ภาวะของปัญญา

  ภาวะของปัญญา  คือการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น  หรือมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง  เริ่มตั้งแต่การรับรู้อารมณ์  ทางอายตนะ  ด้วยจิตใจที่มีท่าทีเป็นกลาง  และมีสติไม่หวั่นไหว  ไม่ถูกชักจูงไปตามความชอบใจ  ไม่ชอบใจ  สามารถตามดู  รู้เห็นอารมณ์นั้น ๆ ไปตามสภาวะของมัน  ตั้งแต่ต้นจนตลอดสาย  ไม่ถูกความติดพัน  ความข้องขัดขุ่นมัว  หรือความกระทบกระแทก  ที่เนื่องมาจากอารมณ์นั้น  ฉุดรั้งหรือสะดุดเอาไว้ให้เขวออกไปเสียก่อน  ต่างจากปุถุชนที่เมื่อรับรู้อารมณ์ใด  ก็มักไปสะดุดอยู่ตรงจุดหรือแง่  ที่กระทบความชอบใจ  ไม่ชอบใจ  แล้วเกาะเกี่ยวพัวพันอยู่ตรงนั้น  สร้างความตริตรึกคิดปรุงแต่งผันพิสดารขึ้นตรงนั้น  แล้วไถลเขวออกไปจากทางแห่งความเป็นจริง  เกิดความรู้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน  คือ  รู้เห็นไปตามอำนาจกิเลสที่ปรุงแต่ง  ไม่รู้เห็นตามความเป็นไปของสิ่งนั้น ๆ  เรื่องนั้น ๆ  เช่นเรื่องราวมีสาระอย่างเดียวกัน  คนหนึ่งมาพูดโดยเสริมคำเยินยอผู้ฟังประกอบเข้าด้วย  ผู้ฟังนั้นเห็นคล้อยตามไป  แต่อีกคนหนึ่งมาพูดโดยไม่เสริมแต่งเลย  ผู้ฟังเดียวกันนั้นกลับไม่เห็นชอบด้วย  หรือข้อความอย่างเดียวกัน  คนที่ฟังรักใคร่ชอบใจนำมาพูด  ผู้ฟังชมว่าถูกต้อง  เห็นดีเห็นงามไปแต่คนที่ผู้ฟังเกลียดชังนำมาพูด  ผู้ฟังเห็นเป็นสิ่งผิดพลาดเสียหาย  ย่อมไม่อาจยอมรับได้  ดังที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า

    ปัญญารู้เท่าทันของสังขาร  รู้สามัญลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้เท่าทันสมมติบัญญัติ ไม่ถูกหลอกให้หลงไปตามรูปลักษณะภายนอกของสิ่งทั้งหลาย และยอมรับความจริงทุกด้าน  มิใช่ติดอยู่ในแง่ใดแง่หนึ่ง  ความรู้เห็นตามที่มันเป็น หรือรู้เห็นตามที่มันเป็นจริง  ขั้นนี้จะช่วยแก้ความเข้าใจผิดที่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นลัทธิมองแง่ร้ายได้โดยสิ้นเชิง เช่น ผู้เข้าถึงพุทธธรรม รู้ว่า ขันธ์ ๕ มิใช่ทุกข์ หรือเป็นสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง[1]

  ปัญญารู้แจ้งชัดในสภาวะธรรมทั้งปวง รู้สังขาร นามรูป นามธรรมและรูปธรรม และการเกิดของอวิชชา รู้สาเหตุการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งทั้งหลาย  ทั้งในอดีต อนาคต แลปัจจุบัน 

รู้การกระทำ รู้ผลกรรมของสัตว์เหล่านั้นว่าจะไปอุบัติในภพใด ชาติใด ผู้มีปัญญาสามารถรู้ถึงวิธีการดับทุกข์ รู้การดับของอวิชชา รู้ถึงสาเหตุของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร รู้ถึงสภาวะจิตที่จะทำให้หลุดพ้นจากวงจรของปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับ  ผู้มีปัญญาเป็นผู้ได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดี ทำให้รู้แจ้งชัดในขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  พิจารณาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นตามที่มันเป็นจริง  ไม่หลงงมงาย  ไม่เชื่อในคำพูดที่ไม่จริง ไม่เข้าข้างกับบุคคลที่พูดเท็จ ไม่ทุ่มเถียงกับคนพาล ผู้มีปัญญานั้นเป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบดี รู้เท่าทันเหตุการณ์ รู้ในสัจธรรม  ทั้งปวง  มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายทั้งปวง  ดังพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ว่า

  ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่กล่าวเข้าข้างกับใคร ไม่กล่าวทุ่มเถียงกับใคร อันใดเขาพูดกันในโลก ก็กล่าวไปตามนั้น ไม่ยึดถือ  ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ขีณาสพ จะพึงกล่าวว่า ฉันพูดดังนี้ก็ดี เขาพูดกับฉัน ดังนี้ก็ดี เธอเป็นผู้ฉลาด รู้ถ้อยคำที่เขาพูดกันนั้น ในโลกก็พูดไปตามโวหารเท่านั้น  ภิกษุทั้งหลายเราไม่ขัดแย้งกับโลกดอก  โลกต่างหากย่อมขัดแย้งกับเรา ธรรมวาที ผู้กล่าวธรรม ผู้พูดตามธรรม ย่อมไม่ขัดแย้งกับใครในโลก  สิ่งใดบัณฑิตในโลกสมมติกันว่ามี เรากล่าวสิ่งนั้นว่ามี เหล่านี้เป็นโลกสมัญญา เป็นโลกนิรุตติ เป็นโลกโวหาร เป็นโลกบัญญัติ ซึ่งตถาคตได้พูดจา แต่ไม่ยึดถือ[2]

  จะเห็นว่าภาวะของปัญญาในทางพระพุทธศาสนานั้นเป็นความรู้ขั้นสูง คือเป็นความรู้ที่นอกจากจะเข้าใจในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว  ยังต้องเข้าใจเหตุที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านั้นด้วย  ในขณะเดียวกัน ก็สามารถวางท่าทีต่อสิ่งนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้องไม่กระวนกระวายไปตามกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอีกตอนหนึ่งสรุปความว่า

    ปัญญารู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นจริง  รู้เห็นอาการที่มันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย อาศัยกันและกันจึงมีขึ้น ปัญญารู้เท่าทันสังขารตามที่เป็นจริง รู้กฎของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตน เรา เขา เป็นของว่างเปล่า สูญเปล่า ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น  นอกจากนี้ ปัญญายังสามารถกำจัดอวิชชา ตัณหา ราคะกิเลส ทั้งปวงให้หมดสิ้นไป  ดังบาลีว่า “ภิกษุ  ทั้งหลาย เพราะอวิชชาจางหาย ดับไปไม่เหลือ ความเห็นขัดแย้งกันไปต่าง ๆ การถือดื้อดึง ความเห็นที่พล่านสับสนอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม สังขารเป็นไฉน สังขารเหล่านี้ของใคร สังขารก็อย่างหนึ่ง เจ้าของสังขารก็อย่างหนึ่งตัวชีวะกับสรีระเป็นอันเดียวกัน ตัวชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อีกอย่างหนึ่ง  ความเห็นเหล่านั้นทั้งปวงย่อมถูกละหมดไป

  ดังนั้นภาวะทางจิตใจที่เข้มแข็ง  พร้อมทั้งมีคุณภาพ  จึงเป็นคุณสมบัติของปัญญา  ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้น คือ ปัญญาเมื่อเห็นตามความเป็นจริง  รู้เท่าทันสังขารแล้วจิตจึงหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส  เรียกการเข้าถึงภาวะนี้ว่าจิตที่ปัญญาบ่มสุขงอมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  หรือเมื่อรู้อย่างนี้  เห็นอย่างนี้  จิตย่อมหลุดพ้น  แม้จากกาม จิตย่อมหลุดพ้นสภาวะจิตย่อมหลุดพ้น  แม้จากอวิชชาสวะ  ลักษณะด้านหนึ่งของความเป็นอิสระในเมื่อไม่ถูกกิเลสครอบงำ  ก็คือ  การไม่ตกเป็นธาตุของอารมณ์ที่เย้ายวนหรือยั่วยุ  อารมณ์ก็คือสิ่งที่ไม่เป็นของรักใคร่ และไม่เป็นสิ่งที่ปรารถนาแล้วยิ่งกว่านั้นยังมีผลสืบเนื่องจากความปราศจากราคะ  โทสะ  โมหะต่อไปอีก  คือ  ทำให้ไม่มีความหวาดเสียว  สะดุ้ง  สะทาน  หวั่นไหว  นอกจากไม่มีเหตุที่จะให้ทำความชั่วเสียหายที่ร้ายแรงแล้ว  ยังมีหลักประกันความสุจริตใจในการทำงานด้วย  สามารถเป็นนายของอารมณ์  ดังข้อความว่า

  เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส  เป็นต้น เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า  น่าชอบใจไม่น่าชอบใจหรือเป็นกลาง ๆ  ก็ตาม  ก็สามารถบังคับสัญญาของตนได้ ให้เห็นปฏิกูล  เป็นไม่ปฏิกูลเห็นของไม่ปฏิกูล  เป็นปฏิกูล  เป็นต้น  ตลอดจนสลัดทิ้งปฏิกูล  และไม่ปฏิกูลวางใจเป็นกลาง  อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ  ก็ได้ตามต้องการ  เป็นผู้มีสติควบคุมตนได้เรียกว่า  เป็นคนที่ฝึกฝนดีแล้ว หรือผู้ชนะตนเอง  ซึ่งเป็นยอดของผู้ชนะสงคราม  มีจิตหนักแน่น  มั่นคง  ไม่หวั่นไหวโยกคลอนไปตามอิฏฐารมณ์  และอนิฏฐารมณ์  เหมือนภูเขาหินใหญ่  ไม่หวั่นไหวด้วยแรงลม  หรือเหมือนผืนแผ่นดินเป็นต้นที่รองรับทุกสิ่งไม่ขัดเคืองผูกใจเจ็บต่อใคร  ไม่ว่าจะทิ้งของดี  ของเสีย  ของสะอาด  ไม่สะอาดลงไปอีกด้วยหนึ่งของความหลุดพ้นเป็นอิสระ  คือความไม่ติดในสิ่งต่าง ๆ  ซึ่งท่านมักเปรียบกับใบบัวที่ไม่ติด  ไม่เปียกน้ำ  และดอกบัวที่เกิดในเปือกตม  แต่สะอาดงามบริสุทธิ์ไม่เปื้อนโคลน  เริ่มต้นแต่ไม่ติดในกาม  ไม่ติดในบุญบาปไม่ติดในอารมณ์ต่าง  อันจะเป็นเหตุให้ต้องรำพึง  หลังหวังอนาคต  ผู้ถึงธรรมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว  ไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นปัจจุบัน  ฉะนั้นผิวพรรณของท่านจึงผ่องใส  ส่วนชนผู้อ่อนปัญญาทั้งหลายเฝ้าแต่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง  และหวนละห้อยถึงความหลังอันล่วงแล้ว  ซึ่งซูบซีดหม่นหมองเหมือนต้นอ้อสด  ที่เขาถอนขึ้นทิ้งไว้ที่ในกลางแดด๒๙

  บุคคลผู้มีปัญญา  ต้องมีการพัฒนา  อยู่ตลอด  เพื่อให้ทันเหตุการณ์โลกสมัยในปัจจุบัน  การพัฒนาปัญญา  คือการพัฒนาความรู้  ที่อยู่ในขอบเขตของการฝึกฝนอบรม  จำแนกออกไปได้เป็น  ๓  ประเภท  เรียงตามลำดับแห่งพัฒนาการ  หรือเจริญแก่กล้า  ที่ออกผลมาแต่ละอย่างดังนี้

  ๑)  สัญญา  ความกำหนดไว้  หมายรู้  ได้แก่  ความรู้เกิดจากการกำหนดหมาย  หรือจำได้หมายรู้  เมื่อว่าโดยคุณภาพ  ในกระบวนการพัฒนาความรู้  จะเห็นได้ว่า  สัญญาที่เกิดขึ้นตามปกติ

  คือสัญญาขั้นต้นทั้งหลายก็ดี  สัญญาที่หมายรู้  ตามความรู้  ตามความเข้าใจที่เจริญเพิ่มพูนขึ้น  ในการฝึกฝนอบรมปัญญาก็ดี  แม้ว่าอาจจะแตกต่างกัน  ได้เป็นความรู้หลายระดับตั้งแต่รู้คุมเครือ  ถึงรู้ชัดเจน  ตั้งแต่รู้บางแง่  ถึงรู้สมบูรณ์  ตั้งแต่รู้ผิดพลาด  ถึงรู้ถูกต้อง  ก็เป็นเพียงเรื่องของการรู้  และไม่รู้เท่านั้น  จึงนับว่าเป็นเรื่องของความรู้  และการพัฒนาความรู้โดยตรง

  ๒)  ทิฏฐิ  คือความเห็น  ความเข้าใจโดยนัยเหตุผล  ได้แก่ความรู้ที่ลงข้อสรุปอย่างใด  อย่างหนึ่ง  หรือในทางใดทางหนึ่ง  และประกอบด้วยความยึดถือโดยอาการผูกพันกับตัวตน  อาจเป็นความรู้ที่มาจากแหล่งภายนอก  แต่ได้คิดกลั่นกรองยอมรับเอา  หรือสรุปเข้าเป็นต้นตนแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นความรู้  ที่มีเหตุผลมากหรือน้อย  หรือไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม  ตัวอย่าง  ทิฏฐิ  เช่น

สัสสตทิฏฐิอเหตุกทิฏฐิ  ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปโดยไม่มีเหตุปัจจัย  เป็นต้น

  ๓)  ญาณ  คือความรู้  ความหยั่งรู้  เป็นไวพจน์คำหนึ่งของปัญญา  แต่มักใช้ในความหมายที่จำเพาะว่า  คือเป็นปัญญาที่ทำงานออกผลมาเป็นเรื่อง ๆ  เช่น  กัมมัสสกตาญาณ  คือความหยั่งรู้สภาวะที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน  อตีตังสญาณ  ปรีชาญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต  สัจจานุโลมิกญาณความหยั่งรู้สอดคล้องกับสัจจะ  ฐานาฐานญาณ  ปรีชาญาณรู้การณ์ที่เป็นไปได้  และเป็นไปไม่ได้นาธิมุตติกญาณ  ปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัย  แนวโน้มความเชื่อ  ความสนใจของสัตว์ทั้งหลายที่ต่างๆ ๆ กัน  เป็นต้น  กล่าวได้ว่า  ญาณ  คือ  ความรู้บริสุทธิ์  ที่ผุดโพลงสว่างแจ้งขึ้น  มองเห็นตามสภาวะของสิ่งนั้น ๆ  หรือเรื่องนั่น ๆ แม้ว่า  ญาณจะมีหลายระดับ  บางทีเป็นความรู้ผิด  บางทีเป็นความรู้บางส่วน  ไม่สมบูรณ์  แต่ก็เรียกได้ว่า  เป็นความรู้บริสุทธิ์  หรือ  ความรู้ล้วน ๆ  เพราะยังไม่มีความรู้สึกของตัวตน  หรือความยึดถือเป็นของตนเข้าไปจับ  บางครั้ง  ญาณเกิดขึ้นโดยอาศัยความคิดเหตุผลแต่ญาณเป็นอิสระจากความคิดเหตุผล  คือไม่ต้องขึ้นต่อความคิดเหตุผล  แต่ออกไปสัมผัสกับตัวสภาวะที่เป็นอยู่จริง  ข้อนี้นับว่าเป็นลักษณะที่แตกต่างกันอย่างหนึ่งระหว่าง  ทิฏฐิ  กับ  ญาณ  กล่าวคือ  ความรู้แบบทิฏฐิที่เข้ามาอิงความยึดถือ  และความคิดเหตุผลข้างในส่วนความรู้ที่เรียกว่าญาณออกไปสัมผัสตัวสภาวะเป็นเป็นอยู่ข้างนอกโดยตรง  ดังมีข้อความที่กล่าวไว้ว่า

  ในขั้นพื้นฐาน  สัญญาเป็นวัตถุดิบของความรู้  และความคิดต่าง ๆ  ดังนั้น  ความรู้สึก  ๒  ประเภท  คือ  ทิฏฐิ  กับ  ญาณ  จึงจะต้องอาศัยสัญญา  ทิฏฐิเกิดจากสัญญาอย่างไร  มองเห็นไม่ยาก  เมื่อกำหนดหมาย  หรือหมายรู้สิ่งต่าง  อย่างไร ก็ชวนให้ลงความเห็นสรุปเอาไว้เป็นอย่าง ๆ  นั้น  และสัญญาก็กำหนดหมายต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว  แม้ใช้ได้สำเร็จประโยชน์บางอย่างในการดำเนินชีวิต แต่ก็มักกลายเป็นเครื่องกำบังปิดกั้นไม่ให้เห็นความจริงด้านอื่น ๆ  ของสิ่งนั้น  ดังนั้น  เมื่อไม่ใคร่ควรญวิเคราะห์ให้ดี  คนที่ถูกสัญญาหลอกเอาหรือปิดบังปัญญาเอาได้ และชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ ก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มิใช่น้อย  ทิฏฐิที่ผิดเกิดขึ้นเพราะสัญญาผิดบ้าง  ใช้สัญญาไม่ถูกบ้าง  ทิฏฐิแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากสัญญา  ถูกสัญญา จัดแต่งเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นก็ดี  สิ่งที่ได้ยินก็ดีสิ่งที่ได้ทราบก็ดี ในโลกนี้ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น  อธิบายว่าทิฏฐิซึ่งสัญญาก่อให้เกิดขึ้น  กำหนดขึ้น  ปรุงแต่งจัดแจงไว้  เพราะเหตุที่ทิฏฐิมีสัญญาเป็นหัวหน้า  มีสัญญาเป็นเจ้าการใหญ่  และถือต่างกันด้วยสัญญานั้น  เกี่ยวกับสิ่งที่เห็นก็ดี  ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น  อธิบายว่า  ทิฏฐิซึ่งสัญญาก่อให้เกิดขึ้น  กำหนดขึ้น  ปรุงแต่งจัดแจงไว้  เพราะเหตุที่ทิฏฐิมีสัญญาเป็นหัวหน้ามีสัญญาเป็นเจ้าการใหญ่  และถือต่างกันด้วยสัญญานั้นเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นก็ดี  ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ขีณาสพ๓๐

  จากที่กล่าวจะเห็นว่าญาณหรือปัญญานั้นจะต้องอาศัยสัญญา คือความจำได้หมายรู้เป็นแดนเกิดในเบื้องต้น  ดังนั้น  สัญญาจึงมีความสำคัญอยู่ไม่น้อยในการก่อให้เกิดปัญญา  ดังมีข้อความที่ว่ากล่าวไว้โดยสรุปว่า

  สัจจะที่แน่แท้ในโลก  มิใช่จะมีต่าง ๆ มากมายเลย  นอกจากสัญญา  ญาณก็ต้องอาศัยสัญญาจึงจะเกิดขึ้นได้ ดังบาลีที่ว่า สัญญาย่อมเกิดก่อน ญาณย่อมเกิดทีหลัง  และเพราะสัญญาเกิดขึ้น  ญาณจึงเกิดขึ้น  ท่านไม่ได้สัญญาแม้สักหน่อยจากนี้ท่านไม่ได้สัญญาในสิ่งที่เคยประกอบ หรือสัญญาในสิ่งที่เคยถึง หรือสัญญาในลักษณะ  สัญญาในเหตุ  สัญญาในฐานะ จากนี้  คือจากความสงบภายใน  หรือจากการปฏิบัติ  หรือจากธรรมเทศนา  ท่านจะได้ญาณจากที่ไหน๓๑

  ในคัมภีร์อรรถกถารุ่นหลังได้มีการเปรียบเทียบจากการมีทิฏฐิหรือสัญญาว่า  มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนคือเป็น  อนิจจัง  ของสิ่งทั้งหลาย  เกี่ยวกับความแก่  ความทรุดโทรม  เกี่ยวกับการล่วงหล่น  ความตาย  ความสิ้นสุด  เกี่ยวกับเบื้องบน  เบื้องล่าง  เป็นต้น  ปัญญาที่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาเหล่านั้นอย่างทั่วถึง  ทำให้เกิด  ญาณ  ดังกล่าวแล้วนั้น  หรือตัวอย่างเกี่ยวกับโลกียะญาณอย่างอื่น  เช่น  นายนิวตันมองเห็นผลแอปเปิลตกลงมา  เกิดความรู้สว่างแจ้ง  เห็นกฎแห่งความดึงดูดความรู้โพลงทั่วนั้นคือ  อาศัยสัญญามากมายเป็นเค้า  เช่น  สัญญาเกี่ยวกับระหว่างการร่วงหล่น และการเข้าหากันระหว่างสิ่งต่าง ๆ  เกี่ยวกับช่องว่าง  เกี่ยวกับแรง  เกี่ยวกับการดึงการเหนี่ยว  การเคลื่อนที่  การหลุดหนี  การลอย  เส้นตรง  เส้นโค้ง  เป็นต้น  ปัญญาที่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาเหล่านั้นอย่างทั่วตลอดในด้านหนึ่ง  ทำให้เกิดความหยั่งรู้นั้นขึ้น

  ญาณ  ก็ทำให้เกิดทิฏฐิได้  ตัวอย่างที่ชัดในคัมภีร์  เช่น  พกพรหมมีญาณระลึกชาติได้ตลอดกาลยาวนาน  อย่างดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด  มองเห็นสัตว์ทั้งหลายเกิดดับนับไม่ถ้วน  แต่ตนเองคงอยู่อย่างเดิมตลอด  จึงเกิดทิฏฐิ  คือ  ยึดถือความเห็นขึ้นว่า  สถานะแห่งพรหมนั้นยั่งยืนคงที่  มีอยู่ตลอดกาลนิรันดร  พรหมเป็นผู้สร้าง  ผู้บันดานทุกสิ่งที่อย่าง  หรืออย่างผู้เกิดความหยั่งรู้ดังท่านนิวตันนั้น  ครั้นความหยั่งรู้สว่างแจ้งเกิดขึ้นแล้ว  ต่อมาใช้ความหยั่งรู้  หรือญาณนั้น  มองดูสภาวะทั้งหลาย  ก็เห็นเป็นไปอย่างนั้น  แต่ไม่เห็นปรุโปร่งตลอดไปทุกกรณีโดยสิ้นเชิง  มีติด  หรือเคลือบคลุมบางด้านในบางจุดบางด้าน  ความรู้นั้นก็อาจต้องถูกยึดถือไว้โดยอาการที่เรียกได้ว่าเป็นทิฏฐิระดับสูงมักเกิดจากการได้ญาณบางอย่างขึ้นก่อน

  ส่วนทิฏฐิก็เป็นเครื่องหนุนช่วยให้เกิดญาณได้เหมือนกัน  ดังจะเห็นได้ว่า  ทิฏฐิไม่น้อยเป็นผล  ความคิดและเป็นข้อยึดถือของปราชญ์ผู้มีปัญญามาก  และเป็นทิฏฐิที่มีเหตุผลมาก  ดังนั้น  ถ้าไม่มีความยึดติดในทิฏฐินั้นเหนี่ยวแน่นจนเกินไป  และรู้จักสดับ  รู้จักมอง  รู้จักใช้ปัญญา  พินิจพิจารณา  ก็ย่อมมีโอกาสมากที่จะเกิด  ญาณ  ซึ่งช่วยให้ก้าวหน้าต่อไป  และสามารถทำลายจุดที่ยังติดตันผ่านไปได้

  เมื่อทิฏฐิก็ดี  ญาณก็ดี  เกิดขึ้นแล้ว  ก็ย่อมมีการกำหนดหมาย  หรือหมายรู้ตามทิฏฐิ  หรือตามญาณนั้นเกิดเป็นสัญญาใหม่ขึ้นอีก  ทิฏฐิและญาณจึงทำให้เกิดสัญญา  ซึ่งเป็นตัววัตถุดิบของความรู้  และความคิดอื่นสืบต่อไป  ข้อแตกต่างกัน  คือ  ทิฏฐิมักพลอยทำให้เกิดสัญญาใหม่ที่ผิดพลาด  ส่วนญาณจะช่วยให้เกิดสัญญาที่ถูกต้อง  และแก้สัญญาที่ผิดพลาด๓๒

  เพราะเหตุนั้น  การคิด  การเล่าเรียนสดับฟัง  และการปฏิบัติฝึกฝนอบรม  ย่อมเป็นเครื่องช่วยให้สัญญา  ทิฏฐิและ  ญาณนั้น  เกิดมีใหม่ขึ้นบ้าง  ก้าวหน้าเพิ่มพูนขึ้นบ้าง  ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องขึ้นบ้าง  ว่าที่จริง  สุตะ  คือความรู้  ที่ได้เล่าเรียนสดับมา  ก็ดี  การคิดอะไรได้ต่าง ๆ ก็ดี  และปัญญาที่รู้เข้าใจอย่างนั้น  อย่างนี้  ก็ดี  ย่อมเป็นความรู้แบบต่าง ๆ  ที่มีอยู่ในตัวบุคคลด้วยเหมือนกัน  แต่ความรู้ที่จะออกผลเป็นชิ้นเป็นอัน  เป็นรูปสำเร็จขึ้นในตัวบุคคล  ก็คือความรู้  ๓  อย่างคือ  สัญญา  ทิฏฐิ  และญาณ  อาจพูดได้ว่า  สัญญา  ทิฏฐิ  และญาณ  ก็คือ  ผลข้างปลายของสุตะ  จินตาและภาวนานั่นเอง  เมื่อความรู้ออกรูปเป็น  สัญญา  ทิฏฐิ และญาณแล้วย่อมมีผลต่อชีวิตของบุคคลมาก  สัญญามีอิทธิมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการรับรู้  การมองเห็น  การเข้าใจโลกรอบตัว  และการที่จะสร้างความรู้อย่างอื่นต่อ ๆ ไป ทิฏฐิตั้งแต่ความยึดถือลัทธิศาสนา  และอุดมการณ์ต่าง ๆ  ตลอดลงมาถึงค่านิยมต่าง ๆ  เป็นตัวชี้นำ  แนวทางแห่งพฤติกรรม  และวิถีชีวิต  ของบุคคลได้ทั้งหมด  ส่วนความรู้ประเภทญาณ  เป็นความรู้กระจ่างชัด  และลึกซึ้งที่สุด  เป็นผลสำเร็จทางปัญญาขั้นสูงสุดที่มนุษย์จะทำได้  สามารถชำระล้างลงไปถึงจิตสันดานของบุคคล  สร้าง  หรือ เปลี่ยนแปลง  ท่าทีแห่งการมองโลกและชีวิต  ที่เรียกว่า  โลกทัศน์  และชีวทัศน์ได้ใหม่  มีผลต่อพฤติกรรม  และการดำเนินชีวิตของบุคคลอย่างเด็ดขาด  และแน่นอนยั่งยืนยิ่งกว่าทิฏฐิ  ความรู้ที่จัดโดยกิจกรรมและผลงานของมนุษย์  ได้แก่ความรู้ที่เนื่องด้วยการปฏิบัติการทางสังคม  เช่น  การสื่อสาร  การถ่ายทอด  แสวงหา  เอ่ยอ้าง  นับถือ  สังกัด  และที่เป็นมรดกตกทอดกันมา  เป็นสมบัติของมวลมนุษย์  เมื่อมองในด้านของการพัฒนาปัญญา  ท่านจัดเข้าเป็นปรโตโฆสะ  และเน้นปรโตโฆสะที่ดี  โดยฐานเป็นปัจจัยแห่งสัมมาทิฎฐิการเรียน  การสอน  ข่าวสาร  ความรู้ประเภทตำหลับตำรา  และตำนานทั้งหลาย  เป็นสุตะแม้พระสูตรทั้งหลายในพระไตรปิฎก  ก็เป็นสุตะ  เช่น  ทุกสูตรตามปกติขึ้นต้นว่า  เอวมฺเม  สุตํ

  ส่วนความรู้ที่เกิดจากญาณนั้น  คือ  ความหยั่งรู้  ความบริสุทธิ์  เป็นความรู้ตรงตามสภาวะ  หรือปัญญาที่ทำงานออกผล  เป็นเรื่อง ๆ  หรือมองเห็นตลอดสายในด้านหนึ่ง ๆ ญาณเป็นความรู้ระดับสุดยอดของปัญญามนุษย์  และเป็นผลสำเร็จที่สำคัญของมนุษย์  ญาณไม่ว่าจะเป็นโลกียญาณ  หรือโลกุตตรญาณ  เป็นส่วนผลักดันทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้า  ในอารยธรรมของมนุษย์ชาติญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ  โพธิญาณ  แปลว่า  การตรัสรู้ของพระพุทธองค์



    [1] สํ.ข. ๑๗/๑๓๑/๘๕.

    [2] สํ.สี. ๙/๓๑๒/๒๔๘.

    ๒๙ สํ.ส.,๑๕/๒๒/๗.

  ๓๐ขุ.ม.,๒๙/๑๗๓/๑๓๓.

  ๓๑ขุ.ม.,๒๙/๓๔๙/๒๓๓.

  ๓๒ขุ.ปฏิ.๓๑/๓๕๕/๒๔๐.