑ์ดังพุทธวจนะที่เรามักจะได้ยินเสมอว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก” โลกย่อมเป็นไปตามกรรมซึ่งก็มาจากมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ดังที่อ้างมาแล้วเรื่องกรรมมีการอธิบายไว้มากมายหลายแห่งทั้งในพระไตรปิฎก อรรถกถาแต่ในปฏิจจสมุปบาทกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงถึงกระบวนการทำกรรมและการให้ผลของกรรม ตั้งแต่กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมจนถึงวิปากถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทดีแล้วก็จะเข้าใจกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนไปด้วย
ในเรื่องกฎแห่งกรรมมีความสลับซับซ้อนเข้าใจยากและถือเป็นหลักคำสอนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาจะนำเสนอเป็นเรื่องเฉพาะในโอกาสต่อไป
วิบาก
วิบากในปฏิจจสมุปบาทได้แก่วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่าอุปปัตติภพชาติ ชรา มรณะซึ่งมีปรากฏในวิภังคสูตรว่าก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือจักขุวิญญาณโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณนี้เรียกว่าญาณก็นามรูปเป็นไฉน เวทนาสัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการนี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูปสฬายตนะเป็นไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่าสฬายตนะผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ 6 หมวดเหล่านี้คือจักขุสัมผัสโสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัสนี้เรียกว่าผัสสะ เวทนาเป็นไฉน เวทนา 6 หมวดเหล่านี้คือจักขุสัมผัสสชา เวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนานี้เรียกว่าเวทนา
ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย พึงทราบเวทนา ฯลฯปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลายเวทนา 3 ประการนี้ คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็เหตุเกิดแห่งเวทนาเป็นไฉน คือผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งเวทนา ก็ความต่างกันแห่งเวทนาเป็นไฉน คือสุขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่สุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ทุกขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ทุกขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ อทุกขมสุขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่อทุกขมสุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ นี้เรียกว่าความต่างแห่งเวทนาวิบากแห่งเวทนาเป็นไฉน คือการที่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากเวทนานั้นๆ ให้เกิดขึ้นเป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งเวทนาก็ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ความดับแห่งเวทนาย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความต่างกันแห่งเวทนาวิบากแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนาปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนาปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับเวทนานี้ข้อที่เรากล่าวว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับเวทนาดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว (อํ.ฉ.22/334/365.)
ชาติเป็นไฉนความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆนี้เรียกว่าชาติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉนความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตายกาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ(สํ. นิ.16/7-14/3.)
เมื่อสิ้นกิเลสจะได้คุณวิเสสตามสมควรเช่นบุพเพนิวาสานุสสติญาณดังที่พระพุทธองค์แสดงไว้ว่าเรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้วได้น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากคือระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้างตลอดสังวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้างตลอดวิวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้างว่าในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้นมีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้นครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น (วิ.มหาวิ. 1/3/5.)
ความดับแห่งวงจรปฏิจสมุปบาทนั้นมิใช่แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะเท่านั้นแม้ในสมัยอื่นก็มีผู้คิดได้ดังคำว่าพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มีชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่าเมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะ จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ เมื่อภพไม่มีชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ภพจึงไม่มีเพราะอะไรดับ ภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เมื่อไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มีเพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ...เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่อเวทนาไม่มีตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มีเพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มีเวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึง ไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ...เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ...เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูป ดับ สฬายตนะจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มีนามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มีเพราะอะไรดับวิญญาณจึงดับ เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ ไม่มี สังขารจึงไม่มีเพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มีเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ความดับ แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่าฝ่ายข้างดับ (สํ. นิ.16/24/6.)
การดับทุกข์ในสังสารวัฏฏ์
การดับทุกข์ในสังสารวัฏฏนั้นในวงจรแห่งปฏิจจสมุปบาทมีวิธีคือ การดับกิเลส กรรมวิบาก ในพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เพราะเป็นเหมือนการตัดทำลายห่วงโซ่เมื่อห่วงโซ่หนึ่งขาดที่เหลือก็จะค่อยๆขาดไปด้วย และนี่คือการทำลายสังสารจักรในมหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์พระพุทธเจ้าแสดงว่าสังสารวัฏฏ์นั้นมีอายุยาวนานมากหากใครหลงเวียนว่ายก็อาจเสียโอกาสได้ดังคำว่า “ดูกรสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ความหมดจดย่อมมีได้ด้วยสังสารวัฏ ดูกรสารีบุตรก็สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวไป โดยกาลยืดยาวช้านานนี้เว้นแต่เทวโลกชั้นสุทธาวาส เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก ดูกรสารีบุตรถ้าเราพึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกชั้นสุทธาวาส เราก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้อีก (ม.มู.12/187-190/111.)
หากจะมีนักบวชเหล่าอื่นถามว่าเหตุแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ก็ควรตอบว่าเพื่อละสังโยชน์เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏฏ์ดังที่ปรากฏในอัทธานสูตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่อประโยชน์อะไรเธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้วพึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่าดูกรผู้มีอายุทั้งหลายเราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อละสังโยชน์ เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏอันยืดยาว (สํ. มหา. 19/120/27.)นอกจากนั้นการประพฤติพรหมจรรย์ยังเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะเพื่อทำให้แจ้งซึ่งวิชชาและวิมุตติผลและเพื่อญาณทัสสนะ ฯลฯ (สํ. มหา19/123-125/27.)
การตรัสรู้และไม่ตรัสรู้จะรู้ได้อย่างไรมีคำตอบในวัชชีสูตรว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามในแคว้นวัชชี ณที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้ แทงตลอดอริยสัจ 4 เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย จึงแล่นไปท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอดกาลนานอย่างนี้ อริยสัจ 4 เป็นไฉน? คือเพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย จึงแล่นไปท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอดกาลนานอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเราด้วย เธอทั้งหลายด้วย ตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ทุกขสมุทยอริยสัจ ...ทุกขนิโรธอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วยตรัสรู้แล้วแทงตลอดแล้ว ตัณหาในภพขาดสูญแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า เพราะไม่เห็นอริยสัจ 4 ตามเป็นจริง เราและเธอทั้งหลายได้ ท่องเที่ยวไปในชาตินั้นๆ ตลอดกาลนาน อริยสัจ 4 เหล่านี้ เราและเธอทั้งหลายเห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพถอนขึ้นได้แล้วมูลแห่งทุกข์ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี (สํ.มหา 19/1698-99/428.)
วิธีการแห่งการตรัสรู้ท่านแสดงไว้ในเจตนาสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอความไม่เดือดร้อนจงเกิดขึ้นแก่เราเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ความไม่เดือดร้อนเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลนี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อนไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอความปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เราเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่ความปราโมทย์เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อนนี้ เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความปราโมทย์ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอปีติจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่ปีติเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความปราโมทย์นี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอกายของเราจงสงบเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กายของบุคคลผู้มีใจประกอบด้วยปีติสงบนี้เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีกายสงบแล้ว ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงเสวยสุขเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีกายสงบแล้วเสวยสุขนี้เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีสุข ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอจิตของเราจงตั้งมั่นเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่จิตของบุคคลผู้มีสุขตั้งมั่นนี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงรู้จงเห็นตามเป็นจริงเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วรู้เห็นตามเป็นจริงนี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงเบื่อหน่ายเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้รู้เห็นตามเป็นจริงเบื่อหน่ายนี้ เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เบื่อหน่าย ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงคลายกำหนัดเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดนี้ เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตคลายกำหนัดแล้วไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสนะเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่บุคคลคลายกำหนัดแล้วทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสนะนี้เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผลมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผลมียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผลมีสมาธิเป็นอานิสงส์ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผลมีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ความไม่เดือดร้อนมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ศีลที่เป็นกุศลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์ด้วยประการดังนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลายธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ เพื่อการถึงฝั่ง (คือนิพพาน)จากสถานอันมิใช่ฝั่ง (คือสังสารวัฏ) ด้วยประการฉะนี้แล (สํ.มหา 19/209/ 289.)ผู้ที่เกียจคร้านมีแต่จะจมลงในสังสารวัฏดังที่พระโสมิตตเถระแสดงไว้ว่าเต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็กๆ จมลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตร อาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพ ย่อมจมลงในสังสารวัฏฉันนั้นเพราะฉะนั้นบุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านผู้มีความเพียรเลวทรามเสียควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัดเป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว ผู้เพ่งฌานมีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิตย์ (ขุ.เถร.26/271/245.) การคบมิตรก็มีส่วนทำให้คนจมอยู่ในสังสารวัฏได้เช่นกันดังภาษิตของพระวิมลเถระความว่า บุคคลปรารถนาความสุขอันแน่นอน พึงเว้นบาปมิตรแล้ว พึงคบหากัลยาณมิตรและพึงตั้งอยู่ในโอวาทของกัลยาณมิตรนั้น เต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็กๆจมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านเป็นอยู่ย่อมจมลงในสังสารวัฏฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านมีความเพียรเลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัดเป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยวเพ่งฌาน ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ (ขุ.เถร.26/322/264.)
การเกิดเป็นทุกข์ แม้จะเกิดในภพภูมิของมนุษย์ก็ตามและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าชีวิตในภพชาติต่อๆไปจะไม่พลาดถลำลงต่ำไปเกิดในทุคติภูมินอกจากบุคคลผู้นั้นได้ปฏิบัติตนเข้าถึงพระอริยสัจธรรมนำชีวิตเข้าสู่พระอริยบุคคลแล้วเพราะว่าบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นที่อบายภูมิจะปิดสนิทสำหรับชีวิตของท่านและการเวียนว่ายตายเกิดที่จะมีต่อไปในสุคติภูมินั้น ย่อมมีได้ไม่เกิน 7 ชาติจึงนับได้ว่าพระโสดาบันท่านเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่สร้างหลักประกันภัยในการเวียนว่ายตายเกิดให้กับชีวิตได้แล้วแต่สำหร
การเกิดเป็นทุกข์ แม้จะเกิดในภพภูมิของมนุษย์ก็ตามและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าชีวิตในภพชาติต่อๆไปจะไม่พลาดถลำลงต่ำไปเกิดในทุคติภูมินอกจากบุคคลผู้นั้นได้ปฏิบัติตนเข้าถึงพระอริยสัจธรรมนำชีวิตเข้าสู่พระอริยบุคคลแล้วเพราะว่าบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นที่อบายภูมิจะปิดสนิทสำหรับชีวิตของท่านและการเวียนว่ายตายเกิดที่จะมีต่อไปในสุคติภูมินั้น ย่อมมีได้ไม่เกิน 7 ชาติจึงนับได้ว่าพระโสดาบันท่านเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่สร้างหลักประกันภัยในการเวียนว่ายตายเกิดให้กับชีวิตได้แล้วแต่สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชนทุกคนต้องยอมรับว่าอนาคตชาติในการเวียนว่ายตายเกิดของตนนั้นต้องมีต่อไปเป็นอนันตังไม่มีที่สิ้นสุดเพราะปุถุชนคือบุคคลที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส และ กิเลส นี่เองที่เป็นตัวการผลักพาให้เกิดการกระทำกรรม เมื่อมีกรรมย่อมเป็นที่แน่นอนว่า วิบาก คือ รูปขันธ์และนามขันธ์ ย่อมต้องเกิด ฉะนั้นวัฏฏะทั้งสาม คือ กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และวิปากวัฏที่หมุนวน ย่อมทำให้สังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดไม่อาจสิ้นสุดหยุดลงได้และทุกภพชาติที่เกิดกำเนิดของสัตว์ย่อมวิจิตรเพราะจิตย่อมวิจิตรในการสั่งสมกรรมและกิเลส
ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว แม้ชาติก็เป็นทุกข์แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้พยาธิก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะทุกข์โทมนัส อุปายาสก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่ออุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน คือตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ ก็ความต่างแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ทุกข์มากก็มีทุกข์น้อยก็มี ทุกข์ที่คลายช้าก็มี ทุกข์ที่คลายเร็วก็มีนี้เรียกว่าความต่างแห่งทุกข์ ก็วิบากแห่งทุกข์เป็นไฉน คือบุคคลบางคนในโลกนี้ถูกทุกข์อย่างใดครอบงำ มีจิตอันทุกข์อย่างใดกลุ้มรุมย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลงก็หรือบางคนถูกทุกข์ใดครอบงำแล้ว มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุมแล้วย่อมแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ในภายนอกว่าใครจะรู้ทางเดียวหรือสองทางเพื่อดับทุกข์นี้ได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวทุกข์ว่ามีความหลงใหลเป็นผลหรือว่ามีการแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ภายนอกเป็นผล นี้เรียกว่าวิบากแห่งทุกข์ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉนคือความดับแห่งทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งตัณหาอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือสัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ความดับแห่งทุกข์ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ อย่างนี้ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับทุกข์ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวดูกรภิกษุทั้งหลายนี้แลเป็นธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส (อํ.ฉ.22/334/365.)
พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นเครื่องมือในการกำจัดทุกข์ในสังสารวัฏได้นำเอาวิธีการอธิบายสังสารวัฏตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้พ้นทุกข์ได้พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ทำที่สุดทุกข์ในสังสารวัฏได้จริงการจะตัดสังสารวัฏได้พระพุทธเจ้าแสดงสรุปไว้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัดทอนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ 4 นิ้ว วางไว้ สมมติว่านี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับมารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่า หญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อนความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เหตุเพียงเท่านี้พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวงพอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้นดังนี้ (สํ.นิ.16/422/177.)
ผู้ทำลายวงจรแห่งทุกข์ได้เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ซึ่งได้แสดงผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ไว้ในอรหัตตสูตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุยังละธรรม 6 ประการไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม 6 ประการเป็นไฉน คือถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความไม่มีศรัทธา ความประมาทดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังละธรรม 6 ประการนี้ไม่ได้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม 6 ประการได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม 6 ประการเป็นไฉน คือถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความไม่มีศรัทธา ความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุละธรรม 6 ประการนี้ได้แล้วย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต(อํ.ฉ.22/337/374.)
การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้หากว่าตามกระบวนการก็คือการกำหนดรู้ทุกข์ ละเหตุแห่งทุกข์กระให้แจ้งซึ่งนิโรธ และดำเนินตามอริยมรรคนั่นเองดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ (วิ.มหา.4/16/18.) ปฎิจจสมุปบาทก็เป็นกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งความทุกข์ ในบางแห่งกล่าวถึงการเกิดและการดับแห่งโลกเช่น เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมีเพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อวิญญาณมีนามรูปจึงมี เมื่อนามรูปมีสฬายตนะจึงมี เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เมื่อเวทนามีตัณหาจึงมีเมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เมื่อภพมี ชาติจึงมีเมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่าโลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ (สํ.นิ.16/179/77.)
พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ทำที่สุดแห่งทุกข์ในสังสารวัฏได้จริงผู้ที่มุ่งหวังจะพ้นทุกข์หากยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้แสดงไว้ก็สามารถจะทำที่สุดทุกข์ให้หมดไปได้วิธีการที่จะพ้นทุกข์นั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้หลายวิธีแต่วิธีโดยสรุปและสั้นที่สุดคือดำเนินตามอริมรรคมีองค์แปดหรือจะสรุปอริยมรรคมีองค์แปดให้สั้นที่สุดก็คือศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง แม้สังสารวัฏจะกำหนดเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่ได้ แต่ถ้าเราสรุปลงที่ กิเลส กรรมวิบาก และเริ่มต้นที่การทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไปแล้ววงจรแห่งกรรมและวิบากก็จะหมดไปด้วยในการอธิบายในบทความเรื่องนี้อธิบายเรื่องกรรมไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะเรื่องกฏแห่งกรรมก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนาในที่นี้จึงได้แสดงวงจรโดยสรุปเท่านั้น และการอธิบายก็มิได้อธิบายเองแต่ได้เอาสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกมาอธิบาย คนธรรมดาอาจจะอ่านแล้วเข้าใจยากแต่การค้นหาข้อมูลในพระไตรปิฎกในเรื่องที่เราต้องการนั้นเป็นการเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา.พระไตรปิฏกภาษาบาลีฉบับสยามรัฐ.กรุงเทพฯ:กรมการศาสนา,2525.
กรมการศาสนา.พระไตรปิฏกภาษาไทยฉบับหลวง.กรุงเทพฯ:กรมการ
ศาสนา,2514.
พระพรหมคุณาภรณ์.พจนานุกรมพุทธศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 13,(กรุงเทพฯ:เอส.อาร.พริ้นติ้งแมสโปรดักส์,2548.พระไตรปิฏกซีดีรอม ฉบับเรียนพระไตรปิฎก.
พระมหาบุญไทย ปุญญมโนบทความความจริงที่แท้คืออะไร
พระมหาบุญไทย ปุญญมโนบทความ พระพุทธศาสนากำจัดทุกข์ในสังสารวัฏได้จริง
พระมหาบุญไทย ปุญญมโนบทความ เรื่องกรรมและการเกิดใหม่
สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. "กรรม"ใน “ พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนา ” สุนทร ณ รังษี.พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก.กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี