บทที่ ๓
เรื่องกรรมและการเกิดใหม่
พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเรื่องกรรมและการเกิดใหม่เป็นปัญหาที่ยากแก่การตอบแต่ก็มักจะมีคนถามอยู่เสมอ บางครั้งอาจตอบตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์แสดงไว้บางอย่างก็ตอบเอง เลยกลายเป็นอัตตโนมติ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้หลักคำสอนเรื่องกรรมนั้นมีปรากฎในพระไตรปิฎกเป็นจำนวนมากนอกจากนั้นยังมีพระอรรถกถาจารย์พระฎีกาจารย์พยายามอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมและการให้ผลของกรรมอีกมากมายพระพุทธศาสนาบางนิกายถึงกับมีคำสอนเรื่องการกลับชาติมาเกิดในพระพุทธศาสนาเถรวาทเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดมีคำอธิบายในพระไตรปิฎกอย่างไร
กรรมคืออะไร อะไรเป็นเหตุของกรรม จะดับกรรมได้ดีโดยวิธีใดมีพระพุทธดำรัสไว้ในนิพเพธิกสูตรว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรมบุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจาด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉนคือผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือกรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มีที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มีนี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือเราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี 3 ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรมความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯสัมมาสมาธิเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรมความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้” (ฉ. อํ.22 /334/368)
ในพระสูตรนี้กรรมจึงหมายถึงเจตนาทั้งทางกาย วาจา และใจส่วนวิปากหรือผลของกรรมพระพุทธองค์จำแนกไว้ 3 ประการ และแสดงความดับแห่งกรรมไว้อย่างชัดเจน การอธิบายอย่างนี้หากศึกษาโดยละเอียดจะเห็นว่า พระพุทธองค์ได้แสดงคำอธิบายวิปากและวิธีดับกรรมไว้อย่างเพียงพอแล้วส่วนความเข้าใจของคนรุ่นหลังอาจจะอธิบายกรรมด้วยทัศนะตามที่เข้าใจดังที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชได้แสดงความหมายของกรรมเพื่อความเข้าใจง่ายไว้ว่า “กรรม คือกาลอะไรทุกอย่างที่คนทำอยู่ทุกเวลา ประกอบด้วยเจตนา คือ ความจงใจทุกคนจะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ย่อมมีเจตนาคือ ความจงใจนำอยู่ก่อนเสมอและในวันหนึ่งก็ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องพูดอย่างนั้นอย่างนี้ไปตามที่ตนเองจงใจจะพูด จะทำ จะคิด นี่แหละคือกรรม วันหนึ่ง ๆจึงทำกรรมมากมายหลายอย่าง หลีกกรรมไม่พ้น พระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมหลักใหญ่ก็มุ่งให้พิจารณาให้รู้จักปัจจุบันกรรมของตนนี้แหละว่า “ อะไรดีอะไรชั่วอะไรควรไม่ควร เพื่อที่จะได้เว้นกรรมที่ชั่วที่ไม่ควร เพื่อที่จะทำกรรมที่ดีที่ควร “ และพระพุทธเจ้ายังได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลสามารถจะละกรรมที่ชั่วทำกรรมที่ดีได้” จึงได้ตรัสสอนไว้ให้ละกรรมที่ชั่ว ทำกรรมที่ดี ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ตรัสสอนไว้และการละกรรมชั่วทำกรรมดีถ้าให้เกิดโทษทุกข์ ก็จะไม่ตรัสไว้อย่างนี้แต่เพราะให้เกิดประโยชน์สุข จึงตรัสสอนไว้อย่างนี้ พระพุทธโอวาทนี้แสดงว่าคนมีอำนาจเหนือกรรม อาจควบคุมกรรมของตนได้แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าต้องควบคุมจิตเจตนาของตนได้ด้วยโดยตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในธรรม เช่น เมตตา สติ ปัญญา สัจจาธิษฐาน เป็นต้นอันเป็นส่วนจิตและศีล อันหมายถึงตั้งเจตนาเว้นการที่ควรเว้นทำการที่ควรทำในขอบเขตอันควร (สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก,"กรรม" ใน “ พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนา ” )
เหตุที่คนได้รับผลของกรรมไม่เท่ากันนั้นเป็นเพราะกรรมเก่าทั้งนั้นหรือว่าเป็นเพราะกรรมในปัจจุบัน ปัญหาตอบหลักกรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นเราจะถือว่าความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดีที่เราได้รับอยู่ในบัดนี้ เป็นผลของกรรมเก่าที่เราได้ทำไว้แล้วในชาติก่อนดังนี้ได้หรือไม่ พุทธดำรัสไว้ในสิวกสูตรว่า “เวทนาอันบุคคลเสวยในโลกนี้บางเหล่าเกิดขึ้นมีดีเป็นสมุฏฐานก็มี มีสวนต่าง ๆ เหล่านั้นรวมกันเป็นสมุฏฐานก็มีเกิดแต่ความแปรแห่งฤดูก็มี เกิดแต่การบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอก็มีเกิดแต่ความพยายาม (ของตน) ก็มี เกิดแต่วิบากแห่งกรรมก็มี.....ข้อนี้อันเจ้าตัวเองก็รู้เช่นนั้น อันโลกก็สมมติว่าเป็นจริงสมณะพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด มักกล่าวและมีความเห็นในข้อนั้นอย่างนี้ว่า “บุคคลเสวยเวทนาทั้งปวง (สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์)เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำแล้วในก่อน เขาย่อมเพิกเฉยข้อที่ตนเองก็รู้ดีย่อมเพิกเฉยต่อข้อที่โลกสมมติว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่าการกล่าวแลความเห็นอย่างนี้ของสมณะพราหมณ์เหล่านั้น เป็นการกล่าวผิดและเห็นผิด” (สํ.สฬ. /427/285) พระดำรัสนี้หมายความว่าอย่างไรการที่คนได้รับผลกรรมไม่เท่ากันมิใช่เพราะกรรมเก่าเท่านั้นแต่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูเช่นบางฤดูผลไม้บางชนิดออกผล แต่บางชนิดออกดอกความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูย่อมทำให้ได้รับผลไม่เท่ากัน ร่างกายของมนุษย์ก็ไม่เหมือนกันบางคนรับประทานอาหารชนิดเดียวกัน คนหนึ่งมีสุขภาพแข็งแรงแต่อีกคนอ่อนแอหรือเจ็บป่วยการให้ผลของกรรมจึงต้องแยกตอบเป็นกรณีไปมิใช่ตอบอย่างเดียวกัน
หากจะมีคนสองคนทำกรรมอย่างเดียวกันแต่ได้รับผลต่างกันมีหรือไม่เรื่องนี้มีพุทธดำรัสไว้ในโสณกสูตรว่า “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไร ? เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใด ๆเขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคลในโลกนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรกส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นแหละบาปกรรมนั้นย่อมได้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนที่มาบุคคลเช่นไรทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยบาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อยมีอัตตภาพเล็ก มีอัตตภาพอยู่เป็นทุกข์เพราะวิบากเล็กน้อยบุคคลเห็นปานนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยบาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเช่นไรเล่า ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้น เหมือนกันบาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็นแต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏปรากฏเฉพาะส่วนมาก
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญามีคุณไม่น้อย มีอัตตภาพใหญ่ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ทำบาปกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากกฎปรากฏเฉพาะแต่ส่วนมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในขันใบน้อย.... น้ำในขันเล็กน้อยนั้นพึงมีรสเค็ม ดื่มกินไม่ได้ (ส่วนบาปกรรมเล็กน้อยของบุคคลผู้อบรมกายเป็นต้นแล้วนั้น)เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคาน้ำในแม่น้ำคงคาก็คงไม่เค็มดื่มกินได้เพราะเป็นห้วงน้ำใหญ่”(อํ.ติก 20/540/320)
พระดำรัสอย่างนี้แสดงว่ากรรมเก่าและกรรมในปัจจุบันของคนไม่เท่ากันกรรมบางอย่างมาประจวบกันเข้าพอดี เพราะการอบรมกาย ศีล และจิต ไม่เท่ากันกรรมอย่างเดียวกันจึงให้ผลไม่เท่ากันถ้าอย่างนั้นกรรมในปัจจุบันก็ต้องมีผลต่อกรรมเก่า แม้ว่าจะลบล้างไม่ได้แต่กรรมเก่าไม่มีโอกาสให้ผลเลยกลายเป็นอโหสิกรรมไป
กรรมเก่ากรรมใหม่
กรรมเก่า
กรรมใหม่ความดับแห่งกรรม และทางปฏิบัติเพื่อดับกรรมคืออะไรพระพุทธองค์ทรงมีพุทธดำรัสไว้ในกรรมสูตรว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กรรมเก่าคืออะไรอันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า หู... จมูก... ลิ้น... กาย...
ใจ...อันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่าเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่งสำเร็จด้วยเจตนาเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา...เรียกว่ากรรมเก่า
“กรรมใหม่ คืออะไร
กรรมที่บุคคลทำด้วยวาจา ใจ ในบัดนี้นี่เราเรียกว่ากรรมใหม่“ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน...ความดับใดกระทบกับความพ้นทุกข์เพราะความดับแห่งกายกรรมวจีกรรม
มโนกรรมนี้เรียกว่าความดับแห่งกรรม“ทางปฏิบัติเพื่อความดับแห่งกรรมคืออะไร
อริยมรรคมีองค์ 8
คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธินี้เรียกว่าทางปฏิบัติเพื่อความดับแห่งกรรม”
(สํ.สฬ.
18/227-230/ 166)
กรรมเก่ากรรมใหม่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายคือเรื่องที่ทำโดยเจตนาในอดีตเรียกว่ากรรมเก่าส่วนกรรมที่กำลังกระทำก็เรียกว่ากรรมใหม่
การดับกรรมก็คือดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ 8 ท่านแสดงไว้อย่างชัดเจนแล้ว
การเกิดใหม่
ในพระพุทธศาสนาเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏถ้ายังไม่หมดกรรมก็ต้องกลับมาเกิดอีกดังที่พระองค์แสดงไว้ในทัณฑสูตรมีใจความว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลายสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นบนอากาศ บางคราวก็ตกลงทางโคนบางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลายแม้ฉันใดสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลกบางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
(สํ. นิทาน. 16/438-439/183)
และแสดงไว้ในทุคคตสูตรว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏเธอทั้งหลายเห็นทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ
พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่าเราทั้งหลายก็เคยเสวยทุกข์เห็นปานนี้มาแล้ว
โดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
(สํ. นิทาน. 16/438-439/185)
การท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏหาที่สุดและเบื้องต้นไม่ได้
การเกิดใหม่ย่อมมีได้ถ้ายังไม่หมดกรรม
แต่พระอนุปาทิเสสบุคคลแม้เสียชิวตแล้วก็พ้นจากนรกสามารถกำหนดได้ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ ดังที่พระองค์แสดงไว้
ในสอุปาทิเสสสูตร ว่า “ดูกรสารีบุตร บุคคล 9 จำพวกนี้ที่เป็นสอุปาทิเสส กระทำกาละ(ตาย)แล้วพ้นจากนรกพ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานพ้นจากเปรตวิสัย
พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต 9 จำพวกเป็นไฉน
ดูกรสารีบุตร
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอันตราปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 1 ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรกพ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต
อีกประการหนึ่ง
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิ
กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอุปหัจจปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 2
...
อีกประการหนึ่ง
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิ
กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 3 อีกประการหนึ่ง
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิกระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่
4 ...
อีกประการหนึ่งบุคคลบางคนในโลกนี้
เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญาบุคคลนั้นเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามีเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป
ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 5
...อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นสกทาคามีเพราะสังโยชน์3 สิ้นไป เพราะราคะโทสะ
และโมหะเบาบางกลับมายังโลกนี้เพียงคราวเดียวจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 6
... อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ
ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นเอกพีชีเพราะสังโยชน์สิ้นไป
บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 7
...
อีกประการหนึ่งบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญาบุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ 2-3
ตระกูลแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดูกรสารีบุตร
นี้บุคคลจำพวกที่ 8 ... อีกประการหนึ่ง
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ
ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาเพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ 7 ครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ 9
ผู้เป็นสอุปาทิเสสะกระทำกาละ
พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานพ้นจากเปรตวิสัยพ้นจากอบาย
ทุคติ และวินิบาต ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวกโง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสะว่าเป็นสอุปาทิเสสะหรือจักรู้บุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสะว่า
เป็นอนุปาทิเสสะ ดูกรสารีบุตรบุคคล9 จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก
พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานพ้นจากเปรตวิสัย
พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต (องฺ .นวก.
23/216/303-306)
บุคคลทั้ง 9 นี้เท่านั้นที่มีคติที่แน่นอนแม้จะกลับมาเกิดอีกก็ย่อมเกิดเพื่อจะบำเพ็ญความดีเพื่อจะได้เกิดในภพที่สูงขึ้นไปและในที่สุดก็สิ้นกิเลสไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป สุนทร ณ รังษีกล่าวถึงการเวียนว่ายตายเกิดว่า “พุทธปรัชญาถือว่าการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเพราะเป็นการวนเวียนอยู่ในกระแสหมุนวนแห่งความทุกข์ความทุกข์ทุกประเภทแฝงตัวอยู่โดยธรรมชาติ
ในกระแสของชีวิตในกระแสของการเวียนเกิดเวียนตายแล้วๆเล่าๆ
ที่เรียกว่าสังสารวัฏ” (สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก,กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543,หน้า 242.)
เหตุที่คนอายุสั้นและอายุยืน
ผู้ที่ยังไม่หมดกรรมก็ต้องกลับมาเกิดอีกแต่จะเป็นอะไรนั้นขึ้นอยู่กับกรรม การที่คนจะรวยหรือจนอายุสั้นอายุยืนนั้นมีคำอธิบายที่พระพุทธองค์แสดงไว้ในจูฬกัมมวิภังสูตรเป็นการตอบคำถามของสุภมาณพ โตเทยยบุตร ที่ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญอะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต (ม.อุปริ.14/580/287)
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ (ม.อุปริ.14/581/287)
ดูกรมาณพ
บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม
บุรุษก็ตาม
เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
เป็นคนเหี้ยมโหด
มีมือเปื้อนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร
ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต
เขาตายไป
จะเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต
นรก
เพราะกรรมนั้น
อันเขา
ให้พรั่งพร้อม
สมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป
ไม่เข้าถึงอบาย
ทุคติ
วินิบาต
นรกถ้ามาเป็นมนุษย์
เกิด
ณ
ที่ใดๆ
ในภายหลัง
จะเป็นคนมีอายุสั้น
ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้
คือ
เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
เป็นคนเหี้ยมโหด
มีมือเปื้อนเลือด
หมกมุ่นในการประหัตประหาร
ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต
ดูกรมาณพ
ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม
บุรุษก็ตาม
ละปาณาติบาตแล้ว
เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต
วางอาชญา
วางศาตราได้
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดู
อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่
เขาตายไป
จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น
อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป
ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด
ณ
ที่ใดๆ
ในภายหลัง
จะเป็นคนมีอายุยืน
ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืนนี้คือละปาณาติบาตแล้ว
เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต
วางอาชญาวางศาตราได้
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดู
อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่
(ม.อุปริ.14/582-283/288)
คนโหดเหี้ยมมักฆ่าสัตว์เป็นเหตุให้อายุสั้น
ดังนั้นการที่คนเรามีอายุไม่เท่ากันบางคนตายแต่ยังหนุ่มสาว
บางคนมีอายุยืนนั้นพระดำรัสที่พระพุทธองค์แสดงไว้นี้น่าจะเป็นคำตอบได้อย่างดี
ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนจนหรือรวยต่างกันนั้นพระพุทธองค์แสดงไว้ว่า
ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม
ย่อมไม่เป็นผู้ให้ข้าว
น้ำ
ผ้า
ยาน
ดอกไม้
ของหอม
เครื่องลูบไล้
ที่นอน
ที่อาศัย
เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์
เขาตายไป
จะเข้าถึงอบาย
ทุคติวินิบาต
นรก
เพราะกรรมนั้น
อันเขาให้พรั่งพร้อม
สมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย
ทุคติ
วินิบาต
นรก
ถ้ามาเป็นมนุษย์
เกิด
ณ
ที่ใดๆ
ในภายหลังจะเป็นคนมีโภคะน้อย
ดูกรมาณพ
ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยนี้
คือ
ไม่ให้ข้าวน้ำ
ผ้า
ยาน
ดอกไม้
ของหอม
เครื่องลูบไล้
ที่นอน
ที่อยู่อาศัย
เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์
ดูกรมาณพ
บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม
บุรุษก็ตาม
ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย
เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์
เขาตายไป
จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกรรมนั้น
อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป
ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ถ้ามาเป็นมนุษย์
เกิด
ณ
ที่ใดๆ
ในภายหลัง
จะเป็นคนมีโภคะมาก
ดูกรมาณพ
ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมากนี้
คือ
ให้ข้าว
น้ำผ้า
ยาน
ดอกไม้
ของหอม
เครื่องลูบไล้
ที่นอน
ที่อยู่อาศัย
แก่สมณะหรือพราหมณ์ (ม.อุปริ.14/590-292/290)
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
การจำแนกกรรมและผลของกรรมในจูฬกัมมวิภังสูตร
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์พระไตรปิฎกเล่มที่
16นั้น
มีความชัดเจน หากต้องการตรวจสอบก็สามารถตรวจสอบได้ในที่นี่นำมาพอเป็นตัวอย่างเท่านั้น
ยังมีอีกมาก แต่เห็นว่าได้ความชัดเจนแล้วเรื่องกรรมและการเกิดใหม่ในพระพุทธศาสนา
เถรวาทนั้นมีที่อ้างไว้อย่างชัดเจนไม่ต้องมีความสงสัยในเรื่องการเวียนว่าตายเกิดหากศึกษาจากพระไตรปิฎกก็ย่อมจะได้ทราบเรื่องราวที่พระพุทธองค์แสดงไว้
แต่คนในยุคปัจจุบันไม่อยากอ่านพระไตรปิฎก
เพราะเป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจยากยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการส่งสมมาจากอารยธรรมของตะวันตก
ยิ่งยากจะเข้าใจในเรื่องนี้สุนทร ณ รังษีได้เขียนไว้อย่างน่าคิดว่า
“ถ้าตายแล้วไม่มีการเกิดใหม่หรือไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดคำสอนเรื่องมรรคผลนิพพานของพระพุทธศาสนาก็จะเป็นคำสอนที่ไร้สาระใช้เป็นประโยชน์ที่แท้จริงอะไรมิได้แต่เพราะการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏเป็นสิ่งที่มีจิรงเป็นจริงพระพุทธเจ้าทรงประทานคำสอนดังกล่าวไว้เพื่อให้เวไนยบุคคลยึดเป็นแนวทางดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่สามารถดับความทุกข์ในสังสารวัฏได้อย่างสิ้นเชิงตลอดไป”
(สุนทร
ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก,กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543,หน้า
256.)
พระพุทธศาสนายืนยันเรื่องกรรมไว้มีปรากฏในพระไตรปิฎกหากเราเชื่อว่าพระไตรปิฎกคือคัมภีร์ที่บรรจุคำสอนของพระพุทธศาสนาไว้อย่างถูกต้องแล้วเราก็ต้องเชื่อเรื่องของกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนการกระทำของแต่ละบุคคลย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อถ้าเราเชื่อในหลักกรรมและการเกิดใหม่
จะได้มุ่งหน้าทำแต่ความดีโดยพยายามหลีกเลี่ยงจากการทำชั่ว
อันจะเป็นผลให้ได้รับผลในการกระทำนั้นพุทธศาสนิกชนจึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต
เราได้ชีวิตมาด้วยความลำบากการเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยากการดำเนินชีวิตจึงเป็นสิทธิของเราเองว่าจะเลือกทำดีหรือทำชั่วจะเชื่อหรือไม่เชื่อในกฏแห่งกรรมและการเวียนตายเวียนเกิดตามทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท