บทที่

ภพ ๓ ภูมิ ๔


 คำว่า ภพ ในพุทธศาสนา หมายถึงที่อันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ของหมู่สัตว์ ส่วนคำว่า ภูมิ หมายถึงชั้นหรือระดับแห่งจิต หรือระดับแห่งชีวิตของหมู่สัตว์ที่เกิดอยู่ในภพต่าง ๆภพกับภูมิในพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างที่จะแยกออกจากกันไม่ได้สัตว์เกิดอาศัยอยู่ในภพประเภทไหนระดับแห่งจิตหรือระดับแห่งชีวิตก็จะอยู่ในประเภทหรือระดับเดียวกับภพที่เกิดอาศัยอยู่นั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับภพจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิพร้อม ๆกันไปด้วย
 พุทธศาสนาแบ่ง "ภพ" ออกเป็น ๓ คือ กามภพ รูปภพและอรูปภพ
 กามภพได้แก่ภพอันเป็นที่เกิดอยู่ของหมู่สัตว์ผู้มีใจยังติดข้องเกาะเกี่ยวอยู่กับกามคุณ ๕ คือยังมีจิตเพลิดเพลินยินดีกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งกระทบกาย)ที่น่ารักใคร่น่าพอใจหมู่สัตว์ที่เกิดอยู่ในกามภพมีทั้งที่อยู่ในสุคติภูมิและทุคติภูมิที่เกิดอยู่ในทุกคติภูมิได้แก่สัตว์ผู้เข้าถึงคติ ๓ คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉานและเปตวิสัย ที่เกิดอยู่ในกามสุคติได้แก่สัตว์ที่เกิดในกำเนิดของมนุษย์และเกิดเป็นเทวดาในกามวจรสวรรค์ ๖ ชั้น คือสวรรค์ชั้นจาตุมมหาริชิกา ดาวดึงส์ ยามาดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดี
 รูปภพได้แก่ภพอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่แห่งรูปพรหมในภูมิทั้ง ๔ คือรูปพรหมในพรหมโลกหรือสวรรค์ชั้นปฐมฌานภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๑)ชั้นทุติยภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๒) ชั้นตติยภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๓)และชั้นจตุตถฌานภูมิ (ภูมิของผู้ได้รูปฌานที่ ๔ )รูปภพนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารูปาวจรสวรรค์รูปภพหรือรูปาวจรสวรรค์นี้จัดเป็นสุคติภพผู้เกิดอยู่ในรูปภพรวมอยู่ในสิ่งมีชีวิตประเภทเทวดาของคติ๕
 อรูปภพได้แก่ภพอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่แห่งอรูปพรหม ๔ ประเภท คือ อรูปพรหมที่เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะอรูปพรหมทั้ง ๔ ประเภทดังกล่าวนี้เกิดและอาศัยอยู่ในอรูปาวจรสวรรค์ที่มีชื่ออย่างเดียวกับชื่อของพรหมอรูปาวจรสวรรค์ทั้ง ๔ บางทีก็เรียกว่าอรูปโลกแปลว่าโลกอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ของหมู่สัตว์ผู้ไม่มีรูปร่างรายละเอียดในเรื่องนี้จะได้กล่าวถึงในอันดับต่อไปหมู่สัตว์ผู้เกิดอยู่ในอรูปภพก็รวมอยู่ในสิ่งมีชีวิตประเภทเทวดาของคติ ๕ เช่นกันและภพนี้ก็จัดเป็นสุคติภพ

ภูมิ
 ภูมิตามทัศนะของพุทธศาสนา หมายถึงระดับแห่งจิตหรือระดับ

แห่งชีวิตของหมู่สัตว์ที่เกิดอยู่ในภพต่าง ๆในขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรค ได้กล่าวถึงภูมิ ๔ ไว้ดังนี้
 ภูมิ ๔ คือกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิกามาวจรภูมิเป็นไฉนขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร

วิญญาณ อันท่องเที่ยวคือนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปจนถึง

อเวจีมหานรกเป็นที่สุดข้างบนขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

เป็นที่สุดนี้เป็นกามาวจรภูมิ
 รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกหรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยว คือนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิษฐ์เป็นที่สุดนี้ ชื่อว่ารูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกหรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ข้างล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะภพตลอดขึ้นไปจนถึงเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพข้างบนเป็นที่สุดนี้ชื่อว่าอรูปาวจรภูมิ
 โลกุตตรภูมิเป็นไฉน มรรค ผลนิพพานธาตุอันปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตตระ นี้ชื่อว่าโลกุตตรภูมิ ภูมิมี๔ เหล่านี้
 กามวจรภูมิคำว่า "กามภพ" กับกามาวจรภูมิ" มีความหมายใกล้เคียงกันมากถ้าไม่พิจารณาให้ดีอาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวได้ว่ามีความหมายอย่างเดียวกันถ้าจะเปรียบเทียบกับคำว่า "ประเทศไทย" และ "คนไทย" อาจจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเวลาเราพูดว่า "ประเทศไทย"เราหมายถึงประเทศหรือดินแดนอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ของคนไทยดินแดนอื่นนอกเหนือออกไปจากนี้ไม่สามารถเรียกว่าประเทศไทย
 ในทำนองเดียวกันเวลาพูดว่า "กามภพ" ก็หมายถึง "ที่เกิดและอาศัยอยู่"ของสัตว์ที่ยังมีจิตเกาะเกี่ยวอยู่กับกามคุณ ๕จิตที่ยังเกาะเกี่ยวเพลิดเพลินยินดีหรือไม่ยินดีด้วยกามคุณ ๕ เรียกว่า "กามาวจรจิต"จิตที่เป็นกามาวจรนี้เป็นจิตที่อยู่ในระดับ "กามาวจรภูมิ"หมู่สัตว์ที่มีปกติภาพของจิตอยู่ในระดับกามาวจรภูมิ เป็นสัตว์ที่เกิดอาศัยอยู่ใน "กามภพ" มีข้อที่ควรทำความเข้าใจเป็นพิเศษอย่างหนึ่งก็คือผู้ที่เกิดอยู่ในกามสุคติภูมิเช่นมนุษย์บางเวลาหรือบางโอกาสอาจพัฒนาจิตของตนให้ขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าภูมิปกติของตนก็ได้เช่นผู้ที่เจริญสมาธิ จนเข้าถึงรูปฌาน ขณะที่อยู่ในระดับใดระดับหนึ่งจิตก็อยู่ในระดับรูปาวจรภูมิ ถ้าได้อรูปฌานขณะที่อยู่ในอรูปฌานจิตก็อยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิ ถ้าเป็นผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลขณะที่เข้าสู่ผลสมาบัติจิตก็อยู่ในระดับโลกุตตรภูมิ
 หมู่สัตว์ที่เกิดอาศัยอยู่ในกามภพทั้งหมดที่มีปกติภาพของจิตอยู่ในระดับกามาวจรภูมิที่อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นหมู่สัตว์ในกามาวจรภูมิได้แก่สัตว์ในอบายภูมิ ๔ คือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดียรัจฉานและสัตว์ในกามาสุคติภูมิ ๗ คือ มนุษย์เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดีรวมเป็นสัตว์ในกามาวจรภูมิ ๑๑ ประเภท
 รูปภาวจรภูมิได้แก่ ภูมิที่เกี่ยวเนื่องกับรูปฌาน หมายถึงระดับของจิตอย่างเดียวที่เข้าถึงภูมินี้ก็ได้ หมายถึงทั้งระดับชีวิตและระดับจิตของสัตว์ผู้เข้าถึงภูมินี้ก็ได้นัยแรกมีความหมายตรงกับข้อความที่ว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ" คำว่า "เข้าสมาบัติ" ก็คือเข้าอยู่ในญานหรือเข้าฌานฌานหรือสมาบัติที่ผู้เจริญสมาธิเข้าอยู่ในระดับนี้ได้แก่รูปฌานที่เรียกว่ารูปฌานก็เพราะเป็นฌานที่ผู้เจริญสมาธิเข้าถึงได้ด้วยการเพ่งสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์จิตของผู้ที่ได้ฌานและเข้าอยู่ในฌานเรียกว่ารูปาวจรจิตผู้ที่สามารถเจริญสมาธิจนกระทั่งได้ฌานมีแต่ผู้ที่เกิดอยู่ในสุคติภูมิเช่นมนุษย์เท่านั้น ส่วนผู้ที่เกิดอยู่ในทุคติภูมิ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกายไม่มีความสามารถดังกล่าวนี้ สิ่งที่เราควรทราบเป็นพิเศษในเรื่องนี้ก็คือจิตที่นับได้ว่าเป็นรูปปาวจรจิตก็เฉพาะเวลาที่บุคคลผู้ได้ฌานเข้าสมาบัติหรือเข้าอยู่ในฌานเท่านั้นเข้าสมาบัติอยู่นานเท่าไร จิตของเขาก็ดำรงสภาวะเป็นรูปาวจรจิตอยู่นานเท่านั้นหลังจากออกจากสมาบัติแล้วจิตของเขาก็คงเป็นกามาวจรจิตตามเดิม
 จิตที่เรียกว่ารูปจรจิตนี่เองที่อยู่ในระดับรูปาวจรภูมิดังกล่าวมานี้คือความหมายของข้อความที่ว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ"ซึ่งเป็นลักษณะของจิตอย่างเดียวที่เข้าถึงรูปาวจรภูมิ
 ส่วนความหมายที่สองว่า "หมายถึง" ทั้งระดับชีวิตและระดับจิตของสัตว์ผู้ถึงรูปาวจรภูมิ" นี้เป็นลักษณะของสัตว์ผู้เกิดอยู่ในรูปภพ ซึ่งได้แก่รูปพรหมประเภทต่าง ๆที่เกิดอยู่ในสวรรค์หรือพรหมโลก ตั้งแต่ชั้นปฐมฌานภูมิขึ้นไปจนถึงชั้นจตุตถฌานภูมิรูปพรหมทั้งหลายเหล่านั้นมีจิตเป็นรูปาวจรจิตอยู่โดยปรกติวิสัยหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมีจิตเป็นรูปาวจรจิตอยู่ตลอดเวลาดังกล่าวนี้คือความหมายของข้อความที่ว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เกิดอยู่ในพรหมโลก"เนื่องจากเป็นผู้มีจิตอยู่โดยปรกติวิสัย พรหมทั้งหลายในรูปภพจึงชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในระดับรูปาวจรภูมิทั้งชีวิตและจิตใจ
 สำหรับข้อความว่า "ธรรม คือจิตและเจตสิกของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน" นี้มีความหมายเช่นเดียวกับของผู้เข้าสมาบัติต่างกันแต่เพียงว่าผู้เข้าสมาบัติอาจเป็นปุถุชนผู้ได้ฌานก็ได้แต่ท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันหมายถึงพระอริยบุคคลผู้ได้ฌานสมาบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ ๘ซึ่งท่านมักจะถือเอาการเข้าอยู่ในฌานเป็นการพักผ่อนเป็นการเข้าสู่วิเวกทั้งกายและใจจิตของท่านในขณะที่เข้าสู่วิเวกในฌานสมาบัติเป็นรูปาวจรกิริยาจิตอยู่ในระดับรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิได้แก่ ภูมิที่เกี่ยวเนื่องกับอรูปฌาน คำอธิบายเกี่ยวกับอรูปาวจรภูมินี้เป็นเช่นเดียวกับคำอธิบายของรูปาวจรภูมิถ้าเป็นบุคคลที่เกิดอยู่ในกามภพเข้าอรูปสมาบัติหรืออรูปฌาน ๔ ชั้นใดชั้นหนึ่งจิตของเขาขณะอยู่ในอรูปฌานก็เรียกว่าอรูปาวจรจิตจิตที่เป็นอรูปาวจรจิตจัดว่าอยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิถ้าเป็นผู้เกิดเป็นอรูปพรหมอยู่ในอรูปโลกหรืออรูปาวจรสวรรค์จิตของอรูปพรหมเหล่านั้นย่อมเป็นอรูปาวจรจิตอยู่โดยปรกติวิสัยชีวิตและจิตของอรูปพรหมทั้งหลายจัดว่าอยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิตลอดเวลาพวกอรูปพรหมนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีแต่จิตอย่างเดียวโดยไม่มีร่างกายเรื่องนี้จะได้อธิบายเพิ่มเติมตอนหลัง พระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ ๘อาจใช้การเข้าอยู่ในอรูปฌาน เป็นการพักผ่อนเพื่อกายวิเวกและจิตวิเวกจิตของท่านในขณะที่เข้าอยู่ในอรูปฌานเป็นอรูปาวจรกิริยาจิตซึ่งอยู่ในระดับอรูปาวจรภูมิ
 โลกกุตตรภูมิคำนี้แปลตามตัวอักษรว่า ภูมิที่เหนือโลก หรือภูมิที่สูงพ้นระดับของโลกโลกุตตรภูมินี้บางทีบาลีใช้ว่า อปริยาปันภูมิเป็นภูมิแห่งจิตของพระอริยบุคคลที่เรียกว่าโลกุตตรจิตภ เป็นมรรคจิต ๔ และผลจิต ๔ได้แก่โสดาปัตติมรรคจิต โสดาปัตติผลจิต สกทาคามิมรรคจิต สกทาคามิผลจิตอนาคามิมรรคจิต อนาคามิผลจิต และ อรหัตตมรรคจิต อรหัตตผลจิตมรรคจิตผลจิตดังกล่าวนี้เป็นจิตที่อยู่ในระดับอปริยาปันนภูมิหรือโลกุตตรภูมิที่เรียกว่าเป็นภูมิที่อยู่เหนือโลกหรือพ้นระดับของโลกก็เพราะภาวะทางจิตของสัตว์โลกตามปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสัตว์โลกในกามภพ รูปภพหรืออรูปภพ ไม่มีจิตที่อยู่ในระดับของภูมินี้ หรือกล่าวให้กระชับขึ้นจิตในระดับโลกุตตรภูมินี้ไม่ได้มีอยู่ตามปกติในหมู่สัตว์ของภพทั้ง ๓จิตในระดับโลกุตตรภูมิเป็นจิตที่ต้องพัฒนาให้มีขึ้นจึงจะเกิดมีขึ้น
 สำหรับมรรคจิตทั้ง๔ ประเภทนั้น เกิดมีขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วดับไปเมื่อดับไปแล้วก็จะไม่เกิดมีขึ้นมาใหม่อีกส่วนผลจิตแต่ละอย่างเมื่อเกิดมีขึ้นและดับไปแล้วก็อาจเกิดมีขึ้นมาได้อีกโดยไม่จำกัดจิตของพระอริยบุคคลแต่ละประเภทจะนับว่าเป็นโลกุตตระผลจิตก็ต่อเมื่อท่านเข้าสู่ผลสมาบัติในช่วงที่ท่านอยู่ในผลสมาบัติจิตของท่านเป็นโลกุตตรจิตเมื่อท่านออกจากผลสมาบัติแล้วหรือในเวลาที่ท่านดำเนินชีวิตตามปกติธรรมดาจิตของท่านคงเป็นจิตธรรมดาตามภพภูมิที่ท่านเกิดอยู่ คือถ้าเป็นพระอริยะบุคคลประเภทโสดาบันสกทาคามีและอนาคามี ซึ่งยังละกิเลสได้ไม่หมดและท่านเกิดอยู่ในกามภพจิตของท่านก็เป็นกามาวจรจิตซึ่งอยู่ในระดับกามาวจรภูมิถ้าเป็นพระอรหันต์จิตของท่านก็เป็นกามาวจรกิริยาจิตซึ่งเป็นจิตในระดับกามาวจรภูมิเช่นกัน ถ้าพระอริยบุคคลดังกล่าวเกิดอยู่ในรูปภพในชีวิตตามปกติธรรมดา จิตของท่านก็เป็นรูปาวจรวิบากจิต ถ้าเกิดอยู่ในอรูปภพจิตตามปกติธรรมดาก็เป็นอรูปาวจรวิบากจิตถ้าเกิดอยู่ในภพจิตตามปกติธรรมดาก็เป็นอรูปาวจรจิตจิตของท่านจะเป็นโลกุตตระจิตก็ต่อเมื่อท่านเข้าสู่ผลสมาบัติ
 โลกุตตรภูมิเป็นภูมิที่ไม่ผูกพันอยู่กับภพใดภพหนึ่งโดยเฉพาะจึงเรียกว่าเป็นภูมิที่อยู่เหนือภพหรือเหนือโลก ว่าโดยหลักการสัตว์ที่เกิดในสุคติไม่ว่าจะเกิดอยู่ในกามภพหรือรูปภพยกเว้นอสัญญีสัตว์แห่งชั้นจตุตถฌานภูมิของรูปภพสามารถพัฒนาจิตของตนให้ก้าวขึ้นถึงระดับโลกุตตรภูมิได้เท่าเทียมกันที่อสัญญีสัตว์ไม่สามารถพัฒนาจิตของตนได้ก็เพราะอสัญญีสัตว์มีแต่ร่างกายไม่มีจิตเรื่องนี้จะอธิบายเพิ่มเติมในตอนหลัง

บทที่

กำเนิดในกามภพ


 ชีวิตของหมู่สัตว์ที่ถือกำเนิดในกามภพแบ่งออกเป็นระดับหรือภูมิย่อย๒ ภูมิ คือกามาวจรสุคติภูมิ และกามาวจรทุคติภูมิ ในกามาวจรสุคติภูมิมีสัตว์อยู่ ๒ประเภทใหญ่ คือมนุษย์และเทวดา
 สำหรับเทวดานั้นได้แก่เทวดาในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น คือสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดีและปรนิมมิตวสวัตดี
 ส่วนกามาวจรทุคติภูมิได้แก่อบายภูมิ ๔มีสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอยู่ ๔ประเภท คือสัตว์นรก สัตว์เดียรัจฉาน เปรต และอสุรกายถ้าจัดประเภทตามคติก็มี ๓ โดยรวมอสุรกายเข้ากับหมู่สัตว์ประเภทเปรต

กามาวจรสุคติภูมิ


 ๑.มนุษย์
 พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นการเกิดในสุคติ ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ที่มีอาการ ๓๒สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดมาเป็นคนตาบอดมาแต่กำเนิดหูหนวกและเป็นใบ้มาแต่กำเนิด แขนกุดเท้ากุดหรือพิกบพิการทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งมาแต่กำเนิด หรือมีความพิการทางสมอง ทำให้เป็นคนปัญญาอ่อนไปตลอดชีวิตถึงกระนั้นเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ถือว่าได้เกิดในสุคติเหตุผลในเรื่องนี้ก็คือภูมิของมนุษย์เป็นภูมิที่มนุษย์ทุกคนสามารถมีกามสุขหรือความสุขที่เกิดขึ้นจากกามคุณ ๕ได้เสมอเหมือนกัน และโดยไม่ยาก เช่น เมื่อได้สูดกลิ่นหอมของดอกมะลิหรือดอกนมแมวไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือยาจก ไม่ว่าจะเป็นคนมีร่างกายสมบูรณ์หรือคนตาบอดหูหนวกย่อมรู้สึกหรือได้เสวยสุขเวทนา เพราะได้สูดดมกลิ่นหอมเสมอเหมือนกันใช่ว่าจะมีแต่เศรษฐีหรือคนมีร่างกายสมบูรณ์เท่านั้นมีความสุขมากกว่าก็หามิได้เมื่อได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อยยามหิวจัดเศรษฐีกับยาจกก็ย่อมรู้สึกอร่อยและเสวยสุขเวทนาเสมอเหมือนกันเมื่อได้ยินเสียงที่ไพเราะและชอบใจในเสียงนั้นคนมีร่างกายสมบูรณ์กับคนแขนขาพิการก็ย่อมมีความสุขเท่าเทียมกันได้เมื่อเศษแก้วบาดเท้าหรือหนามตำเท้า เศรษฐีกับยาจกก็ย่อมรู้สึกเจ็บปวดและเสวยทุกขเวทนาเช่นเดียวกัน เมื่อได้กลิ่นเหม็นเช่นกลิ่นสุนัขเน่าเศรษฐีกับยาจกก็ย่อมรู้สึกเหม็นและเสวยทุกขเวทนาเช่นเดียวกันใช่ว่ายาจกจะรู้สึกเหม็นมากกว่าและเศรษฐีเหม็นน้อยกว่าก็หามิได้นอกจากกามสุขหรือโลกียสุข ที่มนุษย์อาจมีได้หรือแสวงหาได้โดยไม่จำกัดแล้วยังอาจแสวงหาโลกุตตรสุขหรือวิมุติสุข - สุขที่เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสได้อีกถ้าปรารถนาและลงมือกระทำเหตุให้เหมาะสมกับผลที่ต้องการ
 แม้ว่าตามความเป็นจริงภูมิของมนุษย์จะเป็นภูมิแรกและต่ำสุด ในบรรดากามาวจรสุคติภูมิแต่ภูมิของมนุษย์ก็จัดว่าเป็นภูมิที่สำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นภูมิกลางระหว่างสุคติภูมิที่สูงขึ้นไปกับทุคติภูฒิหรืออบายที่ต่ำลงไปพระโพธิสัตว์ทุกองค์ทั้งในอดีตที่ล่วงมาแล้วและในอนาคต ที่จะมีมาในโอกาสต่อไปเมื่อบำเพ็ญบารมีเต็มเปี่ยมและล้วนแต่มาและจะมาอุบัติแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกมนุษย์ทั้งสิ้นพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็เริ่มประดิษฐานขึ้นในโลกมนุษย์ก่อนแล้วจึงแผ่แพร่หลายไปยังสุคติภูมิอื่น ๆ โลกมนุษย์เป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรเพื่อการเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์เพราะในโลกมนุษย์ความสุขไม่มีมากจนเกินไปอันจะทำให้จิตใจหมกมุ่นมัวเมาหลงระเริงจนลืมตัวลืมตายและไม่มีความทุกข์มากจนเกินไปจนไม่มีช่องว่างให้จิตได้มีเวลาใคร่ครวญพิจารณาธรรม
 อีกอย่างหนึ่งอายุของมนุษย์ก็ไม่ได้ยืนยาวมากนัก ทำให้ไตรลักษณ์ คือ อนิจจตา - ความไม่เที่ยงทุกขตา - ความเป็นทุกข์ และอนัตตตา -ความปราศจากตัวตนที่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงปรากฏให้พิจารณาเห็นได้ง่ายการพิจารณาให้เห็นแจ้งในไตรลักษณ์เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์

กรรมที่อำนวยผลให้เกิดเป็นมนุษย์


 ตามทรรศนะของพุทธศาสนาเมื่อกิเลสยังมีอยู่ เมื่อกิเลสยังไม่ถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป บุคคลตายแล้วย่อมเกิดอีกดังที่พระมหาโกฐิตะเรียนถามพระสารีบุตรว่า "ความเกิดในภพใหม่ในอนาคต มีได้อย่างไร"พระสารีบุตรตอบว่า "ความยินดียิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ความเกิดในภพใหม่ในอนาคตมีได้อย่างนี้" ข้อความนี้แสดงอวิชชาและตัณหาซึ่งเป็นกิเลสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัตว์ตายแล้วต้องมาเกิดอีกแต่การจะไปเกิดที่ไหนและมีสภาพของชีวิตในภพใหม่เป็นอย่างไรนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกิเลส แต่ขึ้นอยู่กับกรรมที่เคยได้กระทำไว้ในชีวิตที่ผ่านมาดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า
 ดูกรภิกษุทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็น
 ผู้รับผลของกรรมมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยเขากระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตามเขาย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
   ดูกรภิกษุทั้งหลายการอุบัติของสัตว์ย่อมมีเพราะกรรมอันมีแล้ว ด้วยประการดังนี้แล คือเขาย่อมอุบัติด้วยกรรมที่เขาทำไว้ ผัสสะอันเป็นวิบากย่อมกระทบเขาผู้อุบัติแล้วภิกษุทั้งหลายเราย่อมกล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรรมด้วยประการฉะนี้
 พิจารณาจากข้อความที่ได้ยกมากกล่าวไว้ทั้ง๒ ข้อความ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า อวิชชา อันได้แก่ความเขลาหรือความไม่รู้แจ้งในสิ่งทั้งปวงตามสภาพความเป็นจริง และตัณหาอันได้แก่ความทะยานอยาก คืออยากได้อยากมี อยากเป็น และในแง่ลบคือไม่อยากได้ ไม่อยากมีและไม่อยากเป็น ซึ่งรวมอีกอย่างหนึ่งว่ากิเลส เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขว่าบุคคลตายแล้วจะต้องเกิดอีก ส่วนกรรมที่ทำไว้เป็นตัวกำหนดสภาพของการเกิดใหม่ว่าจะต้องไปเกิดที่ไหน เป็นอะไร และมีสภาพแวดล้อมของชีวิตใหม่เป็นอย่างไรหลักคำสอนเรื่องกรรมของพระพุทธศาสนา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บุคคลทำกรรมใดไว้ดีหรือชั่ว เขาย่อมได้รับผลกรรมนั้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงส่วนการจะได้รับผลมากหรือน้อยนั้น เป็นไปตามเงื่อนไขอื่น ๆอีกหลายอย่างดังที่กล่าวไว้แล้วนั้นตอนก่อน
 การเกิดเป็นมนุษย์เป็นการเกิดในสุคติภูมิดังกล่าวแล้วแต่กรรมอะไรทำให้บุคคลได้เกิดเป็นมนุษย์นับว่าเป็นเรื่องที่น่ารู้หรือน่าสนใจอย่างยิ่งเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
 ดูกรภิกษุทั้งหลายบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉนคือบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการภาวนา บุคคลบางคนในโลกนี้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเพียงเล็กน้อยทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเพียงเล็กน้อยไม่เจริญบุญ
 กิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยการภาวนาเลยเมื่อไปเขาเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดี
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลพอประมาณไม่เจริญ
 บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลยเมื่อตายไปเขาเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพของชีวิตที่ดี
 พระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเกิดเป็นมนุษย์ซึ่งจัดเป็นการเกิดในสุคตินั้นเป็นไปได้ด้วยบุญหรือกุศลกรรม คือการบริจาคทานและการรักษาศีลถ้าการบริจาคทานและการรักษาศีลนั้นได้กระทำเพียงเล็กน้อยบุญหรือกุศลกรรมนั้นจะอำนวยผลให้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีก็เช่น เกิดมาในตระกูลที่ยากจนขัดสนรูปร่างผิวพรรณหน้าตาไม่สวยงาม มีอวัยวะร่างกายบางอย่างไม่สมประกอบ ขัดสนลาภยศชีวิตมักมีอุปสรรคขาดแคลนโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น
 สภาพที่ไม่ดีเช่นที่กล่าวมานี้หรืออื่นๆ ย่อมทำให้ชีวิตของบุคคลประสบความยากลำบาก แต่พึงทราบว่าพระพุทธศาสนาไม่สอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของบุคคลขึ้นอยู่กับอดีตกรรมเพียงอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำใหม่หรือปัจจุบันกรรมด้วยและขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรมเป็นส่วนใหญ่ด้วย
 ตามทรรศนะของพุทธศาสนาสภาพที่ทำให้ชีวิตมีคุณภาพที่ไม่ดีนั้น ถ้าไม่เป็นสิ่งร้ายแรงเกินไปมาแต่กำเนิดล้วนแต่แก้ไขด้วยการกระทำในปัจจุบันได้ทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ เช่นเกิดมาในตระกูลยากจนขัดสน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยากจนขัดสนเช่นนั้นไปจนตายถ้าใช้หลักอัตตสัมมาปณิธิคือการตั้งตนไว้ชอบที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลอันสูงสุดประการหนึ่งและหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์หรือหลักปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตปัจจุบันความยากจนขัดสนก็เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ แม้อาจจะไม่สามารถทำให้กลายเป็นคนร่ำรวยแต่อย่างน้อยก็ทำให้เป็นผู้สามารถตั้งตัวได้ทางเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้สามารถดำรงชีพอยู่อย่างเป็นสุขได้ตามควรแก่อัตภาพแต่ถ้าเป็นสภาพที่ร้ายแรงที่ติดตัวมาแต่กำเนิด อันเป็นผลของอกุศลกรรมในอดีตชาติก็อาจแก้ไขอะไรไม่ได้ เช่น เกิดมาหูหนวกแต่กำเนิดอันทำให้ต้องเป็นใบ้อย่างนี้การแพทย์สมัยปัจจุบันยังแก้ไขไม่ได้ หรือเกิดมาเป็นคนสูงโย่งผิดมนุษย์อันทำให้เป็นปมด้อยอย่างนี้หมอเทวดาก็ไม่สามารถตัดแข้งขาบางส่วนทั้งไปแล้วต่อใหม่เพื่อให้เป็นคนเตี้ยลงได้
 พระพุทธเจ้าตรัสว่าการทำบุญกิริยาวัตถุ ที่สำเร็จด้วยทานและศีลเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีนั้น หลักใหญ่พระองค์ประสงค์จะทรงแสดงให้เห็นว่า การเกิดเป็นมนุษย์เป็นไปได้ด้วยผลของกุศลกรรมคือการบริจาคทานและการรักษาศีล ประการต่อมาทรงชี้ให้เห็นเป็นหลักการว่าถ้าบุญกิริยาวัตถุ ๒ อย่างนั้นทำไว้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เกิดผลเป็นคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีแก่ผู้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วแต่ถ้าได้ทำไว้มากพอประมาณก็จะก่อให้เกิดผล คือเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพของชีวิตที่ดีคุณภาพของชีวิตที่ดีก็เช่นเกิดมาเป็นคนมีร่างกายสมบูรณ์ มีคุณภาพของสมองดีอันเป็นเหตุให้เป็นคนมีสติปัญญาดีเกิดมาในตระกูลที่มั่งคั่งซึ่งทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่สะดวกสบายพรั่งพร้อมด้วยช่องทางหรือโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และสภาพอื่น ๆที่เอื้ออำนวยต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์
 ในพระพุทธพจน์ดังกล่าวนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงว่าไม่ได้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลยทำแต่บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทาน และศีล กุศลกรรมจึงอำนวยผลให้ดังกล่าวมานั้นถ้าได้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาด้วยผลก็ย่อมจะดียิ่งขึ้น
 คำว่า ภาวนา ในคำสอนของพระพุทธศาสนาแปลว่าการเจริญ การทำให้เกิดมีขึ้น การพัฒนาให้สูงส่งขึ้นหรือดียิ่งขึ้น จำแนกออกเป็น ๒อย่าง คือ สมถภาวนา - การฝึกฝนอบรมจิตใจให้มีความสงบหรือให้มีสมาธิเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สมถกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนาภาวนา -การฝึกอบรมจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งความเป็นจริง ก็คือรู้แจ้งตามสภาพของไตรลักษณ์ภาวนาชนิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิปัสสนากัมมัฏฐานการทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาก็คือ การเจริญภาวนา ๒ประการดังกล่าวนี้

อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, ๒๔/๑๙๓