บทที่ ๗
กรรมกับการเกิดใหม่ในกามาวจรทุคติภูมิ
กามาวจรทุคติภูมิเป็นภูมิที่เกิดอยู่ของผู้ที่ยังมีจิตเกาะเกี่ยว
เพลิดเพลินยินดีในกามคุณ ๕แต่เป็นผู้ที่มีแต่ความทุกข์เป็นส่วนมาก
จึงเรียกว่า ทุคติ ภูมิที่จัดเป็นทุคติได้แก่ อบายภูมิ ๔ คือ นรก
เดียรัจฉาน เปรต และอสุรกายผู้ที่ตายแล้วไปเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งในภูมิทั้ง
๔ นี้ ได้แก่ผู้ที่ทำบาปกรรมหรือกรรมชั่วไว้มากเมื่อตายไปบาปกรรมนั้นย่อมนำไปเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่ง
ตามความเหมาะสมต้องใช้ชีวิตเสวยความทุกข์ในภูมินั้น ๆ
จนกว่าวิบากแห่งกรรมชั่วนั้นจะสิ้นสุดลงหรือเหลือน้อย
ต่อจากนั้นจึงไปเกิดในภูมิอื่น ๆที่เหมาะสมกับสภาพของวิบากกรรมที่ยังเหลือ
เช่น ผู้ที่ทำบาปไว้มากตายจากมนุษย์แล้วก็ไปเกิดอยู่ในมหานรกหรือนรกใหญ่
ต้องเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสครั้นวิบากแห่งบาปกรรมเหลือน้อยลง
ก็พ้นจากมหานรก ไปเสวยทุกข์อยู่ในอุสสทนรกซึ่งเป็นนรกบริวารหรือนรกเล็ก
ที่มีความทุกข์น้อยกว่าเมื่อวิบากแห่งบาปกรรมเหลือน้อยลงอีก
ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในนรกเล็กต่อไปก็อาจจุติจากอุสสทนรกนั้นไปเกิดเป็นเปรต
เสวยความทุกข์ในสภาพของเปรตอยู่ตามควรแก่วิบากกรรมที่ยังเหลือ
ครั้นพ้นจากสภาพของเปรตแล้วอาจจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายพิกลพิการด้วยเศษของวิบากแห่งบาปกรรมที่ยังชดใช้ไม่หมด
ความจริงการเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นไปด้วยวิบากแห่งกุศลกรรมหรือกรรมดี
แต่เศษของวิบากแห่งบาปกรรมที่เข้าให้ผลร่วมอาจทำให้เกิดความพิการทางร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น
เช่นเกิดมาเป็นคนตาบอดแต่กำเนิด หลังค่อมมาแต่กำเนิด
หูหนวกและเป็นใบ้มาแต่กำเนิดผู้ที่ได้ศึกษาและเข้าใจพุทธปรัชญา
เรื่องกรรมและวิบากกรรมมาแล้วเมื่อได้เห็นสภาพความพิการทางร่างกายเช่นนั้นปรากฏอยู่ที่ใดไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย
ย่อมเข้าใจได้ทันทีว่านั่นเป็นวิบากของบาปกรรมที่บุคคลผู้นั้นเคยทำไว้ซึ่งกรรมชั่วของเขายังติดตามให้ผลแก่เขาอยู่แม้ในปัจจุบันชาตินี้
อนมตัคคสังยุต
ในสังยุตนี้ท่านแบ่งออกเป็น๒ วรรค
ๆ ละ ๑๐ สูตร เป็นเรื่องที่ว่าด้วยสังสารวัฏในด้านต่าง ๆสังสารนี้กำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เพราะอวิชชากั้นและตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้
ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นจึงไม่ปรากฏ
หากคนจำนำเอาต้นไม้ หญ้า และพืชอื่น ๆ มามัดเข้ามัดละ ๔นิ้ววางไว้
สมมติว่านี่เป็นมารดาของตน ต้นไม้ในชมพูทวีปจะหมดไปก่อนจำนวนบิดามารดาที่ตนมีในสังสารวัฏ
คงต้องประสบความสุข ทุกข์ความพินาศในสังสารวัฏตลอดกาลนานน้ำตาของคนที่หลั่งออกมาเพราะการพลัดพรากจากปิยชนในสังสารวัฏนั้นมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง๔แม้น้ำนมของมารดาที่คนดื่มมาในสังสารวัฏก็มากกว่าน้ำในมหาสมุทร
เวปุลลบรรพตมีชื่อว่าท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ
บางครั้งเอาท่อนหัวลง บางครั้งเอาท่อนปลายลงบางครั้งเอาตรงกลางลงฉันใด
สัตว์ที่มีอวิชชากางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ก็ฉันนั้น
บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นบางคราวก็จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้
คนที่ตายลงในสังสารวัฏหากเอากระดูกมากองรวมกันเข้ากระดูกของคนแต่ละคนจะกองสูงกว่าภูเขาเวปุละ
เมื่อเห็นคนที่ประสบทุกข์หรือสุขก็ตามให้น้อมเข้ามาหาตนว่า
ในสังสารวัฎอันยาวนานนั้น เราได้เคยเป็นอย่างนี้มาแล้วเช่นกันการที่คนได้เกิดแล้วในกำเนิดต่าง
ๆ ถูกตัดศีรษะในกาลที่ตนเกิดนั้น ๆโลหิตที่หลั่งออกเพราะการถูกตัดศีรษะ
เพราะโทสะคือทุจริตที่บุคคลได้กระทำในชาติต่างๆ ในกำเนิดต่าง ๆ
มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔เสียอีก
สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่ชายน้องชายพี่สาวน้องสาวบุตรธิดากันมาก่อน
ในสังสารอันหาเบื้องต้นและที่สุดมิได้นี้หามิได้ง่ายนัก
ทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายดูเวปุลบรรพต
เมื่อเสด็จประทับ ณภูเขาคิชฌกูฏความว่า
ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ อัครสาวกชื่อว่าวิธูระ และ สัญชีวะ
หมู่มนุษย์ชื่อว่า ติวรา มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปีเวปุลละบรรพตมีชื่อว่า ปาจีนวังสะ
พวกเขาขึ้นถึงยอดภูเขาได้ ต้องใช้เวลาถึง ๔ วันตอนลง ๔ วัน
สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ
พระอัครสาวกนามว่าภิยโย และ สุตตระ สมัยนั้นพวกมนุษย์ชื่อว่า โรหิตัสสะ
ภูเขาเวปุลละชื่อ วงกตพวกเขาขึ้นลงภูเขาเที่ยวละ ๓ วัน
สมัยของ พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอัครสาวกชื่อว่า
ติสสะ และ ภารทวาชะ เวปุลลบรรพตมีชื่อว่า สุปัสสะ พวกมนุษย์ชื่อสุปปิยา
มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ขึ้นลงภูเขาเที่ยวละ ๒ วัน แต่เมื่อมาถึงสมัยของพระองค์เวปุลละ
ชาวเมืองชื่อ มาคธะ มนุษย์ในยุคนี้มีอายุเพียงเล็กน้อย ที่มีอายุเกิน ๑๐๐ปีมีจำนวนน้อย
พวกเขาขึ้นลงเวปุลละบรรพตเพียงครู่เดียวเท่านั้นทรงสรุปในแต่ละสูตรว่า
"ก็เหตุเพียงเท่านี้เป็นการเพียงพอที่จะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
พอเพื่อจะคลายกำหนัดและพอเพื่อจะหลุดพ้น"
แต่ในเวปุลลปัพพตสูตรทรงสรุปว่า
"ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงดูเถิด
ชื่อของภูเขานั้นอันตรธานไปแล้ว พวกมนุษย์ตายไปแล้วพระพุทธเจ้าและสาวกนิพพานไปแล้ว
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นการเพียงพอที่จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด
และรู้จักอิ่มรู้จักพอ"
เมื่อมีคำถามว่าคนเราต้องท่องเที่ยวกันมากี่กัปแล้ว
ทรงแสดงว่าไม่อาจนับเป็นกัปได้ ไม่ว่าจะเป็น๑,๐๐๐ กัปหรือ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ทั้ง ๆ
ที่กัปแต่ละกัปนั้น เป็นเวลายาวนานเหลือเกินทรงอุปมาว่าเหมือนบุคคลสร้างเมืองกว้างยาวด้านละ
๑๐๐ โยชน์ ถึง ๑๐๐ ปีมีคนนำเอาเมล็ดผักกาดมาทิ้งลงเมล็ดหนึ่งจนเมล็ดผักกาดเต็มเมืองนั้นก็ยังไม่ถึงกัปหนึ่ง
หรือภูเขาหินล้วนกว้างยาวด้านละ ๑๐๐โยชน์ ถึงรอบ ๑๐๐ ปี
คนนำเอาผ้ากาสีชนิดดีมาปัดภูเขาครั้งหนึ่งจนภูเขานั้นกร่อนไปหมดไปเวลายังน้อยกว่ากัปหนึ่ง
ทรงสรุปเรื่องที่ทรงแสดงสรุปเป็นพระคาถาในวรรคทั้ง๒
ตามลำดับว่า
เราผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่ากระดูกของบุคคลคนหนึ่งที่สะสมไว้กัปหนึ่ง
พึงเป็นกองเท่าภูเขาเวปุลละอันอยู่ทางทิศเหนือแห่งภูเขาคิชฌกูฏ
ใกล้กรุงราชคฤห์ อันมีภูเขาล้อมรอบเมื่อบุคคลใดเห็นอริยสัจคือทุกข์
เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์๘
อันยังสัตว์ให้ถึงความสงบแห่งทุกข์ด้วยปัญญาอันชอบต่อแต่นั้นเขาจะต้องท่องเที่ยวอย่างมากอีก
๗ ชาติ ก็จะสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง
ปาจีนวังสบรรพตของมนุษย์ชื่อติวระวงกตพบรรพตของมนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ
สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยาและเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธะ
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอมีการเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปความเข้าไปสงบระงับแห่งสังขารทั้งหลายได้เป็นความสุข
เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
อินทกสูตร๑
ในอินทกสูตรนี้กล่าวว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จประทับ ณ ยอดเขาที่อินทกยักษ์ครอบครองในเขตพระนครราชคฤห์อินทกยักษ์ได้เข้าไปเฝ้ากราบทูลด้วยคาถาว่า
"ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า
รูปไม่ใช่ชีพแล้วสัตว์นี้จะประสบร่างกายได้อย่างไร ? กระดูกและก้อนเนื้อจะมาแต่ไหนสัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร
? "
พระผู้มีพระภาครับสั่งด้วยพระคาถาว่า
|
ปฐมํ กลลํ โหติ |
กลลา โหติ อพฺพุทํ |
|
อพฺพุทา ชายเต เปสิ |
เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโน |
|
ฆนา ปสาขา ชายนฺติ |
เกสา โลมา นขาปิ จ |
|
ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา |
อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ |
|
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ |
มาตุกุจฺฉิคฺคโตนโรติ. |
รูปนี้เป็นกลละมาก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ
จากอัพพุทะเป็นเปสิ จากเปสิเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่มต่อจากนั้น มีผม ขน
และเล็บเป็นต้นเกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น.
ตามความเชื่อของคนบางพวกในสมัยนั้นถือว่าชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน
หรือร่างกายกับจิตใจเป็นอันเดียวกันจัดเป็นทิฏฐิข้อหนึ่งในอันตคาหิกทิฏฐิ
ที่ถือว่า "ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น"พวกนี้เชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิด
แต่เชื่อว่าคนไปเกิดนั้นไปพร้อมกันทั้งกายจิตจนกลายเป็นความเห็นชนิดที่เรียกว่า
สัสสตทิฏฐิ คือ
ความเห็นว่าเที่ยงซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ
ใครตายจากอะไรไปแล้วจะไปเกิดเป็นอย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง
มีการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยอำนาจกรรมของสัตว์เหล่านั้น
ความเห็นทั้ง ๒ นี้ถือว่ามีการไปเกิดพร้อมกันเลยทั้งกายและจิตแต่ในปัญหานี้หมายเอาประเภทแรก
ปัญหาที่อินทกยักษ์สงสัยคือ
เมื่อท่านผู้รู้ทั้งหลายไม่ยอมรับทิฏฐินี้แล้วในส่วนรูปกายนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
แสดงว่าท่านเชื่อว่า รูป กับ ชีพไม่ใช่อย่างเดียวกันแต่ท่านสงสัยจึงมีเพียงประเด็นของการเกิดขึ้นแห่งรูปกายว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
พระพุทธเจ้าจึงทรงตอบเฉพาะประเด็นที่ ๒
เพื่อให้ข้อความเรื่องนี้ติดต่อกันควรทราบการตั้งครรภ์ของสตรีไว้เป็นหลักก่อน
ตามที่ทรงแสดงไว้ในมหาตัณหาสังขยสูตรว่าเหตุตั้งครรภ์มี ๓ คือ
๑. มาตาปิตโร จ สนฺนิปติตามารดาบิดาร่วมกัน
๒. มาตา จ อุตุนีมารดามีระดู
๓. คนฺธพฺโพ จ ปจฺจุปฏฺฐิโตสัตว์ถือปฏิสนธิ
ในความเป็นคันธัพพะ หรือคนธรรพ์นั้นมีปัจจัยอะไรประกอบอยู่บ้าง
ข้อนี้ท่านแสดงว่า ประกอบด้วยปัจจัย ๓ อย่าง คือ "กมฺมํเขตฺตํ
มีกรรมเปรียบเหมือนเนื้อนา วิญฺญาณํ พีชํ วิญญาณเปรียบเหมือนพืช ตัณหาสิเนโห
ตัณหาเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืช"
เป็นอันสรุปได้ว่าการเกิดในครรภ์ของคน สัตว์นั้น
อาศัยปัจจัยภายนอกและภายในรวมกัน คือ
- ปัจจัยภายในที่ก่อให้เกิดเป็นรูปขึ้นนั้น
คือ มารดาบิดาร่วมกันมารดามีระดู
- ปัจจัยภายนอกคือ กิเลส กรรม วิญญาณหรือเมื่อกล่าวตามสายปฏิจจสมุปบาทได้ในช่วงที่เป็นอดีตเหตุมาต่อปัจจัยบันผลคือวิชชาเป็นปัจจัย
จึงเกิดสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ เพราะ
อวิชฺชาคือต้นเค้าของสรรพกิเลสทั้งมวล
ไม่ว่าจะเรียกตัณหา โลภ โกรธหรือหลงก็ตาม
สังขาร ได้แก่กรรม คือ ที่เป็นบาป บุญ
ฌานสมาบัติอันเป็นส่วนวัฏฏคามีกุศล
วิญญาณ คือปฏิสนธิวิญญาณ อันปฏิสนธิวิญญาณอันอาศัยปัจจัย
๒ ประการข้างต้นสร้างขึ้น
๔. ชื่อต่าง ๆ ที่ทรงใช้นั้นเป็นลักษณะของรูปขันธ์
คืออาศัยการผสมของเชื้อมารดาและบิดาซึ่งแพทย์ในปัจจุบันยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นจริง
ๆท่านอธิบายลักษณะของชื่อเหล่านั้นไว้ดังนี้
๔.๑ กลลํมีลักษณะใสสะอาดเหมือนหยาดน้ำมันงา
ที่หยดจากปลายขนสัตว์
๔.๒อัพพุทะ เมื่อผ่านเวลา ๗
วันไปแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านสีคือมีความเข้มข้นขึ้น คล้าย ๆ
กับน้ำล้างเนื้อเรียกว่าอัพพุทะ
๔.๓ เปสิ เมื่อเวลาผ่านไปลักษณะของอัพพุทะจะเปลี่ยนเป็นเหมือนเป็นกับชิ้นเนื้อ
๔.๔ ฆโนเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง
จะมีรูปเป็นก้อนเนื้อเรียกว่า ฆนะ
๔.๕ปสาขา
เวลาผ่านไปประมาณเดือนครึ่ง ก้อนเนื้อจะ ขยายออกเป็น ๕ แฉก คือ ศีรษะ มือ ๒เท้า ๒
ต่อจากนั้นจะค่อย ๆ เจริญไปตามลำดับโดยรับอาหารจากสายที่โยงจากท้องของมารดาอวัยวะต่าง
ๆ สมบูรณ์ ขึ้นตามลำดับจนถึงเวลาคลอดออกมา
เรื่องนี้แพทย์บางคนฉงนว่า
ทรงทราบได้อย่างไรเพราะไม่มีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบหากเรานึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจนทำให้พระองค์เป็น
โลกวิทูคือทรงรู้แจ้งโลกแล้ว จะไม่สงสัยอะไรเลยเพราะเรื่องที่ทรงมีพระญาณหยั่งรู้นั้นมากเหลือเกิน
ซึ่งเปรียบเหมือนใบไม้ทั้งป่าแต่ที่ทรงนำมาสั่งสอนนั้นเป็นเพียงใบไม้กำพระหัตถ์เท่านั้น
เรื่องที่คนจะต้องเรียนรู้ในโลกนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว
อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มคือ
เรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติในด้านต่างๆ
เรื่องที่เกี่ยวกับสังคมของมนุษย์ สัตว์
รวมถึงพวกศาสตร์ต่าง ๆเป็นอันมาก
เรื่องนามธรรมได้แก่ระบบศีลธรรม จรรยา
สัจธรรมในระดับต่างๆ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔
อันเป็นความรู้ที่ครอบคลุมทั้ง ๓ประเภท แต่ทรงเน้นไปที่
"ธรรม" โดยเอาหลักธรรมชาติสังคมเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้ธรรมะ
เพราะเรื่องธรรมชาติ สังคมยิ่งเรียนมากยิ่งรู้จักตัวเองน้อยลง
เพราะยิ่งเรียนยิ่งไกลตัวเองซึ่งเป็นการเพิ่มอวิชชาให้มีความเข้มข้นสูงขึ้นไม่ใช่เป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนา
เหตุนั้น พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโลกทั้งด้านเกิดและดับตลอดถึงพระธรรมวินัยที่สกลกาย
เพราะทรงมีหลักในการสอน ๓ ประการคือ
๑.
ทรงสั่งสอนเพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น
๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุผลที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้
๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์คือผู้ปฏิบัติจะได้รับประโยชน์ตามสมควรแก่การปฏิบัติ
คำสอนของพระพุทธองค์จึงเป็นเรื่องที่รู้แล้ว
"ให้กำหนดรู้ไว้
ให้ละให้ทำให้แจ้ง และให้ลงมือปฏิบัติ" ซึ่งได้แก่หลักของอริยสัจ ๔ประการนั่นเอง
อย่างในพระสูตรนี้ ทรงเน้นที่ทุกขสัจ คือรู้แล้วก็กำหนดรู้ไว้ว่าความเกิดเป็นอย่างไร
เป็นทุกข์อย่างไร จะไปแก้ไขอะไรในส่วนนี้ไม่ได้เพราะเป็นเพียงผลที่เกิดมาจากสมุทัย
หากต้องการจะแก้ไขก็ต้องทำลายเหตุคือสมุทัย.
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่าข้าแต่พระนาคเสน
เพราะเหตุไร มนุษย์ทั้งปวงจึงไม่เสมอกัน คือมนุษย์ทั้งปวงมีอายุน้อยก็มี
มีอายุยืนยาวก็มี อาพาธมากก็มี อาพาธน้อยก็มีผิวพรรณวรรณะไม่ดีก็มี
ผิวพรรณวรรณะดีก็มี มีศักดิ์น้อยก็มี มีศักดิ์ใหญ่ก็มีมีโภคทรัพย์น้อยก็มี
มีโภคทรัพย์มากก็มี มีตระกูลต่ำก็มี มีตระกูลสูงก็มีไม่มีปัญญาก็มี มีปัญญาก็มี
พระเถระตอบว่า ขอถวายพระพรเหตุไรต้นไม้ทั้งหลายไม่เสมอกันสิ้น
ต้นที่มีรสเปรี้ยวก็มี มีรสขมก็มี มีรสเผ็ดก็มีมีรสฝาดก็มี มีรสหวานก็มี
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมเข้าใจว่าเป็นเพราะความต่างกันแห่งพืช
ขอถวายพระพร ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละคือมนุษย์ทั้งหลายไม่เสมอกันหมด
เพราะกรรมต่างกันข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมต่างกันเป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมทำให้เกิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่อาศัยกรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวดีแตกต่างกัน
ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่าข้าแต่พระนาคเสน
กุศลกรรม อกุศลกรรม ที่บุคคลทำด้วยนามรูปนี้ไปอยู่ที่ไหน
ขอถวายพระพร ติดตามผู้ทำไปเหมือนกับเงาตามตัว
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า
อาจชี้กรรมเหล่านั้นได้หรือไม่ว่ากรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหน
ขอถวายพระพร ไม่อาจ ฯ ขอนิมนต์อุปมา ฯขอถวายพระพร
ต้นไม้ที่ยังไม่มีผล มหาบพิตรอาจชี้ได้หรือไม่ว่า ผลอยู่ที่ไหน ฯไม่อาจผู้เป็นเจ้า
ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร เมื่อการสืบต่อยังไม่ขาดก็ไม่อาจชี้กรรมเหล่านั้นได้ว่า
กรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ฯ
ข้าแต่พระนาคเสนคำว่าสงสาร ได้แก่อะไร ฯ
ขอถวายพระพร สัตว์โลกเกิดในโลกนี้ ก็ตายในโลกนี้ตายจากโลกนี้แล้วก็ไปเกิดในโลกอื่น
การเวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้แหละ เรียกว่าสงสารฯ ขอนิมนต์อุปมา ฯ
ขอถวายพระพร เหมือนอย่างว่าบุรุษคนหนึ่งกินมะม่วงสุกแล้วปลูกเมล็ดไว้
เมล็ดมะม่วงนั้น ก็เกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่ขึ้น จนกระทั่งมีผลมะม่วงบุรุษนั้นก็กินมะม่วงสุกจากมะม่วงต้นนั้น
แล้วปลูกเมล็ดมะม่วงไว้อีกเมล็ดมะม่วงนั้นก็เกิดเป็นมะม่วงใหญ่โตขึ้นจนมีผล
ต้นแก่ก็ตายไปที่สุดเบื้องต้นแห่งต้นมะม่วงเหล่านั้น
ย่อมไม่ปรากฏว่ามีมาแต่เมื่อไร ข้อนี้ฉันใดการเวียนตายเวียนเกิดของสัตว์ทั้งหลาย
ก็ไม่ปรากฏเบื้องต้นฉันนั้น
ข้าแต่พระนาคเสนบุญบาปข้างไหนมากกว่ากัน ฯ
ขอถวายพระพร ฯ บุญมากกว่าบาป บาปน้อยกว่า ฯข้าแต่พระนาคเสน
อย่างไรจึงว่าบุญมากกว่า บาปน้อยกว่า ฯ ขอถวายพระพร บุคคลทำบาปแล้วย่อมร้อนใจในภายหลังว่า
เราได้ทำบาปไว้แล้ว เพราะเหตุนั้นบาปก็ไม่ได้มากขึ้นส่วนบุญเมื่อบุคคลทำแล้วเขาไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง
มีแต่เกิดปราโมทย์ ปีติปัสสัทธิ สุข สมาธิ เพราะฉะนั้น
บุญจึงมากขึ้น บุรุษผู้มีมือ มีเท้าขาดแล้วได้บูชาพระด้วยดอกบัวเพียงกำเดียว
ก็จักได้เสวยผลถึง ๙๐ กัลปะด้วยเหตุนี้แหละจึงว่าบุญมากกว่า
ขอถวายพระพร
ข้าแต่พระนาคเสนสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า บรรดาภิกษุผู้เป็นสาวกของเรามหาโมคคัลลานะเป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์แล้วมีปรากฏว่าพระมหาโมคคัลลานะนั้นถูกพวกโจรทุบตีจนศีรษะแตกกระดูก
เส้นเอ็นสมองกระดูกแหลกละเอียดเหมือนกับเมล็ดข้าวสารแล้วพระมหาโมคัลลานะก็ปรินิพพานด้วยอุปัทวะนั้น
ดังนี้ ฯข้าแต่พระนาคเสน ถ้าพระมหาโมลคัลลานเถรเจ้า
เป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์จริง ข้อที่ว่าพวกโจรทุบตีแหลกละเอียดจนปรินิพพานนั้นก็ผิดถ้าข้อที่ว่าถูกพวกโจรทุบตีแหละละเอียดจนปรินิพพานนั้นถูกข้อที่ว่าพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์นั้นก็ผิด
ฯพระมหาโมคคัลลานะไม่สามารถกำจัดอุปฆาตการฆ่าตี
อันจักมีแก่ตนด้วยฤทธิ์ได้หรือไม่อาจเป็นที่พึ่งของมนุษยโลกเทวโลกได้หรือ
ฯปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิควรแก้ไข
ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสว่าพระมหาโมคคัลลานะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีฤทธิ์นั้นก็ถูกข้อที่ว่าพระมหาโมคคัลลานะ
ถูกโจรทุบตีถึงดับขันธปรินิพพานนั้นก็ถูกแต่ข้อนั้นเป็นด้วยกรรมเข้ายึดถือ
ฯ ข้าแต่พระนาคเสน สิ่งทั้งสองคืออิทธิวิสัยของผู้มีฤทธิ์ ๑
กรรมวิบาก ๑ เป็นอจินไตย ใคร ๆ ไม่ควรคิดไม่ใช่หรือ ฯขอถวายพระพร
สิ่งที่ไม่ควรคิดทั้ง ๒ อย่างนี้ อย่างหนึ่งมีกำลังมากกว่าข้อนี้เปรียบเหมือนพระราชากับประชาชน
พระราชาองค์เดียว ย่อมมีอำนาจครอบประชาชนฉันใดกรรมวิบากอันมีกำลังยิ่งกว่า
ก็ครอบครองสิ่งทั้งปวงฉันนั้นกิริยาอย่างอื่นของผู้ที่กรรมเข้ายึดถือแล้ว
ย่อมไม่ได้โอกาส ฯ มีบุรุษคนใดคนหนึ่งกระทำผิดพระราชอาญาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วย่อมไม่มีใครช่วยได้
มารดาบิดา พี่หญิงพี่ชาย มิตรสหายก็ช่วยไม่ได้
พระราชาต้องทรงลงโทษแก่ผู้นั้นตามความผิดของเขาฉันใดกรรมวิบากก็มีกำลังแรงกว่าฤทธิ์
ย่อมครอบงำฤทธิ์ได้ฉันนั้น ฯ อีกอย่างหนึ่งเมื่อไฟไหม้ป่าลุกลามมาใหญ่
ถึงจะตักน้ำไปดังตั้งพันโอ่ง ก็ไม่อาจดับได้สู้ไฟป่านั้นไม่ได้
เพราะไฟป่ามีกำลังมากกว่าฉันใด กรรมวิบากก็มีกำลังมากกว่าฤทธิ์ครอบงำฤทธิ์ได้ฉันนั้น
ฯ เพราะฉะนั้นแหละมหาบพิตรพระมหาโมคคัลลานะผู้ที่กรรมเข้ายึดถือแล้ว
จึงถูกพวกโจรทุบตีไม่สามารถกั้นกางได้ด้วยฤทธิ์ ฯ