บทที่ ๒
พุทธปรัชญาใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยม
ในทางอภิปรัชญาพระพุทธศาสนาน่าจะมีทัศนะใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยม(Naturalism)ซึ่งมีหลักฐานยืนยันดังนี้
ในความหมายข้อที่ (1) ที่ว่าทัศนะที่ถือว่าธรรมชาติเท่านั้นคือสิ่งเป็นจริงนิรันดร์
มีพลังกระตุ้นในตัว
ดำรงอยู่ด้วยตัวเองมีทุกอย่างในตัวเอง อาศัยตนเอง ปฏิบัติการได้ด้วยตนเอง
และมีเหตุผลในตัว พระพุทธศาสนามีหลักฐานยืนยันไว้ในอุปปาทสูตรว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม
ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงครั้นแล้วจึงบอก
แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้เข้าใจง่ายว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดา
ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้เข้าใจง่ายว่า
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม
ไม่อุบัติขึ้นก็ตามธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดา
ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้เข้าใจง่ายว่า
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (องฺ.ติก.20/576/273)
ในพระสูตรนี้คำว่า “ธาตุ”
ที่พระพุทธองค์บอกว่ามีอยู่ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้นั้นน่าจะเทียบได้กับธรรมชาติซึ่งเป็นไปตามปกติธรรมดาแต่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
เป็นทุกข์และธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
ข้อที่ (2) ทัศนะที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือธรรมชาติโดยถือว่าปรากฏการณ์ทุกๆอย่างเป็นไปตามสภาวะความเกี่ยวพันที่มีต่อกันของเหตุการณ์ทางธรรมชาตินั้นๆเองไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆทั้งสิ้นแต่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามกาละและเทศะกล่าวคือธรรมชาตินี้มีโครงสร้างของตนเองและโครงสร้างนั้นเกิดขึ้นได้เอง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอำนาจเหนือธรรมชาตินั้น มีหลักฐานยืนยันว่า “พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้
พิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมว่า อนึ่งเพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ
สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับเพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ
ภพจึงดับเพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ
ด้วยประการฉะนี้ (วิ.มหา 4/3/4)
จากหลักฐานนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งทั้งหลายมิได้เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติแต่เป็นเพราะการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน
ธรรมชาตินี้จึงมีโครงสร้างที่สามารถอธิบายได้มิใช่เกิดขึ้นเพราะอำนาจเหนือธรรมชาติแต่ประการใดดังนั้นในอภิปรัชญาพระพุทธศาสนาจึงใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยมมากที่สุดศาสตราจารย์
ดร.วิทย์ วิศทเวทย์ เสนอว่าปรัชญาธรรมชาตินิยมนี้บางทีก็เรียกกันว่าปรัชญาสัจนิยม
(Realism)บางทีก็เรียกว่าปรัชญาธรรมชาตินิยมวิพากย์มากกว่า
(Critical Naturalism) แม้ว่าธรรมชาตินิยมจะมีทัศนะแตกต่างจากสสารนิยมบางประการและมีความเห็นบางอย่างคล้ายจิตนิยมแต่โดยหลักพื้นฐานแล้วธรรมชาตินิยมใกล้กับสสารนิยมมากกว่า
(วิทย์
วิศทเวทย์,ปรัชญาทั่วไป,พิมพ์ครั้งที่ 17
กรุงเทพฯ:อักษรเจริญทัศน์,2547,หน้า 42.)
สสารนิยม จิตนิยมหรือธรรมชาตินิยม
หากมองตามทัศนะนี้พระพุทธศาสนามีทัศนะที่ขัดแย้งกับสสารนิยมแต่มีแนวโน้มเอนเอียงมาทางจิตนิยมมากกว่า
การที่ผู้เขียนนำเสนอในที่นี้ว่าในทางอภิปรัชญาพระพุทธศาสนามีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยมมากกว่าก็อาจจะขัดแย้งกับทัศนะที่นักปราชญ์นำเสนอไว้ก่อนแล้วการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาก็ปฏิเสธลัทธิสสารนิยมดังหลักฐานที่โน้มเอียงไปทางสสารนิยมของอชิตเกสกัมพลว่า
“คนเรานี้เป็นแต่ประชุมมหาภูตทั้งสี่
เมื่อทำกาลกิริยา ธาตุดินไปตามธาตุดิน ธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำ
ธาตุไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลมอินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศ
คนทั้งหลายมีเตียงเป็นที่ 5 จะหามเขาไปร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้า
กลายเป็นกระดูกมีสีดุจสีนกพิลาบการเซ่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุด
ทานนี้ คนเขลาบัญญัติไว้ คำของคนบางพวกพูดว่า มีผลๆล้วนเป็นคำเปล่า คำเท็จ
คำเพ้อ เพราะกายสลาย ทั้งพาลทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญ พินาศสิ้นเบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่เกิดดังนี้
(ที.สี 9/96/52.)
ทัศนะของปกุธะ
กัจจายนะว่าสภาวะเจ็ดกองเหล่านี้ ไม่มีใครทำไม่มีแบบอย่างอันใครทำ
ไม่มีใครนิรมิต ไม่มีใครให้นิรมิต เป็นสภาพยั่งยืนตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา
ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด สภาวะเจ็ดกองเหล่านั้นไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน
ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์หรือทั้งสุข
และทุกข์แก่กันและกัน สภาวะเจ็ดกอง เป็นไฉน คือกองดิน กองน้ำ กองไฟกองลม
สุข ทุกข์ ชีวะเป็นที่เจ็ด สภาวะเจ็ดกองนี้ ไม่มีใครทำไม่มีแบบอย่างอันใครทำ
ไม่มีใครนิรมิต ไม่มีใครให้นิรมิต เป็นสภาพยั่งยืนตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา
ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด สภาวะเจ็ดกองเหล่านั้นไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน
ไม่เบียดเบียนกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขทั้งทุกข์ แก่กันและกัน
ผู้ฆ่าเองก็ดี ผู้ใช้ให้ฆ่าก็ดี ผู้ได้ยินก็ดีผู้กล่าวให้ได้ยินก็ดี
ผู้เข้าใจความก็ดี ผู้ทำให้เข้าใจความก็ดีไม่มีในสภาวะเจ็ดกองนั้น
เพราะว่าบุคคลจะเอาศาสตราอย่างคมตัด ศีรษะกันไม่ชื่อว่าใครๆ ปลงชีวิตใครๆเป็นแต่ศาสตราสอดไปตามช่องแห่งสภาวะเจ็ดกองเท่านั้นดังนี้(ที.สี
9/97/53.)
ความเห็นของครูทั้งสองนี้ปฏิเสธผู้สร้างและปฏิเสธจิตยอมรับเพียงสสารเท่านั้นว่าเป็นจริง
พระพุทธศาสนาก็ปฏิเสธผู้สร้าง
แต่ยอมรับความมีอยู่ของสสารและจิตหรือรูปกับนามดังที่วชิราภิกษุณีได้กล่าวคาถาตอบมารที่ถามว่า
“สัตว์นี้
ใครสร้างผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน สัตว์บังเกิดใน
ที่ไหน สัตว์ดับไปในที่ไหน
วชิราภิกษุณีตอบว่า
“ดูกรมาร
เพราะเหตุไรหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่าสัตว์ในกองสังขารล้วนนี้
ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้าเสียงว่ารถย่อมมีฉันใด
เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่
การสมมติว่าสัตว์ย่อมมีฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด
ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไปนอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ (สํ.15/554/167.)
ตามพระสูตรนี้สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นการรวมกันของขันธ์ จึงได้รับสมมุติว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล ขันธ์พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ห้าประการดังที่ปรากฎในปัญจขันธสูตรว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ 5 และอุปาทานขันธ์ห้า เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ขันธ์ห้าเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่าง หนึ่งเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีตอยู่ในที่ไกลหรือใกล้นี้เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีตอยู่ในที่ไกลหรือใกล้ นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่าขันธ์ 5
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานขันธ์ห้าเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันเป็นภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียดเลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้เป็นไปกับด้วยอาสวะ
เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์คือรูป เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่งฯลฯ
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เป็นไปกับด้วยอาสวะเป็นปัจจัยแก่อุปาทานนี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์คือวิญญาณ
ดูกรภิกษุทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ 5 (สํ.ข.17/95/47.)
ขันธ์ห้าเป็นภาระดังที่พระพุทธองค์แสดงไว้ในภารสูตรว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงภาระผู้แบกภาระ
เครื่องถือมั่นภาระ และเครื่องวางภาระ แก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง
จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ภาระเป็นไฉน
พึงกล่าวว่า ภาระ คืออุปาทานขันธ์
5 คือรูป
อุปาทานขันธ์ คือเวทนาอุปาทานขันธ์ คือสัญญา อุปาทานขันธ์
คือสังขาร และอุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่าภาระ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้แบกภาระเป็นไฉน พึงกล่าวว่าบุคคล บุคคลนี้นั้นคือท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าผู้แบกภาระ
ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เครื่องถือมั่นภาระเป็นไฉน? ตัณหานี้ใด นำ
ให้เกิดภพใหม่ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหาภวตัณหา วิภวตัณหา
ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าเครื่องถือมั่นภาระ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็การวางภาระเป็นไฉน
ความที่ตัณหานั่นแลดับไปด้วย
สำรอกโดยไม่เหลือ ความสละความสละคืน ความพ้น
ความไม่อาลัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการวางภาระ
พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา
ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า
ขันธ์ 5
ชื่อว่าภาระแลและผู้แบกภาระคือบุคคล
เครื่องถือมั่น ภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลกการวางภาระเสียได้เป็นสุข
บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่นถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว
เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วดังนี้ (สํ.ข.17/49-53/25.)ในขันธ์ห้านั้นพระพุทธศาสนาแยกเป็นรูปกับนามหรือสสารกับจิตมีทัศนะที่ตรงกันข้ามกับสสารนิยมในทางอภิปรัชญาที่ยอมรับเพียงสสารเท่านั้นที่เป็นจริงปรากฏการณ์ในรูปอื่นๆ
สามารถทอนลงได้ เป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสารคล้ายกับทัศนะของอชิตเกสกัมพลและปกุธกัจจายนะที่ยอมรับเพียงสสารเท่านั้นที่มีอยู่จริง
แต่พระพุทธศาสนายอมรับทั้งสสารและจิตแต่เรียกใหม่ว่ารูปนามรวมกันเข้าเรียกว่าขันธ์ห้าแต่ขันธ์ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงยังคงเป็นไปตามกฏแห่งสามัญญลักษณะที่ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ดังที่ปรากฏในอนิจจสูตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
รูปไม่เที่ยงสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นเป็นอนัตตาสิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา
ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้อริยสาวก
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯสัญญาไม่เที่ยง
ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตาสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา
ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้อริยสาวกพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ
ตามความเป็นจริงอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี (สํ.ข.17/42/21.)
การจัดหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาในทางอภิปรัชญาว่ามีส่วนคล้ายกับธรรมชาตินิยมนั้นไม่ตรงกันนักกับแนวคิดของนักปรัชญาตะวันตกนักเพราะบางอย่างพระพุทธศาสนาก็มิได้เห็นด้วยกับธรรมชาตินิยมเช่น
“สิ่งที่ไม่มีอยู่ในระบบของอวกาศ-เวลาไม่มีอยู่จริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดมนุษย์ซึ่งอาจคิดหรือจินตนาการอะไรขึ้นมาก็ได้”
(วิทย์
วิศทเวทย์,ปรัชญาทั่วไป,พิมพ์ครั้งที่ 17
กรุงเทพฯ:อักษรเจริญทัศน์,2547,หน้า 43.)
แต่ในพระพุทธศาสนามีทัศนะว่าสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากกาลเวลาก็มีมนุษย์จะคิดหรือไม่คิดสิ่งนั้นก็มีอยู่จริงดังคำว่า
“พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสดีแล้ว
อันบุคคลพึงเห็นเองไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู
ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน (ที.มหา.10/211/170.)
ในทัศนะที่ (3) ปรากฏการณ์ธรรมชาติสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลเพียงพอโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์อยู่ในขอบข่ายของญาณวิทยาและตรรกศาสตร์มิใช่ประเด็นปัญหาที่จะยกมาตอบในที่นี้ เพราะต้องการอธิบายเพียงอภิปรัชญาเท่านั้น
ในทัศนะที่ (4) ที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งในธรรมชาติเป็นต้นนั้น ก็อยู่ในขอบข่ายของจริยศาสตร์ขอยกไว้ไม่ตอบเช่นกัน สรุปอภิปรัชญาเป็นสาขาที่ว่าด้วยความจริงในพระพุทธศาสนาแสดงความจริงแท้เรียกว่าปรมัตถธรรมอันประกอบด้วยจิต เจตสิก รูปนิพพาน ส่วนกระบวนในการรู้ความจริงเรียกว่าอริยสัจจ์สี่ซึ่งนำเสนอทั้งความจริงแท้คือทุกข์และเหตุเหตุแห่งทุกข์ แสดงความดับทุกข์คือนิพพานและแสดงวิธีการในการเข้าถึงความจริงคือมรรคมีองค์แปด ในทางอภิปรัชญาพระพุทธศาสนามีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาตินิยมมากกว่าเพราะยอมรับการมีอยู่ของจิตและสสาร ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่าขันธ์ห้าย่อลงเป็นรูปนาม ซึ่งทั้งรูปและนามต่างก็มีอยู่จริงแต่ความจริงมีสองระดับคือระดับสมมุติ และความจริงระดับสูงสุด ในระดับสมมุตินามรูปมีอยู่จริง แต่ในระดับสูงสุดทั้งนามรูปต่างก็ไม่เที่ยงแท้ ต้องเสื่อมสภาพไป และมิใช่สิ่งที่เป็นอัตตา หลักคำสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาคือ “อนัตตา” เพราะสิ่งทั้งหลายในที่สุดก็เป็นเพียงอนัตตาแม้แต่นิพพานอันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาก็ยังเป็นอนัตตาดังนั้นในที่สุดแล้ว “อัตตา” ที่สมมุติให้ศึกษาก็เป็นเพียง “อนัตตา” นั่นเอง