บทที่  ๒

กำเนิด


 พุทธศาสนาได้จำแนกสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในโลกตามลักษณะของการเกิดออกเป็น ๔ ประเภท ซึ่งมีพระพุทธพจน์อธิบายไว้ดังนี้
 ดูกรสารีบุตรกำเนิดมี ๔ ประการเหล่านี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ อัณฑชะกำเนิด ชลาพุชะกำเนิดสังเสททชะกำเนิด โอปปาติกะกำเนิด
 ดูกรสารีบุตร ก็อัณฑชะกำเนิดเป็นไฉนสัตว์ทั้งหลายเหล่าใด เกิดชำแรกเปลือกแห่งฟองไข่ออกมาเราเรียกสัตว์ที่เกิดในลักษณะนี้ว่า อัณฑชะกำเนิด ชลาพุชะกำเนิดเป็นไฉนสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดเกิดโดยคลอดออกมาจากมดลูก เราเรียกสัตว์ที่เกิดในลักษณะนี้ว่าชลาพุชะกำเนิด สังเสทชะกำเนิดเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดย่อมเกิดในปลาเน่าในซากศพเน่า ในขนมบูด หรือในน้ำครำ ในหลุมโสโครกเราเรียกสัตว์ที่เกิดในลักษณะนี้ว่า สังเสทชะกำเนิด ดูกรสารีบุตรโอปปาติกะกำเนิดเป็นไฉน เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก เปรต บางจำพวกสัตว์ดังกล่าวนี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำเนิด ดูกรสารีบุตร กำเนิดมี ๔ประการดังกล่าวนี้
 การเกิดขึ้นของสัตว์โลกตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้ล้วนแต่เป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งสิ้นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติก็คือการเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยในธรรมชาติไม่ได้เป็นการเกิดขึ้นด้วยการดลบันดาลหรือตามเจตจำนงของพระเป็นเจ้าองค์ใดหากเกิดขึ้นและดำเนินไปตามกำอิทัปปัจจยตาคือกฎแห่งความเป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวโยงเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่
 กำเนิดประเภทอัณฑชะเป็นกำเนิดของสัตว์ที่เริ่มต้นเป็นฟองไข่ แล้วฝังเป็นตัวออกจากไข่ในภายหลังทุกชนิดเช่น เป็ด ไก่ นก จิ้งจก จระเข้ ฯลฯ ประเภทชลาพุชะเป็นกำเนิดของสัตว์ที่คลอดเป็นตัวออกมาจากมดลูกของตัวที่เป็นแม่ทุกชนิด เช่น วัวควาย แพะ แกะ มนุษย์ ฯลฯ ประเภทสังเสทชะเป็นกำเนิดของสัตว์ที่เกิดขึ้นในซากของสัตว์ที่เน่า ในอาหารที่บูดเน่าในน้ำครำหรือน้ำโสโครก สัตว์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ก็เช่น หนอนชนิดต่าง ๆ ไรน้ำจุลินทรีย์ที่เกิดในน้ำครำ ฯลฯ
 การเกิดมีขึ้นของสัตว์โลกใน ๓ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสธรรมดาจึงไม่มีปัญหาที่จะต้องพิจารณามาก แต่การเกิดขึ้นของสัตว์โลกประเภทที่ ๔ที่เรียกว่า โอปปาติกกะนั้น ประสาทสัมผัสธรรมดาของเรารับรู้ไม่ได้คนธรรมดาสามัญที่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับรับรู้ประเภทนี้โดยเฉพาะจึงไม่อาจรู้ได้
 ตามทรรศนะของพุทธศาสนาผู้ที่สามารถรับรู้การมีอยู่ของสัตว์โลกประเภทนี้ได้ก็มีแต่ผู้ที่เจริญสมาธิจนกระทั่งได้ทิพยจักษุญาณเท่านั้น ผู้ที่ได้ทิพยจักษุญาณไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น เช่นโยคีของศาสนาฮินดูบางคนก็สามารถมีญาณพิเศษชนิดนี้ได้พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่ว่า สามารถได้ทิพยจักษุญาณทุกองค์มีแต่ท่านที่ได้อภิญญา ๖ หรือวิชชา ๓ เท่านั้นที่มีญาณพิเศษชนิดนี้ส่วนพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสกที่สามารถทำกิเลสให้หมดสิ้นไป แต่ไม่ได้อภิญญา ๖หรือวิชชา ๓ ก็ไม่สามารถมีทิพยจักษุได้ อนึ่ง อภิญญานั้นถ้าเป็นเพียงโลกิยอภิญญา ๕ผู้ที่เป็นปุถุชนแต่เจริญสมาธิจนกระทั่งได้รูปญาณที่ ๔ ก็สามารถได้อภิญญา ๕ที่มีทิพยจักษุรวมอยู่ด้วยได้ผู้ที่เจริญสมาธิจนกระทั่งได้อภิญญาไม่ว่าจะเป็นพระอริยบุคคลหรือปุถุชนถ้าปรารถนาจะเห็นก็สามารถมองเห็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะได้แต่ถ้าไม่ปรารถนาจะเห็นก็มองไม่เห็น คงเห็นอะไรต่าง ๆด้วยตาธรรมดาเช่นเดียวกับคนธรรมดาทั่วไปทิพยจักษุจึงเป็นอุปกรณ์พิเศษที่สามารถใช้เพื่อรับรู้การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตในโลกทิพย์ที่สามารถพัฒนาให้เกิดมีขึ้นมาได้เช่นเดียวกับกล้องจุลทรรศน์สำหรับส่องดูสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ตาธรรมดามองไม่เห็นซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้ฉันใดฉันนั้น
 สัตว์โลกประเภทโอปปาติกะได้แก่สัตว์ที่เกิดมีร่างกายเติบโตขึ้นมาในทันทีทันใด โดยไม่ต้องมีบิดามารดาตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ดังกล่าวได้แก่ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวกและเปรตบางจำพวก สำหรับมนุษย์นั้นโดยทั่วไป เป็นสัตว์โลกประเภทชลาพุชะซึ่งเกิดมีขึ้นโดยคลอดออกมาจากครรภ์มารดาส่วนที่ว่ามนุษย์บางจำพวกเป็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะนั้น ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ไม่เคยมีตัวอย่างให้เห็น จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นอย่างไรเปรตโดยทั่วไปก็เป็นเช่นเดียวกับสัตว์นรก คือเป็นโอปปาติกะ ซึ่งชี้บ่งว่า "มีเปรตบางจำพวก" ที่ไม่ใช่โอปปาติกะ ถ้าไม่ใช่เป็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะก็จะต้องเป็นสัตว์ที่มีกำเนิดอย่างใดอย่างหนึ่งในอีก ๓ อย่าง คือ อัณฑชะ ชลาพุชะหรือสังเสทชะ เรื่องนี้ก็ไม่เคยพบคำอธิบายที่ชัดเจนในคัมภีร์ใดจึงไม่อาจทราบได้เช่นกันว่าเป็นอย่างไร
 กำเนิด ๔ ดังกล่าวมาแล้วเป็นการแบ่งประเภทของสัตว์โลก ตามลักษณะของการเกิดที่แตกต่างกัน ๔ อย่างโดยมนุษย์ตามที่เราทราบจัดอยู่ในประเภทชลาพุชะกำเนิด ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๔ อย่างนั้นโดยที่พุทธศาสนามีมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลางของปัญหาทั้งปวงที่ยกขึ้นมาพิจารณานอกจากจะทรงแสดงเกี่ยวกับกำเนิด ๔ ดังกล่าวแล้ว ในพระสูตรเดียวกันคือมหาสีหนาทสูตรพระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงคติ ๕ซึ่งเป็นทางไปหรือที่ไปหลังจากตายแล้วของมนุษย์ไว้ด้วย
 ดูกรสารีบุตรคติมี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการเป็นไฉน
 คือนรก กำเนิดเดียรัจฉานเปตวิสัย มนุษย์ เทวดา ดูกรสารีบุตร เรา
 ย่อมรู้ชัดซึ่งนรกทางที่ยังสัตว์ให้เข้าถึงนรก อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประ
 การใดหลังจากตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
 นรกเราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
 ดูกรสารีบุตรเราย่อมรู้ชัดซึ่งกำเนิดเดียรัจฉานทางที่ยังสัตว์
 ให้ถึงกำเนิดเดียรัจฉานและการปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดเดีย
 รัจฉาน อนึ่งสัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด หลังจากตายเพราะกายแตก
 ย่อมเข้าถึงเดียรัจฉานเราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
 ดูกรสารีบุตรเราย่อมรู้ชัดซึ่งเปตวิสัยทางที่ยังสัตว์ให้ถึง
 เปตวิสัยและการปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงเปตวิสัยเราย่อมรู้ชัดซึ่ง
 เหล่ามนุษย์ ทางอันยังสัตว์ให้ถึงมนุษยโลกและการปฏิบัติอันยัง
 สัตว์ให้ถึงมนุษยโลกเราย่อมรู้ชัดซึ่งเทวดาทั้งหลาย ทางที่ยังสัตว์
 ให้ถึงเทวโลกและการปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก เราย่อมรู้
 ชัดซึ่งนิพพานทางที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน และการปฏิบัติอันยัง
 สัตว์ให้ถึงนิพพานอนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด ย่อมทำให้แจ้งซึ่ง
 เจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
 สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เราย่อมรู้
 ชัดซึ่งประการนั้นด้วย

มหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๑๖๔มหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๑๗๐, อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, ๒๓/๒๗๒


คติ ๕


 คำว่า คติ แปลว่าทางดำเนิน ที่ไปถึง หรือที่ไปเกิดหลังจากตายแล้วของผู้ที่ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏแบ่งตามภาวะของภูมิที่จะไปเกิดก็มี ๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัยมนุษย์ และเทวดา แต่ถ้าแบ่งโดยถือเอาคุณลักษณะที่ดีและไม่ดี เป็นเกณฑ์กำหนดคติก็แบ่งเป็น ๒ คือ สุคติ - คติที่ดี และ ทุคติ - คติที่ไม่ดีในฝ่ายทุคติบางทีพุทธศาสนากล่าวถึงอบายภูมิ ซึ่งแปลว่าภูมิที่ไร้ความเจริญไว้ ๔อย่าง คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัย และอสุรกาย แม้ภาวะแห่งทุคติตามนัยแห่งคติ๕ จะมีเพียง ๓ ส่วนภาวะแห่งทุคติตามนัยแห่งอบายภูมิมี ๔ อย่างแต่กระนั้นก็ไม่ขัดกันเพราะท่านสงเคราะห์อสุรกายเข้าในภูมิของเปตวิสัย คติ ๕ และอบายภูมิ ๔ สงเคราะห์เข้าในคติ ๒ ได้ดังนี้
 ทุคติ - นรกกำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัย (รวมอสุรกาย)
 สุคติ - มนุษย์ เทวดา (รวมพวกพรหมทุกประเภท)
 การที่กล่าวถึงคติ ๕ ตามที่ปรากฏในมหาสีหนาทสูตรเป็นการกล่าวโดยเรียงลำดับจากภาวะที่มีความทุกข์มากที่สุดไปหาภาวะที่มีความสุขมากที่สุดคือ จากภาวะของนรกไปหาภาวะของเทวดา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเรียงลำดับจากภาวะที่มีความทุกข์มากที่สุด ไปหาภาวะที่มีความทุกข์น้อยที่สุดเพราะภาวะของเทวดานั้น แม้จะมีความสุขมากที่สุดแต่เนื่องจากเป็นภาวะที่ผูกโยงอยู่กับสังสารวัฏ จึงไม่พ้นจากสังสารทุกข์ส่วนภาวะที่หลุดพ้นจากทุกข์แห่งสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง คือ ภาวะแห่งพระนิพพานนั้นพระพุทธเจ้าทรงเรียงลำดับไว้สุดท้าย อาจเขียนเป็นแผนภูมิได้ดังนี้



 การเข้าถึงนรกของผู้ที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่น หิวกระหายแล้วพลัดตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงที่ไม่มีเปลว ไม่มีควัน มีแต่ถ่านเพลิงร้อนแดงต้องถูกถ่านเพลิงเผาไหม้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสโดยส่วนเดียวดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า
 ดูกรสารีบุตรเปรียบเสมือนหลุมถ่านเพลิงลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลว ปราศจากควัน ลำดับนั้นบุรุษผู้มีร่างกายอันความร้อนแผดเผาถูกความร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหายมุ่งมาสู่หลุมถ่านเพลิงนั้นแหละโดยมรรคาสายเดียว
 บุรุษตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่าบุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้น ไปตามทางนั้นจักมาถึงหลุมถ่านเพลิงนี้ทีเดียว ในเวลาต่อมา บุรุษผู้มีตาดีนั้นพึงเห็นเขาตกลงในหลุมถ่านเพลิงนั้นเสวยทุกข์เวทนาอันแรงกล้าแสนสาหัสโดยส่วนเดียว แม้ฉันใดดูกรสารีบุตร
 เราย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจฉันนั้นเหมือนกันว่า บุรุษนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้นไปตามทางนั้น หลังจากตายเพราะการแตกดับของร่างกาย จักเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ในเวลาต่อมา ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เกินวิสัยแห่งจักษุของมนุษย์เราได้เห็นบุคคลนั้นหลังจากตายเพราะการแตกดับของร่างกายเข้าถึงแล้วซึ่ง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เสวยทุกข์เวทนาอันแรงกล้าสาหัสโดยส่วนเดียว
 ข้อความดังกล่าวนี้แสดงถึงสภาวะของการตกนรกที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน เพียงอย่างเดียวไม่มีความสุขใดสอดแทรกเข้าไปได้เลย เป็นความทุกข์ที่ไม่มีเวลาว่างเว้นอุปมาเหมือนการตกลงไปในหลุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิงที่ร้อนจัด ลุกแดงไปทั่วหลุมผู้ที่ตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงเช่นนั้นจะต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงไรเป็นการยากที่จะกำหนด ความรู้สึกเป็นสุขแม้น้อยนิด ก็ไม่อาจแทรกขึ้นมาได้สำหรับข้อความว่า "อบาย ทุคติ วินิบาต นรก" นี้เป็นสำนวนของภาษาแม้แต่ละคำจะมีความหมายตามศัพท์ต่างกันแต่โดยใจความก็คือการกล่าวถึงนรกนั่นเอง
 การเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉานพระพุทธเจ้าทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกล ที่ทั้งร้อนทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสะทกสะท้าน หิวกระหาย เดินไปพลัดตกลงไปในหลุมคูถลึกท่วมหัวต้องแหวกวนทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางความโสโครกและกลิ่นเหม็นของหลุมคูถนั้น
 การเข้าถึงเปตวิสัยทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกลที่ทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นหิวกระหาย ทางเดินเต็มไปด้วยก้อนดินและหินขรุขระ มาถึงและเข้าพักใต้ต้นไม้ใบโกร๋นที่อาศัยบังแสงแดดไม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความร้อนความเหน็ดเหนื่อยและความหิวกระหายจัดอยู่อย่างนั้น
 การเข้าถึงภพของมนุษย์หรือเกิดเป็นมนุษย์ทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกลที่ทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สะทกสะท้านหิวกระหาย เดินมาถึงต้นไม้ที่มีร่มเงาแผ่กว้างใบดก แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นเขาได้แวะเข้าพักใต้ต้นไม้นั้น รู้สึกชุ่มชื่นเย็นสบาย นั่งบ้างนอนบ้างพักผ่อนบรรเทาความร้อนและความเหน็ดเหนื่อย ความทุกข์บรรเทาเบาบางความสุขก็มีมากไม่ขาดแคลน
 การเข้าถึงภพของเทวดาหรือการเกิดเป็นเทวดาทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกล ที่ทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นหิวกระหาย เดินทางไปถึงปราสาทหลังหนึ่ง ภายในประดับประดาตกแต่งไว้อย่างสวยงามที่นั่งที่นอนปูลาดไว้ด้วยเครื่องปูลาดอย่างดี เขาได้เข้าไปสู่ปราสาทนั้นได้นั่งพักผ่อนกินอยู่หลับนอนอย่างมีความสุขยิ่งในปราสาทนั้น
 การเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์หรือเข้าถึงนิพพานทรงอุปมาด้วยเรื่องคนเดินทางดังกล่าวซึ่งเดินทางไปถึงและพักผ่อนที่บริเวณสระโบกขรณีดังพระพุทธพจน์ว่า
 ดูกรสารีบุตรเปรียบเสมือนสระโบกขรณี มีน้ำอันใสสะอาดเย็นใสตลอด มีท่าอันดีน่ารื่นรมย์ และในที่ไม่ไกลสระโบกขรณีนั้น มี
 แนวป่าอันทึบลำดับนั้นบุรุษผู้มีร่างกายอันความร้อนแผดเผา ถูกความร้อนครอบงำเหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหาย มุ่งมาสู่สระโบกขรณีนั้นแหละโดยมรรคาสายเดียว ในเวลาต่อมา บุรุษผู้มีตาดีพึงเห็นเขาลงสู่สระโบกขรณีนั้น อาบและดื่มระงับความกระวนกระวาย
 ความเหน็ดเหนื่อยและความร้อนหมดแล้วขึ้นไปนั่งหรือนอนในแนวป่านั้น เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวแม้ฉันใด
 ดูกรสารีบุตรเราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจฉะนั้นเหมือนกันอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้นและถือปฏิบัติไปตามวิถีทางนั้น จักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ในเวลาต่อมาเราย่อมเห็นบุรุษนั้นกระทำให้
 แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว
 คติทั้ง ๕ ตามที่กล่าวมาแล้ว คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉานเปตวิสัย มนุษย์ และเทวดา เป็นที่ไปเกิดของสัตว์ผู้ยังติดข้องอยู่ในสังสารวัฏผู้ยังติดข้องอยู่ในสังสารวัฏ คือผู้ที่ยังมีกิเลส ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ยังทำลายกิเลสให้หมดไปไม่ได้ บุคคลก็ยังต้องเวียนตายเวียนเกิด ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆอยู่ในคติทั้ง ๕ ตราบนั้น ส่วนลักษณะสุดท้ายคือการเข้าถึงความหลุดพ้นหรือการเข้าถึงนิพพานของผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเพราะอาสวะทั้งหลายหมดสิ้นไป ไม่รวมอยู่ในคติ ๕แต่เป็นลักษณะของผู้ที่หลุดพ้นจากคติ ๕ ทำลายกระแสแห่งวัฏฏะให้ขาดลงได้อย่างเด็ดขาดเมื่อตายลงก็เรียกว่าเข้าสู่ปรินิพพาน พ้นจากการเวียนตายเวียนเกิดไม่ต้องไปสู่คติใด ๆ อีกต่อไป
 สภาพของการเข้าถึงคติแต่ละคติทั้ง ๕อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายโดยอุปมาเปรียบเทียบด้วยคนเดินทางที่ไปจนถึงจุดสุดท้ายที่แตกต่างกันดังกล่าวมาแล้วนั้น ทำให้เราได้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างแห่งสภาพของคติแต่ละคติได้ชัดเจนขึ้น เท่าที่ภาษาสามารถจะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้คนเดินทางที่ถูกความร้อนจากแสงแดดแผดเผา ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นและหิวกระหายนั้นโดยสภาพก็คือผู้ที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏที่ต้องประสบกับสังสารทุกข์ (ทุกข์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเวียนตายเวียนเกิด) อย่างไม่มีวันจบสิ้น เช่นทุกข์ที่เกิดจากความเจ็บป่วย โรคและภัยต่าง ๆทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากบุคคลและสิ่งอันเป็นที่รักทุกข์ที่เกิดจากประสบกับสิ่งหรือสภาพที่ไม่ปรารถนา เช่น เสื่อมทรัพย์ เสื่อมยศถูกผู้อื่นประทุษร้ายหรือเบียดเบียนทุกข์เหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลาที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏความสะทกสะท้านหรือความหวาดหวั่นต่อภัยพิบัติที่อาจมาถึงและสภาพที่ไม่แน่นอนของชีวิตเป็นสิ่งที่แนบเนื่องอยู่ในความรู้สึกของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะเช่นไรความหิวกระหายนั้นก็คือสภาพทางจิตของผู้เดินทางในสังสารวัฏที่ถูกอำนาจของกิเลสตัณหาครอบงำบงการให้มีความปรารถนาที่พร่องอยู่เสมอ
 การเปรียบเทียบการเข้าถึงนรกกับคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่เดินตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสภาพของนรกว่าเป็นสภาพที่มีแต่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงอย่างเดียวส่วนการเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉานที่เปรียบเสมือนคนเดินทางไปตกลงในหลุมคูถนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของความทุกข์ที่มีน้อยกว่าการเข้าถึงนรกที่จัดอยู่ในอันดับรองจากนรกก็เพราะสภาพของสัตว์เดียรัจฉานเป็นสภาพที่มืดมนแสงสว่างแห่งปัญญาแม้จะเกิดขึ้นเจิดจ้าในโลกด้วยการอุบัติขึ้นแห่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแสงสว่างนั้นก็ไม่อาจสาดส่องเข้าไปถึงภายในจิตใจของสัตว์เดียรัจฉานได้การเข้าถึงกำเนิดแห่งเปรตเปรียบเสมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่หลบแดดร้อนเข้าไปอาศัยร่มเงาของต้นไม้ที่มีใบน้อยโปร่งแดด ทำให้ไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้สมปรารถนา แม้จะเป็นภาวะที่ไม่มืดมนเหมือนกำเนิดเดียรัจฉาน แต่ก็ขาดแคลนความสุขที่มุ่งแสวงหาทุกอย่างส่วนการเข้าถึงกำเนิดของมนุษย์ที่เปรียบเสมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่หลบแดดร้อนเข้าอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบหนาและได้รับความสุขชุ่มชื่นเย็นสบายนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของการเกิดเป็นมนุษย์ว่าเป็นสภาพที่มีความทุกข์เบาบางและมีความสุขให้แสวงหาได้มากการเข้าถึงกำเนิดของเทวดาที่เปรียบเสมือนคนเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยได้เข้าพักผ่อนหลับนอนในปราสาทสวยงามและมีสิ่งอำนวยความสุขให้พร้อมสรรพนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของชีวิตในสวรรค์ที่สมบูรณ์ด้วยความสุขหรือมีความสุขมากที่สุดซึ่งตรงข้ามกับชีวิตในนรกที่มีความทุกข์มากที่สุดตามทัศนะของพุทธศาสนาความสุขที่แท้จริงที่มนุษย์พึงแสวงหานั้นไม่ใช่ความสุขที่ได้จากการเข้าถึงสุคติในสังสารวัฏที่ยังเปลี่ยนแปรและไม่ยั่งยืนแต่เป็นความสุขที่เกิดจาการหลุดพ้นไปจากคติทั้ง ๕พระพุทธเจ้าทรงอุปมาเปรียบเทียบการเข้าถึงความสุขชนิดนี้เหมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยไปถึงสระโบกขรณีได้ลงอาบน้ำชำระกายบรรเทาความร้อนความเหน็ดเหนื่อยและดื่มน้ำดับความกระหายให้สิ้นไปขึ้นจากสระไปนั่งนอนพักผ่อนในราวป่าอันเงียบสงัด เสวยความสุขอันเกิดจากความวิเวกไม่ระคนปะปนด้วยกามคุณ ๕ ซึ่งได้แก่ความสุขของผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นด้วยกำลังของสมาธิ) หรือปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นด้วยกำลังปัญญา)ที่มีขึ้นพร้อมกับความสิ้นไปของอาสวะ เป็นความสุขสงบที่สมบูรณ์เพราะกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง

มหาสีหนาทูตร, มัชฌิมนกาย. มูล, ๑๒/๑๗๑มหาสีหนาทสูตร, ม. มูล, ๑๒/๑๗๒