หลักสังสารวัฏในกามาวจรสุคติภูมิ

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

บทที่ ๑

หลักสังสารวัฏในกามาวจรสุคติภูมิ


 สังสารวัฏหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดของผู้ที่ยังมีกิเลสนับตั้งแต่ปุถุชนผู้ยังดับกิเลสไม่ได้เลยขึ้นไปจนถึงพระอริยบุคคล๓ ประเภท คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีผู้ดับกิเลสได้แล้วบางส่วนบุคคลทั้ง ๔ ประเภทดังกล่าวนี้ ตายแล้วยังต้องเกิดอีกทั้งสิ้นจะต่างกันก็เพียงจำนวนชาติที่ จะต้องเกิดอีกมากน้อยกว่ากันเท่านั้นการที่คำสอนเรื่องมรรคผลซึ่งเป็นคำสอนที่สำคัญสูงสุดของพระพุทธศาสนาเกี่ยวโยงกับคำสั่งสอนเรื่องสังสารวัฏเป็นการยืนยันอย่างชัดแจ้งว่าพุทธศาสนาเชื่อและสอนเรื่องการเวียนตายเวียนเกิด แบบข้ามภพข้ามชาติไม่ใช่เพียงการเวียนตายเวียนเกิดแบบชั่วขณะจิตที่เป็นไปตามการเกิดดับของความรู้สึกยึดมั่นว่า "ตัวเรา ของเรา"ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอุปาทานเท่านั้น
 พระพุทธเจ้าทรงเน้นการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ในชีวิตปัจจุบันโดยไม่ให้เสียเวลาครุ่นคำนึงถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ยังไม่มาถึงแต่การเสนอทรรศนะเกี่ยวกับสังสารวัฏของพุทธศาสนาอย่างครบถ้วนก็จำเป็นต้องกล่าวถึงภพภูมิต่าง ๆที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของสังสารวัฏไว้ด้วย
 ตามทรรศนะของพุทธศาสนาสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในโลกนี้หรือเกิดขึ้นในโลกนี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะมนุษย์กับสัตว์เดียรัจฉานประเภทต่าง ๆ เท่านั้นแต่ยังมีสิ่งมีชีวิตที่ตาเนื้อหรือตาธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้อยู่อีกด้วยตรงนี้อาจมีปัญหาเชิงสงสัยสอดแทรกขึ้นว่ามนุษย์มีประสาทรับสัมผัสสำหรับรับรู้สิ่งที่มีอยู่ในโลกภายนอก๕ ทาง คือ ทางตา หู จมูก ลิ้นและทางกายสัมผัส
 ในบรรดาประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ ทางนี้ทางตาหรือจักขุสัมผัสจัดว่าสำคัญที่สุดเพราะสิ่งที่มีรูปร่างหรือมีการกินที่ในอวกาศเกือบทั้งหมดเรารับรู้ว่ามันมีอยู่หรือไม่มีอยู่โดยอาศัยการเห็นของตาถ้าตามองเห็นได้เราก็รู้ว่ามันมีอยู่ถ้าตามองเห็นไม่ได้และเราไม่สามารถยืนยันการมีอยู่ของมันได้ด้วยประสาทสัมผัสทางอื่นเราก็ถือว่ามันไม่มีอยู่ ฉะนั้นสิ่งมีชีวิตที่ตาธรรมดามองเห็นไม่ได้และเราไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของมันโดยประสาทสัมผัสทางอื่นด้วยที่พุทธศาสนากล่าวว่ามีอยู่นั้น จะมีอยู่จริงได้อย่างไรมีหลักฐานอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตเช่นนั้นมีอยู่จริง
 จริงอยู่สิ่งมีชีวิตเช่นว่านั้นตาเนื้อหรือตาธรรมดาไม่สามารถมองเห็นมันได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเรารับรู้การมีอยู่ของมันไม่ได้ที่พุทธศาสนายืนยันว่ามันมีอยู่ก็เพราะสามารถรับรู้การมีอยู่ของมันได้แต่การรับรู้การมีอยู่ของมันต้องอาศัยอุปกรณ์พิเศษ ทำนองเดียวกับจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อได้อาศัยอุปกรณ์คือกล้องจุลทรรศน์ก็สามารถมองเห็นมันได้ชัดเจนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับมองดูสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่พุทธศาสนาถือว่ามองด้วยตาธรรมดาไม่เห็นและใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูก็ไม่เห็น ได้แก่ทิพยจักษุหรือตาทิพย์ กล้องจุลทรรศน์ เป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ต้องพัฒนาและสร้างขึ้นในทำนองเดียวกัน ทิพยจักษุก็เป็นอุปกรณ์ที่สามารถพัฒนาให้มีขึ้นได้แต่การพัฒนาให้ทิพยจักษุเกิดมีขึ้นมาจะต้องทำอย่างไรสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยอุปกรณ์คือทิพยจักษุ จึงจะรับรู้การมีอยู่ของมันได้นั้นได้แก่สิ่งมีชีวิตประเภทโอปปาติกะ ซึ่งมีอยู่ ๔ ชนิด คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกายและเทวดา สิ่งมีชีวิตทั้ง ๔ ชนิดนี้ตาธรรมดาของมนุษย์มองไม่เห็นแต่พุทธศาสนาก็ถือว่ามีอยู่จริงในโลกนี้เช่นเดียวกับมนุษย์และสัตว์เดียรัจฉานทุกชนิด
 ในพุทธศาสนาคำว่า "สัตว์"ใช้หมายถึงสิ่งมีชีวิตทุกประเภทไม่ได้หมายถึงเฉพาะสัตว์เดียรัจฉานอย่างที่ใช้ในภาษาไทยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเทวดามนุษย์ สัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือสัตว์นรก ก็รวมเรียกว่าสัตว์ทั้งสิ้นอย่างเช่นคำว่า "พระโพธิสัตว์" หมายถึงบุคคลผู้กำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า อย่างพระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้บางทีก็เรียกว่า "พระมหาสัตว์" แปลว่า สัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ หรืออย่างที่เราพูดว่า "พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดสัตว์" หมายถึงพระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมสั่งสอนบุคคลที่พระองค์สามารถสั่งสอนได้บุคคลประเภทนี้พุทธศาสนาเรียกว่า "เวไนยสัตว์"คือบุคคลที่สามารถแนะนำได้หรือสั่งสอนได้ เพราะเป็นบุคคลที่พูดกันรู้เรื่องถ้าเป็นบุคคลที่พูดกันไม่รู้เรื่อง อาจเป็นเพราะโง่เขลาจนเกินไปหรือเพราะไม่ยอมรับฟังคำสอน เนื่องจากมีความเห็นผิดที่ไม่มีทางแก้ที่เรียกว่านิยตมิจฉาทิฐิ ก็เรียกว่า "อเวไนยสัตว์"
 บุคคลที่อยู่ในประเภทอเวไนยสัตว์นี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นบุคคลที่โง่ทึบหรือปัญญาอ่อนเสมอไปอาจจะเป็นบุคคลที่ฉลาดปราดเปรื่องระดับนักปราชญ์ นักปรัชญา หรือเจ้าลัทธิก็ได้แต่เนื่องจากไปยึดติดอยู่กับความเห็นหรือทรรศนะที่ผิดบางอย่างอย่างเหนียวแน่นจนถอนตัวไม่ออกแม้พระพุทธเจ้าหรือใครจะแนะนำชี้แจงอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนความคิดได้บุคคลประเภทนี้ก็จัดเป็นอเวไนยสัตว์ หรือผู้ที่แนะนำไม่ได้ตามทรรศนะของพุทธศาสนาเป็นบุคคลที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า "ปทปรมะ"
 คำว่า ปทปรมะแปลตามตัวอักษรว่า "ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง"โดยใจความหมายถึงผู้ที่สามารถเข้าใจคำพูดหรือคำสอนเพียงระดับพยัญชนะหรือระดับความหมายธรรมดาของภาษาเท่านั้นไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งก็ด้วยสาเหตุ อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือเพราะสติปัญญาโง่ทึบจนเกินไปอย่างหนึ่งหรือเพราะยึดมั่นอยู่กับทรรศนะดั้งเดิมของตนอย่างเหนียวแน่นจนจิตใจไม่อาจเปิดรับทรรศนะหรือความคิดเห็นใหม่ที่ขัดแย้งกับความคิดเห็นเดิมของตนอีกอย่างหนึ่ง บุคคลประเภทปทปรมะนี้พุทธศาสนาเปรียบกับดอกบัวที่ยังอ่อนและลึกลงไปในน้ำจะตกเป็นอาหารของเต่าปลาไม่มีโอกาสโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเบิกบานได้
 ในสมัยพุทธกาลบุคคลประเภทปทปรมะที่สติปัญญาเฉลียวฉลาดระดับเจ้าลัทธิก็มีหลายท่าน เช่น สัญชัย เวสัฏฐบุตร, ปุราณะกัสสปะ, มักขลิ โคสาล, ปกุธะ กัจจายนะ และนิครนถ์ นาฏบุตรท่านเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในระดับคณาจารย์เจ้าลัทธิจะเรียกว่าเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาโง่ทึบคงไม่ได้แต่ท่านเหล่านี้ก็เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ได้ เพราะไม่ยอมรับฟังคำสอนเนื่องจากยึดติดอยู่กับทิฏฐิหรือทรรศนะดั้งเดิมของตนจนคลายไม่ออก
 ถ้าเป็นในสมัยปัจจุบันก็เช่นผู้ที่นับถือศาสนาประเภทเทวนิยมที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกให้เชื่อว่ามีพระเจ้าให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกสร้างมนุษย์และสรรพสิ่งเชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้าอย่าฝังจิตฝังใจผู้ที่นับถือศาสนาเทวนิยมซึ่งมีความเชื่อมั่นเช่นนี้ใช่ว่า จะมีแต่คนสติปัญญาโง่ทับมีอยู่ถมไปที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดขนาดเป็นนักปรัชญาหรือนักปราชญ์มีชื่อกระฉ่อนทั่วโลกการที่จะให้ผู้ที่มีความเชื่อฝังใจในเรื่องพระเจ้าหันมารับฟังและเชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วทอดทิ้งพระเจ้าที่เขาเชื่อและนับถือมาแต่อ้อนแต่ออกไปนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือเกือบเป็นไปไม่ได้เลย ที่ใช้คำว่า "เกือบ"ไว้ในที่นี้ด้วยก็เพียงเผื่อไว้สำหรับบุคคลจำนวนน้อยนิดที่อาจมีลักษณะของ "เวไนยสัตว์"ตามทรรศนะของพุทธศาสนาอยู่บ้าง
 มองจากทรรศนะของพระพุทธศาสนาสังสารวัฏของบุคคลผู้มีความเชื่อฝังใจ ที่แตกต่างออกไปเช่นนั้นเป็นสิ่งที่หาที่สุดเบื้องปลายไม่ได้ คือมองหาจุดที่เขาจะหลุดพ้นจากสังสารทุกข์หรือหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่พบ แต่ถ้ามองจากทรรศนะของศาสนาที่เขานับถือเขาอาจรู้สึกด้วยความมั่นใจว่าทันทีที่เขาพ้นไปจากชีวิตปัจจุบันเขาก็จะผ่านเข้าไปสู่อาณาจักรสวรรค์แห่งพระเป็นเจ้าและมีความสุขร่วมกับพระองค์ไปชั่วนิรันดรเรื่องนี้เป็นความแตกต่างแห่งความเชื่อทางศาสนาที่มนุษย์ในโลกมีแตกต่างกัน

  กำเนิด ๔
  คติ ๕
  ภพ ๓ ภูมิ๔
  กำเนิดในกามภพ
  กรรมที่อำนวยผลให้เกิดเป็นมนุษย์
  กามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น
  เทวดา ๓ ประเภท
  อธิเทวญาณทัสนะของพระพุทธเจ้า
  วิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆ
  การจุติและการเข้าถึงสุคติของเทวดา
  กรรมกับการเกิดใหม่
  อนมตัคคสังยุต

ข้อควรกำหนดพระสูตรในวรรคนี้


 พระสูตรในวรรคนี้ทั้งหมดเป็นการแสดงปัญญาเกี่ยวกับสังสารวัฏแบบภาษาธรรมดาคือใช้คำว่า "บุคคล"แทนที่จะพูดในเชิงเหตุปัจจัยอย่างปฏิจจสมุปบาทที่ได้กล่าวมาแล้วกลับทรงแสดงด้วยภาษาธรรมดา อันที่จริงก็เป็นการอธิบาย ปฎิจจสมุปบาทสายเกิดนั่นเองโดยทรงชี้ให้เห็นว่าสังสารวัฎนั้นหาเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีอวิชชาตัณหาอยู่ การเกิด แก่ และภัยอันตราย อันสืบเนื่องมาจากการเกิดจะปรากฏตัวขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ตามแรงผลักดันของอดีตกรรมและที่สำคัญคือปัจจุบันกรรมอันบุคคลได้สะสมและกระทำไว้มีพระพุทธภาษิตเป็นอันมากที่ทรงแสดงถึงกรรมอันเป็นตัวกำหนดกำเนิด คติ ความแตกต่างในด้านต่าง ๆ ของสรรพสัตว์เช่น
 สภาวะของกรรม คือ "กรรมย่อมจำแนกสัตว์ ให้ทราบและประณีตแตกกัน, การกระทำอะไรที่ย่อหย่อน ย่อมไม่มีผลมาก, กรรมใดที่ทำแล้วร้อนใจในภายหลังกรรมนั้นไม่ดี, กรรมใดที่ทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนใจ กรรมที่ทำแล้วนั่นแหละดี, กรรมที่ไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย, กรรมใดดีด้วยเป็นประโยชน์ด้วยกรรมนั้นทำได้ยาก, สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม, สิ่งที่ทำแล้วทำคืนไม่ได้, รู้ว่ากรรมใดเป็นประโยชน์แก่ตน พึงทำกรรมนั้นทันที, ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน ด้วย อ้างว่าหนาวนัก ร้อนนักเย็นนัก"
 กรรมที่ควรงดเว้น "ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า, เพราะความชั่วย่อมเผาผลาญในกาลภายหลัง อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย, คนพาลมีปัญญาทรามทำความชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเหมือนถูกไฟไหม้, ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว, ผู้ใดปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลังผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง"
 กรรมในรูปของผลทั้งชาตินี้และชาติหน้าเช่น "กรรมชั่วของตนเองย่อมนำไปสู่ทุคติ, คนทำชั่วจะได้รับความสุขได้ไม่ง่ายเลย, บุคคลหว่านพืชชนิดใดย่อมได้รับผลชนิดนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดีผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว, ผู้ใดอันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อนแต่ไม่รู้สึกคุณของเขา ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย, ผู้ใดอันผู้อื่นทำความดีทำประโยชน์ให้ในกาลก่อนสำนึกคุณเขาได้ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ, ถ้าประสบสุขทุกข์เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น,ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตนแต่เบียดเบียนสัตว์ผู้ต้องการสุขด้วยอาชญา ผู้นั้นตายไปแล้วย่อมไม่ได้สุข, ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตน ไม่เบียดเบียนสัตว์ผู้ต้องการสุขด้วยอาชญาผู้นั้นตายไปแล้วย่อมได้สุข"
 กรรมในลักษณะที่ทรงชี้ทั้งเหตุทั้งผลอันบุคคลจะได้รับในอดีตเช่น "ผลของทาน ศีล ศรัทธา จาคะเป็นต้นเมื่อทรงแสดงจะทรงแสดงหลาย ๆ ข้อและจะจบลงด้วยข้อสุดท้ายว่าหลังจากตายไปแล้วจักอุบัติในสุคติโลกสวรรค์, ในด้านตรงกันข้ามก็เหมือนกันทรงชี้โทษทั้งปัจจุบันและภายหน้าแล้วจะจบลงด้วยข้อสุดท้ายที่ว่า หลังจากตายไปแล้วจักเข้าถึงทุคติ วินิบาต นรก เปรตอสุรกายอย่างนี้เสมอไป, ชายผู้ประมาทแล้วส้องเสพภรรยาของชายอื่นย่อมถึงฐานะ ๔ คือประสบสิ่งไม่ใช่บุญ นอนไม่หลับไม่ได้ตามต้องการ ถูกนินทา และตกนรก, คุณเครื่องเป็นสมณะอันบุคคลลูบคลำไม่ดีย่อมฉุดไปในนรก, ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะว่าบุคคลทั้งหลายที่ปล่อยให้ขณะผ่านพ้นไปต้องเบียดเสียดเศร้าโศกกันอยู่ในนรก, สัตว์ผู้ละอายในสิ่งอันไม่น่าละอายแต่กลับไม่ละอายในสิ่งที่ควรละอาย เป็นผู้มีความเห็นผิด ย่อมไปสู่ทุคติ, บุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายผู้บำเพ็ญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
 ๘.เนื่องจากกรรมเป็นตัวการในกรรมเสริมแต่งภพชาติให้ประณีตขึ้นหรือทำภพชาติให้ตกต่ำลงตามสมควรแก่กรรมนั้น ๆ ในนิธิกัณฑสูตรทรงแสดงผลต่าง ๆที่ปรากฏแก่คนในปัจจุบันชาติในฝ่ายดีกว่าเกิดขึ้นจากขุมทรัพย์คือบุญ
 อันบุคคลเหล่านั้นได้สร้างสมอบรมมาในภพชาติๆ อำนวยให้เกิดขึ้นทรงแสดงไว้ในตอนหนึ่งว่า
 "เทพดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนาซึ่งผลใดๆ ผลนั้นทั้งหมดย่อมได้ด้วยบุญนิธิ เช่นผิวพรรณงาม เสียงไพเราะ รูปสวย ทรวดทรงงามความเป็นใหญ่ บริวารมาก ความเป็นพระราชา พระเจ้าจักรพรรดิ จอมเทพ สมบัติของมนุษย์สมบัติอันบุคคลพึงรื่นรมย์ในเทวโลก นิพพาน วิชชา วิมุตติ ปฏิสัมภิทา วิโมกข์สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ ผลอันน่าปรารถนาที่มนุษย์และเทวดาต้องการย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น"ทรงสรุปในตอนสุดท้ายว่าคุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่อย่างนี้เพราะเหตุนั้นบัญฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญข้อที่บุคคลมีบุญอันได้ทำไว้แล้ว
 อันที่จริงเรื่องการเชื่อกฎแห่งกรรมและสังสารวัฏนั้น เพียงแต่ผู้ศึกษาสำนึกขีดความสามารถของตนให้ถูกต้องว่า "เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจากพระญาณของพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นจากการตรัสรู้ของพระองค์ พระองค์ทรงรู้เรื่องชาติก่อนด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงรู้ความแตกต่างแห่งสัตว์ด้วยจุตูปาตญาณทรงแสดงเรื่องเหล่านี้ในฐานะเป็นความจริงที่ควรรู้ประการหนึ่งด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ ในฐานะที่ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณทรงมีความบริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง"
 ฝ่ายตนเองไม่ได้ตรัสรู้ไม่มีญาณเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า ย่อมไม่อาจรู้ได้ตามความเป็นจริงเมื่อต้องการจะพิสูจน์ก็ต้องพิสูจน์ตามหลักการและวิธีการ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แต่ในขณะที่ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ การอาศัย" ตถาคตโพธิสัทธาคือเชื่อในปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า" เป็นความปลอดภัยและถูกต้องที่สุดเหมือนเราเชื่อความมีอยู่แห่งระบบสุริยจักรวาลเป็นอันมากจากการดูด้วยกล้องโทรทัศน์ของนักดาราศาสตร์ หรือเชื่อความมีอยู่ของเชื้อโรคชนิดต่างๆ ว่ามีอยู่ ตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยกล้องจุลทัศน์และกล้องไมโครสโคปฉะนั้น
 อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ไม่อาจปลงใจเชื่อในเรื่องสังสารวัฏกฏแห่งกรรมได้ขอเพียงให้มีจุดยืนอยู่ที่การทำความดี ทางกายวาจาใจเถิดเพราะเมื่อทำความดีแล้วจะได้รับความอบอุ่นใจ มั่นใจในชีวิตของตน ๔ ประการตามที่ทรงแสดงไว้ใน กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตรว่า
 ๑. ถ้าโลกหน้ามีอยู่วิบากคือผลของกรรมที่สัตว์ทำดีและชั่วมีอยู่ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ว่าเบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป เราจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
 ๒.ถ้าโลกหน้าไม่มี วิบากกรรมที่สัตว์ทำทั้งดีและชั่วไม่มีในปัจจุบันนี้เราสามารถรักษาตนให้ไม่มีเวรไม่มีภัยกับใคร ไม่เบียดเบียนไม่มีทุกข์มีแต่ความสุข
 ๓. ถ้าบาปที่บุคคลทำชื่อว่าเป็นอันทำและเราก็ไม่ได้ทำบาปแม้ด้วยความคิดต่อใคร ๆไหนเลยความทุกข์จักมาพ้องพานเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมไว้
 ๔.ถ้าบาปที่บุคคลทำไม่ชื่อว่าเป็นอันทำ บัดนี้เราได้แลเห็นตนเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้ง๒ ทาง คือ การได้บำเพ็ญกุศลและการไม่ได้ทำอกุศล
 เรื่องการนับถือพระพุทธศาสนานั้น หากได้เริ่มด้วยกัมมัสสกตาสัมมาทิฐฏฐิ คือปัญญาอันเห็นชอบว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆตน ศรัทธาและปัญญาส่วนนี้จะเป็นเหมือนบันไดน้ำคนขึ้นสู่ปราสาทอันวิจิตรงดงามสงบเย็นอย่างน้อยที่สุดสงบจากเวรภัยในปัจจุบันเพราะการทำความดีนั้นไม่มีผลเสียดังที่ทรงแสดงไว้คืออย่างน้อยก็ได้ความสุขในปัจจุบัน แต่ตามความเป็นจิรงนั้นได้ความสุขในชาติหน้าด้วยการเชื่อในเรื่องกรรมและสังสารวัฏจะช่วยให้คนมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนสูงขึ้นเพราะเขาเชื่อมั่นว่าผลของกรรมที่เขาทำนั้นเขาจะต้องรับผิดชอบทั้งในปัจจุบันชาติและในชาติหน้าหรือปรโลกด้วย
 เรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรมนั้นมีความสลับซับซ้อนจนบางครั้งกำหนดไม่ได้จนทำให้คนบางคนมองเห็นเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือไปโดยเฉพาะคนที่ถือตนเองว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ โดยลืมหลักของนักวิทยาศาสตร์ที่ดีซึ่งเขามีหลักอยู่ว่า
 "วิทยาศาสตร์จะไม่ปฏิเสธหรือยืนยันเรื่องอะไรในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พิสูจน์ตามหลักและวิธีการทางวิทยาศาสตร์"
 หลักการในการพิสูจน์กรรมและสังสารวัฏคือ การบำเพ็ญสมาธิจนได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติสญาณ และ จุตูปปาตญาณดังกล่าววิธีการคือน้อมญาณนั้นไปเพื่อรู้สังสารวัฏและกรรม ผลกรรมนั้น ๆปัญหาในเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นสำหรับท่านเหล่านั้น พระสารีบุตรเถระอัครสาวกผู้เลิศด้วยปัญญา ได้แสดงความซับซ้อนแห่งกรรมไว้ ความว่า
 - กรรมที่บุคคลกระทำไว้แล้วในอดีต วิบากให้ผลในอดีตก็มีไม่ทันให้ผลก็มีให้ผลในปัจจุบันไม่ทันก็มี จักให้ผลในอนาคตก็มี
 - กรรมที่บุคคลกระทำในปัจจุบัน วิบากของกรรมย่อมให้ผลในปัจจุบันก็มีให้ผลในปัจจุบันไม่ทันก็มี จักให้ในอนาคตอันใกล้ก็มีจักไม่อาจให้ในอนาคตอันใกล้ก็มี
 - การให้ผลของกรรมดังที่กล่าวนั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงชาติ ๓ ชาติ คือ อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ และชาติหน้าชีวิตของตนจึงเหมือนบัญชี ที่มียอดยกมาอยู่ตลอดกว่าจะรายสมดุลย์กัน คือการละกิเลสละบาปบุญ สังสารวัฏ บัญชีคือชีวิตก็ยุติการเวียนว่ายตายเกิดเมื่อบรรลุนิพพานตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
 จะช่วยให้ท่านเหล่านั้นไม่ถูกลาภสักการะครอบงำจิตของตนไม่ยึดติดในลาภสักการะและชื่อเสียงแต่กลับใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการ
 - สงเคราะห์คนอื่นด้วยลาภสักการะที่ตนได้มา อันเป็นการสงเคราะห์คนอื่นด้วยอามิสซึ่งสังคมจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือและคนในระดับที่ควรแก่การช่วยเหลือด้วยอามิสนั้นไม่ว่าภายในวัดหรือนอกวัดมีมาก จนท่านผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตากรุณาไม่อาจทอดทิ้งเขาเหล่านั้นได้
 - อาศัยชื่อเสียงที่ตนได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม ในฐานะต่าง ๆ นั้นทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ตนเองและส่วนรวมในระดับของโลกและสังคม ลาภสักการะชื่อเสียงของท่านผู้ทำได้เช่นนี้จะกลับเป็นคมดาบอีกด้านหนึ่งที่อำนวยประโยชน์ให้ แม้จะมีการเก็บการสะสมอยู่บ้างขอเพียงเก็บเพื่อแจกจ่ายตามแบบอย่างพระอานนทเถระหาได้เป็นความเสียหายแต่ประการใดไม่ เพราะประเด็นสำคัญของพระสูตรนี้คืออย่าปล่อยให้ลาภสักการะชื่อเสียงมีอิทธิพลเหนือจิตตนจนต้องลำบากเท่านั้น