บทที่  ๔

คำสอนพุทธศาสนากำจัดทุกข์ในสังสารวัฏ

พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นจากการบำเพ็ญเพียรของเจ้าชายสิทธัตถะจนกระทั่งบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้รับการขนานนามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากนั้นจึงเผยแผ่คำสอนของพระองค์ ต่อมาเรียกกันว่าพระพุทธศาสนาตลอดระยะเวลากว่าสองพันปี แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใดก็ตามแต่พระพุทธศาสนาก็ยังคงมีสาวกที่เชื่อมั่นในหลักคำสอน ยึดถือและปฏิบัติตามเพื่อทำที่สุดทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ให้สิ้นไปพระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สอนเรื่องการสิ้นทุกข์ในวัฏฏะเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนโดยแท้แต่วิธีการกำจัดทุกข์นั้นมิได้เสนอไว้แบบเดียวแต่ได้แสดงไว้หลายแห่งในพระไตรปิฎกดังนั้นจึงได้รวบรวมวิธีการดับทุกข์มาให้ศึกษาพอเป็นแนวทางสำหรับผู้ต้องการค้นคว้าต่อไป  ผู้ที่สนใจบทใดก็สามารถเปิดอ่านจากพระไตรปิฎกที่อ้างอิงไว้เช่น (สํ.นิ.16/421/177.) หมายถึงสังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่มที่ 16 ข้อ 421 หน้า 177 เป็นต้นพระไตรปิฎกมีหลายฉบับ เล่มและข้อจะตรงกันเสมอแต่หน้าอาจจะไม่ตรงกันคำว่า “วัฏฏะหรือไตรวัฏฏ์” หมายถึงวน วงเวียนองค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของภวจักรหรือสังสารจักรประกอบด้วยกิเลสวัฏฏ์วงจรคือกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา  อุปาทาน กรรมวัฏฏ์วงจรกรรมประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ วิปากวัฏฏ์วงจรวิบาก ประกอบด้วยวิญญาณ นามรูปสฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่าอุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะทั้งสามอย่างนี้ประกอบเข้าเป็นวงจรใหญ่แห่งปัจจยาการเรียกว่าภวจักรหรือสังสารจักรตามหลักปฏิจจสมุปบาท  (พระพรหมคุณาภรณ์,พจนานุกรมพุทธศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 13,กรุงเทพฯ:เอส.อาร.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์,2548,หน้า 104.)

สังสารวัฏนั้นไม่มีเบื้องต้นและที่สุดดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในติณกัฏฐสูตรว่าดูกรภิกษุทั้งหลายสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้นมีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ (สํ.นิ.16/421/177.)คำว่า สังสารวัฏแปลว่าความท่องเที่ยวไปในอาการที่เป็นวัฏฏะ การหมุนวนอยู่ในสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัฏสงสาร  ดังหรือสงสารวัฏหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ของสัตว์โลกด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบากหมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส กรรม วิบากไม่ได้  กิเลส กรรมวิบากนั้นปรากฎอยู่ในปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆได้พิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลมว่าสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณควงไม้โพธิ์พฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณควงไม้โพธิ์พฤกษ์ตลอด 7 วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลมและปฏิโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรีว่า  ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ  เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา  เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ  เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้ 
  จากนั้นจึงได้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทปฏิโลมว่าอนึ่งเพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะสังขาร จึงดับ  เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ  เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ  เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ  เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ  เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ  เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ  เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับเพราะภพดับ ชาติจึงดับ  เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอุปายาสจึงดับเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้(วิ.มหา 4/1/1.) 
  ในปฏิจจสมุปบาทได้จำแนกเป็นวัฏฏะ 3 ประการคือกิเลส กรรมวิบาก ซึ่งหมายความว่ากิเลสก็เป็นเหตุให้ทำกรรม กิเลสจึงเป็นเหตุกรรมจึงเป็นผลของกิเลส และกรรมนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ให้เกิดวิบากคือผลกรรมจึงเป็นเหตุ วิบากจึงเป็นผล และวิบากนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ก่อกิเลสขึ้นอีกเมื่อเป็นดังนี้ วิบากนั้นก็เป็นเหตุ กิเลสก็เป็นผลของวิบาก เพราะฉะนั้นกิเลส กรรมวิบาก จึงวนอยู่ดั่งนี้ ก็โดยที่บุคคลนี้เอง หรือจิตนี้เองที่วนอยู่ในกิเลส กรรมวิบาก แล้วก็กลับเป็นเหตุก่อกิเลส กรรมวิบากขึ้นอีกสัตว์และบุคคลจึงวนเวียนอยู่ในกิเลส กรรม วิบาก ทั้งสามนี้ เป็น วัฏฏะกิเลส(แปลว่าสิ่งเกาะติด) และตัณหา(หมายถึงความติดใจอยาก)เป็นสิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจ แล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวตัณหาเป็นต้นเหตุทำให้เกิดทุกข์ เมื่อดับตัณหาเสียได้ก็เป็นอันว่าหักวัฏฏะดังกล่าวได้ ดับกิเลส ดับทุกข์ทางจิตใจในปัจจุบันและเมื่อดับขันธ์ในที่สุด ไม่เกิดอีก ดับรอบสิ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวง

กิเลส

กิเลสในวงจรแห่งปฏิจสมุปบาทคือ อวิชชา  ตัณหา อุปาทาน  ในส่วนของอวิชชาท่านแสดงไว้ในวิภังคสูตร สังยุตตนิกาย  นิทานวรรคว่าความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ...ดังพรรณนามาฉะนี้ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้(สํ.นิ.16/17/4.)

ความหมายของอวิชาท่านแสดงไว้ในอวิชชาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรคว่า “ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ไม่รู้ชัดซึ่งรูป ไม่รู้ชัด ซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูปไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งเวทนา ฯลฯไม่รู้ชัดซึ่งสัญญา ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งสังขาร ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งวิญญาณไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับวิญญาณ  ดูกรภิกษุนี้เรียกว่าอวิชชาและบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล (สํ. ข.17/300/156.)  เมื่อวิชชาเกิดขึ้นอวิชชาก็หมดไปดังที่พระสารีบุตรตอบพระมหาโกฏฐิตะว่าดูกรท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูปย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ...แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า วิชชาและบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล (สํ.ข.17/325/167.)  เมื่อวงจรกิเลสแรกคืออวิชชาดับไปทุกข์ก็สิ้นไปวงจรอื่นก็หมดไปด้วยดังที่ปรากฏในธัมมจักกัปวัตตนสูตรว่าปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุดภพใหม่ไม่มีต่อไป (ที.มหา. 4/16/18.) 
  สิ่งที่จัดเป็นกิเลสที่ต้องละอีกอย่างหนึ่งในปฏิจจสุมปบาทคือตัณหาและอุปาทานท่านแสดงไว้ว่าตัณหาคือรูปตัณหา สัททตัณหา  คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหาธัมมตัณหานี้เรียกว่าตัณหา (สํ. นิ.16/10/3.)  อุปาทานก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน  สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน (สํ. นิ.16/9/3.)อีกอย่างหนึ่งในอุปาทานสูตรท่านได้แสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานไว้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานและอุปาทานเธอทั้งหลายจงฟัง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเป็นไฉนอุปาทานเป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณนั้นชื่อว่า อุปาทาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน (สํ.ข.17/309/160.)โดยสรุปกิเลสคือสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมองในทสกนิเทศ  อภิธัม วิภังค์ปกรณ์ แสดงไว้ 10 ประการดังนี้คือโลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะอหิริกะอโนตตัปปะเหล่านี้เรียกว่ากิเลสวัตถุ (อภิ.วิ.35/1026/481.) 

วิธีกำจัดกิเลสทั้งสิบประการนั้นทำตามลำดับขั้นแห่งมรรคและผลทั้งสี่ประการดังนี้ปัญญาในโสดาปัตติมรรค ปัญญาในโสดาปัตติผล ปัญญาในสกทาคามิมรรค ปัญญาในสกทาคามิผลปัญญาในอนาคามิมรรค ปัญญาในอนาคามิผลปัญญาในอรหัตตมรรคปัญญาในอรหัตตผลอภิ.วิ.35/837/408.)
  กิเลสนี้หากจำแนกตามอาการแล้วจะมีสามลำดับคือ (1) กิเลสอย่างหยาบเรียกว่าวีติกมกิเลส เป็นกิเลสที่แสดงออกทางกายและวาจา (2) กิเลสอย่างกลาง เรียกว่าปริยุฏฐานกิเลสเป็นกิเลสอย่างกลางที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจ (3) กิเลสอย่างละเอียดเรียกว่าอนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานไม่ฟูขึ้นในใจอนุสัยกิเลสเป็นธรรมชาติที่ละเอียดซ่อนเร้นอยู่เป็นประจำในขันธสันดานของบุคคลไม่แสดงออกมาให้ปรากฏทางทวารใดเลย ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบทวารใดทวารหนึ่งอนุสัยกิเลสที่นอนนิ่งอยู่นั้นก็จะแปรสภาพเป็น ปริยุฏฐานกิเลส เกิดขึ้นทางใจเกิดความยินดี ยินร้ายต่ออารมณ์ที่ประสบนั้นและถ้าปริยุฏฐานกิเลสนั้นมีกำลังมากขึ้น ก็จะแปรสภาพเป็น วีติกกมกิเลสเกิดเป็นกิเลสอย่างหยาบ ปรากฏขึ้นเป็นกรรมที่แสดงออกทางกายและวาจากลายเป็นวงจรที่สองคือกรรม

กรรม

กรรมหมายถึงเจตนาตามที่แสดงไว้ในนิพเพธิกสูตร ว่าข้อที่เรากล่าวว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรมก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มีที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มีที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรมก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี 3 ประการ คือกรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน  กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด  กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป  นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรมเป็นไฉนคือความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แลคือสัมมาทิฐิ ฯลฯสัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรมดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรมความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรมปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆเมื่อนั้นอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมเราอาศัยข้อนี้กล่าว (อํ.ฉ.22/334/365.)
  กรรมในปฏิจจสมุปบาทหมายถึงสังขารและกรรมภพซึ่งจำแนกไว้ดังนี้คือ กายสังขารวจีสังขาร จิตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร(สํ. นิ.16/16/4.)  ส่วนภพคือกามภพ รูปภพอรูปภพ นี้เรียกว่าภพ  (สํ. นิ.16/8/3.) กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์จะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับกรรมดังหลักฐานยืนยันว่าบุคคลจะชื่อว่าเป็นคนชั่ว  เพราะชาติก็หาไม่จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ ที่แท้ ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรมชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม เป็นชาวนาเพราะกรรม เป็นศิลปินเพราะกรรมเป็นพ่อค้าเพราะกรรม เป็นคนรับใช้เพราะกรรม แม้เป็นโจรก็เพราะกรรมแม้เป็นทหารก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตเพราะกรรม แม้เป็นพระราชาก็เพราะกรรมบัณฑิตทั้งหลายมีปกติ เห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรมหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรมเหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น บุคคล  ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยกรรมอันประเสริฐนี้ คือ ตบะพรหมจรรย์  สัญญมะ และทมะ กรรม 4 อย่างนี้ เป็นกรรมอันสูงสุดของ พรหมทั้งหลาย ทำให้ผู้ประพฤติถึงพร้อมด้วยวิชชา 3 ระงับกิเลสได้ สิ้นภพใหม่แล้ว (ม.ม. 13/707/489.)
  การที่สัตว์จะกำเนิดในภพใดจึงขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละบุคคลเป็นเกณฑ์ดังพุทธวจนะที่เรามักจะได้ยินเสมอว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก” โลกย่อมเป็นไปตามกรรมซึ่งก็มาจากมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ดังที่อ้างมาแล้วเรื่องกรรมมีการอธิบายไว้มากมายหลายแห่งทั้งในพระไตรปิฎก อรรถกถาแต่ในปฏิจจสมุปบาทกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงถึงกระบวนการทำกรรมและการให้ผลของกรรม ตั้งแต่กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมจนถึงวิปากถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทดีแล้วก็จะเข้าใจกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนไปด้วย
  ในเรื่องกฎแห่งกรรมมีความสลับซับซ้อนเข้าใจยากและถือเป็นหลักคำสอนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาจะนำเสนอเป็นเรื่องเฉพาะในโอกาสต่อไป

วิบาก

วิบากในปฏิจจสมุปบาทได้แก่วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่าอุปปัตติภพชาติ ชรา มรณะซึ่งมีปรากฏในวิภังคสูตรว่าก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือจักขุวิญญาณโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณนี้เรียกว่าญาณก็นามรูปเป็นไฉน เวทนาสัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการนี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ  รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูปสฬายตนะเป็นไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  นี้เรียกว่าสฬายตนะผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ 6 หมวดเหล่านี้คือจักขุสัมผัสโสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัสนี้เรียกว่าผัสสะ  เวทนาเป็นไฉน เวทนา 6 หมวดเหล่านี้คือจักขุสัมผัสสชา เวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา  กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนานี้เรียกว่าเวทนา 
  ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย พึงทราบเวทนา ฯลฯปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลายเวทนา 3 ประการนี้ คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็เหตุเกิดแห่งเวทนาเป็นไฉน คือผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งเวทนา ก็ความต่างกันแห่งเวทนาเป็นไฉน คือสุขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่สุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ทุกขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ทุกขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ อทุกขมสุขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่อทุกขมสุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ นี้เรียกว่าความต่างแห่งเวทนาวิบากแห่งเวทนาเป็นไฉน คือการที่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากเวทนานั้นๆ ให้เกิดขึ้นเป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งเวทนาก็ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ความดับแห่งเวทนาย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดเวทนา  เหตุเกิดแห่งเวทนา ความต่างกันแห่งเวทนาวิบากแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนาปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนาปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับเวทนานี้ข้อที่เรากล่าวว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับเวทนาดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว (อํ.ฉ.22/334/365.)
  ชาติเป็นไฉนความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง  เกิด  เกิดจำเพาะ  ความปรากฏแห่งขันธ์ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆนี้เรียกว่าชาติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉนความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ  เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน  มฤตยู ความตายกาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ(สํ. นิ.16/7-14/3.) 

เมื่อสิ้นกิเลสจะได้คุณวิเสสตามสมควรเช่นบุพเพนิวาสานุสสติญาณดังที่พระพุทธองค์แสดงไว้ว่าเรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้วได้น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากคือระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้างตลอดสังวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้างตลอดวิวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้างว่าในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้นมีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้นครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น  มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น (วิ.มหาวิ. 1/3/5.)

ความดับแห่งวงจรปฏิจสมุปบาทนั้นมิใช่แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะเท่านั้นแม้ในสมัยอื่นก็มีผู้คิดได้ดังคำว่าพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มีชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ  กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่าเมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะ  จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี  เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ เมื่อภพไม่มีชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ...  เมื่ออะไรหนอไม่มี ภพจึงไม่มีเพราะอะไรดับ ภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มี  ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เมื่อไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มีเพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ...เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่อเวทนาไม่มีตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มีเพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มีเวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึง ไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ...เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ...เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูป ดับ สฬายตนะจึงดับ ...เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มีนามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มีเพราะอะไรดับวิญญาณจึงดับ  เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ  ไม่มี สังขารจึงไม่มีเพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล  พระวิปัสสีโพธิสัตว์เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มีเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ความดับ  แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุญาณ  ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่าฝ่ายข้างดับ  (สํ. นิ.16/24/6.)

การดับทุกข์ในสังสารวัฏฏ์

การดับทุกข์ในสังสารวัฏฏนั้นในวงจรแห่งปฏิจจสมุปบาทมีวิธีคือ การดับกิเลส กรรมวิบาก ในพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เพราะเป็นเหมือนการตัดทำลายห่วงโซ่เมื่อห่วงโซ่หนึ่งขาดที่เหลือก็จะค่อยๆขาดไปด้วย และนี่คือการทำลายสังสารจักรในมหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์พระพุทธเจ้าแสดงว่าสังสารวัฏฏ์นั้นมีอายุยาวนานมากหากใครหลงเวียนว่ายก็อาจเสียโอกาสได้ดังคำว่า  “ดูกรสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ความหมดจดย่อมมีได้ด้วยสังสารวัฏ ดูกรสารีบุตรก็สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวไป โดยกาลยืดยาวช้านานนี้เว้นแต่เทวโลกชั้นสุทธาวาส เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก ดูกรสารีบุตรถ้าเราพึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกชั้นสุทธาวาส เราก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้อีก (ม.มู.12/187-190/111.)
  หากจะมีนักบวชเหล่าอื่นถามว่าเหตุแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ก็ควรตอบว่าเพื่อละสังโยชน์เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏฏ์ดังที่ปรากฏในอัทธานสูตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่อประโยชน์อะไรเธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้วพึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่าดูกรผู้มีอายุทั้งหลายเราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อละสังโยชน์ เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏอันยืดยาว (สํ. มหา. 19/120/27.)นอกจากนั้นการประพฤติพรหมจรรย์ยังเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะเพื่อทำให้แจ้งซึ่งวิชชาและวิมุตติผลและเพื่อญาณทัสสนะ ฯลฯ (สํ. มหา19/123-125/27.) 
  การตรัสรู้และไม่ตรัสรู้จะรู้ได้อย่างไรมีคำตอบในวัชชีสูตรว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามในแคว้นวัชชี ณที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้ แทงตลอดอริยสัจ 4 เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย จึงแล่นไปท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอดกาลนานอย่างนี้ อริยสัจ 4 เป็นไฉน?  คือเพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดทุกขอริยสัจ  ทุกขสมุทยอริยสัจ  ทุกขนิโรธอริยสัจ  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ  เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย จึงแล่นไปท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอดกาลนานอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเราด้วย เธอทั้งหลายด้วย ตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ทุกขสมุทยอริยสัจ ...ทุกขนิโรธอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วยตรัสรู้แล้วแทงตลอดแล้ว ตัณหาในภพขาดสูญแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี  พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า  เพราะไม่เห็นอริยสัจ 4 ตามเป็นจริง  เราและเธอทั้งหลายได้ ท่องเที่ยวไปในชาตินั้นๆ ตลอดกาลนาน อริยสัจ 4 เหล่านี้  เราและเธอทั้งหลายเห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพถอนขึ้นได้แล้วมูลแห่งทุกข์ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี (สํ.มหา 19/1698-99/428.)
  วิธีการแห่งการตรัสรู้ท่านแสดงไว้ในเจตนาสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอความไม่เดือดร้อนจงเกิดขึ้นแก่เราเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ความไม่เดือดร้อนเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลนี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อนไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอความปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เราเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่ความปราโมทย์เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อนนี้ เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความปราโมทย์ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอปีติจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่ปีติเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความปราโมทย์นี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอกายของเราจงสงบเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กายของบุคคลผู้มีใจประกอบด้วยปีติสงบนี้เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีกายสงบแล้ว ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงเสวยสุขเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีกายสงบแล้วเสวยสุขนี้เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีสุข ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอจิตของเราจงตั้งมั่นเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่จิตของบุคคลผู้มีสุขตั้งมั่นนี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงรู้จงเห็นตามเป็นจริงเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วรู้เห็นตามเป็นจริงนี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงเบื่อหน่ายเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้รู้เห็นตามเป็นจริงเบื่อหน่ายนี้ เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เบื่อหน่าย ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงคลายกำหนัดเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดนี้ เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตคลายกำหนัดแล้วไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่าขอเราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสนะเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่บุคคลคลายกำหนัดแล้วทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสนะนี้เป็นธรรมดาดูกรภิกษุทั้งหลาย วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผลมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผลมียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผลมีสมาธิเป็นอานิสงส์ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผลมีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ความไม่เดือดร้อนมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ศีลที่เป็นกุศลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์ด้วยประการดังนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลายธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ เพื่อการถึงฝั่ง (คือนิพพาน)จากสถานอันมิใช่ฝั่ง (คือสังสารวัฏ) ด้วยประการฉะนี้แล (สํ.มหา 19/209/ 289.)ผู้ที่เกียจคร้านมีแต่จะจมลงในสังสารวัฏดังที่พระโสมิตตเถระแสดงไว้ว่าเต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็กๆ จมลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตร  อาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพ ย่อมจมลงในสังสารวัฏฉันนั้นเพราะฉะนั้นบุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านผู้มีความเพียรเลวทรามเสียควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัดเป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว ผู้เพ่งฌานมีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิตย์ (ขุ.เถร.26/271/245.) การคบมิตรก็มีส่วนทำให้คนจมอยู่ในสังสารวัฏได้เช่นกันดังภาษิตของพระวิมลเถระความว่า  บุคคลปรารถนาความสุขอันแน่นอน พึงเว้นบาปมิตรแล้ว พึงคบหากัลยาณมิตรและพึงตั้งอยู่ในโอวาทของกัลยาณมิตรนั้น เต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็กๆจมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านเป็นอยู่ย่อมจมลงในสังสารวัฏฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านมีความเพียรเลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัดเป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยวเพ่งฌาน ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ (ขุ.เถร.26/322/264.)
  การเกิดเป็นทุกข์ แม้จะเกิดในภพภูมิของมนุษย์ก็ตามและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าชีวิตในภพชาติต่อๆไปจะไม่พลาดถลำลงต่ำไปเกิดในทุคติภูมินอกจากบุคคลผู้นั้นได้ปฏิบัติตนเข้าถึงพระอริยสัจธรรมนำชีวิตเข้าสู่พระอริยบุคคลแล้วเพราะว่าบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นที่อบายภูมิจะปิดสนิทสำหรับชีวิตของท่านและการเวียนว่ายตายเกิดที่จะมีต่อไปในสุคติภูมินั้น ย่อมมีได้ไม่เกิน 7 ชาติจึงนับได้ว่าพระโสดาบันท่านเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่สร้างหลักประกันภัยในการเวียนว่ายตายเกิดให้กับชีวิตได้แล้วแต่สำหร