ข้าแต่พระนาคเสนวิบากของบุคคลทั้ง ๒
คือผู้ทำกุศลกับผู้ทำอกุศล เสมอกันหรือต่างกันอย่างไร ฯขอถวายพระพร ต่างกัน คือ
กุศลมีสุขเป็นวิบาก ทำให้ไปเกิดในสวรรค์อกุศลมีทุกข์เป็นวิบาก
ทำให้ไปเกิดในนรก ฯ ข้าแต่พระนาคเสน มีคำกล่าวไว้ว่าพระเทวทัตมีแต่ดำอย่างเดียว
ประกอบด้วยความดำอย่างเดียวส่วนพระโพธิสัตว์มีแต่ขาวอย่างเดียว
ประกอบด้วยของขาวอย่างเดียวแต่มีกล่าวไว้อีกว่า
พระเทวทัตเสมอกันกับพระโพธิสัตว์ ด้วยยศและพรรคพวกในชาตินั้นก็มี ยิ่งกว่าก็มี
เช่นคราวหนึ่งพระเทวทัตได้เกิดเป็นบุตรปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลเทหยากเยื่อ
แต่เป็นผู้มีวิชาร่ายวิชาให้เกิดผลมะม่วงได้นอกฤดูกาล เป็นอันว่าคราวนั้นพระโพธิสัตว์ต่ำกว่าพระเทวทัตด้วยชาติตระกูล
ฯ ในคราวหนึ่งพระเทวทัตเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระโพธิสัตว์เกิดเป็นช้างของพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นอีกเรื่องหนึ่งพระเทวทัตเป็นมนุษย์
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นวานร อีกเรื่องหนึ่งพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยาช้างฉัตทันต์พระเทวทัตเกิดเป็นนายพรานฆ่าพระยาช้างฉัททันต์นั้นเสีย
อีกเรื่องหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพรานป่า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกกระทา อีกเรื่องหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยากาสี
ที่พันธุมดีนคร พระโพธิสัตว์เกิดเป็นขันติวาทีฤาษีถูกพระยากาสีให้ตัดมือตัดเท้าเสีย
เรื่องเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าพระเทวทัตยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์ด้วยชาติตระกูล
ยศ ศักดิ์ บริวาร ก็มีและยังมีอีกหลายเรื่อง
เช่นเรื่องพระเทวทัตเกิดเป็นชีเปลือย ชื่อว่าโกรัมภิกะพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยานาค
ชื่อปัณทรกะ อีกคราวหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นชฎิลฤาษีพระโพธิสัตว์เกิดเป็นสุกรใหญ่
อีกชาติหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นพระราชาผู้ทรงพระนามว่าอุปริจะ
ผู้เที่ยวไปในอากาศได้พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกบิลพราหมณ์ราชครู
อีกชาติหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นมนุษย์ชื่อว่า สามะ
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยาเนื้อชื่อว่ารุรุ อีกชาติหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นนายพรานชื่อว่าสุสามะพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระยาช้างเผือกถูกพระเทวทัตตัดเอางาไปถึง
๗ ครั้ง อีกชาติหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยาสุนัขจิ้งจอก
เป็นใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในชมพูทวีปส่วนพระโพธิสัตว์เกิดเป็นวิธูรบัณฑิต
เรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้นก็ชี้ให้เห็นว่าพระเทวทัตยิ่งกว่าด้วยชาติ
ตระกูล ยศ ศักดิ์ บริวาร
ที่เสมอกันก็มี คือชาติหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยาช้างฆ่าลูกนางนกไส้พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นพระยาช้างอีกฝูงหนึ่งเหมือนกันคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นยักษ์
ชื่อว่า อธรรมพระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นยักษ์เหมือนกัน ชื่อว่า สุธรรมคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นนายเรือ
เป็นใหญ่กว่าตระกูล ๕๐๐พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นนายเรือ
เป็นใหญ่กว่าตระกูล ๕๐๐ เหมือนกัน อีกคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นพระยาเนื้อ
ชื่อว่าสาขะ พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นพระเนื้อเหมือนกันชื่อว่านิโครธ
ที่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็มีเช่นคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นปุโรหิตชื่อว่ากัณฑาลพราหมณ์พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชกุมาร
ชื่อว่าจันทกุมาร อีกคราวหนึ่งเสมอกัน คือพระเทวทัตเกิดเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน
๕๐๐พระโพธิสัตว์ก็เกิดเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน ๕๐๐ เหมือนกัน
อีกคราวหนึ่งพระเทวทัตเกิดเป็นมหาเสนาบดี มีชื่อว่า อลาตะ
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนารทพรหมอีกคราวหนึ่ง
พระเทวทัตเกิดเป็นพระราชากาสี พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นพระราชโอรสทรงพระนามว่า
มหาปทุมกุมาร อีกคราวหนึ่ง พระเทวทัตเกิดเป็นพระราชามหาตปาตะพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชโอรส
ถูกพระบิดาให้ตัดมือ เท้า และศีรษะเสียมาถึงชาติปัจจุบันนี้
บุคคลทั้ง ๒ นั้นก็ได้มาเกิดในตระกูลสักยะเหมือนกันแต่พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
พระเทวทัตก็ได้ออกบวชสำเร็จโลกิยฤทธิ์โยมจึงสงสัยว่า ข้อที่ว่า
กุศลให้ผลเป็นสุข ทำให้เกิดในสวรรค์ อกุศลให้ผลเป็นทุกข์ทำให้เกิดในนรก กุศลและอกุศล
มีผลไม่เสมอกัน แต่เหตุไรบางชาติ พระเทวทัตก็ยิ่งกว่าบางชาติก็เสมอกัน
บางชาติก็ต่ำกว่า จะว่ามีผลไม่เสมอกันอย่างไร จะว่าต่างกันอย่างไรฯ
ถ้าดำกับขาว มีคติเสมอกัน กุศลกับอกุศลก็ต้องมีคติเสมอกันพระคุณเจ้าข้า
ขอถวายพระพร กุศลกับอกุศล ไม่ใช่มีผลเสมอกันไม่ใช่ว่าพระเทวทัตจะทำผิดต่อคนทั้งปวงเสมอไป
ส่วนพระโพธิสัตว์ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำความผิดเลย ผู้ใดทำผิดต่อพระโพธิสัตว์
ผู้นั้นก็ได้รับผลร้ายเวลาพระเทวทัตได้เกิดเป็นพระราชา
ก็ได้ปกครองบ้านเมืองดีมีการให้สร้างสะพานสร้างสภาบุญญาลัยก็มี
ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนขอทานก็มีแล้วเขาก็ได้รับสมบัติในชาตินั้น
ด้วยผลแห่งบุญอันนั้น ใครไม่อาจกล่าวได้ว่าพระเทวทัตได้เสวยสมบัติด้วยไม่ได้ให้ทาน
รักษาศีล ฟังธรรม อบรมจิตใจเลยข้อที่มหาบพิตรตรัสว่า
พระเทวทัตกับพระโพธิสัตว์พบกันเสมอนั้นไม่จริง ตั้งร้อยชาติพันชาติ แสนชาติก็ไม่พบกัน
นานจึงจะพบกันสักชาติหนึ่งเหมือนกับเต่าตาบอดอยู่ในมหาสมุทร
โผล่ขึ้นมาตั้งแสนครั้ง ก็ไม่พบขอนสักทีก็มีหรือเปรียบเหมือนกับการที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ซึ่งเป็นของได้แสนยากฉะนั้นพระสารีบุตรเถรเจ้า
ได้เกี่ยวเนื่องกับพระโพธิสัตว์ คือ เป็นบิดา เป็นปู่ เป็นอาเป็นพี่ชาย น้องชาย เป็นบุตร
เป็นหลาน เป็นมิตร เป็นสหาย กันกับพระโพธิสัตว์ก็มีแต่ว่าหลายแสนชาติกว่าจะได้เกี่ยวเนื่องกันสักชาติหนึ่ง
ด้วยเหตุว่าสัตว์ทั้งหลายในโลกสงสาร ที่ถูกกระแสสงสารพัดไป
ย่อมพบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็มีพบกับสิ่งอันเป็นที่รักก็มี
เหมือนกับน้ำที่ไหลบ่าไป ย่อมพบของสะอาดก็มีไม่สะอาดก็มี ดีก็มี
ไม่ดีก็มี ฉะนั้น พระเทวทัตคราวเกิดเป็นยักษ์ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม
ยังแนะนำผู้อื่นไม่ให้ตั้งอยู่ในธรรมอีกแล้วไปตกนรกใหญ่อยู่ถึง ๕๗
โกฏิ ๖ ล้านปี ส่วนพระโพธิสัตว์ เมื่อคราวเกิดเป็นยักษ์ตัวเองก็ตั้งอยู่ในธรรม
ยังชักนำบุคคลเหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในธรรมอีกชาตินั้นได้ขึ้นไปเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสวรรค์ตลอด
๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปีมาชาติปัจจุบันนี้ พระเทวทัตก็เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้า
จนถึงกับทำสังฆเภทแล้วจมลงไปในพื้นดิน ส่วนพระตถาคตตรัสรู้ธรรมทั้งปวงแล้วก็ดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง
จึงควรเห็นว่า กุศลกับอกุศล ให้ผลต่างกันมากขอถวายพระพร ฯ
ข้าแต่พระนาคเสน กุศลกับอกุศล
อย่างไหนยิ่งกว่ากัน มีกำลังกว่ากัน ฯขอถวายพระพร กุศลยิ่งกว่า
มีกำลังแรงกว่า ฯ ข้าแต่พระนาคเสน โยมไม่เชื่อว่ากุศลยิ่งกว่า มีกำลังแรงกว่า
เห็นอยู่ทั่วกันว่า ผู้ทำปาณาติบาต ฆ่ามนุษย์ผู้ทำอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร
มุสาวาท ปล้นชาวบ้าน ปล้นคนเดินทาง ฉ้อโกงหลอกลวงทั้งสิ้น
ย่อมถูกลงโทษต่าง ๆ คือถูกตัดมือก็มี ตัดเท้าก็มี ตัดหูตัดจมูกก็มี
เอาหม้อข้าวครอบหัวก็มีถลกหนังแล้วขัดด้วยหินหยาบให้ขาวเหมือนสังข์ก็มี
ทำปากราหู คือจุดไฟยัดเข้าปากก็มีเอาน้ำมันร้อน ๆ เทราดก็มี
ให้สุนัขกัดกินก็มี เสียบหลาวไว้ทั้งเป็นก็มีตัดศีรษะด้วยดาบก็มี ฯ
พวกทำบาปในกลางคืนได้รับผลบาปในกลางคืนก็มีพวกทำบาปกลางคืนได้รับผลบาปกลางวันก็มี
พวกทำบาปกลางวัน ได้รับผลบาปกลางวันก็มีบางพวกก็ได้รับกลางคืน
บางพวกล่วงไป ๒ - ๓ วันจึงได้รับ เป็นอันว่าพวกทำบาปทั้งสิ้น
ได้รับผลในทันตาเห็น ส่วนผู้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์องค์เดียวหรือ ๒องค์ ๓
องค์ ๔ องค์ ๕ องค์ ๑๐ องค์ ๑๐๐ องค์ พันองค์ แสนองค์ จึงได้รับผล คือทรัพย์
หรือ ยศ หรือ สุข ในปัจจุบันก็มี บางคนก็ได้เสวยสมบัติ ด้วยศีล ๕ ก็มีด้วยศีล
๘ ก็มี ฯ ขอถวายพระพร บริษัททั้ง ๔ นี้ ให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมแล้วไปสวรรค์ทั้งเป็นก็มีอยู่
ฯ คือ ใครบ้าง พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพรคือพระเจ้ามันธาตุ ๑
พระเจ้าเนมิ ๑ พระเจ้าสาธินะ ๑ โคติตพราหมณ์ ๑ วิเนโสวาที ๑ ฯข้าแต่พระนาคเสน
เรื่องบุคคลทั้ง ๔ นั้น เป็นเรื่องนานหลายพันชาติมาแล้วถ้าพระผู้เป็นเจ้าสามารถจงบอกเรื่องที่มีอยู่ในครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ว่า
ผู้ที่ทำบุญแล้วได้ผลทันตาเห็นนั้นคือใครบ้าง ฯ ขอถวายพระพร คือ นายปุณณกะ
ผู้เป็นทาสของเศรษฐีซึ่งได้ใส่บาตรพระสารีบุตรเถรเจ้า
แล้วได้เป็นเศรษฐีในวันนั้น ฯพระนางโคปาลมาตาเทวี
ตัดมวยผมออกขาย ได้เงิน ๘ กหาปณะ แล้วซื้ออาหารถวายแก่พระ ๘องค์
มีพระมหากัจจายนเถรเจ้าเป็นประธานแล้วได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนในวันนั้น
๑ นางสุปิยาอุบาสิกาเชือดเนื้อขาออกปิ้งถวายพระอาพาธองค์หนึ่งแล้วรุ่งขึ้นก็มีเนื้องอกขึ้นเต็มเป็นปกติ
๑นางมัลลิกาได้เอาขนมถั่วใส่บาตรพระพุทธเจ้าแล้วได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลในวันนั้น
๑นายสุมนมาลาการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกมะลิ ๘ กำมือแล้วได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชาสิ่งละ
๘ ในวันนั้น ฯเป็นอันว่าบุคคลทั้งสิ้นนี้ ได้ทรัพย์ ยศ ในชาติปัจจุบันนี้
ขอถวายพระพร ฯข้าแต่พระนาคเสน ท่านพิจารณาเห็นเพียง ๖ คนเท่านี้หรือ ฯ เพียง ๖คนเท่านี้แหละมหาบพิตร
ฯ ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าอย่างนั้น อกุศลก็มีกำลังยิ่งกว่าเพราะว่า
คราวหนึ่งโยมได้เห็นบุรุษคราวละ ๑๐ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ๔๐ คน ๕๐ คน ๑๐๐ คนพันคน
ถูกเสียบหลาวทั้งเป็นด้วยผลบาปของเขา ฯ บุตรของเสนาบดี แห่งพระเจ้าจันทคุตชื่อว่าภัททบาล
ได้เกิดทำสงครามกับพระเจ้าจันทคุต ฯ ในการทำสงครามกลางเมืองคราวนั้นพลนิกายทั้ง
๒ ฝ่ายต่างก็มีมือถือดาบอันคมกล้า ฆ่าฟันกันล้มตายเป็นอันมากการที่พวกนั้น
ถึงความพินาศอย่างนั้น ก็เพราะผลของบาปกรรม เหตุอันนี้แหละโยมจึงว่าอกุศลมีกำลังยิ่งกว่า
ฯ โยมได้ฟังมาว่า พระเจ้าโกศลได้ถวายอสทิสทานในครั้งพระพุทธองค์ยังทรงดำรงอยู่
จริงไหม ฯ จริง มหาพิตร ฯ ข้าแต่พระนาคเสนพระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานนั้นแล้ว
ได้ทรัพย์ ยศ หรือสุขอย่างใดอย่างหนึ่งในปัจจุบันหรือไม่ ฯ ไม่ได้ มหาบพิตร ฯ
ถ้าไม่ได้ ก็เป็นอันว่าอกุศลมีกำลังยิ่งกว่า
ขอถวายพระพร อกุศลย่อมให้ผลเร็วเพราะเป็นของเล็กน้อย
ส่วนกุศลย่อมให้ผลช้า เพราะเป็นของใหญ่ ฯ ความข้อนี้ควรทราบด้วยอุปมา ฯ คือ
ในอปรันตชนบท มีธัญญชาติชนิดหนึ่งชื่อว่ากุมุทธภัณฑิกาอันจัดเป็นข้าวเบา
หว่านลงในนาเดือนเดียวก็ได้ผล ส่วนข้าวสาลีต้อง ๕ - ๖ เดือนจึงจักได้ผล ข้อนี้ มหาบพิตร
เป็นเพราะอะไร ฯ โยมว่า เป็นเพราะข้าวกุมุทธภัณฑิกาเป็นของเล็กน้อย
ส่วนข้าวสาลีเป็นของใหญ่ เพราะเป็นข้าวเสวยของพระราชาส่วนข้าวกุมุทธกัณฑิกา
เป็นข้าวของพวกทาสกรรมกร ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรเพราะอกุศลเป็นของเล็กน้อย
จึงให้ผลเร็ว ส่วนกุศลเป็นของใหญ่ จึงให้ผลช้า ฯข้าแต่พระนาคเสน
สิ่งใดให้ผลเร็ว สิ่งนั้นชื่อว่า มีกำลังยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นอกุศลจึงมีกำลังยิ่งกว่า
เหมือนกับพลรบที่เข้าสู่สนามรบ ผู้ใดจับศัตรูมาได้เร็วผู้นั้นชื่อว่าผู้แกล้วกล้าสามารถ
ฯ หมอผ่าตัดคนใด ถอนลูกศรออกได้เร็วหมอผ่าตัดคนนั้นชื่อว่าหมอฉลาด
คนนับคนใดนับได้เร็ว คนนับคนนั้นก็ชื่อว่าเก่งคนปล้ำคนใด
จับคู่ปล้ำด้วยกันฟาดลงทั้งหงาย คนปล้ำคนนั้นก็ชื่อว่าแกล้วกล้าสามารถข้อเปรียบเหล่านี้ฉันใด
กุศลหรืออกุศลใดสามารถให้ผลแล้วกุศลหรือกุศลนั้นก็ชื่อว่ามีกำลังยิ่งกว่า
ฉันนั้น
ขอถวายพระพรกรรมทั้ง ๒ นี้
เป็นกรรมให้ผลในชาติที่ ๒ รองจากชาตินี้ลงไป อีกอย่างหนึ่งอกุศลที่ให้ผลในปัจจุบันนั้น
เป็นเพราะมีโทษมาก ฯ กษัตริย์ก่อน ๆ ทรงกำหนดโทษไว้ว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่น ขโมยผู้อื่น
เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น กล่าวเท็จปล้นบ้านเมืองแย่งชิงคนเดินทาง
ทำของปลอม ทำการหลอกลวง ผู้นั้นต้องได้รับโทษอาญาคือ ฆ่าหรือตัดอวัยวะ
หรือเฆี่ยนตี อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ แล้วพระราชาเหล่านั้นก็ลงโทษตามที่ทรงกำหนดไว้ ฯ
ส่วนผลของทาน ศีล มีผู้กำหนดไว้หรือไม่ว่าผู้ใดให้ทานรักษาศีล
กระทำอุโบสถกรรม พระราชาต้องพระราชทาน ทรัพย์ ยศ แก่ผู้นั้นเหมือนกับการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย
ฯ ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพร ถ้ามีกุศลก็ต้องให้ผลทันตาเห็นแก่ผู้ให้ทานทั้งนั้น
แต่เพราะไม่มีพระราชกำหนดกฎหมายไว้กุศลจึงไม่ให้ผลทันตาเห็นเสมอไป
ส่วนในภพต่อ ๆ ไป เขาก็ได้ผล มีกำลังยิ่งกว่าสำหรับอกุศลไม่ใช่อย่างนั้น ฯ
ข้าแต่พระนาคเสนพวกทายกให้ทานแล้ว
อุทิศให้แก่บุพพเปตชน ผู้ตายไปก่อนแล้วว่าขอทานนี้จงถึงแก่พวกนั้น
ดังนี้ ฯ ขอถามว่า พวกนั้นได้รับผลจากทานนั้นบ้างหรือ ฯขอถวายพระพร บางพวกก็ได้รับ
บางพวกก็ไม่ได้รับ ฯ พวกไหนได้รับ พวกไหนไม่ได้รับพระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพร
พวกเกิดในนรก สวรรค์ ดิรัจฉาน ๓ จำพวกนี้ ไม่ได้รับเปรตอีก ๓ จำพวก คือ
จำพวกอสุรกาย จำพวกหิวกระหายเหลือเกิน จำพวกหิวอาหารมากจนไฟลุกในท้อง ไม่ได้รับ
ได้รับแต่จำพวกปรทัตตูปชีวี คืออาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีวิตจำพวกเดียวเท่านั้น
ข้าแต่พระนาคเสนถ้าอย่างนั้น
ทานที่พวกทายกให้ ก็เป็นทานเสียเปล่า ไม่มีผลเพราะพวกบุพพเปตชนไม่ได้รับ ฯ
พระนาคเสนตอบว่า จะไม่มีผลหามิได้เพราะพวกทายกยังได้รับผลแห่งทานนั้นอยู่
ฯ พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสขึ้นว่าถ้าอย่างนั้น
ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอ้างเหตุให้โยมเข้าใจ ฯ พระนาคเสนตอบว่าขอถวายพระพร เหมือนอย่างว่า
มีคนพวกใดพวกหนึ่ง จัด ปลา เนื้อ สุรา อาหารส่งไปให้แก่พวกญาติ
ถ้าพวกญาติไม่รับไว้ ข้าว น้ำ ที่ส่งไปทั้งปวงนั้นจะเสียเปล่าหรืออย่างไร ฯ
ไม่เสียเปล่า พระผู้เป็นเจ้า ของนั้นเขาต้องส่งกลับมาให้เจ้าของอีก
ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรถึงพวกบุพพเปตชนไม่ได้รับผลทานนั้นพวกทายกก็ยังได้รับ
ฯ อีกอย่างหนึ่งอาตมภาพขอถามว่า เมื่อบุรุษเข้าไปในห้อง ไม่มีประตูทะลุออกไป
เขาจะออกทางไหนฯเขาต้องออกทางที่เข้าไปผู้เป็นเจ้าฯข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรพวกทายกก็ยังได้รับผลทานนั้นอยู่
ฯ
ข้าแต่พระนาคเสน สัตว์บุคคลทั้งสิ้นตายในเวลาที่ควรตายทั้งนั้น
หรือว่าตายในเวลาที่ไม่ควรตายก็มี ฯ ขอถวายพระพรตายในเวลาควรตาย อันเรียกว่า
กาลมรณะก็มี ตายในเวลายังไม่ควรตาย อันเรียกว่าอกาลมรณะก็มี ฯ
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พวกไหนตายในเวลาควรตายพวกไหนตายในเวลายังไม่ควรตาย
ฯ ขอถวายพระพร ต้นมะม่วงหรือต้นไม้อื่น ๆที่มีผลหล่นไปแต่กำลังตั้งช่อก็มี
หล่นไปในเวลามีขั้วแล้วก็มีหล่นไปในเวลาโตเท่าหัวแมลงวันก็มี
หล่นไปในเวลาดิบก็มี หล่นไปในเวลาสุกก็มีมหาบพิตร เคยเห็นบ้างไหม ฯ
เคยเห็น พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพรผลไม้ที่หล่นไปในเวลาสุก
เรียกว่า หล่นไปในเวลาที่ควรหล่น ส่วนผลไม้นอกนั้นเรียกว่า
หล่นไปในเวลายังไม่ควรหล่น คือ หล่นไปด้วยหนอนเจาะก็มี นกจิกก็มีลมพัดก็มี
เน่าก็มี เรียกว่าหล่นไปในเวลาที่ยังไม่ควรหล่นทั้งนั้น ฉันใดพวกที่ตายในเวลาชรา
เรียกว่าตายในเวลาอันควรตายทั้งนั้น นอกนั้นเรียกว่าตายในเวลายังไม่ควรตาย
คือ บางพวกก็ตายด้วยกรรมแทรก บางพวกก็ตายด้วยคติคือคติอันหนักชักไป
บางพวกก็ตายด้วยกิริยา ฯ ข้าแต่พระนาคเสน เป็นอันว่าพวกตายด้วยกรรมชักไปก็ดี
ตายด้วยคติชักไปก็ดี ตายด้วยกิริยาชักไปก็ดีตายด้วยชราครอบงำก็ดี
เรียกว่าตายในเวลาควรตายทั้งนั้น ฯก็ผู้ที่พอออกจากท้องมารดาก็ตาย
หรือตายในห้องคลอด หรือตายในเวลามีอายุ ๕ - ๖ เดือนหรือตายในเวลามีอายุ ๑ เดือน
หรือตายในเวลามีอายุ ๗ ปีโยมก็เห็นว่าตายในเวลาควรตายทั้งนั้น
ถ้าความเห็นนี้ถูก อกาลมรณะ คือการตายในเวลายังไม่ควรตายก็ไม่มี
เรียกว่าตายในเวลาที่ควรตายด้วยกันทั้งสิ้น
ขอถวายพระพรผู้ที่ตายในเวลาอายุยังจะมีอยู่อีก
มีอยู่ ๗ จำพวก คือ พวกหิวจัดตายก็มีกระหายน้ำจัดตายก็มี
ถูกงูกัดตายก็มี ถูกยาพิษตายก็มี ถูกไฟไหม้ตายก็มีตกน้ำตายก็มี ถูกศัตรูตายก็มี
ถูกยาพิษตายก็มี ถูกไฟไหม้ตายก็มี ตกน้ำตายก็มีถูกศัตรูตายก็มี
พวกนี้เรียกว่าตายในเวลายังไม่ควรตายทั้งนั้น ฯอันความตายของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีด้วยเหตุ
๘ อย่าง คือ ลมกำเริบ ดีกำเริบเสมหะกำเริบ สิ่งทั้ง ๓
นี้กำเริบ ฤดูแปรปรวน บริหารร่างกายไม่ดี ถูกผู้อื่นกระทำกรรมให้ผลรวมเป็น ๗
จำพวกด้วยกัน ฯ ตายด้วยกรรมให้ผล เรียกว่า ตายสมควรแก่กรรมของตนนอกนั้นเรียกว่าตายไม่สมควรแก่กรรม
ฯ คือ บุคคลบางพวกตายด้วยกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนฯ ผู้ใด
ทำให้ผู้อื่นอดตายไว้ในชาติก่อน ผู้นั้นต้องตายด้วยความอดอยากหลายพันปีบางทีตายด้วยความอดอยากในเวลาเป็นเด็กก็มี
ในเวลากลางคนก็มี ในเวลากลางอายุก็มีในเวลาแก่ก็มี
ผู้ใดทำให้ผู้อื่นอดน้ำตายไว้ในชาติปางก่อนผู้นั้นต้องอดน้ำตายหลายพันปี
คือ อดน้ำตายในเวลาเป็นเด็กก็มี กลางคนก็มีแก่ก็มี ฯผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยให้งูกัดสัตว์ต่อยผู้นั้นก็ต้องตายด้วยงูกัดสัตว์ต่อยอยู่หลายพันชาติ
ตายในเวลายังเป็นเด็กก็มีกลางคนก็มี แก่ก็มี ฯ
ผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยยาพิษผู้นั้นก็ต้องตายด้วยยาพิษหลายพันชาติ
ตายในเวลายังเป็นเด็กก็มี เป็นผู้ใหญ่ก็มีแก่ก็มี ฯ
ผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยไฟ ผู้นั้นต้องตายด้วยไฟหลายแสนชาติ ฯผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยน้ำ
ผู้นั้นก็ต้องตายด้วยน้ำหลายแสนชาติ คือ ตกน้ำตายจมน้ำตาย ฯ
ผู้ใดทำให้ผู้อื่นตายด้วยศัตรา ผู้นั้นก็ต้องตายด้วยศัตราหลายแสนชาติ ฯการตายของพวกเหล่านี้
เรียกว่าตายสมควรแก่กรรมทั้งนั้น
ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าเห็นว่าตายในเวลาไม่ควรตาย
อันเรียกว่า อกาลมรณะมีอยู่ ขอนิมนต์แสดงอกาลมรณะให้โยมฟัง ฯขอถวายพระพร
กองไฟใหญ่ที่ไหม้หญ้า ไหม้ไม้ กิ่งไม้หมดแล้วดับไป กองไฟใหญ่นั้นชื่อว่าดับในเวลาควรดับหรือ
ฯ อย่างนั้นพระผู้เป็นเจ้า ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร
ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานตาย เรียกว่าตายในเวลาควรตาย ฯ อีกอย่างหนึ่งกองไฟใหญ่ที่ยังไหม้เชื้อไม่หมด
แต่มีฝนแสนห่าตกลงมาทำให้ดับกองไฟใหญ่นั้นจะชื่อว่าดับหรือไม่
ฯ เรียกไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า ฯ เพราะอะไรมหาบพิตร
กองไฟอย่างหลังจึงไม่มีคติเสมอกับกองไฟอย่างก่อน ฯ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าเพราะกองไฟอย่างหลังถูกน้ำที่มาใหม่เบียดเบียน
จึงได้ดับไป ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร
ผู้ที่ตายด้วยโรคอันมีลม หรือดี หรือเสมหะเป็นสมุฏฐาน หรือสิ่งทั้ง ๓กำเริบ
หรือฤดูแปรปรวน การรักษาร่างกายไม่ดี ถูกผู้อื่นกระทำ หิว กระหาย ถูกยาพิษถูกไฟไหม้
จมน้ำ ถูกศัตราตาย เหล่านี้ เรียกว่าตายในเวลายังไม่ควรตายทั้งนั้นเหตุที่ให้ตายในเวลายังไม่ควรตาย
ได้แก่โรคเป็นต้น อย่างที่ว่ามานี้แหละขอถวายพระพร
อีกอย่างหนึ่ง เมฆตั้งขึ้นในท้องฟ้าเมื่อจะทำที่ลุ่มที่ดอนให้เต็มก็เป็นฝนตกลงมา
เมฆนั้นไม่มีสิ่งใดที่กีดขวางก็ตกลงมาได้ไม่ใช่หรือ ฯ
อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า ฯ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตรคือผู้มีชีวิตอยู่นานก็ตายไปเอง
ฯ อีกอย่างหนึ่ง เมฆตั้งขึ้นในท้องฟ้าแล้วมีลมมาพัดไป
จะเป็นฝนตกลงมาได้ไหม ฯ ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า ฯ เพราะเหตุไรมหาบพิตร
เมฆอย่างหลังกับอย่างก่อน จึงไม่มีคติเสมอกัน ฯ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าเพราะเมฆอย่างหลังถูกลมพัดไปเสีย
จึงเป็นฝนตกลงมาไม่ได้ ฯ ข้อที่ตายในเวลาไม่ควรตายก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ฯ
ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่งอสรพิษที่มีฤทธิ์แรงกล้า
ได้โกรธ กัดบุคคลใดคนหนึ่งให้ถึงความตายไม่มียาแก้ได้พิษของงูนั้น
เรียกว่าถึงซึ่งที่สุดฉันใดผู้ที่มีอายุอยู่นานสิ้นอายุแล้วก็ตายไปฉันนั้น
ฯ อีกอย่างหนึ่ง ผู้ที่ถูกกัดแต่มียาฆ่าพิษนั้นเสีย
พิษนั้นเรียกว่า หมดไปในเวลาที่ควรหมดหรือไม่ ฯ ไม่เรียกพระผู้เป็นเจ้า ฯ เพราะเหตุไร
มหาบพิตร พิษงูอย่างก่อนกับอย่างหลัง จึงไม่เหมือนกันฯ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า
พิษงูอย่างก่อนถกยากำจัดเสีย จึงหมดไปในเวลายังไม่ควรหมด ฯข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร
ผู้ที่ตายในเวลายังไม่หมดอายุก็เรียกว่าตายในเวลาไม่ควรทั้งนั้น
ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่งนายขมังธนูยิงลูกธนูไป
ลูกธนูนั้นจะต้องไปจนสุดกำลังในเมื่อไม่มีสิ่งใดกีดขวางฉันใด
ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็ตายด้วยสิ้นอายุฉันนั้น ลูกธนูที่มีสิ่งขัดขวางก็ไปไม่ถึงที่สุดฉันใดพวกมีสิ่งขัดขวางก็ตายในเวลายังไม่ถึงที่สุดแห่งอายุฉันนั้น
อีกอย่างหนึ่งเสียงภาชนะทองเหลืองที่มีผู้ตี
จะต้องดังไปจนสุดเสียง ในเมื่อไม่มีสิ่งขัดขวางฉันใด บุคคลก็จักตายในเวลาแก่
เวลาสิ้นอายุในเมื่อไม่มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งฉันนั้น ฯ
เสียงภาชนะทองเหลือง ถ้ามีสิ่งขัดขวางก็ดังไปไม่ถึงที่สุดฉันใดสัตว์ทั้งหลายถ้ามีสิ่งขัดขวาง
ก็ตายในเวลาไม่สิ้นอายุฉันนั้น
อีกอย่างหนึ่ง พืชที่บุคคลหว่านลงในนาที่ดี
ถ้าฝนตกดีและไม่มีสิ่งเบียดเบียนก็จักงอกงามดี ฉันใดสัตว์ทั้งหลายถ้าไม่มีอันตรายมาแทรกแทรงก็จะอยู่ไปจนกระทั่งสิ้นอายุฉันนั้น
ฯพืชที่เขาปลูกหว่านไว้ ถ้าขาดน้ำก็ตาย เรียกว่ามีสิ่งขัดขวางฉันใด
สัตว์ทั้งหลายถ้ามีอันตรายก็ตายก่อนสิ้นอายุฉันนั้น
ขอถวายพระพรมหาบพิตรได้เคยทรงสดับหรือไม่ว่า
มีหนอนเกิดในต้นข้าวอ่อน ๆ กัดกินกระทั่งราก ฯเคยได้สดับ
ทั้งได้เคยเห็นด้วย พระผู้เป็นเจ้า ฯ ขอถวายพระพร ข้าวนั้นเรียกว่าเสียไปในเวลาอันควรเสียหรือไม่
ฯ ไม่เรียก พระผู้เป็นเจ้า ฯข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร
ผู้ที่ตายด้วยอันตรายต่าง ๆ ในระหว่างอายุ ก็เรียกว่าตายในเวลาไม่ควรตาย
ขอถวายพระพร
มหาบพิตรได้เคยทรงสดับหรือไม่ว่าเมื่อข้าวกำลังออกรวง
มีฝนห่าใหญ่ตกลงมาทำให้ข้าวร่วงไปหมด ฯเคยได้สดับทั้งได้เห็นด้วย
พระผู้เป็นเจ้า ข้าวกล้าที่เสียไปด้วยฝนนั้นเรียกว่าเสียไปในเวลาไม่ควรเสียฉันใด
ผู้ที่ตายด้วยโรคภัยต่าง ๆ ในระหว่างอายุก็เรียกว่าตายในเวลาไม่ควรตายฉันนั้น
๑สังยุตตนิการ สคาถวรรค. ๑๕/๘๐๓
บรรณานุกรม
๑.พระไตรปิฎกภาษาไทย
(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ) เล่มที่๒๕-๓๓โรงพิมพ์มหาจุฬาราชวิทยาลัย
๒๕๓๙
๒. พระศรีวิสุทธิโสภณ (วิลาสญาณวโร
ป.ธ. ๙) ภูมิวิลาสินีธนาคารกรุงเทพจำกัดพิมพ์เพื่อบำรุงและส่งเสริมวรรณกรรมไทย
, ๒๕๑๓
๓. สุชีพ ปุญญานุภาพ
,พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนโรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย
, กรุงเทพ
ฯ , ๒๕๒๔
๔. พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย
มูลปัณณาสก์เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ,
กรุงเทพ ฯ ,
๒๕๒๕
๕. พระสุตตันตปิฎกมัชฌิมนิกาย
มูลปัณณาสก์เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ,
กรุงเทพฯ
๖. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พุทธธรรม
,โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
, กรุงเทพ
ฯ , ๒๕๔๒
๗. พระเทพดิลกพระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกายเล่ม ๑พิมพ์ที่โรงพิมพ์มหามกุฏราวิทยาลัย ,
กรุงเทพ ฯ ,
๒๕๔๓
๘. พระเทพมุนี (วิลาส ญาณวโร ป.ธ. ๙)กรรมทีปนีพิมพ์ที่สำนักพิมพ์สุภา
, ๒๕๑๗
๙. สุนทร ณ รังษี (รศ. ดร.)พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎกสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
,กรุงเทพ
ฯ , ๒๕๔๑
๑๐. พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ)
โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย , กรุงเทพ ฯ , ๒๕๓๘
๑๑. พระธรรมมหาวีรานุวัตร,
มิลินทปัญหาฉบับพร้อมอรรถกถา
ฎีกา มหานคร พิมพ์ที่โรงพิมพ์ลูก ส. ธรรมภักดี, ๒๕๐๙