การเกิดเป็นทุกข์ แม้จะเกิดในภพภูมิของมนุษย์ก็ตามและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าชีวิตในภพชาติต่อๆไปจะไม่พลาดถลำลงต่ำไปเกิดในทุคติภูมินอกจากบุคคลผู้นั้นได้ปฏิบัติตนเข้าถึงพระอริยสัจธรรมนำชีวิตเข้าสู่พระอริยบุคคลแล้วเพราะว่าบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นที่อบายภูมิจะปิดสนิทสำหรับชีวิตของท่านและการเวียนว่ายตายเกิดที่จะมีต่อไปในสุคติภูมินั้น
ย่อมมีได้ไม่เกิน 7 ชาติจึงนับได้ว่าพระโสดาบันท่านเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่สร้างหลักประกันภัยในการเวียนว่ายตายเกิดให้กับชีวิตได้แล้วแต่สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชนทุกคนต้องยอมรับว่าอนาคตชาติในการเวียนว่ายตายเกิดของตนนั้นต้องมีต่อไปเป็นอนันตังไม่มีที่สิ้นสุดเพราะปุถุชนคือบุคคลที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส และ
กิเลส นี่เองที่เป็นตัวการผลักพาให้เกิดการกระทำกรรม
เมื่อมีกรรมย่อมเป็นที่แน่นอนว่า วิบาก คือ รูปขันธ์และนามขันธ์ ย่อมต้องเกิด ฉะนั้นวัฏฏะทั้งสาม คือ กิเลสวัฏ
กัมมวัฏ และวิปากวัฏที่หมุนวน
ย่อมทำให้สังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดไม่อาจสิ้นสุดหยุดลงได้และทุกภพชาติที่เกิดกำเนิดของสัตว์ย่อมวิจิตรเพราะจิตย่อมวิจิตรในการสั่งสมกรรมและกิเลส
ข้อที่เรากล่าวว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์
ความดับแห่งทุกข์ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์
ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว แม้ชาติก็เป็นทุกข์แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้พยาธิก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์
แม้โสกะ ปริเทวะทุกข์โทมนัส
อุปายาสก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่ออุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์
ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน คือตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์
ก็ความต่างแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ทุกข์มากก็มีทุกข์น้อยก็มี ทุกข์ที่คลายช้าก็มี ทุกข์ที่คลายเร็วก็มีนี้เรียกว่าความต่างแห่งทุกข์
ก็วิบากแห่งทุกข์เป็นไฉน คือบุคคลบางคนในโลกนี้ถูกทุกข์อย่างใดครอบงำ
มีจิตอันทุกข์อย่างใดกลุ้มรุมย่อมเศร้าโศก
ลำบาก รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลงก็หรือบางคนถูกทุกข์ใดครอบงำแล้ว
มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุมแล้วย่อมแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ในภายนอกว่าใครจะรู้ทางเดียวหรือสองทางเพื่อดับทุกข์นี้ได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวทุกข์ว่ามีความหลงใหลเป็นผลหรือว่ามีการแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ภายนอกเป็นผล
นี้เรียกว่าวิบากแห่งทุกข์ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉนคือความดับแห่งทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งตัณหาอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือสัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์
ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ความดับแห่งทุกข์ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์
อย่างนี้ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส
เป็นที่ดับทุกข์ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์
เหตุเกิดแห่งทุกข์ความต่างแห่งทุกข์
วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวดูกรภิกษุทั้งหลายนี้แลเป็นธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส (อํ.ฉ.22/334/365.)
พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นเครื่องมือในการกำจัดทุกข์ในสังสารวัฏได้นำเอาวิธีการอธิบายสังสารวัฏตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้พ้นทุกข์ได้พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ทำที่สุดทุกข์ในสังสารวัฏได้จริงการจะตัดสังสารวัฏได้พระพุทธเจ้าแสดงสรุปไว้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า
บุรุษตัดทอนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ 4 นิ้ว วางไว้
สมมติว่านี้เป็นมารดาของเรา
นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับมารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด
ส่วนว่า หญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในชมพูทวีปนี้
พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อนความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า
ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เหตุเพียงเท่านี้พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวงพอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้นดังนี้ (สํ.นิ.16/422/177.)
ผู้ทำลายวงจรแห่งทุกข์ได้เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ซึ่งได้แสดงผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ไว้ในอรหัตตสูตรว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุยังละธรรม 6 ประการไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต
ธรรม 6 ประการเป็นไฉน คือถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ
กุกกุจจะ ความไม่มีศรัทธา
ความประมาทดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังละธรรม 6 ประการนี้ไม่ได้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม 6 ประการได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม 6 ประการเป็นไฉน คือถีนะ มิทธะ
อุทธัจจะ
กุกกุจจะ ความไม่มีศรัทธา ความประมาท
ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุละธรรม 6 ประการนี้ได้แล้วย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต(อํ.ฉ.22/337/374.)
การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้หากว่าตามกระบวนการก็คือการกำหนดรู้ทุกข์ ละเหตุแห่งทุกข์กระให้แจ้งซึ่งนิโรธ
และดำเนินตามอริยมรรคนั่นเองดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล
ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่า
เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ
พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ (วิ.มหา.4/16/18.) ปฎิจจสมุปบาทก็เป็นกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งความทุกข์ ในบางแห่งกล่าวถึงการเกิดและการดับแห่งโลกเช่น
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมีเพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อวิญญาณมีนามรูปจึงมี เมื่อนามรูปมีสฬายตนะจึงมี
เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เมื่อเวทนามีตัณหาจึงมีเมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี
เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เมื่อภพมี ชาติจึงมีเมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี
อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่าโลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้
(สํ.นิ.16/179/77.)
พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ทำที่สุดแห่งทุกข์ในสังสารวัฏได้จริงผู้ที่มุ่งหวังจะพ้นทุกข์หากยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้แสดงไว้ก็สามารถจะทำที่สุดทุกข์ให้หมดไปได้วิธีการที่จะพ้นทุกข์นั้น
พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้หลายวิธีแต่วิธีโดยสรุปและสั้นที่สุดคือดำเนินตามอริมรรคมีองค์แปดหรือจะสรุปอริยมรรคมีองค์แปดให้สั้นที่สุดก็คือศีล
สมาธิ ปัญญานั่นเอง แม้สังสารวัฏจะกำหนดเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่ได้
แต่ถ้าเราสรุปลงที่ กิเลส กรรมวิบาก
และเริ่มต้นที่การทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไปแล้ววงจรแห่งกรรมและวิบากก็จะหมดไปด้วยในการอธิบายในบทความเรื่องนี้อธิบายเรื่องกรรมไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะเรื่องกฏแห่งกรรมก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนาในที่นี้จึงได้แสดงวงจรโดยสรุปเท่านั้น
และการอธิบายก็มิได้อธิบายเองแต่ได้เอาสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกมาอธิบาย
คนธรรมดาอาจจะอ่านแล้วเข้าใจยากแต่การค้นหาข้อมูลในพระไตรปิฎกในเรื่องที่เราต้องการนั้นเป็นการเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา.พระไตรปิฏกภาษาบาลีฉบับสยามรัฐ.กรุงเทพฯ:กรมการศาสนา,2525.
กรมการศาสนา.พระไตรปิฏกภาษาไทยฉบับหลวง.กรุงเทพฯ:กรมการ
ศาสนา,2514.
พระพรหมคุณาภรณ์.พจนานุกรมพุทธศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 13,(กรุงเทพฯ:เอส.อาร.พริ้นติ้งแมสโปรดักส์,2548.พระไตรปิฏกซีดีรอม ฉบับเรียนพระไตรปิฎก.
พระมหาบุญไทย ปุญญมโนบทความความจริงที่แท้คืออะไร
พระมหาบุญไทย ปุญญมโนบทความ พระพุทธศาสนากำจัดทุกข์ในสังสารวัฏได้จริง
พระมหาบุญไทย ปุญญมโนบทความ เรื่องกรรมและการเกิดใหม่
สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. "กรรม"ใน “ พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนา ” สุนทร ณ รังษี.พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก.กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543