ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา
ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
บทที่ ๑
หลักสังสารวัฏในกามาวจรสุคติภูมิ
สังสารวัฏหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดของผู้ที่ยังมีกิเลสนับตั้งแต่ปุถุชนผู้ยังดับกิเลสไม่ได้เลยขึ้นไปจนถึงพระอริยบุคคล๓
ประเภท คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีผู้ดับกิเลสได้แล้วบางส่วนบุคคลทั้ง
๔ ประเภทดังกล่าวนี้ ตายแล้วยังต้องเกิดอีกทั้งสิ้นจะต่างกันก็เพียงจำนวนชาติที่
จะต้องเกิดอีกมากน้อยกว่ากันเท่านั้นการที่คำสอนเรื่องมรรคผลซึ่งเป็นคำสอนที่สำคัญสูงสุดของพระพุทธศาสนาเกี่ยวโยงกับคำสั่งสอนเรื่องสังสารวัฏเป็นการยืนยันอย่างชัดแจ้งว่าพุทธศาสนาเชื่อและสอนเรื่องการเวียนตายเวียนเกิด
แบบข้ามภพข้ามชาติไม่ใช่เพียงการเวียนตายเวียนเกิดแบบชั่วขณะจิตที่เป็นไปตามการเกิดดับของความรู้สึกยึดมั่นว่า
"ตัวเรา ของเรา"ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอุปาทานเท่านั้น
พระพุทธเจ้าทรงเน้นการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ในชีวิตปัจจุบันโดยไม่ให้เสียเวลาครุ่นคำนึงถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว
และอนาคตที่ยังไม่มาถึงแต่การเสนอทรรศนะเกี่ยวกับสังสารวัฏของพุทธศาสนาอย่างครบถ้วนก็จำเป็นต้องกล่าวถึงภพภูมิต่าง
ๆที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของสังสารวัฏไว้ด้วย
ตามทรรศนะของพุทธศาสนาสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในโลกนี้หรือเกิดขึ้นในโลกนี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะมนุษย์กับสัตว์เดียรัจฉานประเภทต่าง
ๆ เท่านั้นแต่ยังมีสิ่งมีชีวิตที่ตาเนื้อหรือตาธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้อยู่อีกด้วยตรงนี้อาจมีปัญหาเชิงสงสัยสอดแทรกขึ้นว่ามนุษย์มีประสาทรับสัมผัสสำหรับรับรู้สิ่งที่มีอยู่ในโลกภายนอก๕ ทาง
คือ ทางตา หู จมูก ลิ้นและทางกายสัมผัส
ในบรรดาประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ ทางนี้ทางตาหรือจักขุสัมผัสจัดว่าสำคัญที่สุดเพราะสิ่งที่มีรูปร่างหรือมีการกินที่ในอวกาศเกือบทั้งหมดเรารับรู้ว่ามันมีอยู่หรือไม่มีอยู่โดยอาศัยการเห็นของตาถ้าตามองเห็นได้เราก็รู้ว่ามันมีอยู่ถ้าตามองเห็นไม่ได้และเราไม่สามารถยืนยันการมีอยู่ของมันได้ด้วยประสาทสัมผัสทางอื่นเราก็ถือว่ามันไม่มีอยู่
ฉะนั้นสิ่งมีชีวิตที่ตาธรรมดามองเห็นไม่ได้และเราไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของมันโดยประสาทสัมผัสทางอื่นด้วยที่พุทธศาสนากล่าวว่ามีอยู่นั้น
จะมีอยู่จริงได้อย่างไรมีหลักฐานอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตเช่นนั้นมีอยู่จริง
จริงอยู่สิ่งมีชีวิตเช่นว่านั้นตาเนื้อหรือตาธรรมดาไม่สามารถมองเห็นมันได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเรารับรู้การมีอยู่ของมันไม่ได้ที่พุทธศาสนายืนยันว่ามันมีอยู่ก็เพราะสามารถรับรู้การมีอยู่ของมันได้แต่การรับรู้การมีอยู่ของมันต้องอาศัยอุปกรณ์พิเศษ
ทำนองเดียวกับจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
เมื่อได้อาศัยอุปกรณ์คือกล้องจุลทรรศน์ก็สามารถมองเห็นมันได้ชัดเจนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับมองดูสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่พุทธศาสนาถือว่ามองด้วยตาธรรมดาไม่เห็นและใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูก็ไม่เห็น
ได้แก่ทิพยจักษุหรือตาทิพย์ กล้องจุลทรรศน์ เป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ต้องพัฒนาและสร้างขึ้นในทำนองเดียวกัน
ทิพยจักษุก็เป็นอุปกรณ์ที่สามารถพัฒนาให้มีขึ้นได้แต่การพัฒนาให้ทิพยจักษุเกิดมีขึ้นมาจะต้องทำอย่างไรสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยอุปกรณ์คือทิพยจักษุ
จึงจะรับรู้การมีอยู่ของมันได้นั้นได้แก่สิ่งมีชีวิตประเภทโอปปาติกะ
ซึ่งมีอยู่ ๔ ชนิด คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกายและเทวดา สิ่งมีชีวิตทั้ง ๔
ชนิดนี้ตาธรรมดาของมนุษย์มองไม่เห็นแต่พุทธศาสนาก็ถือว่ามีอยู่จริงในโลกนี้เช่นเดียวกับมนุษย์และสัตว์เดียรัจฉานทุกชนิด
ในพุทธศาสนาคำว่า "สัตว์"ใช้หมายถึงสิ่งมีชีวิตทุกประเภทไม่ได้หมายถึงเฉพาะสัตว์เดียรัจฉานอย่างที่ใช้ในภาษาไทยทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นเทวดามนุษย์ สัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือสัตว์นรก
ก็รวมเรียกว่าสัตว์ทั้งสิ้นอย่างเช่นคำว่า
"พระโพธิสัตว์" หมายถึงบุคคลผู้กำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า
อย่างพระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้บางทีก็เรียกว่า "พระมหาสัตว์" แปลว่า
สัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ หรืออย่างที่เราพูดว่า "พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดสัตว์"
หมายถึงพระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมสั่งสอนบุคคลที่พระองค์สามารถสั่งสอนได้บุคคลประเภทนี้พุทธศาสนาเรียกว่า
"เวไนยสัตว์"คือบุคคลที่สามารถแนะนำได้หรือสั่งสอนได้
เพราะเป็นบุคคลที่พูดกันรู้เรื่องถ้าเป็นบุคคลที่พูดกันไม่รู้เรื่อง
อาจเป็นเพราะโง่เขลาจนเกินไปหรือเพราะไม่ยอมรับฟังคำสอน
เนื่องจากมีความเห็นผิดที่ไม่มีทางแก้ที่เรียกว่านิยตมิจฉาทิฐิ ก็เรียกว่า
"อเวไนยสัตว์"
บุคคลที่อยู่ในประเภทอเวไนยสัตว์นี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นบุคคลที่โง่ทึบหรือปัญญาอ่อนเสมอไปอาจจะเป็นบุคคลที่ฉลาดปราดเปรื่องระดับนักปราชญ์
นักปรัชญา หรือเจ้าลัทธิก็ได้แต่เนื่องจากไปยึดติดอยู่กับความเห็นหรือทรรศนะที่ผิดบางอย่างอย่างเหนียวแน่นจนถอนตัวไม่ออกแม้พระพุทธเจ้าหรือใครจะแนะนำชี้แจงอย่างไร
ก็ไม่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนความคิดได้บุคคลประเภทนี้ก็จัดเป็นอเวไนยสัตว์
หรือผู้ที่แนะนำไม่ได้ตามทรรศนะของพุทธศาสนาเป็นบุคคลที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า
"ปทปรมะ"
คำว่า ปทปรมะแปลตามตัวอักษรว่า
"ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง"โดยใจความหมายถึงผู้ที่สามารถเข้าใจคำพูดหรือคำสอนเพียงระดับพยัญชนะหรือระดับความหมายธรรมดาของภาษาเท่านั้นไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งก็ด้วยสาเหตุ
อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือเพราะสติปัญญาโง่ทึบจนเกินไปอย่างหนึ่งหรือเพราะยึดมั่นอยู่กับทรรศนะดั้งเดิมของตนอย่างเหนียวแน่นจนจิตใจไม่อาจเปิดรับทรรศนะหรือความคิดเห็นใหม่ที่ขัดแย้งกับความคิดเห็นเดิมของตนอีกอย่างหนึ่ง
บุคคลประเภทปทปรมะนี้พุทธศาสนาเปรียบกับดอกบัวที่ยังอ่อนและลึกลงไปในน้ำจะตกเป็นอาหารของเต่าปลาไม่มีโอกาสโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเบิกบานได้
ในสมัยพุทธกาลบุคคลประเภทปทปรมะที่สติปัญญาเฉลียวฉลาดระดับเจ้าลัทธิก็มีหลายท่าน
เช่น สัญชัย เวสัฏฐบุตร, ปุราณะกัสสปะ, มักขลิ โคสาล,
ปกุธะ กัจจายนะ และนิครนถ์
นาฏบุตรท่านเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในระดับคณาจารย์เจ้าลัทธิจะเรียกว่าเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาโง่ทึบคงไม่ได้แต่ท่านเหล่านี้ก็เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ได้
เพราะไม่ยอมรับฟังคำสอนเนื่องจากยึดติดอยู่กับทิฏฐิหรือทรรศนะดั้งเดิมของตนจนคลายไม่ออก
ถ้าเป็นในสมัยปัจจุบันก็เช่นผู้ที่นับถือศาสนาประเภทเทวนิยมที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกให้เชื่อว่ามีพระเจ้าให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกสร้างมนุษย์และสรรพสิ่งเชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้าอย่าฝังจิตฝังใจผู้ที่นับถือศาสนาเทวนิยมซึ่งมีความเชื่อมั่นเช่นนี้ใช่ว่า
จะมีแต่คนสติปัญญาโง่ทับมีอยู่ถมไปที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดขนาดเป็นนักปรัชญาหรือนักปราชญ์มีชื่อกระฉ่อนทั่วโลกการที่จะให้ผู้ที่มีความเชื่อฝังใจในเรื่องพระเจ้าหันมารับฟังและเชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วทอดทิ้งพระเจ้าที่เขาเชื่อและนับถือมาแต่อ้อนแต่ออกไปนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือเกือบเป็นไปไม่ได้เลย
ที่ใช้คำว่า "เกือบ"ไว้ในที่นี้ด้วยก็เพียงเผื่อไว้สำหรับบุคคลจำนวนน้อยนิดที่อาจมีลักษณะของ
"เวไนยสัตว์"ตามทรรศนะของพุทธศาสนาอยู่บ้าง
มองจากทรรศนะของพระพุทธศาสนาสังสารวัฏของบุคคลผู้มีความเชื่อฝังใจ
ที่แตกต่างออกไปเช่นนั้นเป็นสิ่งที่หาที่สุดเบื้องปลายไม่ได้
คือมองหาจุดที่เขาจะหลุดพ้นจากสังสารทุกข์หรือหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่พบ
แต่ถ้ามองจากทรรศนะของศาสนาที่เขานับถือเขาอาจรู้สึกด้วยความมั่นใจว่าทันทีที่เขาพ้นไปจากชีวิตปัจจุบันเขาก็จะผ่านเข้าไปสู่อาณาจักรสวรรค์แห่งพระเป็นเจ้าและมีความสุขร่วมกับพระองค์ไปชั่วนิรันดรเรื่องนี้เป็นความแตกต่างแห่งความเชื่อทางศาสนาที่มนุษย์ในโลกมีแตกต่างกัน
กำเนิด ๔
คติ ๕
ภพ ๓ ภูมิ๔
กำเนิดในกามภพ
กรรมที่อำนวยผลให้เกิดเป็นมนุษย์
กามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น
เทวดา ๓ ประเภท
อธิเทวญาณทัสนะของพระพุทธเจ้า
วิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆ
การจุติและการเข้าถึงสุคติของเทวดา
กรรมกับการเกิดใหม่
อนมตัคคสังยุต
ข้อควรกำหนดพระสูตรในวรรคนี้
พระสูตรในวรรคนี้ทั้งหมดเป็นการแสดงปัญญาเกี่ยวกับสังสารวัฏแบบภาษาธรรมดาคือใช้คำว่า
"บุคคล"แทนที่จะพูดในเชิงเหตุปัจจัยอย่างปฏิจจสมุปบาทที่ได้กล่าวมาแล้วกลับทรงแสดงด้วยภาษาธรรมดา
อันที่จริงก็เป็นการอธิบาย ปฎิจจสมุปบาทสายเกิดนั่นเองโดยทรงชี้ให้เห็นว่าสังสารวัฎนั้นหาเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่ได้
ตราบใดที่ยังมีอวิชชาตัณหาอยู่ การเกิด แก่ และภัยอันตราย
อันสืบเนื่องมาจากการเกิดจะปรากฏตัวขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ
ตามแรงผลักดันของอดีตกรรมและที่สำคัญคือปัจจุบันกรรมอันบุคคลได้สะสมและกระทำไว้มีพระพุทธภาษิตเป็นอันมากที่ทรงแสดงถึงกรรมอันเป็นตัวกำหนดกำเนิด
คติ ความแตกต่างในด้านต่าง ๆ ของสรรพสัตว์เช่น
สภาวะของกรรม คือ "กรรมย่อมจำแนกสัตว์
ให้ทราบและประณีตแตกกัน, การกระทำอะไรที่ย่อหย่อน ย่อมไม่มีผลมาก,
กรรมใดที่ทำแล้วร้อนใจในภายหลังกรรมนั้นไม่ดี,
กรรมใดที่ทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนใจ
กรรมที่ทำแล้วนั่นแหละดี, กรรมที่ไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย,
กรรมใดดีด้วยเป็นประโยชน์ด้วยกรรมนั้นทำได้ยาก,
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม,
สิ่งที่ทำแล้วทำคืนไม่ได้,
รู้ว่ากรรมใดเป็นประโยชน์แก่ตน
พึงทำกรรมนั้นทันที, ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน ด้วย
อ้างว่าหนาวนัก ร้อนนักเย็นนัก"
กรรมที่ควรงดเว้น "ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า,
เพราะความชั่วย่อมเผาผลาญในกาลภายหลัง
อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย, คนพาลมีปัญญาทรามทำความชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก
ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเหมือนถูกไฟไหม้, ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว,
ผู้ใดปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลังผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง"
กรรมในรูปของผลทั้งชาตินี้และชาติหน้าเช่น
"กรรมชั่วของตนเองย่อมนำไปสู่ทุคติ, คนทำชั่วจะได้รับความสุขได้ไม่ง่ายเลย,
บุคคลหว่านพืชชนิดใดย่อมได้รับผลชนิดนั้น
ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดีผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว,
ผู้ใดอันผู้อื่นทำความดี
ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อนแต่ไม่รู้สึกคุณของเขา
ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย, ผู้ใดอันผู้อื่นทำความดีทำประโยชน์ให้ในกาลก่อนสำนึกคุณเขาได้ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ,
ถ้าประสบสุขทุกข์เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ
ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น,ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตนแต่เบียดเบียนสัตว์ผู้ต้องการสุขด้วยอาชญา
ผู้นั้นตายไปแล้วย่อมไม่ได้สุข, ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตน
ไม่เบียดเบียนสัตว์ผู้ต้องการสุขด้วยอาชญาผู้นั้นตายไปแล้วย่อมได้สุข"
กรรมในลักษณะที่ทรงชี้ทั้งเหตุทั้งผลอันบุคคลจะได้รับในอดีตเช่น
"ผลของทาน ศีล ศรัทธา จาคะเป็นต้นเมื่อทรงแสดงจะทรงแสดงหลาย ๆ
ข้อและจะจบลงด้วยข้อสุดท้ายว่าหลังจากตายไปแล้วจักอุบัติในสุคติโลกสวรรค์,
ในด้านตรงกันข้ามก็เหมือนกันทรงชี้โทษทั้งปัจจุบันและภายหน้าแล้วจะจบลงด้วยข้อสุดท้ายที่ว่า
หลังจากตายไปแล้วจักเข้าถึงทุคติ วินิบาต นรก เปรตอสุรกายอย่างนี้เสมอไป,
ชายผู้ประมาทแล้วส้องเสพภรรยาของชายอื่นย่อมถึงฐานะ
๔ คือประสบสิ่งไม่ใช่บุญ นอนไม่หลับไม่ได้ตามต้องการ ถูกนินทา และตกนรก,
คุณเครื่องเป็นสมณะอันบุคคลลูบคลำไม่ดีย่อมฉุดไปในนรก,
ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย
เพราะว่าบุคคลทั้งหลายที่ปล่อยให้ขณะผ่านพ้นไปต้องเบียดเสียดเศร้าโศกกันอยู่ในนรก,
สัตว์ผู้ละอายในสิ่งอันไม่น่าละอายแต่กลับไม่ละอายในสิ่งที่ควรละอาย
เป็นผู้มีความเห็นผิด ย่อมไปสู่ทุคติ, บุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายผู้บำเพ็ญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
๘.เนื่องจากกรรมเป็นตัวการในกรรมเสริมแต่งภพชาติให้ประณีตขึ้นหรือทำภพชาติให้ตกต่ำลงตามสมควรแก่กรรมนั้น
ๆ ในนิธิกัณฑสูตรทรงแสดงผลต่าง ๆที่ปรากฏแก่คนในปัจจุบันชาติในฝ่ายดีกว่าเกิดขึ้นจากขุมทรัพย์คือบุญ
อันบุคคลเหล่านั้นได้สร้างสมอบรมมาในภพชาติๆ
อำนวยให้เกิดขึ้นทรงแสดงไว้ในตอนหนึ่งว่า
"เทพดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนาซึ่งผลใดๆ
ผลนั้นทั้งหมดย่อมได้ด้วยบุญนิธิ เช่นผิวพรรณงาม เสียงไพเราะ รูปสวย ทรวดทรงงามความเป็นใหญ่
บริวารมาก ความเป็นพระราชา พระเจ้าจักรพรรดิ จอมเทพ สมบัติของมนุษย์สมบัติอันบุคคลพึงรื่นรมย์ในเทวโลก
นิพพาน วิชชา วิมุตติ ปฏิสัมภิทา วิโมกข์สาวกบารมีญาณ
ปัจเจกโพธิญาณ ผลอันน่าปรารถนาที่มนุษย์และเทวดาต้องการย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น"ทรงสรุปในตอนสุดท้ายว่าคุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนั้น
เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่อย่างนี้เพราะเหตุนั้นบัญฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญข้อที่บุคคลมีบุญอันได้ทำไว้แล้ว
อันที่จริงเรื่องการเชื่อกฎแห่งกรรมและสังสารวัฏนั้น
เพียงแต่ผู้ศึกษาสำนึกขีดความสามารถของตนให้ถูกต้องว่า
"เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจากพระญาณของพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นจากการตรัสรู้ของพระองค์
พระองค์ทรงรู้เรื่องชาติก่อนด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ทรงรู้ความแตกต่างแห่งสัตว์ด้วยจุตูปาตญาณทรงแสดงเรื่องเหล่านี้ในฐานะเป็นความจริงที่ควรรู้ประการหนึ่งด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์
ในฐานะที่ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณทรงมีความบริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง"
ฝ่ายตนเองไม่ได้ตรัสรู้ไม่มีญาณเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า
ย่อมไม่อาจรู้ได้ตามความเป็นจริงเมื่อต้องการจะพิสูจน์ก็ต้องพิสูจน์ตามหลักการและวิธีการ
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แต่ในขณะที่ยังไม่อาจพิสูจน์ได้
การอาศัย" ตถาคตโพธิสัทธาคือเชื่อในปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า"
เป็นความปลอดภัยและถูกต้องที่สุดเหมือนเราเชื่อความมีอยู่แห่งระบบสุริยจักรวาลเป็นอันมากจากการดูด้วยกล้องโทรทัศน์ของนักดาราศาสตร์
หรือเชื่อความมีอยู่ของเชื้อโรคชนิดต่างๆ ว่ามีอยู่
ตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยกล้องจุลทัศน์และกล้องไมโครสโคปฉะนั้น
อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ไม่อาจปลงใจเชื่อในเรื่องสังสารวัฏกฏแห่งกรรมได้ขอเพียงให้มีจุดยืนอยู่ที่การทำความดี
ทางกายวาจาใจเถิดเพราะเมื่อทำความดีแล้วจะได้รับความอบอุ่นใจ
มั่นใจในชีวิตของตน ๔ ประการตามที่ทรงแสดงไว้ใน กาลามสูตร
หรือ เกสปุตตสูตรว่า
๑. ถ้าโลกหน้ามีอยู่วิบากคือผลของกรรมที่สัตว์ทำดีและชั่วมีอยู่
ข้อนี้เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ว่าเบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป
เราจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
๒.ถ้าโลกหน้าไม่มี
วิบากกรรมที่สัตว์ทำทั้งดีและชั่วไม่มีในปัจจุบันนี้เราสามารถรักษาตนให้ไม่มีเวรไม่มีภัยกับใคร
ไม่เบียดเบียนไม่มีทุกข์มีแต่ความสุข
๓. ถ้าบาปที่บุคคลทำชื่อว่าเป็นอันทำและเราก็ไม่ได้ทำบาปแม้ด้วยความคิดต่อใคร
ๆไหนเลยความทุกข์จักมาพ้องพานเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมไว้
๔.ถ้าบาปที่บุคคลทำไม่ชื่อว่าเป็นอันทำ
บัดนี้เราได้แลเห็นตนเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้ง๒ ทาง คือ การได้บำเพ็ญกุศลและการไม่ได้ทำอกุศล
เรื่องการนับถือพระพุทธศาสนานั้น
หากได้เริ่มด้วยกัมมัสสกตาสัมมาทิฐฏฐิ คือปัญญาอันเห็นชอบว่า
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆตน
ศรัทธาและปัญญาส่วนนี้จะเป็นเหมือนบันไดน้ำคนขึ้นสู่ปราสาทอันวิจิตรงดงามสงบเย็นอย่างน้อยที่สุดสงบจากเวรภัยในปัจจุบันเพราะการทำความดีนั้นไม่มีผลเสียดังที่ทรงแสดงไว้คืออย่างน้อยก็ได้ความสุขในปัจจุบัน
แต่ตามความเป็นจิรงนั้นได้ความสุขในชาติหน้าด้วยการเชื่อในเรื่องกรรมและสังสารวัฏจะช่วยให้คนมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนสูงขึ้นเพราะเขาเชื่อมั่นว่าผลของกรรมที่เขาทำนั้นเขาจะต้องรับผิดชอบทั้งในปัจจุบันชาติและในชาติหน้าหรือปรโลกด้วย
เรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรมนั้นมีความสลับซับซ้อนจนบางครั้งกำหนดไม่ได้จนทำให้คนบางคนมองเห็นเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือไปโดยเฉพาะคนที่ถือตนเองว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์
โดยลืมหลักของนักวิทยาศาสตร์ที่ดีซึ่งเขามีหลักอยู่ว่า
"วิทยาศาสตร์จะไม่ปฏิเสธหรือยืนยันเรื่องอะไรในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พิสูจน์ตามหลักและวิธีการทางวิทยาศาสตร์"
หลักการในการพิสูจน์กรรมและสังสารวัฏคือ
การบำเพ็ญสมาธิจนได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติสญาณ และ จุตูปปาตญาณดังกล่าววิธีการคือน้อมญาณนั้นไปเพื่อรู้สังสารวัฏและกรรม
ผลกรรมนั้น ๆปัญหาในเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นสำหรับท่านเหล่านั้น พระสารีบุตรเถระอัครสาวกผู้เลิศด้วยปัญญา
ได้แสดงความซับซ้อนแห่งกรรมไว้ ความว่า
- กรรมที่บุคคลกระทำไว้แล้วในอดีต
วิบากให้ผลในอดีตก็มีไม่ทันให้ผลก็มีให้ผลในปัจจุบันไม่ทันก็มี
จักให้ผลในอนาคตก็มี
- กรรมที่บุคคลกระทำในปัจจุบัน
วิบากของกรรมย่อมให้ผลในปัจจุบันก็มีให้ผลในปัจจุบันไม่ทันก็มี
จักให้ในอนาคตอันใกล้ก็มีจักไม่อาจให้ในอนาคตอันใกล้ก็มี
- การให้ผลของกรรมดังที่กล่าวนั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงชาติ
๓ ชาติ คือ อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ และชาติหน้าชีวิตของตนจึงเหมือนบัญชี
ที่มียอดยกมาอยู่ตลอดกว่าจะรายสมดุลย์กัน คือการละกิเลสละบาปบุญ สังสารวัฏ
บัญชีคือชีวิตก็ยุติการเวียนว่ายตายเกิดเมื่อบรรลุนิพพานตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
จะช่วยให้ท่านเหล่านั้นไม่ถูกลาภสักการะครอบงำจิตของตนไม่ยึดติดในลาภสักการะและชื่อเสียงแต่กลับใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการ
- สงเคราะห์คนอื่นด้วยลาภสักการะที่ตนได้มา
อันเป็นการสงเคราะห์คนอื่นด้วยอามิสซึ่งสังคมจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือและคนในระดับที่ควรแก่การช่วยเหลือด้วยอามิสนั้นไม่ว่าภายในวัดหรือนอกวัดมีมาก
จนท่านผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตากรุณาไม่อาจทอดทิ้งเขาเหล่านั้นได้
- อาศัยชื่อเสียงที่ตนได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม
ในฐานะต่าง ๆ นั้นทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ตนเองและส่วนรวมในระดับของโลกและสังคม
ลาภสักการะชื่อเสียงของท่านผู้ทำได้เช่นนี้จะกลับเป็นคมดาบอีกด้านหนึ่งที่อำนวยประโยชน์ให้
แม้จะมีการเก็บการสะสมอยู่บ้างขอเพียงเก็บเพื่อแจกจ่ายตามแบบอย่างพระอานนทเถระหาได้เป็นความเสียหายแต่ประการใดไม่
เพราะประเด็นสำคัญของพระสูตรนี้คืออย่าปล่อยให้ลาภสักการะชื่อเสียงมีอิทธิพลเหนือจิตตนจนต้องลำบากเท่านั้น
บทที่ ๒
กำเนิด๔
พุทธศาสนาได้จำแนกสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในโลกตามลักษณะของการเกิดออกเป็น ๔ ประเภท ซึ่งมีพระพุทธพจน์อธิบายไว้ดังนี้
ดูกรสารีบุตรกำเนิดมี ๔ ประการเหล่านี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ อัณฑชะกำเนิด ชลาพุชะกำเนิดสังเสททชะกำเนิด โอปปาติกะกำเนิด
ดูกรสารีบุตร ก็อัณฑชะกำเนิดเป็นไฉนสัตว์ทั้งหลายเหล่าใด เกิดชำแรกเปลือกแห่งฟองไข่ออกมาเราเรียกสัตว์ที่เกิดในลักษณะนี้ว่า อัณฑชะกำเนิด ชลาพุชะกำเนิดเป็นไฉนสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดเกิดโดยคลอดออกมาจากมดลูก เราเรียกสัตว์ที่เกิดในลักษณะนี้ว่าชลาพุชะกำเนิด สังเสทชะกำเนิดเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดย่อมเกิดในปลาเน่าในซากศพเน่า ในขนมบูด หรือในน้ำครำ ในหลุมโสโครกเราเรียกสัตว์ที่เกิดในลักษณะนี้ว่า สังเสทชะกำเนิด ดูกรสารีบุตรโอปปาติกะกำเนิดเป็นไฉน เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก เปรต บางจำพวกสัตว์ดังกล่าวนี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำเนิด ดูกรสารีบุตร กำเนิดมี ๔๑ประการดังกล่าวนี้
การเกิดขึ้นของสัตว์โลกตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้ล้วนแต่เป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งสิ้นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติก็คือการเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยในธรรมชาติไม่ได้เป็นการเกิดขึ้นด้วยการดลบันดาลหรือตามเจตจำนงของพระเป็นเจ้าองค์ใดหากเกิดขึ้นและดำเนินไปตามกำอิทัปปัจจยตาคือกฎแห่งความเป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวโยงเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่
กำเนิดประเภทอัณฑชะเป็นกำเนิดของสัตว์ที่เริ่มต้นเป็นฟองไข่ แล้วฝังเป็นตัวออกจากไข่ในภายหลังทุกชนิดเช่น เป็ด ไก่ นก จิ้งจก จระเข้ ฯลฯ ประเภทชลาพุชะเป็นกำเนิดของสัตว์ที่คลอดเป็นตัวออกมาจากมดลูกของตัวที่เป็นแม่ทุกชนิด เช่น วัวควาย แพะ แกะ มนุษย์ ฯลฯ ประเภทสังเสทชะเป็นกำเนิดของสัตว์ที่เกิดขึ้นในซากของสัตว์ที่เน่า ในอาหารที่บูดเน่าในน้ำครำหรือน้ำโสโครก สัตว์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ก็เช่น หนอนชนิดต่าง ๆ ไรน้ำจุลินทรีย์ที่เกิดในน้ำครำ ฯลฯ
การเกิดมีขึ้นของสัตว์โลกใน ๓ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสธรรมดาจึงไม่มีปัญหาที่จะต้องพิจารณามาก แต่การเกิดขึ้นของสัตว์โลกประเภทที่ ๔ที่เรียกว่า โอปปาติกกะนั้น ประสาทสัมผัสธรรมดาของเรารับรู้ไม่ได้คนธรรมดาสามัญที่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับรับรู้ประเภทนี้โดยเฉพาะจึงไม่อาจรู้ได้
ตามทรรศนะของพุทธศาสนาผู้ที่สามารถรับรู้การมีอยู่ของสัตว์โลกประเภทนี้ได้ก็มีแต่ผู้ที่เจริญสมาธิจนกระทั่งได้ทิพยจักษุญาณเท่านั้น ผู้ที่ได้ทิพยจักษุญาณไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น เช่นโยคีของศาสนาฮินดูบางคนก็สามารถมีญาณพิเศษชนิดนี้ได้พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่ว่า สามารถได้ทิพยจักษุญาณทุกองค์มีแต่ท่านที่ได้อภิญญา ๖ หรือวิชชา ๓ เท่านั้นที่มีญาณพิเศษชนิดนี้ส่วนพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสกที่สามารถทำกิเลสให้หมดสิ้นไป แต่ไม่ได้อภิญญา ๖หรือวิชชา ๓ ก็ไม่สามารถมีทิพยจักษุได้ อนึ่ง อภิญญานั้นถ้าเป็นเพียงโลกิยอภิญญา ๕ผู้ที่เป็นปุถุชนแต่เจริญสมาธิจนกระทั่งได้รูปญาณที่ ๔ ก็สามารถได้อภิญญา ๕ที่มีทิพยจักษุรวมอยู่ด้วยได้ผู้ที่เจริญสมาธิจนกระทั่งได้อภิญญาไม่ว่าจะเป็นพระอริยบุคคลหรือปุถุชนถ้าปรารถนาจะเห็นก็สามารถมองเห็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะได้แต่ถ้าไม่ปรารถนาจะเห็นก็มองไม่เห็น คงเห็นอะไรต่าง ๆด้วยตาธรรมดาเช่นเดียวกับคนธรรมดาทั่วไปทิพยจักษุจึงเป็นอุปกรณ์พิเศษที่สามารถใช้เพื่อรับรู้การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตในโลกทิพย์ที่สามารถพัฒนาให้เกิดมีขึ้นมาได้เช่นเดียวกับกล้องจุลทรรศน์สำหรับส่องดูสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ตาธรรมดามองไม่เห็นซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้ฉันใดฉันนั้น
สัตว์โลกประเภทโอปปาติกะได้แก่สัตว์ที่เกิดมีร่างกายเติบโตขึ้นมาในทันทีทันใด โดยไม่ต้องมีบิดามารดาตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ดังกล่าวได้แก่ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวกและเปรตบางจำพวก สำหรับมนุษย์นั้นโดยทั่วไป เป็นสัตว์โลกประเภทชลาพุชะซึ่งเกิดมีขึ้นโดยคลอดออกมาจากครรภ์มารดาส่วนที่ว่ามนุษย์บางจำพวกเป็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะนั้น ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ไม่เคยมีตัวอย่างให้เห็น จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นอย่างไรเปรตโดยทั่วไปก็เป็นเช่นเดียวกับสัตว์นรก คือเป็นโอปปาติกะ ซึ่งชี้บ่งว่า "มีเปรตบางจำพวก" ที่ไม่ใช่โอปปาติกะ ถ้าไม่ใช่เป็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะก็จะต้องเป็นสัตว์ที่มีกำเนิดอย่างใดอย่างหนึ่งในอีก ๓ อย่าง คือ อัณฑชะ ชลาพุชะหรือสังเสทชะ เรื่องนี้ก็ไม่เคยพบคำอธิบายที่ชัดเจนในคัมภีร์ใดจึงไม่อาจทราบได้เช่นกันว่าเป็นอย่างไร
กำเนิด ๔ ดังกล่าวมาแล้วเป็นการแบ่งประเภทของสัตว์โลก ตามลักษณะของการเกิดที่แตกต่างกัน ๔ อย่างโดยมนุษย์ตามที่เราทราบจัดอยู่ในประเภทชลาพุชะกำเนิด ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๔ อย่างนั้นโดยที่พุทธศาสนามีมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลางของปัญหาทั้งปวงที่ยกขึ้นมาพิจารณานอกจากจะทรงแสดงเกี่ยวกับกำเนิด ๔ ดังกล่าวแล้ว ในพระสูตรเดียวกันคือมหาสีหนาทสูตรพระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงคติ ๕๒ซึ่งเป็นทางไปหรือที่ไปหลังจากตายแล้วของมนุษย์ไว้ด้วย
ดูกรสารีบุตรคติมี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือนรก กำเนิดเดียรัจฉานเปตวิสัย มนุษย์ เทวดา ดูกรสารีบุตร เรา
ย่อมรู้ชัดซึ่งนรกทางที่ยังสัตว์ให้เข้าถึงนรก อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประ
การใดหลังจากตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรกเราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
ดูกรสารีบุตรเราย่อมรู้ชัดซึ่งกำเนิดเดียรัจฉานทางที่ยังสัตว์
ให้ถึงกำเนิดเดียรัจฉานและการปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดเดีย
รัจฉาน อนึ่งสัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด หลังจากตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงเดียรัจฉานเราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
ดูกรสารีบุตรเราย่อมรู้ชัดซึ่งเปตวิสัยทางที่ยังสัตว์ให้ถึง
เปตวิสัยและการปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงเปตวิสัยเราย่อมรู้ชัดซึ่ง
เหล่ามนุษย์ ทางอันยังสัตว์ให้ถึงมนุษยโลกและการปฏิบัติอันยัง
สัตว์ให้ถึงมนุษยโลกเราย่อมรู้ชัดซึ่งเทวดาทั้งหลาย ทางที่ยังสัตว์
ให้ถึงเทวโลกและการปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก เราย่อมรู้
ชัดซึ่งนิพพานทางที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน และการปฏิบัติอันยัง
สัตว์ให้ถึงนิพพานอนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด ย่อมทำให้แจ้งซึ่ง
เจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เราย่อมรู้
ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
๑มหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๑๖๔๒มหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๑๗๐, อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, ๒๓/๒๗๒
คติ ๕
คำว่า คติ แปลว่าทางดำเนิน ที่ไปถึง หรือที่ไปเกิดหลังจากตายแล้วของผู้ที่ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏแบ่งตามภาวะของภูมิที่จะไปเกิดก็มี ๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัยมนุษย์ และเทวดา แต่ถ้าแบ่งโดยถือเอาคุณลักษณะที่ดีและไม่ดี เป็นเกณฑ์กำหนดคติก็แบ่งเป็น ๒ คือ สุคติ - คติที่ดี และ ทุคติ - คติที่ไม่ดีในฝ่ายทุคติบางทีพุทธศาสนากล่าวถึงอบายภูมิ ซึ่งแปลว่าภูมิที่ไร้ความเจริญไว้ ๔อย่าง คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัย และอสุรกาย แม้ภาวะแห่งทุคติตามนัยแห่งคติ๕ จะมีเพียง ๓ ส่วนภาวะแห่งทุคติตามนัยแห่งอบายภูมิมี ๔ อย่างแต่กระนั้นก็ไม่ขัดกันเพราะท่านสงเคราะห์อสุรกายเข้าในภูมิของเปตวิสัย คติ ๕ และอบายภูมิ ๔ สงเคราะห์เข้าในคติ ๒ ได้ดังนี้
ทุคติ - นรกกำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัย (รวมอสุรกาย)
สุคติ - มนุษย์ เทวดา (รวมพวกพรหมทุกประเภท)
การที่กล่าวถึงคติ ๕ ตามที่ปรากฏในมหาสีหนาทสูตรเป็นการกล่าวโดยเรียงลำดับจากภาวะที่มีความทุกข์มากที่สุดไปหาภาวะที่มีความสุขมากที่สุดคือ จากภาวะของนรกไปหาภาวะของเทวดา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเรียงลำดับจากภาวะที่มีความทุกข์มากที่สุด ไปหาภาวะที่มีความทุกข์น้อยที่สุดเพราะภาวะของเทวดานั้น แม้จะมีความสุขมากที่สุดแต่เนื่องจากเป็นภาวะที่ผูกโยงอยู่กับสังสารวัฏ จึงไม่พ้นจากสังสารทุกข์ส่วนภาวะที่หลุดพ้นจากทุกข์แห่งสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง คือ ภาวะแห่งพระนิพพานนั้นพระพุทธเจ้าทรงเรียงลำดับไว้สุดท้าย อาจเขียนเป็นแผนภูมิได้ดังนี้
การเข้าถึงนรกของผู้ที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่น หิวกระหายแล้วพลัดตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงที่ไม่มีเปลว ไม่มีควัน มีแต่ถ่านเพลิงร้อนแดงต้องถูกถ่านเพลิงเผาไหม้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสโดยส่วนเดียวดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า๑
ดูกรสารีบุตรเปรียบเสมือนหลุมถ่านเพลิงลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลว ปราศจากควัน ลำดับนั้นบุรุษผู้มีร่างกายอันความร้อนแผดเผาถูกความร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหายมุ่งมาสู่หลุมถ่านเพลิงนั้นแหละโดยมรรคาสายเดียว
บุรุษตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่าบุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้น ไปตามทางนั้นจักมาถึงหลุมถ่านเพลิงนี้ทีเดียว ในเวลาต่อมา บุรุษผู้มีตาดีนั้นพึงเห็นเขาตกลงในหลุมถ่านเพลิงนั้นเสวยทุกข์เวทนาอันแรงกล้าแสนสาหัสโดยส่วนเดียว แม้ฉันใดดูกรสารีบุตร
เราย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจฉันนั้นเหมือนกันว่า บุรุษนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้นไปตามทางนั้น หลังจากตายเพราะการแตกดับของร่างกาย จักเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ในเวลาต่อมา ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เกินวิสัยแห่งจักษุของมนุษย์เราได้เห็นบุคคลนั้นหลังจากตายเพราะการแตกดับของร่างกายเข้าถึงแล้วซึ่ง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เสวยทุกข์เวทนาอันแรงกล้าสาหัสโดยส่วนเดียว
ข้อความดังกล่าวนี้แสดงถึงสภาวะของการตกนรกที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน เพียงอย่างเดียวไม่มีความสุขใดสอดแทรกเข้าไปได้เลย เป็นความทุกข์ที่ไม่มีเวลาว่างเว้นอุปมาเหมือนการตกลงไปในหลุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิงที่ร้อนจัด ลุกแดงไปทั่วหลุมผู้ที่ตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงเช่นนั้นจะต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงไรเป็นการยากที่จะกำหนด ความรู้สึกเป็นสุขแม้น้อยนิด ก็ไม่อาจแทรกขึ้นมาได้สำหรับข้อความว่า "อบาย ทุคติ วินิบาต นรก" นี้เป็นสำนวนของภาษาแม้แต่ละคำจะมีความหมายตามศัพท์ต่างกันแต่โดยใจความก็คือการกล่าวถึงนรกนั่นเอง
การเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉานพระพุทธเจ้าทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกล ที่ทั้งร้อนทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสะทกสะท้าน หิวกระหาย เดินไปพลัดตกลงไปในหลุมคูถลึกท่วมหัวต้องแหวกวนทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางความโสโครกและกลิ่นเหม็นของหลุมคูถนั้น
การเข้าถึงเปตวิสัยทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกลที่ทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นหิวกระหาย ทางเดินเต็มไปด้วยก้อนดินและหินขรุขระ มาถึงและเข้าพักใต้ต้นไม้ใบโกร๋นที่อาศัยบังแสงแดดไม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความร้อนความเหน็ดเหนื่อยและความหิวกระหายจัดอยู่อย่างนั้น
การเข้าถึงภพของมนุษย์หรือเกิดเป็นมนุษย์ทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกลที่ทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สะทกสะท้านหิวกระหาย เดินมาถึงต้นไม้ที่มีร่มเงาแผ่กว้างใบดก แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นเขาได้แวะเข้าพักใต้ต้นไม้นั้น รู้สึกชุ่มชื่นเย็นสบาย นั่งบ้างนอนบ้างพักผ่อนบรรเทาความร้อนและความเหน็ดเหนื่อย ความทุกข์บรรเทาเบาบางความสุขก็มีมากไม่ขาดแคลน
การเข้าถึงภพของเทวดาหรือการเกิดเป็นเทวดาทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกล ที่ทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นหิวกระหาย เดินทางไปถึงปราสาทหลังหนึ่ง ภายในประดับประดาตกแต่งไว้อย่างสวยงามที่นั่งที่นอนปูลาดไว้ด้วยเครื่องปูลาดอย่างดี เขาได้เข้าไปสู่ปราสาทนั้นได้นั่งพักผ่อนกินอยู่หลับนอนอย่างมีความสุขยิ่งในปราสาทนั้น
การเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์หรือเข้าถึงนิพพานทรงอุปมาด้วยเรื่องคนเดินทางดังกล่าวซึ่งเดินทางไปถึงและพักผ่อนที่บริเวณสระโบกขรณีดังพระพุทธพจน์ว่า๒
ดูกรสารีบุตรเปรียบเสมือนสระโบกขรณี มีน้ำอันใสสะอาดเย็นใสตลอด มีท่าอันดีน่ารื่นรมย์ และในที่ไม่ไกลสระโบกขรณีนั้น มี
แนวป่าอันทึบลำดับนั้นบุรุษผู้มีร่างกายอันความร้อนแผดเผา ถูกความร้อนครอบงำเหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหาย มุ่งมาสู่สระโบกขรณีนั้นแหละโดยมรรคาสายเดียว ในเวลาต่อมา บุรุษผู้มีตาดีพึงเห็นเขาลงสู่สระโบกขรณีนั้น อาบและดื่มระงับความกระวนกระวาย
ความเหน็ดเหนื่อยและความร้อนหมดแล้วขึ้นไปนั่งหรือนอนในแนวป่านั้น เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวแม้ฉันใด
ดูกรสารีบุตรเราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจฉะนั้นเหมือนกันอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้นและถือปฏิบัติไปตามวิถีทางนั้น จักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ในเวลาต่อมาเราย่อมเห็นบุรุษนั้นกระทำให้
แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว
คติทั้ง ๕ ตามที่กล่าวมาแล้ว คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉานเปตวิสัย มนุษย์ และเทวดา เป็นที่ไปเกิดของสัตว์ผู้ยังติดข้องอยู่ในสังสารวัฏผู้ยังติดข้องอยู่ในสังสารวัฏ คือผู้ที่ยังมีกิเลส ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ยังทำลายกิเลสให้หมดไปไม่ได้ บุคคลก็ยังต้องเวียนตายเวียนเกิด ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆอยู่ในคติทั้ง ๕ ตราบนั้น ส่วนลักษณะสุดท้ายคือการเข้าถึงความหลุดพ้นหรือการเข้าถึงนิพพานของผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเพราะอาสวะทั้งหลายหมดสิ้นไป ไม่รวมอยู่ในคติ ๕แต่เป็นลักษณะของผู้ที่หลุดพ้นจากคติ ๕ ทำลายกระแสแห่งวัฏฏะให้ขาดลงได้อย่างเด็ดขาดเมื่อตายลงก็เรียกว่าเข้าสู่ปรินิพพาน พ้นจากการเวียนตายเวียนเกิดไม่ต้องไปสู่คติใด ๆ อีกต่อไป
สภาพของการเข้าถึงคติแต่ละคติทั้ง ๕อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายโดยอุปมาเปรียบเทียบด้วยคนเดินทางที่ไปจนถึงจุดสุดท้ายที่แตกต่างกันดังกล่าวมาแล้วนั้น ทำให้เราได้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างแห่งสภาพของคติแต่ละคติได้ชัดเจนขึ้น เท่าที่ภาษาสามารถจะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้คนเดินทางที่ถูกความร้อนจากแสงแดดแผดเผา ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นและหิวกระหายนั้นโดยสภาพก็คือผู้ที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏที่ต้องประสบกับสังสารทุกข์ (ทุกข์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเวียนตายเวียนเกิด) อย่างไม่มีวันจบสิ้น เช่นทุกข์ที่เกิดจากความเจ็บป่วย โรคและภัยต่าง ๆทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากบุคคลและสิ่งอันเป็นที่รักทุกข์ที่เกิดจากประสบกับสิ่งหรือสภาพที่ไม่ปรารถนา เช่น เสื่อมทรัพย์ เสื่อมยศถูกผู้อื่นประทุษร้ายหรือเบียดเบียนทุกข์เหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลาที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏความสะทกสะท้านหรือความหวาดหวั่นต่อภัยพิบัติที่อาจมาถึงและสภาพที่ไม่แน่นอนของชีวิตเป็นสิ่งที่แนบเนื่องอยู่ในความรู้สึกของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะเช่นไรความหิวกระหายนั้นก็คือสภาพทางจิตของผู้เดินทางในสังสารวัฏที่ถูกอำนาจของกิเลสตัณหาครอบงำบงการให้มีความปรารถนาที่พร่องอยู่เสมอ
การเปรียบเทียบการเข้าถึงนรกกับคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่เดินตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสภาพของนรกว่าเป็นสภาพที่มีแต่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงอย่างเดียวส่วนการเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉานที่เปรียบเสมือนคนเดินทางไปตกลงในหลุมคูถนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของความทุกข์ที่มีน้อยกว่าการเข้าถึงนรกที่จัดอยู่ในอันดับรองจากนรกก็เพราะสภาพของสัตว์เดียรัจฉานเป็นสภาพที่มืดมนแสงสว่างแห่งปัญญาแม้จะเกิดขึ้นเจิดจ้าในโลกด้วยการอุบัติขึ้นแห่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแสงสว่างนั้นก็ไม่อาจสาดส่องเข้าไปถึงภายในจิตใจของสัตว์เดียรัจฉานได้การเข้าถึงกำเนิดแห่งเปรตเปรียบเสมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่หลบแดดร้อนเข้าไปอาศัยร่มเงาของต้นไม้ที่มีใบน้อยโปร่งแดด ทำให้ไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้สมปรารถนา แม้จะเป็นภาวะที่ไม่มืดมนเหมือนกำเนิดเดียรัจฉาน แต่ก็ขาดแคลนความสุขที่มุ่งแสวงหาทุกอย่างส่วนการเข้าถึงกำเนิดของมนุษย์ที่เปรียบเสมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่หลบแดดร้อนเข้าอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบหนาและได้รับความสุขชุ่มชื่นเย็นสบายนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของการเกิดเป็นมนุษย์ว่าเป็นสภาพที่มีความทุกข์เบาบางและมีความสุขให้แสวงหาได้มากการเข้าถึงกำเนิดของเทวดาที่เปรียบเสมือนคนเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยได้เข้าพักผ่อนหลับนอนในปราสาทสวยงามและมีสิ่งอำนวยความสุขให้พร้อมสรรพนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของชีวิตในสวรรค์ที่สมบูรณ์ด้วยความสุขหรือมีความสุขมากที่สุดซึ่งตรงข้ามกับชีวิตในนรกที่มีความทุกข์มากที่สุดตามทัศนะของพุทธศาสนาความสุขที่แท้จริงที่มนุษย์พึงแสวงหานั้นไม่ใช่ความสุขที่ได้จากการเข้าถึงสุคติในสังสารวัฏที่ยังเปลี่ยนแปรและไม่ยั่งยืนแต่เป็นความสุขที่เกิดจาการหลุดพ้นไปจากคติทั้ง ๕พระพุทธเจ้าทรงอุปมาเปรียบเทียบการเข้าถึงความสุขชนิดนี้เหมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยไปถึงสระโบกขรณีได้ลงอาบน้ำชำระกายบรรเทาความร้อนความเหน็ดเหนื่อยและดื่มน้ำดับความกระหายให้สิ้นไปขึ้นจากสระไปนั่งนอนพักผ่อนในราวป่าอันเงียบสงัด เสวยความสุขอันเกิดจากความวิเวกไม่ระคนปะปนด้วยกามคุณ ๕ ซึ่งได้แก่ความสุขของผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นด้วยกำลังของสมาธิ) หรือปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นด้วยกำลังปัญญา)ที่มีขึ้นพร้อมกับความสิ้นไปของอาสวะ เป็นความสุขสงบที่สมบูรณ์เพราะกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง
๑มหาสีหนาทูตร, มัชฌิมนกาย. มูล, ๑๒/๑๗๑๒มหาสีหนาทสูตร, ม. มูล, ๑๒/๑๗๒
บทที่ ๓
ภพ ๓ ภูมิ ๔
คำว่า ภพ ในพุทธศาสนา หมายถึงที่อันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ของหมู่สัตว์ ส่วนคำว่า ภูมิ หมายถึงชั้นหรือระดับแห่งจิต หรือระดับแห่งชีวิตของหมู่สัตว์ที่เกิดอยู่ในภพต่าง ๆภพกับภูมิในพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างที่จะแยกออกจากกันไม่ได้สัตว์เกิดอาศัยอยู่ในภพประเภทไหนระดับแห่งจิตหรือระดับแห่งชีวิตก็จะอยู่ในประเภทหรือระดับเดียวกับภพที่เกิดอาศัยอยู่นั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับภพจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิพร้อม ๆกันไปด้วย
พุทธศาสนาแบ่ง "ภพ" ออกเป็น ๓ คือ กามภพ รูปภพและอรูปภพ
กามภพได้แก่ภพอันเป็นที่เกิดอยู่ของหมู่สัตว์ผู้มีใจยังติดข้องเกาะเกี่ยวอยู่กับกามคุณ ๕ คือยังมีจิตเพลิดเพลินยินดีกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งกระทบกาย)ที่น่ารักใคร่น่าพอใจหมู่สัตว์ที่เกิดอยู่ในกามภพมีทั้งที่อยู่ในสุคติภูมิและทุคติภูมิที่เกิดอยู่ในทุกคติภูมิได้แก่สัตว์ผู้เข้าถึงคติ ๓ คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉานและเปตวิสัย ที่เกิดอยู่ในกามสุคติได้แก่สัตว์ที่เกิดในกำเนิดของมนุษย์และเกิดเป็นเทวดาในกามวจรสวรรค์ ๖ ชั้น คือสวรรค์ชั้นจาตุมมหาริชิกา ดาวดึงส์ ยามาดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดี
รูปภพได้แก่ภพอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่แห่งรูปพรหมในภูมิทั้ง ๔ คือรูปพรหมในพรหมโลกหรือสวรรค์ชั้นปฐมฌานภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๑)ชั้นทุติยภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๒) ชั้นตติยภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๓)และชั้นจตุตถฌานภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๔ )รูปภพนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารูปาวจรสวรรค์รูปภพหรือรูปาวจรสวรรค์นี้จัดเป็นสุคติภพผู้เกิดอยู่ในรูปภพรวมอยู่ในสิ่งมีชีวิตประเภทเทวดาของคติ๕
อรูปภพได้แก่ภพอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่แห่งอรูปพรหม ๔ ประเภท คือ อรูปพรหมที่เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะอรูปพรหมทั้ง ๔ ประเภทดังกล่าวนี้เกิดและอาศัยอยู่ในอรูปาวจรสวรรค์ที่มีชื่ออย่างเดียวกับชื่อของพรหมอรูปาวจรสวรรค์ทั้ง ๔ บางทีก็เรียกว่าอรูปโลกแปลว่าโลกอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ของหมู่สัตว์ผู้ไม่มีรูปร่างรายละเอียดในเรื่องนี้จะได้กล่าวถึงในอันดับต่อไปหมู่สัตว์ผู้เกิดอยู่ในอรูปภพก็รวมอยู่ในสิ่งมีชีวิตประเภทเทวดาของคติ ๕ เช่นกันและภพนี้ก็จัดเป็นสุคติภพ
ภูมิ๔
ภูมิตามทัศนะของพุทธศาสนา หมายถึงระดับแห่งจิตหรือระดับ
แห่งชีวิตของหมู่สัตว์ที่เกิดอยู่ในภพต่าง ๆในขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรค ได้กล่าวถึงภูมิ ๔ ไว้ดังนี้
ภูมิ ๔ คือกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิกามาวจรภูมิเป็นไฉนขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ อันท่องเที่ยวคือนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปจนถึง
อเวจีมหานรกเป็นที่สุดข้างบนขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
เป็นที่สุดนี้เป็นกามาวจรภูมิ
รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกหรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยว คือนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิษฐ์เป็นที่สุดนี้ ชื่อว่ารูปาวจรภูมิ
อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกหรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ข้างล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะภพตลอดขึ้นไปจนถึงเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพข้างบนเป็นที่สุดนี้ชื่อว่าอรูปาวจรภูมิ
โลกุตตรภูมิเป็นไฉน มรรค ผลนิพพานธาตุอันปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตตระ นี้ชื่อว่าโลกุตตรภูมิ ภูมิมี๔ เหล่านี้
กามวจรภูมิคำว่า "กามภพ" กับกามาวจรภูมิ" มีความหมายใกล้เคียงกันมากถ้าไม่พิจารณาให้ดีอาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวได้ว่ามีความหมายอย่างเดียวกันถ้าจะเปรียบเทียบกับคำว่า "ประเทศไทย" และ "คนไทย" อาจจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเวลาเราพูดว่า "ประเทศไทย"เราหมายถึงประเทศหรือดินแดนอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ของคนไทยดินแดนอื่นนอกเหนือออกไปจากนี้ไม่สามารถเรียกว่าประเทศไทย
ในทำนองเดียวกันเวลาพูดว่า "กามภพ" ก็หมายถึง "ที่เกิดและอาศัยอยู่"ของสัตว์ที่ยังมีจิตเกาะเกี่ยวอยู่กับกามคุณ ๕จิตที่ยังเกาะเกี่ยวเพลิดเพลินยินดีหรือไม่ยินดีด้วยกามคุณ ๕ เรียกว่า "กามาวจรจิต"จิตที่เป็นกามาวจรนี้เป็นจิตที่อยู่ในระดับ "กามาวจรภูมิ"หมู่สัตว์ที่มีปกติภาพของจิตอยู่ในระดับกามาวจรภูมิ เป็นสัตว์ที่เกิดอาศัยอยู่ใน "กามภพ" มีข้อที่ควรทำความเข้าใจเป็นพิเศษอย่างหนึ่งก็คือผู้ที่เกิดอยู่ในกามสุคติภูมิเช่นมนุษย์บางเวลาหรือบางโอกาสอาจพัฒนาจิตของตนให้ขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าภูมิปกติของตนก็ได้เช่นผู้ที่เจริญสมาธิ จนเข้าถึงรูปฌาน ขณะที่อยู่ในระดับใดระดับหนึ่งจิตก็อยู่ในระดับรูปาวจรภูมิ ถ้าได้อรูปฌานขณะที่อยู่ในอรูปฌานจิตก็อยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิ ถ้าเป็นผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลขณะที่เข้าสู่ผลสมาบัติจิตก็อยู่ในระดับโลกุตตรภูมิ
หมู่สัตว์ที่เกิดอาศัยอยู่ในกามภพทั้งหมดที่มีปกติภาพของจิตอยู่ในระดับกามาวจรภูมิที่อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นหมู่สัตว์ในกามาวจรภูมิได้แก่สัตว์ในอบายภูมิ ๔ คือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดียรัจฉานและสัตว์ในกามาสุคติภูมิ ๗ คือ มนุษย์เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดีรวมเป็นสัตว์ในกามาวจรภูมิ ๑๑ ประเภท
รูปภาวจรภูมิได้แก่ ภูมิที่เกี่ยวเนื่องกับรูปฌาน หมายถึงระดับของจิตอย่างเดียวที่เข้าถึงภูมินี้ก็ได้ หมายถึงทั้งระดับชีวิตและระดับจิตของสัตว์ผู้เข้าถึงภูมินี้ก็ได้นัยแรกมีความหมายตรงกับข้อความที่ว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ" คำว่า "เข้าสมาบัติ" ก็คือเข้าอยู่ในญานหรือเข้าฌานฌานหรือสมาบัติที่ผู้เจริญสมาธิเข้าอยู่ในระดับนี้ได้แก่รูปฌานที่เรียกว่ารูปฌานก็เพราะเป็นฌานที่ผู้เจริญสมาธิเข้าถึงได้ด้วยการเพ่งสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์จิตของผู้ที่ได้ฌานและเข้าอยู่ในฌานเรียกว่ารูปาวจรจิตผู้ที่สามารถเจริญสมาธิจนกระทั่งได้ฌานมีแต่ผู้ที่เกิดอยู่ในสุคติภูมิเช่นมนุษย์เท่านั้น ส่วนผู้ที่เกิดอยู่ในทุคติภูมิ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกายไม่มีความสามารถดังกล่าวนี้ สิ่งที่เราควรทราบเป็นพิเศษในเรื่องนี้ก็คือจิตที่นับได้ว่าเป็นรูปปาวจรจิตก็เฉพาะเวลาที่บุคคลผู้ได้ฌานเข้าสมาบัติหรือเข้าอยู่ในฌานเท่านั้นเข้าสมาบัติอยู่นานเท่าไร จิตของเขาก็ดำรงสภาวะเป็นรูปาวจรจิตอยู่นานเท่านั้นหลังจากออกจากสมาบัติแล้วจิตของเขาก็คงเป็นกามาวจรจิตตามเดิม
จิตที่เรียกว่ารูปจรจิตนี่เองที่อยู่ในระดับรูปาวจรภูมิดังกล่าวมานี้คือความหมายของข้อความที่ว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ"ซึ่งเป็นลักษณะของจิตอย่างเดียวที่เข้าถึงรูปาวจรภูมิ
ส่วนความหมายที่สองว่า "หมายถึง" ทั้งระดับชีวิตและระดับจิตของสัตว์ผู้ถึงรูปาวจรภูมิ" นี้เป็นลักษณะของสัตว์ผู้เกิดอยู่ในรูปภพ ซึ่งได้แก่รูปพรหมประเภทต่าง ๆที่เกิดอยู่ในสวรรค์หรือพรหมโลก ตั้งแต่ชั้นปฐมฌานภูมิขึ้นไปจนถึงชั้นจตุตถฌานภูมิรูปพรหมทั้งหลายเหล่านั้นมีจิตเป็นรูปาวจรจิตอยู่โดยปรกติวิสัยหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมีจิตเป็นรูปาวจรจิตอยู่ตลอดเวลาดังกล่าวนี้คือความหมายของข้อความที่ว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เกิดอยู่ในพรหมโลก"เนื่องจากเป็นผู้มีจิตอยู่โดยปรกติวิสัย พรหมทั้งหลายในรูปภพจึงชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในระดับรูปาวจรภูมิทั้งชีวิตและจิตใจ
สำหรับข้อความว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน" นี้มีความหมายเช่นเดียวกับของผู้เข้าสมาบัติต่างกันแต่เพียงว่าผู้เข้าสมาบัติอาจเป็นปุถุชนผู้ได้ฌานก็ได้แต่ท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันหมายถึงพระอริยบุคคลผู้ได้ฌานสมาบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ ๘ซึ่งท่านมักจะถือเอาการเข้าอยู่ในฌานเป็นการพักผ่อนเป็นการเข้าสู่วิเวกทั้งกายและใจจิตของท่านในขณะที่เข้าสู่วิเวกในฌานสมาบัติเป็นรูปาวจรกิริยาจิตอยู่ในระดับรูปาวจรภูมิ
อรูปาวจรภูมิได้แก่ ภูมิที่เกี่ยวเนื่องกับอรูปฌาน คำอธิบายเกี่ยวกับอรูปาวจรภูมินี้เป็นเช่นเดียวกับคำอธิบายของรูปาวจรภูมิถ้าเป็นบุคคลที่เกิดอยู่ในกามภพเข้าอรูปสมาบัติหรืออรูปฌาน ๔ ชั้นใดชั้นหนึ่งจิตของเขาขณะอยู่ในอรูปฌานก็เรียกว่าอรูปาวจรจิตจิตที่เป็นอรูปาวจรจิตจัดว่าอยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิถ้าเป็นผู้เกิดเป็นอรูปพรหมอยู่ในอรูปโลกหรืออรูปาวจรสวรรค์จิตของอรูปพรหมเหล่านั้นย่อมเป็นอรูปาวจรจิตอยู่โดยปรกติวิสัยชีวิตและจิตของอรูปพรหมทั้งหลายจัดว่าอยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิตลอดเวลาพวกอรูปพรหมนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีแต่จิตอย่างเดียวโดยไม่มีร่างกายเรื่องนี้จะได้อธิบายเพิ่มเติมตอนหลัง พระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ ๘อาจใช้การเข้าอยู่ในอรูปฌาน เป็นการพักผ่อนเพื่อกายวิเวกและจิตวิเวกจิตของท่านในขณะที่เข้าอยู่ในอรูปฌานเป็นอรูปาวจรกิริยาจิตซึ่งอยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิ
โลกกุตตรภูมิคำนี้แปลตามตัวอักษรว่า ภูมิที่เหนือโลก หรือภูมิที่สูงพ้นระดับของโลกโลกุตตรภูมินี้บางทีบาลีใช้ว่า อปริยาปันภูมิเป็นภูมิแห่งจิตของพระอริยบุคคลที่เรียกว่าโลกุตตรจิตภ เป็นมรรคจิต ๔ และผลจิต ๔ได้แก่โสดาปัตติมรรคจิต โสดาปัตติผลจิต สกทาคามิมรรคจิต สกทาคามิผลจิตอนาคามิมรรคจิต อนาคามิผลจิต และ อรหัตตมรรคจิต อรหัตตผลจิตมรรคจิตผลจิตดังกล่าวนี้เป็นจิตที่อยู่ในระดับอปริยาปันนภูมิหรือโลกุตตรภูมิที่เรียกว่าเป็นภูมิที่อยู่เหนือโลกหรือพ้นระดับของโลกก็เพราะภาวะทางจิตของสัตว์โลกตามปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสัตว์โลกในกามภพ รูปภพหรืออรูปภพ ไม่มีจิตที่อยู่ในระดับของภูมินี้ หรือกล่าวให้กระชับขึ้นจิตในระดับโลกุตตรภูมินี้ไม่ได้มีอยู่ตามปกติในหมู่สัตว์ของภพทั้ง ๓จิตในระดับโลกุตตรภูมิเป็นจิตที่ต้องพัฒนาให้มีขึ้นจึงจะเกิดมีขึ้น
สำหรับมรรคจิตทั้ง๔ ประเภทนั้น เกิดมีขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วดับไปเมื่อดับไปแล้วก็จะไม่เกิดมีขึ้นมาใหม่อีกส่วนผลจิตแต่ละอย่างเมื่อเกิดมีขึ้นและดับไปแล้วก็อาจเกิดมีขึ้นมาได้อีกโดยไม่จำกัดจิตของพระอริยบุคคลแต่ละประเภทจะนับว่าเป็นโลกุตตระผลจิตก็ต่อเมื่อท่านเข้าสู่ผลสมาบัติในช่วงที่ท่านอยู่ในผลสมาบัติจิตของท่านเป็นโลกุตตรจิตเมื่อท่านออกจากผลสมาบัติแล้วหรือในเวลาที่ท่านดำเนินชีวิตตามปกติธรรมดาจิตของท่านคงเป็นจิตธรรมดาตามภพภูมิที่ท่านเกิดอยู่ คือถ้าเป็นพระอริยะบุคคลประเภทโสดาบันสกทาคามีและอนาคามี ซึ่งยังละกิเลสได้ไม่หมดและท่านเกิดอยู่ในกามภพจิตของท่านก็เป็นกามาวจรจิตซึ่งอยู่ในระดับกามาวจรภูมิถ้าเป็นพระอรหันต์จิตของท่านก็เป็นกามาวจรกิริยาจิตซึ่งเป็นจิตในระดับกามาวจรภูมิเช่นกัน ถ้าพระอริยบุคคลดังกล่าวเกิดอยู่ในรูปภพในชีวิตตามปกติธรรมดา จิตของท่านก็เป็นรูปาวจรวิบากจิต ถ้าเกิดอยู่ในอรูปภพจิตตามปกติธรรมดาก็เป็นอรูปาวจรวิบากจิตถ้าเกิดอยู่ในภพจิตตามปกติธรรมดาก็เป็นอรูปาวจรจิตจิตของท่านจะเป็นโลกุตตระจิตก็ต่อเมื่อท่านเข้าสู่ผลสมาบัติ
โลกุตตรภูมิเป็นภูมิที่ไม่ผูกพันอยู่กับภพใดภพหนึ่งโดยเฉพาะจึงเรียกว่าเป็นภูมิที่อยู่เหนือภพหรือเหนือโลก ว่าโดยหลักการสัตว์ที่เกิดในสุคติไม่ว่าจะเกิดอยู่ในกามภพหรือรูปภพยกเว้นอสัญญีสัตว์แห่งชั้นจตุตถฌานภูมิของรูปภพสามารถพัฒนาจิตของตนให้ก้าวขึ้นถึงระดับโลกุตตรภูมิได้เท่าเทียมกันที่อสัญญีสัตว์ไม่สามารถพัฒนาจิตของตนได้ก็เพราะอสัญญีสัตว์มีแต่ร่างกายไม่มีจิตเรื่องนี้จะอธิบายเพิ่มเติมในตอนหลัง
บทที่๔
กำเนิดในกามภพ
ชีวิตของหมู่สัตว์ที่ถือกำเนิดในกามภพแบ่งออกเป็นระดับหรือภูมิย่อย๒ ภูมิ คือกามาวจรสุคติภูมิ และกามาวจรทุคติภูมิ ในกามาวจรสุคติภูมิมีสัตว์อยู่ ๒ประเภทใหญ่ คือมนุษย์และเทวดา
สำหรับเทวดานั้นได้แก่เทวดาในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น คือสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดีและปรนิมมิตวสวัตดี
ส่วนกามาวจรทุคติภูมิได้แก่อบายภูมิ ๔มีสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอยู่ ๔ประเภท คือสัตว์นรก สัตว์เดียรัจฉาน เปรต และอสุรกายถ้าจัดประเภทตามคติก็มี ๓ โดยรวมอสุรกายเข้ากับหมู่สัตว์ประเภทเปรต
กามาวจรสุคติภูมิ
๑.มนุษย์
พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นการเกิดในสุคติ ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ที่มีอาการ ๓๒สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดมาเป็นคนตาบอดมาแต่กำเนิดหูหนวกและเป็นใบ้มาแต่กำเนิด แขนกุดเท้ากุดหรือพิกบพิการทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งมาแต่กำเนิด หรือมีความพิการทางสมอง ทำให้เป็นคนปัญญาอ่อนไปตลอดชีวิตถึงกระนั้นเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ถือว่าได้เกิดในสุคติเหตุผลในเรื่องนี้ก็คือภูมิของมนุษย์เป็นภูมิที่มนุษย์ทุกคนสามารถมีกามสุขหรือความสุขที่เกิดขึ้นจากกามคุณ ๕ได้เสมอเหมือนกัน และโดยไม่ยาก เช่น เมื่อได้สูดกลิ่นหอมของดอกมะลิหรือดอกนมแมวไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือยาจก ไม่ว่าจะเป็นคนมีร่างกายสมบูรณ์หรือคนตาบอดหูหนวกย่อมรู้สึกหรือได้เสวยสุขเวทนา เพราะได้สูดดมกลิ่นหอมเสมอเหมือนกันใช่ว่าจะมีแต่เศรษฐีหรือคนมีร่างกายสมบูรณ์เท่านั้นมีความสุขมากกว่าก็หามิได้เมื่อได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อยยามหิวจัดเศรษฐีกับยาจกก็ย่อมรู้สึกอร่อยและเสวยสุขเวทนาเสมอเหมือนกันเมื่อได้ยินเสียงที่ไพเราะและชอบใจในเสียงนั้นคนมีร่างกายสมบูรณ์กับคนแขนขาพิการก็ย่อมมีความสุขเท่าเทียมกันได้เมื่อเศษแก้วบาดเท้าหรือหนามตำเท้า เศรษฐีกับยาจกก็ย่อมรู้สึกเจ็บปวดและเสวยทุกขเวทนาเช่นเดียวกัน เมื่อได้กลิ่นเหม็นเช่นกลิ่นสุนัขเน่าเศรษฐีกับยาจกก็ย่อมรู้สึกเหม็นและเสวยทุกขเวทนาเช่นเดียวกันใช่ว่ายาจกจะรู้สึกเหม็นมากกว่าและเศรษฐีเหม็นน้อยกว่าก็หามิได้นอกจากกามสุขหรือโลกียสุข ที่มนุษย์อาจมีได้หรือแสวงหาได้โดยไม่จำกัดแล้วยังอาจแสวงหาโลกุตตรสุขหรือวิมุติสุข - สุขที่เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสได้อีกถ้าปรารถนาและลงมือกระทำเหตุให้เหมาะสมกับผลที่ต้องการ
แม้ว่าตามความเป็นจริงภูมิของมนุษย์จะเป็นภูมิแรกและต่ำสุด ในบรรดากามาวจรสุคติภูมิแต่ภูมิของมนุษย์ก็จัดว่าเป็นภูมิที่สำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นภูมิกลางระหว่างสุคติภูมิที่สูงขึ้นไปกับทุคติภูฒิหรืออบายที่ต่ำลงไปพระโพธิสัตว์ทุกองค์ทั้งในอดีตที่ล่วงมาแล้วและในอนาคต ที่จะมีมาในโอกาสต่อไปเมื่อบำเพ็ญบารมีเต็มเปี่ยมและล้วนแต่มาและจะมาอุบัติแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกมนุษย์ทั้งสิ้นพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็เริ่มประดิษฐานขึ้นในโลกมนุษย์ก่อนแล้วจึงแผ่แพร่หลายไปยังสุคติภูมิอื่น ๆ โลกมนุษย์เป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรเพื่อการเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์เพราะในโลกมนุษย์ความสุขไม่มีมากจนเกินไปอันจะทำให้จิตใจหมกมุ่นมัวเมาหลงระเริงจนลืมตัวลืมตายและไม่มีความทุกข์มากจนเกินไปจนไม่มีช่องว่างให้จิตได้มีเวลาใคร่ครวญพิจารณาธรรม
อีกอย่างหนึ่งอายุของมนุษย์ก็ไม่ได้ยืนยาวมากนัก ทำให้ไตรลักษณ์ คือ อนิจจตา - ความไม่เที่ยงทุกขตา - ความเป็นทุกข์ และอนัตตตา -ความปราศจากตัวตนที่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงปรากฏให้พิจารณาเห็นได้ง่ายการพิจารณาให้เห็นแจ้งในไตรลักษณ์เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์
กรรมที่อำนวยผลให้เกิดเป็นมนุษย์
ตามทรรศนะของพุทธศาสนาเมื่อกิเลสยังมีอยู่ เมื่อกิเลสยังไม่ถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป บุคคลตายแล้วย่อมเกิดอีกดังที่พระมหาโกฐิตะเรียนถามพระสารีบุตรว่า "ความเกิดในภพใหม่ในอนาคต มีได้อย่างไร"พระสารีบุตรตอบว่า "ความยินดียิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ความเกิดในภพใหม่ในอนาคตมีได้อย่างนี้" ข้อความนี้แสดงอวิชชาและตัณหาซึ่งเป็นกิเลสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัตว์ตายแล้วต้องมาเกิดอีกแต่การจะไปเกิดที่ไหนและมีสภาพของชีวิตในภพใหม่เป็นอย่างไรนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกิเลส แต่ขึ้นอยู่กับกรรมที่เคยได้กระทำไว้ในชีวิตที่ผ่านมาดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็น
ผู้รับผลของกรรมมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยเขากระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตามเขาย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายการอุบัติของสัตว์ย่อมมีเพราะกรรมอันมีแล้ว ด้วยประการดังนี้แล คือเขาย่อมอุบัติด้วยกรรมที่เขาทำไว้ ผัสสะอันเป็นวิบากย่อมกระทบเขาผู้อุบัติแล้วภิกษุทั้งหลายเราย่อมกล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรรมด้วยประการฉะนี้
พิจารณาจากข้อความที่ได้ยกมากกล่าวไว้ทั้ง๒ ข้อความ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า อวิชชา อันได้แก่ความเขลาหรือความไม่รู้แจ้งในสิ่งทั้งปวงตามสภาพความเป็นจริง และตัณหาอันได้แก่ความทะยานอยาก คืออยากได้อยากมี อยากเป็น และในแง่ลบคือไม่อยากได้ ไม่อยากมีและไม่อยากเป็น ซึ่งรวมอีกอย่างหนึ่งว่ากิเลส เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขว่าบุคคลตายแล้วจะต้องเกิดอีก ส่วนกรรมที่ทำไว้เป็นตัวกำหนดสภาพของการเกิดใหม่ว่าจะต้องไปเกิดที่ไหน เป็นอะไร และมีสภาพแวดล้อมของชีวิตใหม่เป็นอย่างไรหลักคำสอนเรื่องกรรมของพระพุทธศาสนา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บุคคลทำกรรมใดไว้ดีหรือชั่ว เขาย่อมได้รับผลกรรมนั้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงส่วนการจะได้รับผลมากหรือน้อยนั้น เป็นไปตามเงื่อนไขอื่น ๆอีกหลายอย่างดังที่กล่าวไว้แล้วนั้นตอนก่อน
การเกิดเป็นมนุษย์เป็นการเกิดในสุคติภูมิดังกล่าวแล้วแต่กรรมอะไรทำให้บุคคลได้เกิดเป็นมนุษย์นับว่าเป็นเรื่องที่น่ารู้หรือน่าสนใจอย่างยิ่งเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉนคือบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการภาวนา บุคคลบางคนในโลกนี้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเพียงเล็กน้อยทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเพียงเล็กน้อยไม่เจริญบุญ
กิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยการภาวนาเลยเมื่อไปเขาเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลพอประมาณไม่เจริญ
บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลยเมื่อตายไปเขาเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพของชีวิตที่ดี
พระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเกิดเป็นมนุษย์ซึ่งจัดเป็นการเกิดในสุคตินั้นเป็นไปได้ด้วยบุญหรือกุศลกรรม คือการบริจาคทานและการรักษาศีลถ้าการบริจาคทานและการรักษาศีลนั้นได้กระทำเพียงเล็กน้อยบุญหรือกุศลกรรมนั้นจะอำนวยผลให้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีก็เช่น เกิดมาในตระกูลที่ยากจนขัดสนรูปร่างผิวพรรณหน้าตาไม่สวยงาม มีอวัยวะร่างกายบางอย่างไม่สมประกอบ ขัดสนลาภยศชีวิตมักมีอุปสรรคขาดแคลนโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น
สภาพที่ไม่ดีเช่นที่กล่าวมานี้หรืออื่นๆ ย่อมทำให้ชีวิตของบุคคลประสบความยากลำบาก แต่พึงทราบว่าพระพุทธศาสนาไม่สอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของบุคคลขึ้นอยู่กับอดีตกรรมเพียงอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำใหม่หรือปัจจุบันกรรมด้วยและขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรมเป็นส่วนใหญ่ด้วย
ตามทรรศนะของพุทธศาสนาสภาพที่ทำให้ชีวิตมีคุณภาพที่ไม่ดีนั้น ถ้าไม่เป็นสิ่งร้ายแรงเกินไปมาแต่กำเนิดล้วนแต่แก้ไขด้วยการกระทำในปัจจุบันได้ทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ เช่นเกิดมาในตระกูลยากจนขัดสน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยากจนขัดสนเช่นนั้นไปจนตายถ้าใช้หลักอัตตสัมมาปณิธิคือการตั้งตนไว้ชอบที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลอันสูงสุดประการหนึ่งและหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์หรือหลักปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตปัจจุบันความยากจนขัดสนก็เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ แม้อาจจะไม่สามารถทำให้กลายเป็นคนร่ำรวยแต่อย่างน้อยก็ทำให้เป็นผู้สามารถตั้งตัวได้ทางเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้สามารถดำรงชีพอยู่อย่างเป็นสุขได้ตามควรแก่อัตภาพแต่ถ้าเป็นสภาพที่ร้ายแรงที่ติดตัวมาแต่กำเนิด อันเป็นผลของอกุศลกรรมในอดีตชาติก็อาจแก้ไขอะไรไม่ได้ เช่น เกิดมาหูหนวกแต่กำเนิดอันทำให้ต้องเป็นใบ้อย่างนี้การแพทย์สมัยปัจจุบันยังแก้ไขไม่ได้ หรือเกิดมาเป็นคนสูงโย่งผิดมนุษย์อันทำให้เป็นปมด้อยอย่างนี้หมอเทวดาก็ไม่สามารถตัดแข้งขาบางส่วนทั้งไปแล้วต่อใหม่เพื่อให้เป็นคนเตี้ยลงได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่าการทำบุญกิริยาวัตถุ ที่สำเร็จด้วยทานและศีลเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีนั้น หลักใหญ่พระองค์ประสงค์จะทรงแสดงให้เห็นว่า การเกิดเป็นมนุษย์เป็นไปได้ด้วยผลของกุศลกรรมคือการบริจาคทานและการรักษาศีล ประการต่อมาทรงชี้ให้เห็นเป็นหลักการว่าถ้าบุญกิริยาวัตถุ ๒ อย่างนั้นทำไว้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เกิดผลเป็นคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีแก่ผู้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วแต่ถ้าได้ทำไว้มากพอประมาณก็จะก่อให้เกิดผล คือเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพของชีวิตที่ดีคุณภาพของชีวิตที่ดีก็เช่นเกิดมาเป็นคนมีร่างกายสมบูรณ์ มีคุณภาพของสมองดีอันเป็นเหตุให้เป็นคนมีสติปัญญาดีเกิดมาในตระกูลที่มั่งคั่งซึ่งทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่สะดวกสบายพรั่งพร้อมด้วยช่องทางหรือโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และสภาพอื่น ๆที่เอื้ออำนวยต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์
ในพระพุทธพจน์ดังกล่าวนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงว่าไม่ได้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลยทำแต่บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทาน และศีล กุศลกรรมจึงอำนวยผลให้ดังกล่าวมานั้นถ้าได้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาด้วยผลก็ย่อมจะดียิ่งขึ้น
คำว่า ภาวนา ในคำสอนของพระพุทธศาสนาแปลว่าการเจริญ การทำให้เกิดมีขึ้น การพัฒนาให้สูงส่งขึ้นหรือดียิ่งขึ้น จำแนกออกเป็น ๒อย่าง คือ สมถภาวนา - การฝึกฝนอบรมจิตใจให้มีความสงบหรือให้มีสมาธิเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สมถกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนาภาวนา -การฝึกอบรมจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งความเป็นจริง ก็คือรู้แจ้งตามสภาพของไตรลักษณ์ภาวนาชนิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิปัสสนากัมมัฏฐานการทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาก็คือ การเจริญภาวนา ๒ประการดังกล่าวนี้
๑อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, ๒๔/๑๙๓
บทที่ ๕
กามาวจรสวรรค์ ๖ชั้น
ในกามาวจรสุคติภูมิ มนุษย์เป็นภูมิหนึ่งใน ๗ ภูมิอีก ๖ ภูมิ ได้แก่ เทวดาในกามาจนสวรรค์ ๖ ชั้น ในแง่ของการมีอยู่จริงการพิจารณาเกี่ยวกับมนุษย์ไม่มีปัญหาเพราะมนุษย์สามารถรับรู้การมีอยู่ของมนุษย์ด้วยกันได้การมีอยู่จริงของมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้แต่การพิจารณาเกี่ยวกับเทวดามีปัญหาเพราะเทวดาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้การมีอยู่จริงของเทวดาจึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้และสามารถปฏิเสธได้อย่างมีเหตุผลอีกด้วย การกล่าวว่า "ความเชื่อเกี่ยวกับความมีอยู่จริงของเทวดาเป็นความเชื่อมั่นที่เหลวไหลไร้สาระที่สุด"เป็นการกล่าวที่สามารถอ้างเหตุผลประกอบได้ดีที่สุดในขณะที่การยืนยันว่าเทวดามีอยู่จริงของพุทธศาสนาเป็นการยืนยันที่กระทำได้ยากที่สุด
เทวดา ๓ประเภท
พุทธศาสนาได้จำแนกเทวดาออกเป็น ๓ ประเภทดังข้อความในพระสุตตันตปิฎกว่า
เทพมี ๓ ประเภท คือ สมมติเทพ อุปปัติเทพวิสุทธิเทพ
๑. สมมติเทพเป็นไฉน พระราชา พระราชกุมาร (พระราชกุมารี)และพระเทวี เรียกว่าสมมติเทพ
๒. อุปปัตติเทพเป็นไฉนเทวดาชาวจาตุมหาราชิกา เทวดาชาวดาวดึงส์ เทวดาชาวยามา เทวดาชาวดุสิตเทวดาชาวนิมมานรดี เทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดี เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมและเทวดาในชั้นที่สูงกว่านั้นเรียกว่า อุปปัตติเทพ
๓.วิสุทธิเทพเป็นไฉน พระอรหันตขีณาสพสาวกของพระตถาคต และพระปัจเจกพุทธเจ้าเรียกว่าวิสุทธิเทพ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเทพยิ่งกว่าสมมติเทพยิ่งกว่าอุปปัตติเทพ ยิ่งกว่าวิสุทธิเทพทั้งหลายเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ
ในข้อความดังกล่าวนี้คือ เทวดา ๓ประเภทที่กล่าวไว้ในขุททกนิกายจูฬนิทเทสแห่งพระสุตตันตปิฎกพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ใกล้ชิดจัดเป็น สมมติเทพ คือเทวดาโดยสมมติที่จัดเป็นเทวดาโดยสมมติก็เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันทรงได้รับการยกย่องเคารพนับถือจากประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองประหนึ่งเป็นเทวดาในหมู่มนุษย์
สำหรับอุปปัตติเทพคือเทวดาโดยการอุบัติหรือการเกิด เทวดาประเภทนี้เกิดเป็นเทวดาโดยธรรมชาติ เป็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะคือพอเกิดมีขึ้นก็มีร่างกายเติบโตอยู่ในวัยหนุ่มสาวขึ้นมาในทันทีทันใดเทวดาโดยกำเนิด หรือโดยอุบัตินี้มีภพภูมิที่อยู่ของตนในโลกนี้เช่นเดียวกับมนุษย์แต่อยู่ในมิติที่ตาธรรมดาหรือตาเนื้อของมนุษย์มองไม่เห็นจะมองเห็นได้ก็เฉพาะแต่ผู้ที่มีตาทิพย์
ส่วนวิสุทธิเทพก็คือเทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่ พระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้มีจิตบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเพราะได้ทำลายกิเลสาสวะทั้งปวง ให้หมดสิ้นไปแล้วผู้ที่จัดอยู่ในประเภทของวิสุทธิเทพก็คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวงคือ ทรงเป็นเทพที่สมบูรณ์และสูงยิ่งกว่าสมมติเทพ ยิ่งกว่าอุปปัตติเทพและยิ่งกว่าวิสุทธิเทพอื่น ๆ ทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่โดยความเป็นจริงตามธรรมชาติพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ แต่โดยคุณธรรมไม่มีเทพประเภทใดสูงส่งยิ่งกว่าพระองค์พระองค์จึงทรงเป็น "เทวาติเทพ" คือ เทพผู้ยิ่งใหญ่สูงส่งยิ่งกว่าเทพทั้งปวงสิ่งที่ควรกำหนดไว้เป็นพิเศษ เกี่ยวกับทรรศนะเรื่องเทวดาของพุทธศาสนา ก็คือพุทธศาสนาถือว่า วิสุทธิเทพหรือเทพโดยความบริสุทธิ์ ประเสริฐกว่าเทพทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นสมมติเทพหรืออุปปัตติเทพ
อธิเทวญาณทัสนะของพระพุทธเจ้า
แม้โดยความเป็นจริงชาวพุทธทั่วไปไม่เคยได้รับรู้และไม่สามารถรับรู้ความมีอยู่จริง ของเทวดา ด้วยประสบการณ์ของตนเองแต่การจะปฏิเสธว่าสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ไม่มีอยู่จริงโดยอ้างการไม่รู้ไม่เห็นของเราเป็นมาตรฐานในการปฏิเสธจะจัดว่าเป็นการใช้เหตุผลที่สมบูรณ์และดีที่สุดแล้วคงจะไม่ถูกต้องเพราะมีอยู่ถมไปที่สิ่งซึ่งปรากฏให้เห็นเสมือนว่ามีอยู่จริง กลับไม่มีอยู่จริงและสิ่งที่ดูเหมือนว่าไม่มีอยู่จริงเพราะตาของเรามองไม่เห็นกลับเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เรื่องเทวดานี้เป็นเรื่องหนึ่งที่พุทธศาสนายืนยันอย่างมั่นคงว่า เป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่ง ที่มีอยู่จริงเท่า ๆกับการมีอยู่จริงของมนุษย์ โดยเป็นระบบชีวิตระบบหนึ่งในสังสารวัฏที่เปลี่ยนแปลงถ่ายเทกันอยู่ตลอดเวลานั่นคือมีมนุษย์จำนวนหนึ่งตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดา และมีเทวดาจำนวนหนึ่งจุติพ้นจากสภาพของเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์เหตุการณ์ดังกล่าวนี้แม้เราจะไม่รู้ไม่เห็นแต่ว่าโดยหลักการแล้วเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุก ๆ ชั่วโมงเพราะมีคนดีในโลกมนุษย์ตายอยู่ทุก ๆ ชั่วโมง และมีผู้เกิดใหม่เกิดขึ้นในโลกทุก ๆชั่วโมงเช่นกัน ในบรรดาผู้ที่ตายจำนวนร้อยจำนวนพันและเกิดใหม่จำนวนร้อยจำนวนพันในทุก ๆ ชั่วโมงนั้น จะต้องมีอยู่บ้างแน่นอนที่ผ่านมาจากภูมิมนุษย์ไปสู่ภูมิของเทวดาและผ่านจากภูมิของเทวดามาสู่ภูมิของมนุษย์
ในพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระสุตตันตปิฎก มีข้อความอยู่เป็นจำนวนมากที่กล่าวถึงเทวดาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมแม้เรื่องเทวดาจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยในคำสอนของพระพุทธศาสนาก็ตามแม้การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้น จากทุกข์ตามคำสอนของพระพุทธศาสนาไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเทวดาเลยก็ตามแต่การจะปฏิเสธว่า คำสอนที่กล่าวถึงเทวดาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเหล่านั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิเสธคำสอน เรื่องมรรคผลของพุทธศาสนาด้วยดังได้อภิปรายมาแล้ว
พระพุทธพจน์ต่อไปนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาพิจารณา เกี่ยวกับมโนทัศน์ และความเชื่อเรื่องเทวดาในคำสอนของพระพุทธศาสนา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ยังมิได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ เราจำได้แม้ซึ่งโอภาส (แสงสว่าง) แต่ไม่เห็นรูปทั้งหลาย เราจึงมีความคิด
ดังนี้ว่าถ้าเราพึงจำได้แม้ซึ่งโอภาสและพึงเห็นรูปทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้ญาณทัสนะนี้ของเราก็จะพึงบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสมัยต่อมา เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวย่อมจำได้ซึ่งโอภาสและเห็นรูปทั้งหลายแต่เราไม่ได้ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้นเราจึงมีความคิดดังนี้ว่า ถ้าเราจำโอภาสได้เห็นรูปทั้งหลายและยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้น
ด้วยอาการอย่างนี้ญาณทัสนะนี้ของเราก็จะพึงบริสุทธิ์ดีกว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายสมัยต่อมา เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ย่อมจำได้ซึ่งโอภาส เห็นรูปทั้งหลายและได้ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้นแต่ไม่รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า เทวดาเหล่านี้มาจากเทพนิกายชั้นนั้นหรือชั้นโน้น เรานั้นจึงคิดเห็นต่อไปว่าหากเราพึงจำโอภาสเห็นรูปทั้งหลาย ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้นด้วยอาการอย่างนี้
ญาณทัสนะนี้ของเราก็จะพึงมี
ที่ต่ำกว่าตามหลักความจริงก็ต้องเป็นอย่างนี้ หลักการในเรื่องนี้มีอยู่ว่า บุญกิริยาวัตถุทั้ง๒ อย่างที่จะทำให้ไปเกิดในสวรรค์นั้น ต้องมีมากอย่างยิ่งแต่จะมากอย่างยิ่งแค่ไหนเป็นเรื่องที่ไม่อาจใช้ภาษาพูดกำหนดปริมาณได้เพราะบุญกุศลมีสภาพเป็นนามธรรมจึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้เครื่องตวงวัดกำหนดให้เห็นปริมาณที่แตกต่างกันได้เมื่อใช้ภาษาอธิบายไปถึงจุดหนึ่งคือ "มากยิ่ง" หรือ "มากที่สุด" แล้วภาษาก็ไม่สามารถใช้กำหนดคุณภาพของกุศลกรรมเชิงปริมาณได้อีก ทั้ง ๆที่คุณภาพเชิงปริมาณที่สูงขึ้นไปตามลำดับยังจะต้องมีต่อไปความมีขีดขั้นจำกัดของภาษา ดังกล่าวนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำอธิบายเกี่ยวกับบุญกิริยาวัตถุที่ทำให้เข้าถึงสวรรค์ชั้นต่าง ๆเหมือนกัน
กุศลกรรรมที่ทำให้บุคคลตายจากมนุษย์แล้วไปเกิดในสวรรค์นอกจากบุญกิริยาวัตถุดังกล่าวมาแล้ว ที่มีกล่าวถึงมากที่สุดในพระสูตรต่าง ๆในพระไตรปิฎกได้แก่ สุจริต ๓ คือ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริตดังพระพุทธพจน์ว่า๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๑๐ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียดจากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นไม่มีจิตคิดปองร้ายผู้อื่นมีความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประ
การนี้แลย่อมเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ข้อความดังกล่าวนี้จัดเป็นกายสุจริตหรือการประพฤติชอบทางกาย ๓ อย่าง คืองดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์และจากการประพฤติผิดในกาม
เป็นวจีสุจริต หรือการกระทำดีทางวาจา ๔ อย่างคือ งดเว้นจากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบและจากการพูดเพ้อเจ้อ
เป็นมโนสุจริต หรือการกระทำดีทางใจ ๓ อย่าง คือไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่มีจิตคิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่นและมีความเห็นชอบ
นอกจากตรัสถึงธรรม ๑๐ ประการดังกล่าวแล้วนั้นพระพุทธองค์ยังตรัสถึงธรรม ๒๐ ประการ ๓๐ ประการ และ ๓๐ ประการที่ทำให้บุคคลผู้ถูกเชิญไปไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของ ที่เขานำไปประดิษฐานไว้โดยในกรณีของธรรม ๒๐ ประการ นอกจากงดเว้นจากกายทุจริต วจีทุจริตและมโนทุจริตด้วยตนเองแล้ว ยังชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้นเช่นนั้นด้วย ในกรณีของธรรม ๓๐ประการ นอกจากงดเว้นเองและชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้นแล้วยังพอใจในการงดเว้นเช่นนั้นด้วย
ในกรณีของธรรม ๔๐ ประการนอกจากงดเว้นเอง ชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้น และพอใจในการงดเว้นเช่นนั้นแล้วยังสรรเสริญการงดเว้นเช่นนั้นด้วย บางครั้งตรัสถึงห้วงบุญกุศล ๘ ประการ คือการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และการรักษาศีล ๕ว่าเป็นบุญกุศลที่ทำให้บุคคลตายจากโลกมนุษย์แล้วไปเกิดในสวรรค์
๑อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, ๑๔/๑๙๘ อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ๒๐/๕๙๘
วิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆ
ชาวพุทธโดยทั่วไปย่อมตระหนักดีว่ากุศลกรรมที่บุคคลทำไว้มาก ย่อมเป็นสาเหตุให้บุคคลไปเกิดในสุคติและสุคติที่บุคคลส่วนมากมุ่งหวัง ก็คือ สวรรค์การได้ไปเกิดในสวรรค์จึงเป็นสิ่งปรารถนาหรือเป็นความปรารถนาของผู้ที่ทำบุญกุศลไว้มากและเห็นว่าตนเองยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะข้าถึงนิพพานได้ ทั้งนี้เพราะเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า สวรรค์มีความทุกข์น้อย แต่มีความสุขมากส่วนเมื่อตายแล้วตนเองจะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นไหนนั้น เลือกเอาเองไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับกุศลกรรมที่ทำไว้ ว่าน่าจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นใดชาวพุทธส่วนมากเข้าใจเช่นนี้ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เลือกได้ ผู้ที่ทำกุศลไว้มากสามารถไปเลือกเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ ตามต้องการ พระพุทธพจน์ต่อไปนี้เป็นหลักฐาน๑สำคัญที่ยืนยันหลักการดังกล่าวนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงเหตุที่ให้สำเร็จความปรารถนา แก่เธอทั้งหลายพวกเธอจงฟังเหตุ ให้สำเร็จความปรารถนานั้น จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าวต่อไป
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าดีแล้วพระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีลสุตะ จาคะ ปัญญา เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอเราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาลความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล ความเป็นสหายแห่งคฤหบดี
มหาศาลเถิดเธอจึงตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น อันเธอเจริญอย่างนี้ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้นๆ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้คือ มรรคนี้คือปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาลเพื่อความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาลเพื่อความเป็นสหายแห่งคฤหบดีมหาศาล
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุขเธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์เถิดเธอจึงตั้งจิตนั้น
อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้นอันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ทำให้มากแล้วอย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้คือ มรรค นี้คือปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมีอีก ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นยามา
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมีอีก ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นดุสิต
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมี ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นนิมมานรดี
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมี ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีมีอายุยืนมีวรรณะมากด้วยความสุข เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหาย แต่เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเถิดเธอจึงตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น อันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ทำให้มากแล้ว อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความสำเร็จในภาวะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้คือ มรรค นี้คือปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมคือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญานอกจากจะสามารถเลือกไปเกิดในกามาวจรสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งได้ตามต้องการแล้วพระพุทธองค์ยังทรงแสดงว่า สามารถเลือกไปเกิดในรูปาวจรสวรรค์หรืออรูปาวจรสวรรค์ชั้นใด ก็ได้ตามต้องการเช่นกันแต่ในที่นี้กำลังพิจารณาเกี่ยวกับกามาวจรสวรรค์จึงนำพระพุทธพจน์เฉพาะเท่าที่เกี่ยวข้องมากล่าวไว้
สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นกับคำสอนในพระพุทธศาสนาปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ คุณธรรม ๕ ประการดังกล่าวนั้น มีความหมายอย่างไรอะไรคือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา การทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมทั้ง ๕ประการนี้จากคำอธิบายที่พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้จัดเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา (สัทธาสัมปทา)ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา) ความถึงพร้อมด้วยจาคะ (จาคสัมปทา)ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (ปัญญาสัมปทา)
ดูกรพยัคฆปัชชะก็ความถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้มีศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกธรรม
ดูกรพยัคฆปัชชะนี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
ดูกรพยัคฆปัชชะความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตฯลฯ เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยศีล
ดูกรพยัคฆปัชชะก็ความถึงพร้อมด้วยจาคะเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้มีจิตปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้วมีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละควรแก่การขอยินดีในการจำแนกทาน
ดูกรพยัคฆปัชชะนี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยจาคะ
ดูกรพยัคฆปัชชะก็ความถึงพร้อมด้วยปัญญาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้มีปัญญา คือประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิด และความดับเป็นอริยะชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยปัญญา ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร
ธรรม ๔ ประการ คือ สัทธาสัมปทาสีลสัมปทา จาคสัมปทา และปัญญาสัมปทา ตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิบายนี้เรียกว่าสัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในภายหน้า หรือประโยชน์ในอนาคต หมายความว่าผู้มีสัมปทา หรือความถึงพร้อมด้วยคุณธรรมทั้ง ๔ ประการดังกล่าวนั้น ย่อมสามารถบรรลุประโยชน์ในภายหน้าได้ตามปรารถนา เป็นข้อธรรมที่ตรงกับศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาในธรรมที่ให้สำเร็จความปรารถนา คงขาดไปเฉพาะธรรมข้อที่ ๓
๑สังขารุปัตติสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก,๑๔/๓๑๘-๓๒๑ หน้า ๒๘๑
บทที่ ๖
การจุติและการเข้าถึงสุคติของเทวดา
ประมาณอายุของเทวดาในสวรรค์ชั้นต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ถ้าคิดตามความรู้สึกของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในโลกเพียงสั้นนิดเดียว ก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่นานอย่างเหลือเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าคิดในมุมกลับโดยเปรียบเทียบช่วงชีวิต ของมนุษย์กับช่วงชีวิตในโลกของแมลงบางชนิด ก็อาจทำให้ได้ข้อคิดที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นบ้างนักกีฏวิทยาบอกเราว่ายุงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน ตามปกติเพียง ๗-๘ วันมันก็ถึงอายุขัยแล้ว ยิ่งแมลงบางชนิดมีช่วงอายุอยู่ในโลกเพียง ๒๔ ชั่วโมง หรือ ๑วันของมนุษย์เท่านั้น ถ้าแมลงชนิดนั้นเวียนว่ายตายเกิดได้เพียง ๑เดือนของมนุษย์มันก็เวียนเกิดเวียนตาย ตั้ง ๓๐ ชาติแล้ว ใน ๑ปีมันต้องเวียนเกิดเวียนตายถึง ๓๖๕ ชาติถ้าสมมติว่าเราสามารถติดต่อสื่อสารกับมันได้ และบอกมันว่ามนุษย์มีอายุถึง ๘๐ ปีซึ่งเท่ากับมันต้องเวียนเกิดเวียนตายถึง ๒๘,๘๐๐ ชาติ มันคงรู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และไม่น่าจะเป็นไปได้ ดีไม่ดีมันอาจจะพูดใส่หน้าเราว่าเราโกหกหรือเอาเรื่องเหลวไหลมาพูดให้มันฟังก็เป็นได้ความรู้สึกของแมลงชนิดนั้นที่ได้ทราบว่ามนุษย์ มีอายุยืนถึง ๘๐ ปีคงจะคล้ายกับความรู้สึกของมนุษย์ที่ได้รับการบอกเล่าว่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีมีอายุยืนถึง ๙,๒๑๖ ล้านปี
อย่างไรก็ตามสำหรับเทวดาในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ แม้ตามความรู้สึกของมนุษย์จะมีอายุยืนมากแต่ในที่สุดก็ต้องจุติ (ตาย)จากสวรรค์ที่เกิดอยู่มาแล้วไปเกิดในภพอื่นตามกรรมที่ตนเคยทำไว้จากสวรรค์อาจจะจุติไปเกิดในนรก เป็นเปรต หรือเป็นอสุรกายก็ได้มนุษย์เมื่อรู้ตัวว่าจะตายย่อมรู้สึกหวาดหวั่น พรั่นพรึงและเศร้าโศกหดหู่ใจฉันใดเทวดาเมื่อรู้ตัวว่าจะต้องจุติจากสวรรค์ที่อาศัยอยู่ก็ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกันฉันนั้น พวกเพื่อนเทวดาด้วยกันเมื่อทราบว่าเพื่อนกำลังจะจุติไปเกิดที่อื่น ก็จะพากันมาพูดปลอบใจและอวยพรให้ไปเกิดในสุคติเวลาเทวดาจะจุติจะมีนิมิต (เครื่องหมาย, เครื่องบอกเหตุ) ๕ อย่างเกิดขึ้นรายละเอียดในเรื่องนี้จะเห็นได้จากพระพุทธพจน์๑ต่อไปนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดเทวดาเป็นผู้จะต้องจุติจากเทพนิกาย เมื่อนั้น นิมิต ๕ประการย่อมปรากฏแก่เทวดานั้น คือ ดอกไม้ (ประดับกาย)
ย่อมเหี่ยวแห้งผ้า (ที่แต่งกาย) ย่อมเศร้าหมอง เหงื่อย่อมไหลออกจากรักแร้ผิวพรรณของร่างกายย่อมเศร้าหมอง เทวดานั้นย่อมไม่ยินดีในทิพยอาสน์ของตน ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อเทวดาทั้งหลายทราบว่า เทพบุตร (หรือเทพธิดา) องค์นี้จะต้องจุติจากเทพนิกาย ย่อมอวยพรปลอบใจเทพบุตรนั้นด้วยถ้อยคำ๓อย่างว่า ท่านผู้เจริญ เมื่อท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว ขอให้ไปสู่สุคติครั้นไปสู่สุคติแล้ว ขอให้ท่านได้ลาภที่ดีขอให้ท่านตั้งอยู่ด้วยดีในลาภที่ได้นั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายความเป็นมนุษย์แล จัดว่าเป็นการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลายเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว เขาเป็นผู้มีศรัทธาในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ข้อนี้จัดว่าเป็นลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้วก็ศรัทธาของเทวดานั้นหนักแน่น มีมูลฐานตั้งลงมั่นคงที่สมณพราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกทำให้คลอนแคลนไม่ได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดังกล่าวนี้จัดว่าเป็นการตั้งอยู่ด้วยดีในลาภที่ได้ดีแล้วของเทวดาทั้งหลาย
กล่าวให้เห็นชัดยิ่งขึ้นเทวดาผู้กำลังจะจุติไปเกิดในภพอื่น ภูมิอื่น เพราะหมดบุญที่จะอยู่ในสวรรค์นั้นต่อไปจะมีนิมิตหรือสิ่งบอกเหตุ ๕ อย่างปรากฏขึ้น คือ
๑.ดอกไม้ประดับกายเหี่ยวแห้ง
๒.เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมีสีเศร้าหมองหรือซีดจาง
๓.มีเหงื่อไหลออกจากรักแร้
๔. ผิวพรรณของร่างกายเศร้าหมองไม่เปล่งปลั่งสดใส
๕.รู้สึกเบื่อหน่ายในทิพยอาสน์หรือที่อยู่อาศัยของตน
เมื่อนิมิตทั้ง ๕ประการนี้ปรากฏขึ้น เทพบุตรหรือเทพธิดานั้นย่อมตระหนักแน่ว่าตนถึงวาระที่จะจุติจากสวรรค์ที่เคยอยู่ไปจึงย่อมรู้สึกสะดุ้งหวาดหวั่นเช่นคนที่รู้ว่าวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของตนกำลังจะมาถึงความเศร้าโศกด้วยความอาลัยอาวรณ์ย่อมครอบงำจิตใจของเทวดาผู้กำลังประสบชะตากรรมเช่นนี้ พวกมิตรสหายใกล้ชิดที่เคยร่วมรื่นเริงสนุกสนานมาด้วยกันเมื่อได้ทราบ ก็ย่อมใจหายที่เพื่อนต้องจากไปแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ คงได้แต่ช่วยปลอบใจและอวยพรให้ด้วยความปรารถนาดี ๓อย่างคือ
๑. จุติไปแล้วให้ไปเกิดในสุคติ การไปเกิดในสุคติของเทวดาก็คือได้ไปเกิดเป็นมนุษย์
๒. เมื่อไปเกิดในสุคติคือเกิดเป็นมนุษย์แล้วขอให้ได้ลาภที่ดี สิ่งที่จัดว่าเป็นลาภที่ดีของเทวดา ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็คือได้ความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
๓. เมื่อได้ลาภที่ดีแล้วขอให้ตั้งอยู่ด้วยดีในลาภที่ได้ดีแล้วนั้นซึ่งหมายถึงการมีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างหนักแน่นมั่นคงที่ไม่มีเทวดามารพรหมหรือมนุษย์คนใดสามารถให้คลอนแคลนได้
การปลอบโยนและอวยพรของมิตรสหายเช่นนี้เป็นการแสดงน้ำใจของมิตร ผู้กำลังจะจากไปอาจจะช่วยให้เพื่อนบรรเทาความเศร้าโศกลงได้บ้าง แต่การที่เทวดาองค์หนึ่งจุติแล้วไปเกิดที่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับอดีตกรรมของตนที่เคยทำไว้ถ้ายังมีกุศลกรรมเหลืออยู่ก็คงได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ สมปรารถนา แต่ถ้าว่าวิบากแห่งกุศลกรรมได้ใช้หมดสิ้นไปแล้วในสวรรค์ อกุศลกรรมที่ทำไว้ได้ช่องโอกาสเข้าให้ผลต่อ ก็คงต้องไปเกิดตามกำลังชักนำของอกุศลกรรมนั้น เช่นหล่นจากสวรรค์ก็ตกลงไปในนรกเลยทีเดียว หรือไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกายก็เป็นได้เทวดาผู้กำลังจะจุติเอง ก็อาจไม่รู้ว่าตนจะไปเกิดที่ไหนกว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อจิตผ่านเข้าสู่มรณาสันนกาลและมรณาสันนวิถีในไม่กี่วินาทีก่อนจุติ นิมิต ๓ อย่าง คือ กรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสภาพของกรรม ที่จะเข้าให้ผลต่อย่อมปรากฏแก่จิตของเขา ในช่วงนั้น พอจุติจิตดับ เทวดานั้นก็หายวับไปจากสวรรค์ไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ เหลือไว้ พอปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นต่อจากจุติจิตเขาก็เกิดใหม่ในภพใหม่ภูมิใหม่ในทันใดนั้นชาวพุทธผู้เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏส่วนมากก็รู้แต่ว่า สุคติที่น่าปรารถนาของมนุษย์ก็คือการได้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงบอกไว้ก็คงจะไม่ทราบว่า อันสุคติที่น่าปรารถนาของเทวดานั้นก็คือการได้เกิดเป็นมนุษย์ ผู้เป็นมนุษย์อยู่แล้วจึงควรภูมิใจที่ได้เกิดมาดีแล้วสวรรค์นั้น เป็นที่เกิดเสวยผลของกุศลกรรมที่ได้ทำไว้สมัยเป็นมนุษย์เทวดาส่วนมาก มัวแต่หมกมุ่นมัวเมาสนุกสนานอยู่กับกามคุณ ๕ไม่ค่อยได้คิดทำบุญกุศลอะไรเพิ่มเติม แม้คิดจะทำก็หาที่ทำบุญไม่ได้เพราะในสวรรค์ไม่มีวัด และไม่มีพระสงฆ์ที่จะใส่บาตรหรือถวายสังฆทาน ไม่มีโรงพยาบาลไม่มีสภากาชาด ที่จะให้ได้บริจาคทรัพย์ ช่วยเหลือเพื่อนเทวดาไม่มีขอทานที่คอยเรียกร้องขอความเมตตา พวกเทวดาส่วนมากจึงกินอยู่แต่บุญเก่าบางองค์อยากทำบุญเพิ่มขึ้น ก็ต้องลงมาสู่มนุษยโลก มาสิงสถิตอยู่ตามศาลเจ้าตามต้นไม้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือ แก่มนุษย์ผู้ตกทุกข์หรือประสบเคราะห์กรรมที่มากราบไหว้บนบานศาลกล่าวขอให้ช่วยเหลือแต่ก็ช่วยได้บ้างไม่ได้บ้าง และช่วยได้ไม่มากนักเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องเจ้าพ่อเจ้าแม่ ไม่นับถือเทวดา เพราะฉะนั้นเทวดาที่ลงมาเสวงหาบุญเพิ่มเติมในโลกมนุษย์ จึงแสวงหาได้กระท่อนกระแท่นเต็มทีแต่มนุษย์เองที่อยู่ในฐานะและภาวะที่จะแสวงหาบุญกุศลได้มากไม่จำกัดก็กลับไม่คิดแสวงหา ชอบแสวงหาสิ่งที่เป็นบาปอกุศลมากกว่าด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายสัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานเกิดในเปตวิสัยมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดามีเป็นส่วน
น้อย สัตว์ที่ไปเกิดในนรก เกิดในเดียรัจฉาน เกิดในเปตวิสัยมีมากกว่าโดยแท้
พระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้ทำให้ปัญหาซึ่งเป็นที่สนใจของคนเป็นจำนวนมากว่า มนุษย์ตายแล้วไปไหน แจ่มแจ้งขึ้นนั่น คือ
๑. มนุษย์ส่วนหนึ่งตายแล้วได้เกิดเป็นมนุษย์อีกแต่ก็เป็นจำนวนน้อยของมนุษย์ที่ตายไปทั้งหมด
๒.มนุษย์ส่วนหนึ่งตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์แต่ก็เป็นจำนวนน้อยของมนุษย์ที่ตายแล้วเช่นกัน
๓. มนุษย์ส่วนมากตายแล้วบางพวกไปเกิดในนรก บางพวกเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน และบางพวกเกิดเป็นเปรตซึ่งเมื่อรวมทั้ง ๓ พวกเข้าด้วยกัน ก็จะมีจำนวนมากกว่าประเภทที่ ๑ และที่๒
อะไรเป็นสาเหตุให้มนุษย์ส่วนมากตายแล้วไปเกิดในนรกเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานและเกิดเป็นเปรตถ้าพิจารณาจากข้อความที่กล่างถึงมาแล้วในบทนี้ที่เกี่ยวกับกรรมซึ่งทำให้บุคคลตายแล้วเกิดเป็นมนุษย์ และเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ก็จะพบว่าการให้ทาน และการรักษาศีลเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไปเกิดเช่นนี้ นั่นคือถ้าให้ทานน้อยและรักษาศีลน้อย ตายแล้วจะเกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีให้ทานพอประมาณและรักษาศีลพอประมาณ จะทำให้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีถ้าให้ทานมากและรักษาศีลมากจะทำให้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์แต่มนุษย์ในโลกนี้ส่วนมากไม่ค่อยบริจาคทาน ยิ่งการรักษาศีลก็ยิ่งน้อยลงไปทุกทีส่วนใหญ่มักยินดีในการทำบาปอกุศล ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจเพราะฉะนั้นการที่มนุษย์ส่วนมากตายแล้วไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานหรือในเปตวิสัย จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มาก และมีความสมเหตุสมผลตามหลักศีลธรรมหรือจริยธรรมของมนุษย์ที่ตายแล้วเช่นกัน
๑ขุทกนิกาย อิติวุตตก. ๒๕/๒๖๑-๒๖๒ หน้า ๒๘๔
บทที่ ๗
กรรมกับการเกิดใหม่ในกามาวจรทุคติภูมิ
กามาวจรทุคติภูมิเป็นภูมิที่เกิดอยู่ของผู้ที่ยังมีจิตเกาะเกี่ยว เพลิดเพลินยินดีในกามคุณ ๕แต่เป็นผู้ที่มีแต่ความทุกข์เป็นส่วนมาก จึงเรียกว่า ทุคติ ภูมิที่จัดเป็นทุคติได้แก่ อบายภูมิ ๔ คือ นรก เดียรัจฉาน เปรต และอสุรกายผู้ที่ตายแล้วไปเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งในภูมิทั้ง ๔ นี้ ได้แก่ผู้ที่ทำบาปกรรมหรือกรรมชั่วไว้มากเมื่อตายไปบาปกรรมนั้นย่อมนำไปเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่ง ตามความเหมาะสมต้องใช้ชีวิตเสวยความทุกข์ในภูมินั้น ๆ จนกว่าวิบากแห่งกรรมชั่วนั้นจะสิ้นสุดลงหรือเหลือน้อย ต่อจากนั้นจึงไปเกิดในภูมิอื่น ๆที่เหมาะสมกับสภาพของวิบากกรรมที่ยังเหลือ เช่น ผู้ที่ทำบาปไว้มากตายจากมนุษย์แล้วก็ไปเกิดอยู่ในมหานรกหรือนรกใหญ่ ต้องเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสครั้นวิบากแห่งบาปกรรมเหลือน้อยลง ก็พ้นจากมหานรก ไปเสวยทุกข์อยู่ในอุสสทนรกซึ่งเป็นนรกบริวารหรือนรกเล็ก ที่มีความทุกข์น้อยกว่าเมื่อวิบากแห่งบาปกรรมเหลือน้อยลงอีก ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในนรกเล็กต่อไปก็อาจจุติจากอุสสทนรกนั้นไปเกิดเป็นเปรต เสวยความทุกข์ในสภาพของเปรตอยู่ตามควรแก่วิบากกรรมที่ยังเหลือ ครั้นพ้นจากสภาพของเปรตแล้วอาจจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายพิกลพิการด้วยเศษของวิบากแห่งบาปกรรมที่ยังชดใช้ไม่หมด ความจริงการเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นไปด้วยวิบากแห่งกุศลกรรมหรือกรรมดี แต่เศษของวิบากแห่งบาปกรรมที่เข้าให้ผลร่วมอาจทำให้เกิดความพิการทางร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น เช่นเกิดมาเป็นคนตาบอดแต่กำเนิด หลังค่อมมาแต่กำเนิด หูหนวกและเป็นใบ้มาแต่กำเนิดผู้ที่ได้ศึกษาและเข้าใจพุทธปรัชญา เรื่องกรรมและวิบากกรรมมาแล้วเมื่อได้เห็นสภาพความพิการทางร่างกายเช่นนั้นปรากฏอยู่ที่ใดไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ย่อมเข้าใจได้ทันทีว่านั่นเป็นวิบากของบาปกรรมที่บุคคลผู้นั้นเคยทำไว้ซึ่งกรรมชั่วของเขายังติดตามให้ผลแก่เขาอยู่แม้ในปัจจุบันชาตินี้
อนมตัคคสังยุต
ในสังยุตนี้ท่านแบ่งออกเป็น๒ วรรค ๆ ละ ๑๐ สูตร เป็นเรื่องที่ว่าด้วยสังสารวัฏในด้านต่าง ๆสังสารนี้กำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เพราะอวิชชากั้นและตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นจึงไม่ปรากฏ หากคนจำนำเอาต้นไม้ หญ้า และพืชอื่น ๆ มามัดเข้ามัดละ ๔นิ้ววางไว้ สมมติว่านี่เป็นมารดาของตน ต้นไม้ในชมพูทวีปจะหมดไปก่อนจำนวนบิดามารดาที่ตนมีในสังสารวัฏ คงต้องประสบความสุข ทุกข์ความพินาศในสังสารวัฏตลอดกาลนานน้ำตาของคนที่หลั่งออกมาเพราะการพลัดพรากจากปิยชนในสังสารวัฏนั้นมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง๔แม้น้ำนมของมารดาที่คนดื่มมาในสังสารวัฏก็มากกว่าน้ำในมหาสมุทร
เวปุลลบรรพตมีชื่อว่าท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ บางครั้งเอาท่อนหัวลง บางครั้งเอาท่อนปลายลงบางครั้งเอาตรงกลางลงฉันใด สัตว์ที่มีอวิชชากางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ก็ฉันนั้น บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นบางคราวก็จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ คนที่ตายลงในสังสารวัฏหากเอากระดูกมากองรวมกันเข้ากระดูกของคนแต่ละคนจะกองสูงกว่าภูเขาเวปุละ
เมื่อเห็นคนที่ประสบทุกข์หรือสุขก็ตามให้น้อมเข้ามาหาตนว่า ในสังสารวัฎอันยาวนานนั้น เราได้เคยเป็นอย่างนี้มาแล้วเช่นกันการที่คนได้เกิดแล้วในกำเนิดต่าง ๆ ถูกตัดศีรษะในกาลที่ตนเกิดนั้น ๆโลหิตที่หลั่งออกเพราะการถูกตัดศีรษะ เพราะโทสะคือทุจริตที่บุคคลได้กระทำในชาติต่างๆ ในกำเนิดต่าง ๆ มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔เสียอีก
สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่ชายน้องชายพี่สาวน้องสาวบุตรธิดากันมาก่อน ในสังสารอันหาเบื้องต้นและที่สุดมิได้นี้หามิได้ง่ายนัก
ทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายดูเวปุลบรรพต เมื่อเสด็จประทับ ณภูเขาคิชฌกูฏความว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ อัครสาวกชื่อว่าวิธูระ และ สัญชีวะ หมู่มนุษย์ชื่อว่า ติวรา มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปีเวปุลละบรรพตมีชื่อว่า ปาจีนวังสะ พวกเขาขึ้นถึงยอดภูเขาได้ ต้องใช้เวลาถึง ๔ วันตอนลง ๔ วัน
สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ พระอัครสาวกนามว่าภิยโย และ สุตตระ สมัยนั้นพวกมนุษย์ชื่อว่า โรหิตัสสะ ภูเขาเวปุลละชื่อ วงกตพวกเขาขึ้นลงภูเขาเที่ยวละ ๓ วัน
สมัยของ พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอัครสาวกชื่อว่า ติสสะ และ ภารทวาชะ เวปุลลบรรพตมีชื่อว่า สุปัสสะ พวกมนุษย์ชื่อสุปปิยา มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ขึ้นลงภูเขาเที่ยวละ ๒ วัน แต่เมื่อมาถึงสมัยของพระองค์เวปุลละ ชาวเมืองชื่อ มาคธะ มนุษย์ในยุคนี้มีอายุเพียงเล็กน้อย ที่มีอายุเกิน ๑๐๐ปีมีจำนวนน้อย พวกเขาขึ้นลงเวปุลละบรรพตเพียงครู่เดียวเท่านั้นทรงสรุปในแต่ละสูตรว่า
"ก็เหตุเพียงเท่านี้เป็นการเพียงพอที่จะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดและพอเพื่อจะหลุดพ้น"
แต่ในเวปุลลปัพพตสูตรทรงสรุปว่า "ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงดูเถิด ชื่อของภูเขานั้นอันตรธานไปแล้ว พวกมนุษย์ตายไปแล้วพระพุทธเจ้าและสาวกนิพพานไปแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นการเพียงพอที่จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และรู้จักอิ่มรู้จักพอ"
เมื่อมีคำถามว่าคนเราต้องท่องเที่ยวกันมากี่กัปแล้ว ทรงแสดงว่าไม่อาจนับเป็นกัปได้ ไม่ว่าจะเป็น๑,๐๐๐ กัปหรือ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ทั้ง ๆ ที่กัปแต่ละกัปนั้น เป็นเวลายาวนานเหลือเกินทรงอุปมาว่าเหมือนบุคคลสร้างเมืองกว้างยาวด้านละ ๑๐๐ โยชน์ ถึง ๑๐๐ ปีมีคนนำเอาเมล็ดผักกาดมาทิ้งลงเมล็ดหนึ่งจนเมล็ดผักกาดเต็มเมืองนั้นก็ยังไม่ถึงกัปหนึ่ง หรือภูเขาหินล้วนกว้างยาวด้านละ ๑๐๐โยชน์ ถึงรอบ ๑๐๐ ปี คนนำเอาผ้ากาสีชนิดดีมาปัดภูเขาครั้งหนึ่งจนภูเขานั้นกร่อนไปหมดไปเวลายังน้อยกว่ากัปหนึ่ง
ทรงสรุปเรื่องที่ทรงแสดงสรุปเป็นพระคาถาในวรรคทั้ง๒ ตามลำดับว่า
เราผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่ากระดูกของบุคคลคนหนึ่งที่สะสมไว้กัปหนึ่ง พึงเป็นกองเท่าภูเขาเวปุลละอันอยู่ทางทิศเหนือแห่งภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ อันมีภูเขาล้อมรอบเมื่อบุคคลใดเห็นอริยสัจคือทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์๘ อันยังสัตว์ให้ถึงความสงบแห่งทุกข์ด้วยปัญญาอันชอบต่อแต่นั้นเขาจะต้องท่องเที่ยวอย่างมากอีก ๗ ชาติ ก็จะสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง
ปาจีนวังสบรรพตของมนุษย์ชื่อติวระวงกตพบรรพตของมนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยาและเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธะ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอมีการเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปความเข้าไปสงบระงับแห่งสังขารทั้งหลายได้เป็นความสุข
เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
อินทกสูตร๑
ในอินทกสูตรนี้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จประทับ ณ ยอดเขาที่อินทกยักษ์ครอบครองในเขตพระนครราชคฤห์อินทกยักษ์ได้เข้าไปเฝ้ากราบทูลด้วยคาถาว่า
"ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า รูปไม่ใช่ชีพแล้วสัตว์นี้จะประสบร่างกายได้อย่างไร ? กระดูกและก้อนเนื้อจะมาแต่ไหนสัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร ? "
พระผู้มีพระภาครับสั่งด้วยพระคาถาว่า
ปฐมํ กลลํ โหติ
กลลา โหติ อพฺพุทํ
อพฺพุทา ชายเต เปสิ
เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโน
ฆนา ปสาขา ชายนฺติ
เกสา โลมา นขาปิ จ
ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา
อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ
มาตุกุจฺฉิคฺคโตนโรติ.
รูปนี้เป็นกลละมาก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเป็นเปสิ จากเปสิเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่มต่อจากนั้น มีผม ขน และเล็บเป็นต้นเกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น.
ตามความเชื่อของคนบางพวกในสมัยนั้นถือว่าชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน หรือร่างกายกับจิตใจเป็นอันเดียวกันจัดเป็นทิฏฐิข้อหนึ่งในอันตคาหิกทิฏฐิ ที่ถือว่า "ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น"พวกนี้เชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิด แต่เชื่อว่าคนไปเกิดนั้นไปพร้อมกันทั้งกายจิตจนกลายเป็นความเห็นชนิดที่เรียกว่า
สัสสตทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเที่ยงซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ
ใครตายจากอะไรไปแล้วจะไปเกิดเป็นอย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง
มีการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยอำนาจกรรมของสัตว์เหล่านั้น
ความเห็นทั้ง ๒ นี้ถือว่ามีการไปเกิดพร้อมกันเลยทั้งกายและจิตแต่ในปัญหานี้หมายเอาประเภทแรก
ปัญหาที่อินทกยักษ์สงสัยคือ เมื่อท่านผู้รู้ทั้งหลายไม่ยอมรับทิฏฐินี้แล้วในส่วนรูปกายนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แสดงว่าท่านเชื่อว่า รูป กับ ชีพไม่ใช่อย่างเดียวกันแต่ท่านสงสัยจึงมีเพียงประเด็นของการเกิดขึ้นแห่งรูปกายว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธเจ้าจึงทรงตอบเฉพาะประเด็นที่ ๒
เพื่อให้ข้อความเรื่องนี้ติดต่อกันควรทราบการตั้งครรภ์ของสตรีไว้เป็นหลักก่อน ตามที่ทรงแสดงไว้ในมหาตัณหาสังขยสูตรว่าเหตุตั้งครรภ์มี ๓ คือ
๑. มาตาปิตโร จ สนฺนิปติตามารดาบิดาร่วมกัน
๒. มาตา จ อุตุนีมารดามีระดู
๓. คนฺธพฺโพ จ ปจฺจุปฏฺฐิโตสัตว์ถือปฏิสนธิ
ในความเป็นคันธัพพะ หรือคนธรรพ์นั้นมีปัจจัยอะไรประกอบอยู่บ้าง ข้อนี้ท่านแสดงว่า ประกอบด้วยปัจจัย ๓ อย่าง คือ "กมฺมํเขตฺตํ มีกรรมเปรียบเหมือนเนื้อนา วิญฺญาณํ พีชํ วิญญาณเปรียบเหมือนพืช ตัณหาสิเนโห ตัณหาเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืช"
เป็นอันสรุปได้ว่าการเกิดในครรภ์ของคน สัตว์นั้น อาศัยปัจจัยภายนอกและภายในรวมกัน คือ
- ปัจจัยภายในที่ก่อให้เกิดเป็นรูปขึ้นนั้น คือ มารดาบิดาร่วมกันมารดามีระดู
- ปัจจัยภายนอกคือ กิเลส กรรม วิญญาณหรือเมื่อกล่าวตามสายปฏิจจสมุปบาทได้ในช่วงที่เป็นอดีตเหตุมาต่อปัจจัยบันผลคือวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ เพราะ
อวิชฺชาคือต้นเค้าของสรรพกิเลสทั้งมวล ไม่ว่าจะเรียกตัณหา โลภ โกรธหรือหลงก็ตาม
สังขาร ได้แก่กรรม คือ ที่เป็นบาป บุญ ฌานสมาบัติอันเป็นส่วนวัฏฏคามีกุศล
วิญญาณ คือปฏิสนธิวิญญาณ อันปฏิสนธิวิญญาณอันอาศัยปัจจัย ๒ ประการข้างต้นสร้างขึ้น
๔. ชื่อต่าง ๆ ที่ทรงใช้นั้นเป็นลักษณะของรูปขันธ์ คืออาศัยการผสมของเชื้อมารดาและบิดาซึ่งแพทย์ในปัจจุบันยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆท่านอธิบายลักษณะของชื่อเหล่านั้นไว้ดังนี้
๔.๑ กลลํมีลักษณะใสสะอาดเหมือนหยาดน้ำมันงา ที่หยดจากปลายขนสัตว์
๔.๒อัพพุทะ เมื่อผ่านเวลา ๗ วันไปแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านสีคือมีความเข้มข้นขึ้น คล้าย ๆ กับน้ำล้างเนื้อเรียกว่าอัพพุทะ
๔.๓ เปสิ เมื่อเวลาผ่านไปลักษณะของอัพพุทะจะเปลี่ยนเป็นเหมือนเป็นกับชิ้นเนื้อ
๔.๔ ฆโนเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง จะมีรูปเป็นก้อนเนื้อเรียกว่า ฆนะ
๔.๕ปสาขา เวลาผ่านไปประมาณเดือนครึ่ง ก้อนเนื้อจะ ขยายออกเป็น ๕ แฉก คือ ศีรษะ มือ ๒เท้า ๒ ต่อจากนั้นจะค่อย ๆ เจริญไปตามลำดับโดยรับอาหารจากสายที่โยงจากท้องของมารดาอวัยวะต่าง ๆ สมบูรณ์ ขึ้นตามลำดับจนถึงเวลาคลอดออกมา
เรื่องนี้แพทย์บางคนฉงนว่า ทรงทราบได้อย่างไรเพราะไม่มีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบหากเรานึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจนทำให้พระองค์เป็น โลกวิทูคือทรงรู้แจ้งโลกแล้ว จะไม่สงสัยอะไรเลยเพราะเรื่องที่ทรงมีพระญาณหยั่งรู้นั้นมากเหลือเกิน ซึ่งเปรียบเหมือนใบไม้ทั้งป่าแต่ที่ทรงนำมาสั่งสอนนั้นเป็นเพียงใบไม้กำพระหัตถ์เท่านั้น
เรื่องที่คนจะต้องเรียนรู้ในโลกนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มคือ
เรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติในด้านต่างๆ
เรื่องที่เกี่ยวกับสังคมของมนุษย์ สัตว์ รวมถึงพวกศาสตร์ต่าง ๆเป็นอันมาก
เรื่องนามธรรมได้แก่ระบบศีลธรรม จรรยา สัจธรรมในระดับต่างๆ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ อันเป็นความรู้ที่ครอบคลุมทั้ง ๓ประเภท แต่ทรงเน้นไปที่ "ธรรม" โดยเอาหลักธรรมชาติสังคมเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้ธรรมะ เพราะเรื่องธรรมชาติ สังคมยิ่งเรียนมากยิ่งรู้จักตัวเองน้อยลง เพราะยิ่งเรียนยิ่งไกลตัวเองซึ่งเป็นการเพิ่มอวิชชาให้มีความเข้มข้นสูงขึ้นไม่ใช่เป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนา
เหตุนั้น พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโลกทั้งด้านเกิดและดับตลอดถึงพระธรรมวินัยที่สกลกาย เพราะทรงมีหลักในการสอน ๓ ประการคือ
๑. ทรงสั่งสอนเพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น
๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุผลที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้
๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์คือผู้ปฏิบัติจะได้รับประโยชน์ตามสมควรแก่การปฏิบัติ
คำสอนของพระพุทธองค์จึงเป็นเรื่องที่รู้แล้ว "ให้กำหนดรู้ไว้ ให้ละให้ทำให้แจ้ง และให้ลงมือปฏิบัติ" ซึ่งได้แก่หลักของอริยสัจ ๔ประการนั่นเอง อย่างในพระสูตรนี้ ทรงเน้นที่ทุกขสัจ คือรู้แล้วก็กำหนดรู้ไว้ว่าความเกิดเป็นอย่างไร เป็นทุกข์อย่างไร จะไปแก้ไขอะไรในส่วนนี้ไม่ได้เพราะเป็นเพียงผลที่เกิดมาจากสมุทัย หากต้องการจะแก้ไขก็ต้องทำลายเหตุคือสมุทัย.
มนุษย์ทั้งหลายไม่เสมอกัน
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่าข้าแต่พระนาคเสน เพราะเหตุไร มนุษย์ทั้งปวงจึงไม่เสมอกัน คือมนุษย์ทั้งปวงมีอายุน้อยก็มี มีอายุยืนยาวก็มี อาพาธมากก็มี อาพาธน้อยก็มีผิวพรรณวรรณะไม่ดีก็มี ผิวพรรณวรรณะดีก็มี มีศักดิ์น้อยก็มี มีศักดิ์ใหญ่ก็มีมีโภคทรัพย์น้อยก็มี มีโภคทรัพย์มากก็มี มีตระกูลต่ำก็มี มีตระกูลสูงก็มีไม่มีปัญญาก็มี มีปัญญาก็มี
พระเถระตอบว่า ขอถวายพระพรเหตุไรต้นไม้ทั้งหลายไม่เสมอกันสิ้น ต้นที่มีรสเปรี้ยวก็มี มีรสขมก็มี มีรสเผ็ดก็มีมีรสฝาดก็มี มีรสหวานก็มี
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมเข้าใจว่าเป็นเพราะความต่างกันแห่งพืช
ขอถวายพระพร ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละคือมนุษย์ทั้งหลายไม่เสมอกันหมด เพราะกรรมต่างกันข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมต่างกันเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมทำให้เกิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่อาศัยกรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวดีแตกต่างกัน ขอถวายพระพร
กุศลกรรมกับอกุศลกรรม
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่าข้าแต่พระนาคเสน กุศลกรรม อกุศลกรรม ที่บุคคลทำด้วยนามรูปนี้ไปอยู่ที่ไหน
ขอถวายพระพร ติดตามผู้ทำไปเหมือนกับเงาตามตัว
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อาจชี้กรรมเหล่านั้นได้หรือไม่ว่ากรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหน
ขอถวายพระพร ไม่อาจ ฯ ขอนิมนต์อุปมา ฯขอถวายพระพร ต้นไม้ที่ยังไม่มีผล มหาบพิตรอาจชี้ได้หรือไม่ว่า ผลอยู่ที่ไหน ฯไม่อาจผู้เป็นเจ้า ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร เมื่อการสืบต่อยังไม่ขาดก็ไม่อาจชี้กรรมเหล่านั้นได้ว่า กรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ฯ
สังสารวัฏการเวียนตายเวียนเกิด
ข้าแต่พระนาคเสนคำว่าสงสาร ได้แก่อะไร ฯ ขอถวายพระพร สัตว์โลกเกิดในโลกนี้ ก็ตายในโลกนี้ตายจากโลกนี้แล้วก็ไปเกิดในโลกอื่น การเวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้แหละ เรียกว่าสงสารฯ ขอนิมนต์อุปมา ฯ ขอถวายพระพร เหมือนอย่างว่าบุรุษคนหนึ่งกินมะม่วงสุกแล้วปลูกเมล็ดไว้ เมล็ดมะม่วงนั้น ก็เกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่ขึ้น จนกระทั่งมีผลมะม่วงบุรุษนั้นก็กินมะม่วงสุกจากมะม่วงต้นนั้น แล้วปลูกเมล็ดมะม่วงไว้อีกเมล็ดมะม่วงนั้นก็เกิดเป็นมะม่วงใหญ่โตขึ้นจนมีผล ต้นแก่ก็ตายไปที่สุดเบื้องต้นแห่งต้นมะม่วงเหล่านั้น ย่อมไม่ปรากฏว่ามีมาแต่เมื่อไร ข้อนี้ฉันใดการเวียนตายเวียนเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ก็ไม่ปรากฏเบื้องต้นฉันนั้น
ผลบุญผลบาปมากกว่าบุญ
ข้าแต่พระนาคเสนบุญบาปข้างไหนมากกว่ากัน ฯ ขอถวายพระพร ฯ บุญมากกว่าบาป บาปน้อยกว่า ฯข้าแต่พระนาคเสน อย่างไรจึงว่าบุญมากกว่า บาปน้อยกว่า ฯ ขอถวายพระพร บุคคลทำบาปแล้วย่อมร้อนใจในภายหลังว่า เราได้ทำบาปไว้แล้ว เพราะเหตุนั้นบาปก็ไม่ได้มากขึ้นส่วนบุญเมื่อบุคคลทำแล้วเขาไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง มีแต่เกิดปราโมทย์ ปีติปัสสัทธิ สุข สมาธิ เพราะฉะนั้น บุญจึงมากขึ้น บุรุษผู้มีมือ มีเท้าขาดแล้วได้บูชาพระด้วยดอกบัวเพียงกำเดียว ก็จักได้เสวยผลถึง ๙๐ กัลปะด้วยเหตุนี้แหละจึงว่าบุญมากกว่า ขอถวายพระพร
อำนาจฤทธิ์และอำนาจกรรม
ข้าแต่พระนาคเสนสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า บรรดาภิกษุผู้เป็นสาวกของเรามหาโมคคัลลานะเป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์แล้วมีปรากฏว่าพระมหาโมคคัลลานะนั้นถูกพวกโจรทุบตีจนศีรษะแตกกระดูก เส้นเอ็นสมองกระดูกแหลกละเอียดเหมือนกับเมล็ดข้าวสารแล้วพระมหาโมคัลลานะก็ปรินิพพานด้วยอุปัทวะนั้น ดังนี้ ฯข้าแต่พระนาคเสน ถ้าพระมหาโมลคัลลานเถรเจ้า เป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์จริง ข้อที่ว่าพวกโจรทุบตีแหลกละเอียดจนปรินิพพานนั้นก็ผิดถ้าข้อที่ว่าถูกพวกโจรทุบตีแหละละเอียดจนปรินิพพานนั้นถูกข้อที่ว่าพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์นั้นก็ผิด ฯพระมหาโมคคัลลานะไม่สามารถกำจัดอุปฆาตการฆ่าตี อันจักมีแก่ตนด้วยฤทธิ์ได้หรือไม่อาจเป็นที่พึ่งของมนุษยโลกเทวโลกได้หรือ ฯปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิควรแก้ไข
ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสว่าพระมหาโมคคัลลานะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีฤทธิ์นั้นก็ถูกข้อที่ว่าพระมหาโมคคัลลานะ ถูกโจรทุบตีถึงดับขันธปรินิพพานนั้นก็ถูกแต่ข้อนั้นเป็นด้วยกรรมเข้ายึดถือ ฯ ข้าแต่พระนาคเสน สิ่งทั้งสองคืออิทธิวิสัยของผู้มีฤทธิ์ ๑ กรรมวิบาก ๑ เป็นอจินไตย ใคร ๆ ไม่ควรคิดไม่ใช่หรือ ฯขอถวายพระพร สิ่งที่ไม่ควรคิดทั้ง ๒ อย่างนี้ อย่างหนึ่งมีกำลังมากกว่าข้อนี้เปรียบเหมือนพระราชากับประชาชน พระราชาองค์เดียว ย่อมมีอำนาจครอบประชาชนฉันใดกรรมวิบากอันมีกำลังยิ่งกว่า ก็ครอบครองสิ่งทั้งปวงฉันนั้นกิริยาอย่างอื่นของผู้ที่กรรมเข้ายึดถือแล้ว ย่อมไม่ได้โอกาส ฯ มีบุรุษคนใดคนหนึ่งกระทำผิดพระราชอาญาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วย่อมไม่มีใครช่วยได้ มารดาบิดา พี่หญิงพี่ชาย มิตรสหายก็ช่วยไม่ได้ พระราชาต้องทรงลงโทษแก่ผู้นั้นตามความผิดของเขาฉันใดกรรมวิบากก็มีกำลังแรงกว่าฤทธิ์ ย่อมครอบงำฤทธิ์ได้ฉันนั้น ฯ อีกอย่างหนึ่งเมื่อไฟไหม้ป่าลุกลามมาใหญ่ ถึงจะตักน้ำไปดังตั้งพันโอ่ง ก็ไม่อาจดับได้สู้ไฟป่านั้นไม่ได้ เพราะไฟป่ามีกำลังมากกว่าฉันใด กรรมวิบากก็มีกำลังมากกว่าฤทธิ์ครอบงำฤทธิ์ได้ฉันนั้น ฯ เพราะฉะนั้นแหละมหาบพิตรพระมหาโมคคัลลานะผู้ที่กรรมเข้ายึดถือแล้ว จึงถูกพวกโจรทุบตีไม่สามารถกั้นกางได้ด้วยฤทธิ์ ฯ
กุศลและอกุศลให้ผลต่างกัน
ข้าแต่พระนาคเสนวิบากของบุคคลทั้ง ๒ คือผู้ทำกุศลกับผู้ทำอกุศล เสมอกันหรือต่างกันอย่างไร ฯขอถวายพระพร ต่างกัน คือ กุศลมีสุขเป็นวิบาก ทำให้ไปเกิดในสวรรค์อกุศลมีทุกข์เป็นวิบาก ทำให้ไปเกิดในนรก ฯ ข้าแต่พระนาคเสน มีคำกล่าวไว้ว่าพระเทวทัตมีแต่ดำอย่างเดียว ประกอบด้วยความดำอย่างเดียวส่วนพระโพธิสัตว์มีแต่ขาวอย่างเดียว ประกอบด้วยของขาวอย่างเดียวแต่มีกล่าวไว้อีกว่า พระเทวทัตเสมอกันกับพระโพธิสัตว์ ด้วยยศและพรรคพวกในชาตินั้นก็มี ยิ่งกว่าก็มี เช่นคราวหนึ่งพระเทวทัตได้เกิดเป็นบุตรปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลเทหยากเยื่อ แต่เป็นผู้มีวิชาร่ายวิชาให้เกิดผลมะม่วงได้นอกฤดูกาล เป็นอันว่าคราวนั้นพระโพธิสัตว์ต่ำกว่าพระเทวทัตด้วยชาติตระกูล ฯ ในคราวหนึ่งพระเทวทัตเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระโพธิสัตว์เกิดเป็นช้างของพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นอีกเรื่องหนึ่งพระเทวทัตเป็นมนุษย์ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นวานร อีกเรื่องหนึ่งพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยาช้างฉัตทันต์พระเทวทัตเกิดเป็นนายพรานฆ่าพระยาช้างฉัททันต์นั้นเสีย อีกเรื่องหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพรานป่า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกกระทา อีกเรื่องหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยากาสี ที่พันธุมดีนคร พระโพธิสัตว์เกิดเป็นขันติวาทีฤาษีถูกพระยากาสีให้ตัดมือตัดเท้าเสีย เรื่องเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าพระเทวทัตยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์ด้วยชาติตระกูล ยศ ศักดิ์ บริวาร ก็มีและยังมีอีกหลายเรื่อง เช่นเรื่องพระเทวทัตเกิดเป็นชีเปลือย ชื่อว่าโกรัมภิกะพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยานาค ชื่อปัณทรกะ อีกคราวหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นชฎิลฤาษีพระโพธิสัตว์เกิดเป็นสุกรใหญ่ อีกชาติหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นพระราชาผู้ทรงพระนามว่าอุปริจะ ผู้เที่ยวไปในอากาศได้พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกบิลพราหมณ์ราชครู อีกชาติหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นมนุษย์ชื่อว่า สามะ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยาเนื้อชื่อว่ารุรุ อีกชาติหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นนายพรานชื่อว่าสุสามะพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยาช้างเผือกถูกพระเทวทัตตัดเอางาไปถึง ๗ ครั้ง อีกชาติหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยาสุนัขจิ้งจอก เป็นใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในชมพูทวีปส่วนพระโพธิสัตว์เกิดเป็นวิธูรบัณฑิต เรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้นก็ชี้ให้เห็นว่าพระเทวทัตยิ่งกว่าด้วยชาติ ตระกูล ยศ ศักดิ์ บริวาร
ที่เสมอกันก็มี คือชาติหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยาช้างฆ่าลูกนางนกไส้พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นพระยาช้างอีกฝูงหนึ่งเหมือนกันคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นยักษ์ ชื่อว่า อธรรมพระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นยักษ์เหมือนกัน ชื่อว่า สุธรรมคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นนายเรือ เป็นใหญ่กว่าตระกูล ๕๐๐พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นนายเรือ เป็นใหญ่กว่าตระกูล ๕๐๐ เหมือนกัน อีกคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยาเนื้อ ชื่อว่าสาขะ พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นพระเนื้อเหมือนกันชื่อว่านิโครธ
ที่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็มีเช่นคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นปุโรหิตชื่อว่ากัณฑาลพราหมณ์พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชกุมาร ชื่อว่าจันทกุมาร อีกคราวหนึ่งเสมอกัน คือพระเทวทัตเกิดเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน ๕๐๐พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน ๕๐๐ เหมือนกัน อีกคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นมหาเสนาบดี มีชื่อว่า อลาตะ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนารทพรหมอีกคราวหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นพระราชากาสี พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นพระราชโอรสทรงพระนามว่า มหาปทุมกุมาร อีกคราวหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นพระราชามหาตปาตะพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชโอรส ถูกพระบิดาให้ตัดมือ เท้า และศีรษะเสียมาถึงชาติปัจจุบันนี้ บุคคลทั้ง ๒ นั้นก็ได้มาเกิดในตระกูลสักยะเหมือนกันแต่พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระเทวทัตก็ได้ออกบวชสำเร็จโลกิยฤทธิ์โยมจึงสงสัยว่า ข้อที่ว่า กุศลให้ผลเป็นสุข ทำให้เกิดในสวรรค์ อกุศลให้ผลเป็นทุกข์ทำให้เกิดในนรก กุศลและอกุศล มีผลไม่เสมอกัน แต่เหตุไรบางชาติ พระเทวทัตก็ยิ่งกว่าบางชาติก็เสมอกัน บางชาติก็ต่ำกว่า จะว่ามีผลไม่เสมอกันอย่างไร จะว่าต่างกันอย่างไรฯ ถ้าดำกับขาว มีคติเสมอกัน กุศลกับอกุศลก็ต้องมีคติเสมอกันพระคุณเจ้าข้า
ขอถวายพระพร กุศลกับอกุศล ไม่ใช่มีผลเสมอกันไม่ใช่ว่าพระเทวทัตจะทำผิดต่อคนทั้งปวงเสมอไป ส่วนพระโพธิสัตว์ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำความผิดเลย ผู้ใดทำผิดต่อพระโพธิสัตว์ ผู้นั้นก็ได้รับผลร้ายเวลาพระเทวทัตได้เกิดเป็นพระราชา ก็ได้ปกครองบ้านเมืองดีมีการให้สร้างสะพานสร้างสภาบุญญาลัยก็มี ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนขอทานก็มีแล้วเขาก็ได้รับสมบัติในชาตินั้น ด้วยผลแห่งบุญอันนั้น ใครไม่อาจกล่าวได้ว่าพระเทวทัตได้เสวยสมบัติด้วยไม่ได้ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม อบรมจิตใจเลยข้อที่มหาบพิตรตรัสว่า พระเทวทัตกับพระโพธิสัตว์พบกันเสมอนั้นไม่จริง ตั้งร้อยชาติพันชาติ แสนชาติก็ไม่พบกัน นานจึงจะพบกันสักชาติหนึ่งเหมือนกับเต่าตาบอดอยู่ในมหาสมุทร โผล่ขึ้นมาตั้งแสนครั้ง ก็ไม่พบขอนสักทีก็มีหรือเปรียบเหมือนกับการที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นของได้แสนยากฉะนั้นพระสารีบุตรเถรเจ้า ได้เกี่ยวเนื่องกับพระโพธิสัตว์ คือ เป็นบิดา เป็นปู่ เป็นอาเป็นพี่ชาย น้องชาย เป็นบุตร เป็นหลาน เป็นมิตร เป็นสหาย กันกับพระโพธิสัตว์ก็มีแต่ว่าหลายแสนชาติกว่าจะได้เกี่ยวเนื่องกันสักชาติหนึ่ง ด้วยเหตุว่าสัตว์ทั้งหลายในโลกสงสาร ที่ถูกกระแสสงสารพัดไป ย่อมพบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็มีพบกับสิ่งอันเป็นที่รักก็มี เหมือนกับน้ำที่ไหลบ่าไป ย่อมพบของสะอาดก็มีไม่สะอาดก็มี ดีก็มี ไม่ดีก็มี ฉะนั้น พระเทวทัตคราวเกิดเป็นยักษ์ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ยังแนะนำผู้อื่นไม่ให้ตั้งอยู่ในธรรมอีกแล้วไปตกนรกใหญ่อยู่ถึง ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี ส่วนพระโพธิสัตว์ เมื่อคราวเกิดเป็นยักษ์ตัวเองก็ตั้งอยู่ในธรรม ยังชักนำบุคคลเหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในธรรมอีกชาตินั้นได้ขึ้นไปเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสวรรค์ตลอด ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปีมาชาติปัจจุบันนี้ พระเทวทัตก็เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้า จนถึงกับทำสังฆเภทแล้วจมลงไปในพื้นดิน ส่วนพระตถาคตตรัสรู้ธรรมทั้งปวงแล้วก็ดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง จึงควรเห็นว่า กุศลกับอกุศล ให้ผลต่างกันมากขอถวายพระพร ฯ
กำลังแห่งกุศลและอกุศล
ข้าแต่พระนาคเสน กุศลกับอกุศล อย่างไหนยิ่งกว่ากัน มีกำลังกว่ากัน ฯขอถวายพระพร กุศลยิ่งกว่า มีกำลังแรงกว่า ฯ ข้าแต่พระนาคเสน โยมไม่เชื่อว่ากุศลยิ่งกว่า มีกำลังแรงกว่า เห็นอยู่ทั่วกันว่า ผู้ทำปาณาติบาต ฆ่ามนุษย์ผู้ทำอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปล้นชาวบ้าน ปล้นคนเดินทาง ฉ้อโกงหลอกลวงทั้งสิ้น ย่อมถูกลงโทษต่าง ๆ คือถูกตัดมือก็มี ตัดเท้าก็มี ตัดหูตัดจมูกก็มี เอาหม้อข้าวครอบหัวก็มีถลกหนังแล้วขัดด้วยหินหยาบให้ขาวเหมือนสังข์ก็มี ทำปากราหู คือจุดไฟยัดเข้าปากก็มีเอาน้ำมันร้อน ๆ เทราดก็มี ให้สุนัขกัดกินก็มี เสียบหลาวไว้ทั้งเป็นก็มีตัดศีรษะด้วยดาบก็มี ฯ พวกทำบาปในกลางคืนได้รับผลบาปในกลางคืนก็มีพวกทำบาปกลางคืนได้รับผลบาปกลางวันก็มี พวกทำบาปกลางวัน ได้รับผลบาปกลางวันก็มีบางพวกก็ได้รับกลางคืน บางพวกล่วงไป ๒ - ๓ วันจึงได้รับ เป็นอันว่าพวกทำบาปทั้งสิ้น ได้รับผลในทันตาเห็น ส่วนผู้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์องค์เดียวหรือ ๒องค์ ๓ องค์ ๔ องค์ ๕ องค์ ๑๐ องค์ ๑๐๐ องค์ พันองค์ แสนองค์ จึงได้รับผล คือทรัพย์ หรือ ยศ หรือ สุข ในปัจจุบันก็มี บางคนก็ได้เสวยสมบัติ ด้วยศีล ๕ ก็มีด้วยศีล ๘ ก็มี ฯ ขอถวายพระพร บริษัททั้ง ๔ นี้ ให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมแล้วไปสวรรค์ทั้งเป็นก็มีอยู่ ฯ คือ ใครบ้าง พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพรคือพระเจ้ามันธาตุ ๑ พระเจ้าเนมิ ๑ พระเจ้าสาธินะ ๑ โคติตพราหมณ์ ๑ วิเนโสวาที ๑ ฯข้าแต่พระนาคเสน เรื่องบุคคลทั้ง ๔ นั้น เป็นเรื่องนานหลายพันชาติมาแล้วถ้าพระผู้เป็นเจ้าสามารถจงบอกเรื่องที่มีอยู่ในครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ว่า ผู้ที่ทำบุญแล้วได้ผลทันตาเห็นนั้นคือใครบ้าง ฯ ขอถวายพระพร คือ นายปุณณกะ ผู้เป็นทาสของเศรษฐีซึ่งได้ใส่บาตรพระสารีบุตรเถรเจ้า แล้วได้เป็นเศรษฐีในวันนั้น ฯพระนางโคปาลมาตาเทวี ตัดมวยผมออกขาย ได้เงิน ๘ กหาปณะ แล้วซื้ออาหารถวายแก่พระ ๘องค์ มีพระมหากัจจายนเถรเจ้าเป็นประธานแล้วได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนในวันนั้น ๑ นางสุปิยาอุบาสิกาเชือดเนื้อขาออกปิ้งถวายพระอาพาธองค์หนึ่งแล้วรุ่งขึ้นก็มีเนื้องอกขึ้นเต็มเป็นปกติ ๑นางมัลลิกาได้เอาขนมถั่วใส่บาตรพระพุทธเจ้าแล้วได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลในวันนั้น ๑นายสุมนมาลาการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกมะลิ ๘ กำมือแล้วได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชาสิ่งละ ๘ ในวันนั้น ฯเป็นอันว่าบุคคลทั้งสิ้นนี้ ได้ทรัพย์ ยศ ในชาติปัจจุบันนี้ ขอถวายพระพร ฯข้าแต่พระนาคเสน ท่านพิจารณาเห็นเพียง ๖ คนเท่านี้หรือ ฯ เพียง ๖คนเท่านี้แหละมหาบพิตร ฯ ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าอย่างนั้น อกุศลก็มีกำลังยิ่งกว่าเพราะว่า คราวหนึ่งโยมได้เห็นบุรุษคราวละ ๑๐ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ๔๐ คน ๕๐ คน ๑๐๐ คนพันคน ถูกเสียบหลาวทั้งเป็นด้วยผลบาปของเขา ฯ บุตรของเสนาบดี แห่งพระเจ้าจันทคุตชื่อว่าภัททบาล ได้เกิดทำสงครามกับพระเจ้าจันทคุต ฯ ในการทำสงครามกลางเมืองคราวนั้นพลนิกายทั้ง ๒ ฝ่ายต่างก็มีมือถือดาบอันคมกล้า ฆ่าฟันกันล้มตายเป็นอันมากการที่พวกนั้น ถึงความพินาศอย่างนั้น ก็เพราะผลของบาปกรรม เหตุอันนี้แหละโยมจึงว่าอกุศลมีกำลังยิ่งกว่า ฯ โยมได้ฟังมาว่า พระเจ้าโกศลได้ถวายอสทิสทานในครั้งพระพุทธองค์ยังทรงดำรงอยู่ จริงไหม ฯ จริง มหาพิตร ฯ ข้าแต่พระนาคเสนพระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานนั้นแล้ว ได้ทรัพย์ ยศ หรือสุขอย่างใดอย่างหนึ่งในปัจจุบันหรือไม่ ฯ ไม่ได้ มหาบพิตร ฯ ถ้าไม่ได้ ก็เป็นอันว่าอกุศลมีกำลังยิ่งกว่า
ขอถวายพระพร อกุศลย่อมให้ผลเร็วเพราะเป็นของเล็กน้อย ส่วนกุศลย่อมให้ผลช้า เพราะเป็นของใหญ่ ฯ ความข้อนี้ควรทราบด้วยอุปมา ฯ คือ ในอปรันตชนบท มีธัญญชาติชนิดหนึ่งชื่อว่ากุมุทธภัณฑิกาอันจัดเป็นข้าวเบา หว่านลงในนาเดือนเดียวก็ได้ผล ส่วนข้าวสาลีต้อง ๕ - ๖ เดือนจึงจักได้ผล ข้อนี้ มหาบพิตร เป็นเพราะอะไร ฯ โยมว่า เป็นเพราะข้าวกุมุทธภัณฑิกาเป็นของเล็กน้อย ส่วนข้าวสาลีเป็นของใหญ่ เพราะเป็นข้าวเสวยของพระราชาส่วนข้าวกุมุทธกัณฑิกา เป็นข้าวของพวกทาสกรรมกร ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรเพราะอกุศลเป็นของเล็กน้อย จึงให้ผลเร็ว ส่วนกุศลเป็นของใหญ่ จึงให้ผลช้า ฯข้าแต่พระนาคเสน สิ่งใดให้ผลเร็ว สิ่งนั้นชื่อว่า มีกำลังยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นอกุศลจึงมีกำลังยิ่งกว่า เหมือนกับพลรบที่เข้าสู่สนามรบ ผู้ใดจับศัตรูมาได้เร็วผู้นั้นชื่อว่าผู้แกล้วกล้าสามารถ ฯ หมอผ่าตัดคนใด ถอนลูกศรออกได้เร็วหมอผ่าตัดคนนั้นชื่อว่าหมอฉลาด คนนับคนใดนับได้เร็ว คนนับคนนั้นก็ชื่อว่าเก่งคนปล้ำคนใด จับคู่ปล้ำด้วยกันฟาดลงทั้งหงาย คนปล้ำคนนั้นก็ชื่อว่าแกล้วกล้าสามารถข้อเปรียบเหล่านี้ฉันใด กุศลหรืออกุศลใดสามารถให้ผลแล้วกุศลหรือกุศลนั้นก็ชื่อว่ามีกำลังยิ่งกว่า ฉันนั้น
ขอถวายพระพรกรรมทั้ง ๒ นี้ เป็นกรรมให้ผลในชาติที่ ๒ รองจากชาตินี้ลงไป อีกอย่างหนึ่งอกุศลที่ให้ผลในปัจจุบันนั้น เป็นเพราะมีโทษมาก ฯ กษัตริย์ก่อน ๆ ทรงกำหนดโทษไว้ว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่น ขโมยผู้อื่น เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น กล่าวเท็จปล้นบ้านเมืองแย่งชิงคนเดินทาง ทำของปลอม ทำการหลอกลวง ผู้นั้นต้องได้รับโทษอาญาคือ ฆ่าหรือตัดอวัยวะ หรือเฆี่ยนตี อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ แล้วพระราชาเหล่านั้นก็ลงโทษตามที่ทรงกำหนดไว้ ฯ ส่วนผลของทาน ศีล มีผู้กำหนดไว้หรือไม่ว่าผู้ใดให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม พระราชาต้องพระราชทาน ทรัพย์ ยศ แก่ผู้นั้นเหมือนกับการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย ฯ ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพร ถ้ามีกุศลก็ต้องให้ผลทันตาเห็นแก่ผู้ให้ทานทั้งนั้น แต่เพราะไม่มีพระราชกำหนดกฎหมายไว้กุศลจึงไม่ให้ผลทันตาเห็นเสมอไป ส่วนในภพต่อ ๆ ไป เขาก็ได้ผล มีกำลังยิ่งกว่าสำหรับอกุศลไม่ใช่อย่างนั้น ฯ
การทำบุญให้ผู้ตาย
ข้าแต่พระนาคเสนพวกทายกให้ทานแล้ว อุทิศให้แก่บุพพเปตชน ผู้ตายไปก่อนแล้วว่าขอทานนี้จงถึงแก่พวกนั้น ดังนี้ ฯ ขอถามว่า พวกนั้นได้รับผลจากทานนั้นบ้างหรือ ฯขอถวายพระพร บางพวกก็ได้รับ บางพวกก็ไม่ได้รับ ฯ พวกไหนได้รับ พวกไหนไม่ได้รับพระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพร พวกเกิดในนรก สวรรค์ ดิรัจฉาน ๓ จำพวกนี้ ไม่ได้รับเปรตอีก ๓ จำพวก คือ จำพวกอสุรกาย จำพวกหิวกระหายเหลือเกิน จำพวกหิวอาหารมากจนไฟลุกในท้อง ไม่ได้รับ ได้รับแต่จำพวกปรทัตตูปชีวี คืออาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีวิตจำพวกเดียวเท่านั้น
ข้าแต่พระนาคเสนถ้าอย่างนั้น ทานที่พวกทายกให้ ก็เป็นทานเสียเปล่า ไม่มีผลเพราะพวกบุพพเปตชนไม่ได้รับ ฯ พระนาคเสนตอบว่า จะไม่มีผลหามิได้เพราะพวกทายกยังได้รับผลแห่งทานนั้นอยู่ ฯ พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสขึ้นว่าถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอ้างเหตุให้โยมเข้าใจ ฯ พระนาคเสนตอบว่าขอถวายพระพร เหมือนอย่างว่า มีคนพวกใดพวกหนึ่ง จัด ปลา เนื้อ สุรา อาหารส่งไปให้แก่พวกญาติ ถ้าพวกญาติไม่รับไว้ ข้าว น้ำ ที่ส่งไปทั้งปวงนั้นจะเสียเปล่าหรืออย่างไร ฯ ไม่เสียเปล่า พระผู้เป็นเจ้า ของนั้นเขาต้องส่งกลับมาให้เจ้าของอีก ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรถึงพวกบุพพเปตชนไม่ได้รับผลทานนั้นพวกทายกก็ยังได้รับ ฯ อีกอย่างหนึ่งอาตมภาพขอถามว่า เมื่อบุรุษเข้าไปในห้อง ไม่มีประตูทะลุออกไป เขาจะออกทางไหนฯเขาต้องออกทางที่เข้าไปผู้เป็นเจ้าฯข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรพวกทายกก็ยังได้รับผลทานนั้นอยู่ ฯ
มนุษย์ตายต่าง ๆกัน
ข้าแต่พระนาคเสน สัตว์บุคคลทั้งสิ้นตายในเวลาที่ควรตายทั้งนั้น หรือว่าตายในเวลาที่ไม่ควรตายก็มี ฯ ขอถวายพระพรตายในเวลาควรตาย อันเรียกว่า กาลมรณะก็มี ตายในเวลายังไม่ควรตาย อันเรียกว่าอกาลมรณะก็มี ฯ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พวกไหนตายในเวลาควรตายพวกไหนตายในเวลายังไม่ควรตาย ฯ ขอถวายพระพร ต้นมะม่วงหรือต้นไม้อื่น ๆที่มีผลหล่นไปแต่กำลังตั้งช่อก็มี หล่นไปในเวลามีขั้วแล้วก็มีหล่นไปในเวลาโตเท่าหัวแมลงวันก็มี หล่นไปในเวลาดิบก็มี หล่นไปในเวลาสุกก็มีมหาบพิตร เคยเห็นบ้างไหม ฯ เคยเห็น พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพรผลไม้ที่หล่นไปในเวลาสุก เรียกว่า หล่นไปในเวลาที่ควรหล่น ส่วนผลไม้นอกนั้นเรียกว่า หล่นไปในเวลายังไม่ควรหล่น คือ หล่นไปด้วยหนอนเจาะก็มี นกจิกก็มีลมพัดก็มี เน่าก็มี เรียกว่าหล่นไปในเวลาที่ยังไม่ควรหล่นทั้งนั้น ฉันใดพวกที่ตายในเวลาชรา เรียกว่าตายในเวลาอันควรตายทั้งนั้น นอกนั้นเรียกว่าตายในเวลายังไม่ควรตาย คือ บางพวกก็ตายด้วยกรรมแทรก บางพวกก็ตายด้วยคติคือคติอันหนักชักไป บางพวกก็ตายด้วยกิริยา ฯ ข้าแต่พระนาคเสน เป็นอันว่าพวกตายด้วยกรรมชักไปก็ดี ตายด้วยคติชักไปก็ดี ตายด้วยกิริยาชักไปก็ดีตายด้วยชราครอบงำก็ดี เรียกว่าตายในเวลาควรตายทั้งนั้น ฯก็ผู้ที่พอออกจากท้องมารดาก็ตาย หรือตายในห้องคลอด หรือตายในเวลามีอายุ ๕ - ๖ เดือนหรือตายในเวลามีอายุ ๑ เดือน หรือตายในเวลามีอายุ ๗ ปีโยมก็เห็นว่าตายในเวลาควรตายทั้งนั้น ถ้าความเห็นนี้ถูก อกาลมรณะ คือการตายในเวลายังไม่ควรตายก็ไม่มี เรียกว่าตายในเวลาที่ควรตายด้วยกันทั้งสิ้น
ขอถวายพระพรผู้ที่ตายในเวลาอายุยังจะมีอยู่อีก มีอยู่ ๗ จำพวก คือ พวกหิวจัดตายก็มีกระหายน้ำจัดตายก็มี ถูกงูกัดตายก็มี ถูกยาพิษตายก็มี ถูกไฟไหม้ตายก็มีตกน้ำตายก็มี ถูกศัตรูตายก็มี ถูกยาพิษตายก็มี ถูกไฟไหม้ตายก็มี ตกน้ำตายก็มีถูกศัตรูตายก็มี พวกนี้เรียกว่าตายในเวลายังไม่ควรตายทั้งนั้น ฯอันความตายของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีด้วยเหตุ ๘ อย่าง คือ ลมกำเริบ ดีกำเริบเสมหะกำเริบ สิ่งทั้ง ๓ นี้กำเริบ ฤดูแปรปรวน บริหารร่างกายไม่ดี ถูกผู้อื่นกระทำกรรมให้ผลรวมเป็น ๗ จำพวกด้วยกัน ฯ ตายด้วยกรรมให้ผล เรียกว่า ตายสมควรแก่กรรมของตนนอกนั้นเรียกว่าตายไม่สมควรแก่กรรม ฯ คือ บุคคลบางพวกตายด้วยกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนฯ ผู้ใด ทำให้ผู้อื่นอดตายไว้ในชาติก่อน ผู้นั้นต้องตายด้วยความอดอยากหลายพันปีบางทีตายด้วยความอดอยากในเวลาเป็นเด็กก็มี ในเวลากลางคนก็มี ในเวลากลางอายุก็มีในเวลาแก่ก็มี ผู้ใดทำให้ผู้อื่นอดน้ำตายไว้ในชาติปางก่อนผู้นั้นต้องอดน้ำตายหลายพันปี คือ อดน้ำตายในเวลาเป็นเด็กก็มี กลางคนก็มีแก่ก็มี ฯผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยให้งูกัดสัตว์ต่อยผู้นั้นก็ต้องตายด้วยงูกัดสัตว์ต่อยอยู่หลายพันชาติ ตายในเวลายังเป็นเด็กก็มีกลางคนก็มี แก่ก็มี ฯ ผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยยาพิษผู้นั้นก็ต้องตายด้วยยาพิษหลายพันชาติ ตายในเวลายังเป็นเด็กก็มี เป็นผู้ใหญ่ก็มีแก่ก็มี ฯ ผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยไฟ ผู้นั้นต้องตายด้วยไฟหลายแสนชาติ ฯผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยน้ำ ผู้นั้นก็ต้องตายด้วยน้ำหลายแสนชาติ คือ ตกน้ำตายจมน้ำตาย ฯ ผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยศัตรา ผู้นั้นก็ต้องตายด้วยศัตราหลายแสนชาติ ฯการตายของพวกเหล่านี้ เรียกว่าตายสมควรแก่กรรมทั้งนั้น
ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าเห็นว่าตายในเวลาไม่ควรตาย อันเรียกว่า อกาลมรณะมีอยู่ ขอนิมนต์แสดงอกาลมรณะให้โยมฟัง ฯขอถวายพระพร กองไฟใหญ่ที่ไหม้หญ้า ไหม้ไม้ กิ่งไม้หมดแล้วดับไป กองไฟใหญ่นั้นชื่อว่าดับในเวลาควรดับหรือ ฯ อย่างนั้นพระผู้เป็นเจ้า ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานตาย เรียกว่าตายในเวลาควรตาย ฯ อีกอย่างหนึ่งกองไฟใหญ่ที่ยังไหม้เชื้อไม่หมด แต่มีฝนแสนห่าตกลงมาทำให้ดับกองไฟใหญ่นั้นจะชื่อว่าดับหรือไม่ ฯ เรียกไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า ฯ เพราะอะไรมหาบพิตร กองไฟอย่างหลังจึงไม่มีคติเสมอกับกองไฟอย่างก่อน ฯ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าเพราะกองไฟอย่างหลังถูกน้ำที่มาใหม่เบียดเบียน จึงได้ดับไป ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร ผู้ที่ตายด้วยโรคอันมีลม หรือดี หรือเสมหะเป็นสมุฏฐาน หรือสิ่งทั้ง ๓กำเริบ หรือฤดูแปรปรวน การรักษาร่างกายไม่ดี ถูกผู้อื่นกระทำ หิว กระหาย ถูกยาพิษถูกไฟไหม้ จมน้ำ ถูกศัตราตาย เหล่านี้ เรียกว่าตายในเวลายังไม่ควรตายทั้งนั้นเหตุที่ให้ตายในเวลายังไม่ควรตาย ได้แก่โรคเป็นต้น อย่างที่ว่ามานี้แหละขอถวายพระพร
อีกอย่างหนึ่ง เมฆตั้งขึ้นในท้องฟ้าเมื่อจะทำที่ลุ่มที่ดอนให้เต็มก็เป็นฝนตกลงมา เมฆนั้นไม่มีสิ่งใดที่กีดขวางก็ตกลงมาได้ไม่ใช่หรือ ฯ อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรคือผู้มีชีวิตอยู่นานก็ตายไปเอง ฯ อีกอย่างหนึ่ง เมฆตั้งขึ้นในท้องฟ้าแล้วมีลมมาพัดไป จะเป็นฝนตกลงมาได้ไหม ฯ ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า ฯ เพราะเหตุไรมหาบพิตร เมฆอย่างหลังกับอย่างก่อน จึงไม่มีคติเสมอกัน ฯ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าเพราะเมฆอย่างหลังถูกลมพัดไปเสีย จึงเป็นฝนตกลงมาไม่ได้ ฯ ข้อที่ตายในเวลาไม่ควรตายก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ฯ
ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่งอสรพิษที่มีฤทธิ์แรงกล้า ได้โกรธ กัดบุคคลใดคนหนึ่งให้ถึงความตายไม่มียาแก้ได้พิษของงูนั้น เรียกว่าถึงซึ่งที่สุดฉันใดผู้ที่มีอายุอยู่นานสิ้นอายุแล้วก็ตายไปฉันนั้น ฯ อีกอย่างหนึ่ง ผู้ที่ถูกกัดแต่มียาฆ่าพิษนั้นเสีย พิษนั้นเรียกว่า หมดไปในเวลาที่ควรหมดหรือไม่ ฯ ไม่เรียกพระผู้เป็นเจ้า ฯ เพราะเหตุไร มหาบพิตร พิษงูอย่างก่อนกับอย่างหลัง จึงไม่เหมือนกันฯ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พิษงูอย่างก่อนถกยากำจัดเสีย จึงหมดไปในเวลายังไม่ควรหมด ฯข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร ผู้ที่ตายในเวลายังไม่หมดอายุก็เรียกว่าตายในเวลาไม่ควรทั้งนั้น
ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่งนายขมังธนูยิงลูกธนูไป ลูกธนูนั้นจะต้องไปจนสุดกำลังในเมื่อไม่มีสิ่งใดกีดขวางฉันใด ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็ตายด้วยสิ้นอายุฉันนั้น ลูกธนูที่มีสิ่งขัดขวางก็ไปไม่ถึงที่สุดฉันใดพวกมีสิ่งขัดขวางก็ตายในเวลายังไม่ถึงที่สุดแห่งอายุฉันนั้น
อีกอย่างหนึ่งเสียงภาชนะทองเหลืองที่มีผู้ตี จะต้องดังไปจนสุดเสียง ในเมื่อไม่มีสิ่งขัดขวางฉันใด บุคคลก็จักตายในเวลาแก่ เวลาสิ้นอายุในเมื่อไม่มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งฉันนั้น ฯ เสียงภาชนะทองเหลือง ถ้ามีสิ่งขัดขวางก็ดังไปไม่ถึงที่สุดฉันใดสัตว์ทั้งหลายถ้ามีสิ่งขัดขวาง ก็ตายในเวลาไม่สิ้นอายุฉันนั้น
อีกอย่างหนึ่ง พืชที่บุคคลหว่านลงในนาที่ดี ถ้าฝนตกดีและไม่มีสิ่งเบียดเบียนก็จักงอกงามดี ฉันใดสัตว์ทั้งหลายถ้าไม่มีอันตรายมาแทรกแทรงก็จะอยู่ไปจนกระทั่งสิ้นอายุฉันนั้น ฯพืชที่เขาปลูกหว่านไว้ ถ้าขาดน้ำก็ตาย เรียกว่ามีสิ่งขัดขวางฉันใด สัตว์ทั้งหลายถ้ามีอันตรายก็ตายก่อนสิ้นอายุฉันนั้น
ขอถวายพระพรมหาบพิตรได้เคยทรงสดับหรือไม่ว่า มีหนอนเกิดในต้นข้าวอ่อน ๆ กัดกินกระทั่งราก ฯเคยได้สดับ ทั้งได้เคยเห็นด้วย พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพร ข้าวนั้นเรียกว่าเสียไปในเวลาอันควรเสียหรือไม่ ฯ ไม่เรียก พระผู้เป็นเจ้า ฯข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร ผู้ที่ตายด้วยอันตรายต่าง ๆ ในระหว่างอายุ ก็เรียกว่าตายในเวลาไม่ควรตาย
ขอถวายพระพร มหาบพิตรได้เคยทรงสดับหรือไม่ว่าเมื่อข้าวกำลังออกรวง มีฝนห่าใหญ่ตกลงมาทำให้ข้าวร่วงไปหมด ฯเคยได้สดับทั้งได้เห็นด้วย พระผู้เป็นเจ้า ข้าวกล้าที่เสียไปด้วยฝนนั้นเรียกว่าเสียไปในเวลาไม่ควรเสียฉันใด ผู้ที่ตายด้วยโรคภัยต่าง ๆ ในระหว่างอายุก็เรียกว่าตายในเวลาไม่ควรตายฉันนั้น
๑สังยุตตนิการ สคาถวรรค. ๑๕/๘๐๓
บรรณานุกรม
๑.พระไตรปิฎกภาษาไทย (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ) เล่มที่๒๕-๓๓โรงพิมพ์มหาจุฬาราชวิทยาลัย ๒๕๓๙
๒. พระศรีวิสุทธิโสภณ (วิลาสญาณวโร ป.ธ. ๙) ภูมิวิลาสินีธนาคารกรุงเทพจำกัดพิมพ์เพื่อบำรุงและส่งเสริมวรรณกรรมไทย , ๒๕๑๓
๓. สุชีพ ปุญญานุภาพ ,พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนโรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย , กรุงเทพ ฯ , ๒๕๒๔
๔. พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มูลปัณณาสก์เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย , กรุงเทพ ฯ , ๒๕๒๕
๕. พระสุตตันตปิฎกมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย , กรุงเทพฯ
๖. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พุทธธรรม ,โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , กรุงเทพ ฯ , ๒๕๔๒
๗. พระเทพดิลกพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกายเล่ม ๑พิมพ์ที่โรงพิมพ์มหามกุฏราวิทยาลัย , กรุงเทพ ฯ , ๒๕๔๓
๘. พระเทพมุนี (วิลาส ญาณวโร ป.ธ. ๙)กรรมทีปนีพิมพ์ที่สำนักพิมพ์สุภา , ๒๕๑๗
๙. สุนทร ณ รังษี (รศ. ดร.)พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎกสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ,กรุงเทพ ฯ , ๒๕๔๑
๑๐. พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ) โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย , กรุงเทพ ฯ , ๒๕๓๘
๑๑. พระธรรมมหาวีรานุวัตร, มิลินทปัญหาฉบับพร้อมอรรถกถา ฎีกา มหานคร พิมพ์ที่โรงพิมพ์ลูก ส. ธรรมภักดี, ๒๕๐๙
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี