บทที่ ๕
กามาวจรสวรรค์ ๖ชั้น
ในกามาวจรสุคติภูมิ มนุษย์เป็นภูมิหนึ่งใน ๗
ภูมิอีก ๖ ภูมิ ได้แก่ เทวดาในกามาจนสวรรค์ ๖ ชั้น
ในแง่ของการมีอยู่จริงการพิจารณาเกี่ยวกับมนุษย์ไม่มีปัญหาเพราะมนุษย์สามารถรับรู้การมีอยู่ของมนุษย์ด้วยกันได้การมีอยู่จริงของมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้แต่การพิจารณาเกี่ยวกับเทวดามีปัญหาเพราะเทวดาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้การมีอยู่จริงของเทวดาจึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้และสามารถปฏิเสธได้อย่างมีเหตุผลอีกด้วย
การกล่าวว่า "ความเชื่อเกี่ยวกับความมีอยู่จริงของเทวดาเป็นความเชื่อมั่นที่เหลวไหลไร้สาระที่สุด"เป็นการกล่าวที่สามารถอ้างเหตุผลประกอบได้ดีที่สุดในขณะที่การยืนยันว่าเทวดามีอยู่จริงของพุทธศาสนาเป็นการยืนยันที่กระทำได้ยากที่สุด
เทวดา ๓ประเภท
พุทธศาสนาได้จำแนกเทวดาออกเป็น ๓ ประเภทดังข้อความในพระสุตตันตปิฎกว่า
เทพมี ๓ ประเภท คือ สมมติเทพ อุปปัติเทพวิสุทธิเทพ
๑. สมมติเทพเป็นไฉน พระราชา พระราชกุมาร
(พระราชกุมารี)และพระเทวี เรียกว่าสมมติเทพ
๒. อุปปัตติเทพเป็นไฉนเทวดาชาวจาตุมหาราชิกา
เทวดาชาวดาวดึงส์ เทวดาชาวยามา เทวดาชาวดุสิตเทวดาชาวนิมมานรดี
เทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดี เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมและเทวดาในชั้นที่สูงกว่านั้นเรียกว่า
อุปปัตติเทพ
๓.วิสุทธิเทพเป็นไฉน
พระอรหันตขีณาสพสาวกของพระตถาคต และพระปัจเจกพุทธเจ้าเรียกว่าวิสุทธิเทพ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเทพยิ่งกว่าสมมติเทพยิ่งกว่าอุปปัตติเทพ
ยิ่งกว่าวิสุทธิเทพทั้งหลายเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ
ในข้อความดังกล่าวนี้คือ เทวดา ๓ประเภทที่กล่าวไว้ในขุททกนิกายจูฬนิทเทสแห่งพระสุตตันตปิฎกพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ใกล้ชิดจัดเป็น
สมมติเทพ คือเทวดาโดยสมมติที่จัดเป็นเทวดาโดยสมมติก็เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันทรงได้รับการยกย่องเคารพนับถือจากประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองประหนึ่งเป็นเทวดาในหมู่มนุษย์
สำหรับอุปปัตติเทพคือเทวดาโดยการอุบัติหรือการเกิด
เทวดาประเภทนี้เกิดเป็นเทวดาโดยธรรมชาติ เป็นสัตว์ประเภทโอปปาติกะคือพอเกิดมีขึ้นก็มีร่างกายเติบโตอยู่ในวัยหนุ่มสาวขึ้นมาในทันทีทันใดเทวดาโดยกำเนิด
หรือโดยอุบัตินี้มีภพภูมิที่อยู่ของตนในโลกนี้เช่นเดียวกับมนุษย์แต่อยู่ในมิติที่ตาธรรมดาหรือตาเนื้อของมนุษย์มองไม่เห็นจะมองเห็นได้ก็เฉพาะแต่ผู้ที่มีตาทิพย์
ส่วนวิสุทธิเทพก็คือเทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่
พระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้มีจิตบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเพราะได้ทำลายกิเลสาสวะทั้งปวง
ให้หมดสิ้นไปแล้วผู้ที่จัดอยู่ในประเภทของวิสุทธิเทพก็คือ
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวงคือ
ทรงเป็นเทพที่สมบูรณ์และสูงยิ่งกว่าสมมติเทพ ยิ่งกว่าอุปปัตติเทพและยิ่งกว่าวิสุทธิเทพอื่น
ๆ ทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่โดยความเป็นจริงตามธรรมชาติพระองค์ทรงเป็นมนุษย์
แต่โดยคุณธรรมไม่มีเทพประเภทใดสูงส่งยิ่งกว่าพระองค์พระองค์จึงทรงเป็น
"เทวาติเทพ" คือ เทพผู้ยิ่งใหญ่สูงส่งยิ่งกว่าเทพทั้งปวงสิ่งที่ควรกำหนดไว้เป็นพิเศษ
เกี่ยวกับทรรศนะเรื่องเทวดาของพุทธศาสนา ก็คือพุทธศาสนาถือว่า
วิสุทธิเทพหรือเทพโดยความบริสุทธิ์ ประเสริฐกว่าเทพทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นสมมติเทพหรืออุปปัตติเทพ
อธิเทวญาณทัสนะของพระพุทธเจ้า
แม้โดยความเป็นจริงชาวพุทธทั่วไปไม่เคยได้รับรู้และไม่สามารถรับรู้ความมีอยู่จริง
ของเทวดา ด้วยประสบการณ์ของตนเองแต่การจะปฏิเสธว่าสิ่งใด
สิ่งหนึ่ง ไม่มีอยู่จริงโดยอ้างการไม่รู้ไม่เห็นของเราเป็นมาตรฐานในการปฏิเสธจะจัดว่าเป็นการใช้เหตุผลที่สมบูรณ์และดีที่สุดแล้วคงจะไม่ถูกต้องเพราะมีอยู่ถมไปที่สิ่งซึ่งปรากฏให้เห็นเสมือนว่ามีอยู่จริง
กลับไม่มีอยู่จริงและสิ่งที่ดูเหมือนว่าไม่มีอยู่จริงเพราะตาของเรามองไม่เห็นกลับเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง
เรื่องเทวดานี้เป็นเรื่องหนึ่งที่พุทธศาสนายืนยันอย่างมั่นคงว่า
เป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่ง ที่มีอยู่จริงเท่า ๆกับการมีอยู่จริงของมนุษย์
โดยเป็นระบบชีวิตระบบหนึ่งในสังสารวัฏที่เปลี่ยนแปลงถ่ายเทกันอยู่ตลอดเวลานั่นคือมีมนุษย์จำนวนหนึ่งตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดา
และมีเทวดาจำนวนหนึ่งจุติพ้นจากสภาพของเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์เหตุการณ์ดังกล่าวนี้แม้เราจะไม่รู้ไม่เห็นแต่ว่าโดยหลักการแล้วเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุก
ๆ ชั่วโมงเพราะมีคนดีในโลกมนุษย์ตายอยู่ทุก ๆ ชั่วโมง
และมีผู้เกิดใหม่เกิดขึ้นในโลกทุก ๆชั่วโมงเช่นกัน
ในบรรดาผู้ที่ตายจำนวนร้อยจำนวนพันและเกิดใหม่จำนวนร้อยจำนวนพันในทุก ๆ
ชั่วโมงนั้น จะต้องมีอยู่บ้างแน่นอนที่ผ่านมาจากภูมิมนุษย์ไปสู่ภูมิของเทวดาและผ่านจากภูมิของเทวดามาสู่ภูมิของมนุษย์
ในพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระสุตตันตปิฎก
มีข้อความอยู่เป็นจำนวนมากที่กล่าวถึงเทวดาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมแม้เรื่องเทวดาจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยในคำสอนของพระพุทธศาสนาก็ตามแม้การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้น
จากทุกข์ตามคำสอนของพระพุทธศาสนาไม่มีความจำเป็นใด ๆ
ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเทวดาเลยก็ตามแต่การจะปฏิเสธว่า
คำสอนที่กล่าวถึงเทวดาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเหล่านั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนา
เป็นการปฏิเสธคำสอน เรื่องมรรคผลของพุทธศาสนาด้วยดังได้อภิปรายมาแล้ว
พระพุทธพจน์ต่อไปนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาพิจารณา
เกี่ยวกับมโนทัศน์ และความเชื่อเรื่องเทวดาในคำสอนของพระพุทธศาสนา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก่อนแต่ตรัสรู้ยังมิได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ เราจำได้แม้ซึ่งโอภาส
(แสงสว่าง)
แต่ไม่เห็นรูปทั้งหลาย เราจึงมีความคิด
ดังนี้ว่าถ้าเราพึงจำได้แม้ซึ่งโอภาสและพึงเห็นรูปทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้ญาณทัสนะนี้ของเราก็จะพึงบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสมัยต่อมา
เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวย่อมจำได้ซึ่งโอภาสและเห็นรูปทั้งหลายแต่เราไม่ได้ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้นเราจึงมีความคิดดังนี้ว่า
ถ้าเราจำโอภาสได้เห็นรูปทั้งหลายและยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้น
ด้วยอาการอย่างนี้ญาณทัสนะนี้ของเราก็จะพึงบริสุทธิ์ดีกว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายสมัยต่อมา
เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ย่อมจำได้ซึ่งโอภาส
เห็นรูปทั้งหลายและได้ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้นแต่ไม่รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า
เทวดาเหล่านี้มาจากเทพนิกายชั้นนั้นหรือชั้นโน้น
เรานั้นจึงคิดเห็นต่อไปว่าหากเราพึงจำโอภาสเห็นรูปทั้งหลาย
ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้นด้วยอาการอย่างนี้
ญาณทัสนะนี้ของเราก็จะพึงมี
ที่ต่ำกว่าตามหลักความจริงก็ต้องเป็นอย่างนี้
หลักการในเรื่องนี้มีอยู่ว่า บุญกิริยาวัตถุทั้ง๒
อย่างที่จะทำให้ไปเกิดในสวรรค์นั้น ต้องมีมากอย่างยิ่งแต่จะมากอย่างยิ่งแค่ไหนเป็นเรื่องที่ไม่อาจใช้ภาษาพูดกำหนดปริมาณได้เพราะบุญกุศลมีสภาพเป็นนามธรรมจึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้เครื่องตวงวัดกำหนดให้เห็นปริมาณที่แตกต่างกันได้เมื่อใช้ภาษาอธิบายไปถึงจุดหนึ่งคือ
"มากยิ่ง" หรือ "มากที่สุด" แล้วภาษาก็ไม่สามารถใช้กำหนดคุณภาพของกุศลกรรมเชิงปริมาณได้อีก
ทั้ง ๆที่คุณภาพเชิงปริมาณที่สูงขึ้นไปตามลำดับยังจะต้องมีต่อไปความมีขีดขั้นจำกัดของภาษา
ดังกล่าวนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำอธิบายเกี่ยวกับบุญกิริยาวัตถุที่ทำให้เข้าถึงสวรรค์ชั้นต่าง
ๆเหมือนกัน
กุศลกรรรมที่ทำให้บุคคลตายจากมนุษย์แล้วไปเกิดในสวรรค์นอกจากบุญกิริยาวัตถุดังกล่าวมาแล้ว
ที่มีกล่าวถึงมากที่สุดในพระสูตรต่าง ๆในพระไตรปิฎกได้แก่ สุจริต ๓
คือ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริตดังพระพุทธพจน์ว่า๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการ เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้
ธรรม ๑๐ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
จากการลักทรัพย์จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียดจากการพูดคำหยาบ
จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นไม่มีจิตคิดปองร้ายผู้อื่นมีความเห็นชอบ
ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประ
การนี้แลย่อมเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ข้อความดังกล่าวนี้จัดเป็นกายสุจริตหรือการประพฤติชอบทางกาย
๓ อย่าง คืองดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์และจากการประพฤติผิดในกาม
เป็นวจีสุจริต หรือการกระทำดีทางวาจา ๔
อย่างคือ งดเว้นจากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบและจากการพูดเพ้อเจ้อ
เป็นมโนสุจริต หรือการกระทำดีทางใจ ๓ อย่าง
คือไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่มีจิตคิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่นและมีความเห็นชอบ
นอกจากตรัสถึงธรรม ๑๐
ประการดังกล่าวแล้วนั้นพระพุทธองค์ยังตรัสถึงธรรม ๒๐ ประการ ๓๐
ประการ และ ๓๐ ประการที่ทำให้บุคคลผู้ถูกเชิญไปไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของ
ที่เขานำไปประดิษฐานไว้โดยในกรณีของธรรม ๒๐ ประการ
นอกจากงดเว้นจากกายทุจริต วจีทุจริตและมโนทุจริตด้วยตนเองแล้ว
ยังชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้นเช่นนั้นด้วย ในกรณีของธรรม ๓๐ประการ
นอกจากงดเว้นเองและชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้นแล้วยังพอใจในการงดเว้นเช่นนั้นด้วย
ในกรณีของธรรม ๔๐ ประการนอกจากงดเว้นเอง
ชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้น และพอใจในการงดเว้นเช่นนั้นแล้วยังสรรเสริญการงดเว้นเช่นนั้นด้วย
บางครั้งตรัสถึงห้วงบุญกุศล ๘ ประการ คือการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
และการรักษาศีล ๕ว่าเป็นบุญกุศลที่ทำให้บุคคลตายจากโลกมนุษย์แล้วไปเกิดในสวรรค์
๑อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, ๑๔/๑๙๘ อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ๒๐/๕๙๘
วิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆ
ชาวพุทธโดยทั่วไปย่อมตระหนักดีว่ากุศลกรรมที่บุคคลทำไว้มาก
ย่อมเป็นสาเหตุให้บุคคลไปเกิดในสุคติและสุคติที่บุคคลส่วนมากมุ่งหวัง
ก็คือ สวรรค์การได้ไปเกิดในสวรรค์จึงเป็นสิ่งปรารถนาหรือเป็นความปรารถนาของผู้ที่ทำบุญกุศลไว้มากและเห็นว่าตนเองยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะข้าถึงนิพพานได้
ทั้งนี้เพราะเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า สวรรค์มีความทุกข์น้อย
แต่มีความสุขมากส่วนเมื่อตายแล้วตนเองจะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นไหนนั้น
เลือกเอาเองไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับกุศลกรรมที่ทำไว้ ว่าน่าจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นใดชาวพุทธส่วนมากเข้าใจเช่นนี้
แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เลือกได้ ผู้ที่ทำกุศลไว้มากสามารถไปเลือกเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้
ตามต้องการ พระพุทธพจน์ต่อไปนี้เป็นหลักฐาน๑สำคัญที่ยืนยันหลักการดังกล่าวนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงเหตุที่ให้สำเร็จความปรารถนา
แก่เธอทั้งหลายพวกเธอจงฟังเหตุ ให้สำเร็จความปรารถนานั้น จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าวต่อไป
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าดีแล้วพระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีลสุตะ จาคะ ปัญญา เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
โอหนอเราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาลความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล
ความเป็นสหายแห่งคฤหบดี
มหาศาลเถิดเธอจึงตั้งจิตนั้น
อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น
อันเธอเจริญอย่างนี้ทำให้มากแล้วอย่างนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้นๆ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้คือ
มรรคนี้คือปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาลเพื่อความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาลเพื่อความเป็นสหายแห่งคฤหบดีมหาศาล
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า
เทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุขเธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
โอหนอ เราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหาย
แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์เถิดเธอจึงตั้งจิตนั้น
อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้นอันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ทำให้มากแล้วอย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้คือ
มรรค นี้คือปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นยามา
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นดุสิต
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมี
ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า
เทวดาชั้นนิมมานรดี
ดูกรภิกษุทั้งหลายประการอื่นยังมี
ภิกษุผู้ประกอบด้วย ศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเธอได้ฟังว่า
เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีมีอายุยืนมีวรรณะมากด้วยความสุข
เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหาย
แต่เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเถิดเธอจึงตั้งจิตนั้น
อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น
อันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ทำให้มากแล้ว อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความสำเร็จในภาวะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้คือ
มรรค นี้คือปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมคือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
และปัญญานอกจากจะสามารถเลือกไปเกิดในกามาวจรสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งได้ตามต้องการแล้วพระพุทธองค์ยังทรงแสดงว่า
สามารถเลือกไปเกิดในรูปาวจรสวรรค์หรืออรูปาวจรสวรรค์ชั้นใด
ก็ได้ตามต้องการเช่นกันแต่ในที่นี้กำลังพิจารณาเกี่ยวกับกามาวจรสวรรค์จึงนำพระพุทธพจน์เฉพาะเท่าที่เกี่ยวข้องมากล่าวไว้
สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นกับคำสอนในพระพุทธศาสนาปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ
คุณธรรม ๕ ประการดังกล่าวนั้น มีความหมายอย่างไรอะไรคือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
และปัญญา การทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมทั้ง ๕ประการนี้จากคำอธิบายที่พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้จัดเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔
ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรม ๔ประการเป็นไฉน
คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา (สัทธาสัมปทา)ความถึงพร้อมด้วยศีล
(สีลสัมปทา) ความถึงพร้อมด้วยจาคะ (จาคสัมปทา)ความถึงพร้อมด้วยปัญญา
(ปัญญาสัมปทา)
ดูกรพยัคฆปัชชะก็ความถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นไฉน
กุลบุตรในโลกนี้มีศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า
แม้เพราะเหตุนี้ๆพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกธรรม
ดูกรพยัคฆปัชชะนี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
ดูกรพยัคฆปัชชะความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นไฉน
กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตฯลฯ
เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยศีล
ดูกรพยัคฆปัชชะก็ความถึงพร้อมด้วยจาคะเป็นไฉน
กุลบุตรในโลกนี้มีจิตปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้วมีฝ่ามือชุ่ม
ยินดีในการสละควรแก่การขอยินดีในการจำแนกทาน
ดูกรพยัคฆปัชชะนี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยจาคะ
ดูกรพยัคฆปัชชะก็ความถึงพร้อมด้วยปัญญาเป็นไฉน
กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้มีปัญญา คือประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิด
และความดับเป็นอริยะชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ ดูกรพยัคฆปัชชะ
นี้เรียกว่าความถึงพร้อมด้วยปัญญา ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร
ธรรม ๔ ประการ คือ สัทธาสัมปทาสีลสัมปทา
จาคสัมปทา และปัญญาสัมปทา ตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิบายนี้เรียกว่าสัมปรายิกัตถประโยชน์
คือ ประโยชน์ในภายหน้า หรือประโยชน์ในอนาคต หมายความว่าผู้มีสัมปทา
หรือความถึงพร้อมด้วยคุณธรรมทั้ง ๔ ประการดังกล่าวนั้น ย่อมสามารถบรรลุประโยชน์ในภายหน้าได้ตามปรารถนา
เป็นข้อธรรมที่ตรงกับศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาในธรรมที่ให้สำเร็จความปรารถนา
คงขาดไปเฉพาะธรรมข้อที่ ๓
๑สังขารุปัตติสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก,๑๔/๓๑๘-๓๒๑ หน้า ๒๘๑
บทที่ ๖
การจุติและการเข้าถึงสุคติของเทวดา
ประมาณอายุของเทวดาในสวรรค์ชั้นต่างๆ
ดังกล่าวมาแล้ว ถ้าคิดตามความรู้สึกของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในโลกเพียงสั้นนิดเดียว
ก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่นานอย่างเหลือเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ
แต่ถ้าคิดในมุมกลับโดยเปรียบเทียบช่วงชีวิต ของมนุษย์กับช่วงชีวิตในโลกของแมลงบางชนิด
ก็อาจทำให้ได้ข้อคิดที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นบ้างนักกีฏวิทยาบอกเราว่ายุงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน
๑๐ วัน ตามปกติเพียง ๗-๘ วันมันก็ถึงอายุขัยแล้ว
ยิ่งแมลงบางชนิดมีช่วงอายุอยู่ในโลกเพียง ๒๔ ชั่วโมง หรือ ๑วันของมนุษย์เท่านั้น
ถ้าแมลงชนิดนั้นเวียนว่ายตายเกิดได้เพียง ๑เดือนของมนุษย์มันก็เวียนเกิดเวียนตาย
ตั้ง ๓๐ ชาติแล้ว ใน ๑ปีมันต้องเวียนเกิดเวียนตายถึง ๓๖๕ ชาติถ้าสมมติว่าเราสามารถติดต่อสื่อสารกับมันได้
และบอกมันว่ามนุษย์มีอายุถึง ๘๐ ปีซึ่งเท่ากับมันต้องเวียนเกิดเวียนตายถึง
๒๘,๘๐๐
ชาติ มันคงรู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และไม่น่าจะเป็นไปได้
ดีไม่ดีมันอาจจะพูดใส่หน้าเราว่าเราโกหกหรือเอาเรื่องเหลวไหลมาพูดให้มันฟังก็เป็นได้ความรู้สึกของแมลงชนิดนั้นที่ได้ทราบว่ามนุษย์
มีอายุยืนถึง ๘๐ ปีคงจะคล้ายกับความรู้สึกของมนุษย์ที่ได้รับการบอกเล่าว่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีมีอายุยืนถึง
๙,๒๑๖
ล้านปี
อย่างไรก็ตามสำหรับเทวดาในสวรรค์ชั้นต่าง
ๆ แม้ตามความรู้สึกของมนุษย์จะมีอายุยืนมากแต่ในที่สุดก็ต้องจุติ (ตาย)จากสวรรค์ที่เกิดอยู่มาแล้วไปเกิดในภพอื่นตามกรรมที่ตนเคยทำไว้จากสวรรค์อาจจะจุติไปเกิดในนรก
เป็นเปรต หรือเป็นอสุรกายก็ได้มนุษย์เมื่อรู้ตัวว่าจะตายย่อมรู้สึกหวาดหวั่น
พรั่นพรึงและเศร้าโศกหดหู่ใจฉันใดเทวดาเมื่อรู้ตัวว่าจะต้องจุติจากสวรรค์ที่อาศัยอยู่ก็ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกันฉันนั้น
พวกเพื่อนเทวดาด้วยกันเมื่อทราบว่าเพื่อนกำลังจะจุติไปเกิดที่อื่น
ก็จะพากันมาพูดปลอบใจและอวยพรให้ไปเกิดในสุคติเวลาเทวดาจะจุติจะมีนิมิต
(เครื่องหมาย, เครื่องบอกเหตุ) ๕ อย่างเกิดขึ้นรายละเอียดในเรื่องนี้จะเห็นได้จากพระพุทธพจน์๑ต่อไปนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดเทวดาเป็นผู้จะต้องจุติจากเทพนิกาย
เมื่อนั้น นิมิต ๕ประการย่อมปรากฏแก่เทวดานั้น คือ ดอกไม้ (ประดับกาย)
ย่อมเหี่ยวแห้งผ้า (ที่แต่งกาย) ย่อมเศร้าหมอง
เหงื่อย่อมไหลออกจากรักแร้ผิวพรรณของร่างกายย่อมเศร้าหมอง เทวดานั้นย่อมไม่ยินดีในทิพยอาสน์ของตน
ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อเทวดาทั้งหลายทราบว่า เทพบุตร (หรือเทพธิดา) องค์นี้จะต้องจุติจากเทพนิกาย
ย่อมอวยพรปลอบใจเทพบุตรนั้นด้วยถ้อยคำ๓อย่างว่า ท่านผู้เจริญ
เมื่อท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว ขอให้ไปสู่สุคติครั้นไปสู่สุคติแล้ว
ขอให้ท่านได้ลาภที่ดีขอให้ท่านตั้งอยู่ด้วยดีในลาภที่ได้นั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายความเป็นมนุษย์แล
จัดว่าเป็นการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลายเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว
เขาเป็นผู้มีศรัทธาในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ข้อนี้จัดว่าเป็นลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้วก็ศรัทธาของเทวดานั้นหนักแน่น
มีมูลฐานตั้งลงมั่นคงที่สมณพราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ
ในโลกทำให้คลอนแคลนไม่ได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ดังกล่าวนี้จัดว่าเป็นการตั้งอยู่ด้วยดีในลาภที่ได้ดีแล้วของเทวดาทั้งหลาย
กล่าวให้เห็นชัดยิ่งขึ้นเทวดาผู้กำลังจะจุติไปเกิดในภพอื่น
ภูมิอื่น เพราะหมดบุญที่จะอยู่ในสวรรค์นั้นต่อไปจะมีนิมิตหรือสิ่งบอกเหตุ ๕
อย่างปรากฏขึ้น คือ
๑.ดอกไม้ประดับกายเหี่ยวแห้ง
๒.เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมีสีเศร้าหมองหรือซีดจาง
๓.มีเหงื่อไหลออกจากรักแร้
๔. ผิวพรรณของร่างกายเศร้าหมองไม่เปล่งปลั่งสดใส
๕.รู้สึกเบื่อหน่ายในทิพยอาสน์หรือที่อยู่อาศัยของตน
เมื่อนิมิตทั้ง ๕ประการนี้ปรากฏขึ้น
เทพบุตรหรือเทพธิดานั้นย่อมตระหนักแน่ว่าตนถึงวาระที่จะจุติจากสวรรค์ที่เคยอยู่ไปจึงย่อมรู้สึกสะดุ้งหวาดหวั่นเช่นคนที่รู้ว่าวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของตนกำลังจะมาถึงความเศร้าโศกด้วยความอาลัยอาวรณ์ย่อมครอบงำจิตใจของเทวดาผู้กำลังประสบชะตากรรมเช่นนี้
พวกมิตรสหายใกล้ชิดที่เคยร่วมรื่นเริงสนุกสนานมาด้วยกันเมื่อได้ทราบ
ก็ย่อมใจหายที่เพื่อนต้องจากไปแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้
คงได้แต่ช่วยปลอบใจและอวยพรให้ด้วยความปรารถนาดี ๓อย่างคือ
๑. จุติไปแล้วให้ไปเกิดในสุคติ
การไปเกิดในสุคติของเทวดาก็คือได้ไปเกิดเป็นมนุษย์
๒. เมื่อไปเกิดในสุคติคือเกิดเป็นมนุษย์แล้วขอให้ได้ลาภที่ดี
สิ่งที่จัดว่าเป็นลาภที่ดีของเทวดา ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็คือได้ความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
๓. เมื่อได้ลาภที่ดีแล้วขอให้ตั้งอยู่ด้วยดีในลาภที่ได้ดีแล้วนั้นซึ่งหมายถึงการมีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างหนักแน่นมั่นคงที่ไม่มีเทวดามารพรหมหรือมนุษย์คนใดสามารถให้คลอนแคลนได้
การปลอบโยนและอวยพรของมิตรสหายเช่นนี้เป็นการแสดงน้ำใจของมิตร
ผู้กำลังจะจากไปอาจจะช่วยให้เพื่อนบรรเทาความเศร้าโศกลงได้บ้าง
แต่การที่เทวดาองค์หนึ่งจุติแล้วไปเกิดที่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับอดีตกรรมของตนที่เคยทำไว้ถ้ายังมีกุศลกรรมเหลืออยู่ก็คงได้ไปเกิดเป็นมนุษย์
สมปรารถนา แต่ถ้าว่าวิบากแห่งกุศลกรรมได้ใช้หมดสิ้นไปแล้วในสวรรค์
อกุศลกรรมที่ทำไว้ได้ช่องโอกาสเข้าให้ผลต่อ
ก็คงต้องไปเกิดตามกำลังชักนำของอกุศลกรรมนั้น เช่นหล่นจากสวรรค์ก็ตกลงไปในนรกเลยทีเดียว
หรือไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกายก็เป็นได้เทวดาผู้กำลังจะจุติเอง
ก็อาจไม่รู้ว่าตนจะไปเกิดที่ไหนกว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อจิตผ่านเข้าสู่มรณาสันนกาลและมรณาสันนวิถีในไม่กี่วินาทีก่อนจุติ
นิมิต ๓ อย่าง คือ กรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่ง
ตามสภาพของกรรม ที่จะเข้าให้ผลต่อย่อมปรากฏแก่จิตของเขา
ในช่วงนั้น พอจุติจิตดับ เทวดานั้นก็หายวับไปจากสวรรค์ไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ เหลือไว้
พอปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นต่อจากจุติจิตเขาก็เกิดใหม่ในภพใหม่ภูมิใหม่ในทันใดนั้นชาวพุทธผู้เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏส่วนมากก็รู้แต่ว่า
สุคติที่น่าปรารถนาของมนุษย์ก็คือการได้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงบอกไว้ก็คงจะไม่ทราบว่า
อันสุคติที่น่าปรารถนาของเทวดานั้นก็คือการได้เกิดเป็นมนุษย์
ผู้เป็นมนุษย์อยู่แล้วจึงควรภูมิใจที่ได้เกิดมาดีแล้วสวรรค์นั้น
เป็นที่เกิดเสวยผลของกุศลกรรมที่ได้ทำไว้สมัยเป็นมนุษย์เทวดาส่วนมาก
มัวแต่หมกมุ่นมัวเมาสนุกสนานอยู่กับกามคุณ ๕ไม่ค่อยได้คิดทำบุญกุศลอะไรเพิ่มเติม
แม้คิดจะทำก็หาที่ทำบุญไม่ได้เพราะในสวรรค์ไม่มีวัด
และไม่มีพระสงฆ์ที่จะใส่บาตรหรือถวายสังฆทาน ไม่มีโรงพยาบาลไม่มีสภากาชาด
ที่จะให้ได้บริจาคทรัพย์ ช่วยเหลือเพื่อนเทวดาไม่มีขอทานที่คอยเรียกร้องขอความเมตตา
พวกเทวดาส่วนมากจึงกินอยู่แต่บุญเก่าบางองค์อยากทำบุญเพิ่มขึ้น
ก็ต้องลงมาสู่มนุษยโลก มาสิงสถิตอยู่ตามศาลเจ้าตามต้นไม้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือ
แก่มนุษย์ผู้ตกทุกข์หรือประสบเคราะห์กรรมที่มากราบไหว้บนบานศาลกล่าวขอให้ช่วยเหลือแต่ก็ช่วยได้บ้างไม่ได้บ้าง
และช่วยได้ไม่มากนักเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องเจ้าพ่อเจ้าแม่
ไม่นับถือเทวดา เพราะฉะนั้นเทวดาที่ลงมาเสวงหาบุญเพิ่มเติมในโลกมนุษย์
จึงแสวงหาได้กระท่อนกระแท่นเต็มทีแต่มนุษย์เองที่อยู่ในฐานะและภาวะที่จะแสวงหาบุญกุศลได้มากไม่จำกัดก็กลับไม่คิดแสวงหา
ชอบแสวงหาสิ่งที่เป็นบาปอกุศลมากกว่าด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายสัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานเกิดในเปตวิสัยมากกว่าโดยแท้
สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดามีเป็นส่วน
น้อย สัตว์ที่ไปเกิดในนรก เกิดในเดียรัจฉาน
เกิดในเปตวิสัยมีมากกว่าโดยแท้
พระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้ทำให้ปัญหาซึ่งเป็นที่สนใจของคนเป็นจำนวนมากว่า
มนุษย์ตายแล้วไปไหน แจ่มแจ้งขึ้นนั่น คือ
๑.
มนุษย์ส่วนหนึ่งตายแล้วได้เกิดเป็นมนุษย์อีกแต่ก็เป็นจำนวนน้อยของมนุษย์ที่ตายไปทั้งหมด
๒.มนุษย์ส่วนหนึ่งตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์แต่ก็เป็นจำนวนน้อยของมนุษย์ที่ตายแล้วเช่นกัน
๓. มนุษย์ส่วนมากตายแล้วบางพวกไปเกิดในนรก
บางพวกเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน และบางพวกเกิดเป็นเปรตซึ่งเมื่อรวมทั้ง ๓
พวกเข้าด้วยกัน ก็จะมีจำนวนมากกว่าประเภทที่ ๑ และที่๒
อะไรเป็นสาเหตุให้มนุษย์ส่วนมากตายแล้วไปเกิดในนรกเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานและเกิดเป็นเปรตถ้าพิจารณาจากข้อความที่กล่างถึงมาแล้วในบทนี้ที่เกี่ยวกับกรรมซึ่งทำให้บุคคลตายแล้วเกิดเป็นมนุษย์
และเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ก็จะพบว่าการให้ทาน
และการรักษาศีลเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไปเกิดเช่นนี้ นั่นคือถ้าให้ทานน้อยและรักษาศีลน้อย
ตายแล้วจะเกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีให้ทานพอประมาณและรักษาศีลพอประมาณ
จะทำให้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีถ้าให้ทานมากและรักษาศีลมากจะทำให้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์แต่มนุษย์ในโลกนี้ส่วนมากไม่ค่อยบริจาคทาน
ยิ่งการรักษาศีลก็ยิ่งน้อยลงไปทุกทีส่วนใหญ่มักยินดีในการทำบาปอกุศล
ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจเพราะฉะนั้นการที่มนุษย์ส่วนมากตายแล้วไปเกิดในนรก
ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานหรือในเปตวิสัย จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มาก
และมีความสมเหตุสมผลตามหลักศีลธรรมหรือจริยธรรมของมนุษย์ที่ตายแล้วเช่นกัน
๑ขุทกนิกาย อิติวุตตก. ๒๕/๒๖๑-๒๖๒ หน้า ๒๘๔