|
บทที่ ๒ กำเนิด๔
๑มหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๑๖๔๒มหาสีหนาทสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๑๗๐, อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, ๒๓/๒๗๒ |
|
|
คติ ๕
คำว่า คติ แปลว่าทางดำเนิน ที่ไปถึง
หรือที่ไปเกิดหลังจากตายแล้วของผู้ที่ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏแบ่งตามภาวะของภูมิที่จะไปเกิดก็มี
๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัยมนุษย์ และเทวดา แต่ถ้าแบ่งโดยถือเอาคุณลักษณะที่ดีและไม่ดี
เป็นเกณฑ์กำหนดคติก็แบ่งเป็น ๒ คือ สุคติ - คติที่ดี และ ทุคติ - คติที่ไม่ดีในฝ่ายทุคติบางทีพุทธศาสนากล่าวถึงอบายภูมิ
ซึ่งแปลว่าภูมิที่ไร้ความเจริญไว้ ๔อย่าง คือ นรก
กำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัย และอสุรกาย แม้ภาวะแห่งทุคติตามนัยแห่งคติ๕
จะมีเพียง ๓ ส่วนภาวะแห่งทุคติตามนัยแห่งอบายภูมิมี ๔ อย่างแต่กระนั้นก็ไม่ขัดกันเพราะท่านสงเคราะห์อสุรกายเข้าในภูมิของเปตวิสัย
คติ ๕ และอบายภูมิ ๔ สงเคราะห์เข้าในคติ ๒ ได้ดังนี้
ทุคติ - นรกกำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัย
(รวมอสุรกาย)
สุคติ - มนุษย์ เทวดา
(รวมพวกพรหมทุกประเภท)
การที่กล่าวถึงคติ ๕
ตามที่ปรากฏในมหาสีหนาทสูตรเป็นการกล่าวโดยเรียงลำดับจากภาวะที่มีความทุกข์มากที่สุดไปหาภาวะที่มีความสุขมากที่สุดคือ
จากภาวะของนรกไปหาภาวะของเทวดา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเรียงลำดับจากภาวะที่มีความทุกข์มากที่สุด
ไปหาภาวะที่มีความทุกข์น้อยที่สุดเพราะภาวะของเทวดานั้น
แม้จะมีความสุขมากที่สุดแต่เนื่องจากเป็นภาวะที่ผูกโยงอยู่กับสังสารวัฏ
จึงไม่พ้นจากสังสารทุกข์ส่วนภาวะที่หลุดพ้นจากทุกข์แห่งสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง
คือ ภาวะแห่งพระนิพพานนั้นพระพุทธเจ้าทรงเรียงลำดับไว้สุดท้าย
อาจเขียนเป็นแผนภูมิได้ดังนี้
การเข้าถึงนรกของผู้ที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางทั้งร้อน
ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่น หิวกระหายแล้วพลัดตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงที่ไม่มีเปลว
ไม่มีควัน มีแต่ถ่านเพลิงร้อนแดงต้องถูกถ่านเพลิงเผาไหม้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสโดยส่วนเดียวดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า๑
ดูกรสารีบุตรเปรียบเสมือนหลุมถ่านเพลิงลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ
เต็มไปด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลว ปราศจากควัน
ลำดับนั้นบุรุษผู้มีร่างกายอันความร้อนแผดเผาถูกความร้อนครอบงำ
เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหายมุ่งมาสู่หลุมถ่านเพลิงนั้นแหละโดยมรรคาสายเดียว
บุรุษตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่าบุรุษผู้เจริญนี้
ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้น ไปตามทางนั้นจักมาถึงหลุมถ่านเพลิงนี้ทีเดียว
ในเวลาต่อมา บุรุษผู้มีตาดีนั้นพึงเห็นเขาตกลงในหลุมถ่านเพลิงนั้นเสวยทุกข์เวทนาอันแรงกล้าแสนสาหัสโดยส่วนเดียว
แม้ฉันใดดูกรสารีบุตร
เราย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจฉันนั้นเหมือนกันว่า
บุรุษนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้นไปตามทางนั้น
หลังจากตายเพราะการแตกดับของร่างกาย จักเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก
ในเวลาต่อมา ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เกินวิสัยแห่งจักษุของมนุษย์เราได้เห็นบุคคลนั้นหลังจากตายเพราะการแตกดับของร่างกายเข้าถึงแล้วซึ่ง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เสวยทุกข์เวทนาอันแรงกล้าสาหัสโดยส่วนเดียว
ข้อความดังกล่าวนี้แสดงถึงสภาวะของการตกนรกที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน
เพียงอย่างเดียวไม่มีความสุขใดสอดแทรกเข้าไปได้เลย เป็นความทุกข์ที่ไม่มีเวลาว่างเว้นอุปมาเหมือนการตกลงไปในหลุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิงที่ร้อนจัด
ลุกแดงไปทั่วหลุมผู้ที่ตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงเช่นนั้นจะต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงไรเป็นการยากที่จะกำหนด
ความรู้สึกเป็นสุขแม้น้อยนิด ก็ไม่อาจแทรกขึ้นมาได้สำหรับข้อความว่า "อบาย
ทุคติ วินิบาต นรก" นี้เป็นสำนวนของภาษาแม้แต่ละคำจะมีความหมายตามศัพท์ต่างกันแต่โดยใจความก็คือการกล่าวถึงนรกนั่นเอง
การเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉานพระพุทธเจ้าทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกล
ที่ทั้งร้อนทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสะทกสะท้าน หิวกระหาย
เดินไปพลัดตกลงไปในหลุมคูถลึกท่วมหัวต้องแหวกวนทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางความโสโครกและกลิ่นเหม็นของหลุมคูถนั้น
การเข้าถึงเปตวิสัยทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกลที่ทั้งร้อน
ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นหิวกระหาย
ทางเดินเต็มไปด้วยก้อนดินและหินขรุขระ มาถึงและเข้าพักใต้ต้นไม้ใบโกร๋นที่อาศัยบังแสงแดดไม่ได้
ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความร้อนความเหน็ดเหนื่อยและความหิวกระหายจัดอยู่อย่างนั้น
การเข้าถึงภพของมนุษย์หรือเกิดเป็นมนุษย์ทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกลที่ทั้งร้อน
ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สะทกสะท้านหิวกระหาย
เดินมาถึงต้นไม้ที่มีร่มเงาแผ่กว้างใบดก แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นเขาได้แวะเข้าพักใต้ต้นไม้นั้น
รู้สึกชุ่มชื่นเย็นสบาย นั่งบ้างนอนบ้างพักผ่อนบรรเทาความร้อนและความเหน็ดเหนื่อย
ความทุกข์บรรเทาเบาบางความสุขก็มีมากไม่ขาดแคลน
การเข้าถึงภพของเทวดาหรือการเกิดเป็นเทวดาทรงอุปมาเหมือนคนเดินทางไกล
ที่ทั้งร้อน ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นหิวกระหาย
เดินทางไปถึงปราสาทหลังหนึ่ง ภายในประดับประดาตกแต่งไว้อย่างสวยงามที่นั่งที่นอนปูลาดไว้ด้วยเครื่องปูลาดอย่างดี
เขาได้เข้าไปสู่ปราสาทนั้นได้นั่งพักผ่อนกินอยู่หลับนอนอย่างมีความสุขยิ่งในปราสาทนั้น
การเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์หรือเข้าถึงนิพพานทรงอุปมาด้วยเรื่องคนเดินทางดังกล่าวซึ่งเดินทางไปถึงและพักผ่อนที่บริเวณสระโบกขรณีดังพระพุทธพจน์ว่า๒
ดูกรสารีบุตรเปรียบเสมือนสระโบกขรณี
มีน้ำอันใสสะอาดเย็นใสตลอด มีท่าอันดีน่ารื่นรมย์
และในที่ไม่ไกลสระโบกขรณีนั้น มี
แนวป่าอันทึบลำดับนั้นบุรุษผู้มีร่างกายอันความร้อนแผดเผา
ถูกความร้อนครอบงำเหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหาย มุ่งมาสู่สระโบกขรณีนั้นแหละโดยมรรคาสายเดียว
ในเวลาต่อมา บุรุษผู้มีตาดีพึงเห็นเขาลงสู่สระโบกขรณีนั้น
อาบและดื่มระงับความกระวนกระวาย
ความเหน็ดเหนื่อยและความร้อนหมดแล้วขึ้นไปนั่งหรือนอนในแนวป่านั้น
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวแม้ฉันใด
ดูกรสารีบุตรเราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจฉะนั้นเหมือนกันอย่างนี้ว่า
บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้นและถือปฏิบัติไปตามวิถีทางนั้น
จักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง
เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ในเวลาต่อมาเราย่อมเห็นบุรุษนั้นกระทำให้
แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง
เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว
คติทั้ง ๕ ตามที่กล่าวมาแล้ว คือ นรก
กำเนิดเดียรัจฉานเปตวิสัย มนุษย์ และเทวดา
เป็นที่ไปเกิดของสัตว์ผู้ยังติดข้องอยู่ในสังสารวัฏผู้ยังติดข้องอยู่ในสังสารวัฏ
คือผู้ที่ยังมีกิเลส ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ยังทำลายกิเลสให้หมดไปไม่ได้
บุคคลก็ยังต้องเวียนตายเวียนเกิด ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆอยู่ในคติทั้ง ๕ ตราบนั้น
ส่วนลักษณะสุดท้ายคือการเข้าถึงความหลุดพ้นหรือการเข้าถึงนิพพานของผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ
และปัญญาวิมุติเพราะอาสวะทั้งหลายหมดสิ้นไป ไม่รวมอยู่ในคติ ๕แต่เป็นลักษณะของผู้ที่หลุดพ้นจากคติ
๕ ทำลายกระแสแห่งวัฏฏะให้ขาดลงได้อย่างเด็ดขาดเมื่อตายลงก็เรียกว่าเข้าสู่ปรินิพพาน
พ้นจากการเวียนตายเวียนเกิดไม่ต้องไปสู่คติใด ๆ อีกต่อไป
สภาพของการเข้าถึงคติแต่ละคติทั้ง ๕อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายโดยอุปมาเปรียบเทียบด้วยคนเดินทางที่ไปจนถึงจุดสุดท้ายที่แตกต่างกันดังกล่าวมาแล้วนั้น
ทำให้เราได้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างแห่งสภาพของคติแต่ละคติได้ชัดเจนขึ้น
เท่าที่ภาษาสามารถจะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้คนเดินทางที่ถูกความร้อนจากแสงแดดแผดเผา
ทั้งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดหวั่นและหิวกระหายนั้นโดยสภาพก็คือผู้ที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏที่ต้องประสบกับสังสารทุกข์
(ทุกข์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเวียนตายเวียนเกิด)
อย่างไม่มีวันจบสิ้น เช่นทุกข์ที่เกิดจากความเจ็บป่วย
โรคและภัยต่าง ๆทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากบุคคลและสิ่งอันเป็นที่รักทุกข์ที่เกิดจากประสบกับสิ่งหรือสภาพที่ไม่ปรารถนา
เช่น เสื่อมทรัพย์ เสื่อมยศถูกผู้อื่นประทุษร้ายหรือเบียดเบียนทุกข์เหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลาที่ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏความสะทกสะท้านหรือความหวาดหวั่นต่อภัยพิบัติที่อาจมาถึงและสภาพที่ไม่แน่นอนของชีวิตเป็นสิ่งที่แนบเนื่องอยู่ในความรู้สึกของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะเช่นไรความหิวกระหายนั้นก็คือสภาพทางจิตของผู้เดินทางในสังสารวัฏที่ถูกอำนาจของกิเลสตัณหาครอบงำบงการให้มีความปรารถนาที่พร่องอยู่เสมอ
การเปรียบเทียบการเข้าถึงนรกกับคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่เดินตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสภาพของนรกว่าเป็นสภาพที่มีแต่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงอย่างเดียวส่วนการเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉานที่เปรียบเสมือนคนเดินทางไปตกลงในหลุมคูถนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของความทุกข์ที่มีน้อยกว่าการเข้าถึงนรกที่จัดอยู่ในอันดับรองจากนรกก็เพราะสภาพของสัตว์เดียรัจฉานเป็นสภาพที่มืดมนแสงสว่างแห่งปัญญาแม้จะเกิดขึ้นเจิดจ้าในโลกด้วยการอุบัติขึ้นแห่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแสงสว่างนั้นก็ไม่อาจสาดส่องเข้าไปถึงภายในจิตใจของสัตว์เดียรัจฉานได้การเข้าถึงกำเนิดแห่งเปรตเปรียบเสมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่หลบแดดร้อนเข้าไปอาศัยร่มเงาของต้นไม้ที่มีใบน้อยโปร่งแดด
ทำให้ไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้สมปรารถนา แม้จะเป็นภาวะที่ไม่มืดมนเหมือนกำเนิดเดียรัจฉาน
แต่ก็ขาดแคลนความสุขที่มุ่งแสวงหาทุกอย่างส่วนการเข้าถึงกำเนิดของมนุษย์ที่เปรียบเสมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยที่หลบแดดร้อนเข้าอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบหนาและได้รับความสุขชุ่มชื่นเย็นสบายนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของการเกิดเป็นมนุษย์ว่าเป็นสภาพที่มีความทุกข์เบาบางและมีความสุขให้แสวงหาได้มากการเข้าถึงกำเนิดของเทวดาที่เปรียบเสมือนคนเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยได้เข้าพักผ่อนหลับนอนในปราสาทสวยงามและมีสิ่งอำนวยความสุขให้พร้อมสรรพนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพของชีวิตในสวรรค์ที่สมบูรณ์ด้วยความสุขหรือมีความสุขมากที่สุดซึ่งตรงข้ามกับชีวิตในนรกที่มีความทุกข์มากที่สุดตามทัศนะของพุทธศาสนาความสุขที่แท้จริงที่มนุษย์พึงแสวงหานั้นไม่ใช่ความสุขที่ได้จากการเข้าถึงสุคติในสังสารวัฏที่ยังเปลี่ยนแปรและไม่ยั่งยืนแต่เป็นความสุขที่เกิดจาการหลุดพ้นไปจากคติทั้ง
๕พระพุทธเจ้าทรงอุปมาเปรียบเทียบการเข้าถึงความสุขชนิดนี้เหมือนคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยไปถึงสระโบกขรณีได้ลงอาบน้ำชำระกายบรรเทาความร้อนความเหน็ดเหนื่อยและดื่มน้ำดับความกระหายให้สิ้นไปขึ้นจากสระไปนั่งนอนพักผ่อนในราวป่าอันเงียบสงัด
เสวยความสุขอันเกิดจากความวิเวกไม่ระคนปะปนด้วยกามคุณ ๕
ซึ่งได้แก่ความสุขของผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นด้วยกำลังของสมาธิ)
หรือปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นด้วยกำลังปัญญา)ที่มีขึ้นพร้อมกับความสิ้นไปของอาสวะ
เป็นความสุขสงบที่สมบูรณ์เพราะกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง
๑มหาสีหนาทูตร, มัชฌิมนกาย. มูล, ๑๒/๑๗๑๒มหาสีหนาทสูตร, ม. มูล, ๑๒/๑๗๒