๒) ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง ปัญญาที่แตกฉานในธรรม พอเห็นธรรมอรรถกถาอธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความตั้งเป็นกระทู้ หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ ธัมมปฏิสัมภิทานี้ คือการศึกษาธรรมะเป็น สูตรๆ ไป แล้วสรุปลงไปด้วยถ้อยคำง่าย ๆ เช่นสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงศึกษาเมตตาสูตร ทั้งพระสูตรแล้วได้สรุปเป็นข้อความสั้น ๆ ว่า โลโกปตฺถมฺภิกา เมตตา เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก อีกความหมายหนึ่ง ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง เหตุเช่น เมื่อบุคคลประสบผลอย่างใดอย่างหนึ่งในปัจจุบันเนื่องจากผลเหล่านั้นโยงเข้าไปหาเหตุ แต่ความรู้ที่สมบูรณ์นั้น ต้องอาศัย อตีตังสญาณ คือญาณอันเป็นส่วนอดีต เช่น เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตในพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้าก็ดี เกิดขึ้นในสมัยนั้น ๆ ก็ดี บางเรื่องมีความเกี่ยวโยงกับเหตุในอดีต หรือเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุ ในอดีตที่ไกล ๆ ข้ามชาติไป พระพุทธเจ้าก็ทรงอาศัย อตีตังสญาณ นำเรื่องเหล่านี้มาแสดงว่า เรื่องเหล่านี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทรงจัดคำสอนแนว นี้ไว้หมวดหนึ่งที่เรียกว่า ชาดก คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้ว
๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา หมายถึงปัญญาแตกฉานในนิรุตติ คือรู้แจ้งในภาษา พอเห็นศัพท์ก็รู้ความหมาย และถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่าง ๆ เข้าใจในคำพูด ชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ นิรุตติปัฏิสัมภิทานี้ เป็นผลแห่งญาณของท่านผู้บรรลุธรรมอย่างสูงในพระพุทธศาสนา เป็นที่น่าสังเกตว่า หมายถึงความแตกฉานในด้านภาษาต่าง ๆ ทุกแง่ทุกมุม จะเป็นของใครก็ตามยกตัวอย่าง เช่นภาษาในประเทศอินเดียในสมัยปัจจุบันก็ดีสมัยก่อนก็ดีมีมากมายเหลือเกินแต่หลักฐานในพระไตรปิฎก ปรากฏว่า ใครมาเฝ้าพระพุทธเจ้าจากเหนือสุด จากใต้ จากตะวันตกหรือตะวันออกของอินเดียวก็ตาม พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงมีล่าม แต่ก็ทรงตอบโต้ชี้แจง อธิบายธรรมะให้คนเหล่านั้นเข้าใจได้ทันที ดังนั้น นิรุตติปฏิสัมภิทา ระดับญาณจึงน่าจะเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากพระญาณด้วย ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะเกิดขึ้นจากพระองค์เคยศึกษามาในสมัยเป็นพระราชกุมมารด้วย
๔)ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาที่แตกฉานในปฏิภาณ คือรู้แจ้งแทงตลอดในความคิดทันเหตุการณ์ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่เอามาเชื่อมโยงเข้า สร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับกรณี เข้ากับเหตุการณ์ อีกประการหนึ่งในการใช้ปฏิภาณไหวพริบในปฏิภาณสัมภิทานั้น มีตัวอย่าง เช่น ในกรณีของศรีปราชญ์ที่มีไหวพริบปฏิภาณ สามารถตอบปัญหาที่เขาถามได้ในขณะนั้น ๆ หรือไหวพริบปฏิภาณของสุนทรภู่ ที่แก้ปัญหาในขณะที่ท่านบวชใหม่ มีคนมาถวายสังฆทาน ชาวบ้านที่นำมา อาราธนาไม่เป็น ท่านเองก็ยังไม่รู้ แต่ก็ใช้ไหวพริบปฏิภาณแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้เป็นต้น ดังนั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ ในชั้นหนึ่งคนสามัญโดยทั่ว ๆ ไป ที่มีพื้นฐานในเรื่องเหล่านี้ ก็สามารถที่จะได้รับประโยชน์ จากปฏิสัมภิทาของตนตามลักษณะในระดับหนึ่ง
คุณสมบัติเหล่านี้คือ ความเป็นคนรู้จักเหตุ รู้จักผล แตกฉานในภาษา และใช้ภาษาเป็นประกอบกับการมีไหวพริบปฏิภาณดี ใครจะมีในระดับใดก็ตาม ย่อมช่วยให้การทำงานของคนนั้นๆ ในทุกด้านประสบความเจริญก้าวหน้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ลดลงได้
ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น เมื่อจัดเป็นภูมิแบ่งออกได้เป็น ๒ ภูมิมีลักษณะดังนี้
๑) เสขภูมิ อันได้แก่ปฏิสัมภิทาของพระเสขอริยสาวกทั้งหลาย เช่นพระอนนท์เถระเมื่อยังเป็นพระเสขะ ท่านจิตตคฤหบดี และท่านขุสุตตรา อุบาสิกา ท่านเหล่านี้ถึงแตกฉานในเสขะภูมิ
๒)อเสขภูมิ อันได้แก่ปฏิสัมภิทาของพระอเสขอริยสาวก และของมหาสาวกทั้งหลาย เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะ พ ระสารีบุตร เป็นต้น ท่านเหล่านี้ถึงความแตกฉานในอริยภูมิ
ปฏิสัมภิทานั้นถึงแม้จะมีความแตกฉานในภูมิทั้ง ๒ อย่างและมีความแจ่มใสขึ้นก็ตาม แต่ก็ต้องอาศัยอาการ ๕ อย่าง คือ
๒.๑)อธิคม หมายถึงการบรรลุพระอรหันต์
๒.๒) ปริยัติ หมายถึงการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะ
๒.๓)สวนะ หมายถึงความสนใจฟังพระสัทธรรมโดยเคารพ
๒.๔) ปริปุจฉา หมายถึงการกล่าววินิจฉัยคัณฐิบท และอรรถบท ในคัมภีร์ทั้งหลายมีบาลีและอรรถกถาเป็นต้น
๒.๕) บุพพโยคะ หมายถึงการประกอบเนื่อง ๆ ซึ่งวิปัสสนาถึงขั้นใกล้ อนุโลมญาณและโคตรภูตญาณ โดยสภาวะแห่งพระโยคาวจร ผู้ที่ท่องเที่ยวไป ๆ มาๆ อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ในเหตุปัจจัยทั้ง ๕ ประการนี้ พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอาศัย อธิคมและ บุพพโยคะ เท่านั้นก็บรรลุปฏิสัมภิทาได้ ส่วนพระสาวกทั้งหลายอาศัยปัจจัยทุกข้อจึงจะบรรลุได้
ปัญญาจะพึงบำเพ็ญให้มีได้จะต้องอาศัยธรรมทั้งหลายเป็นองค์ประกอบ เช่น ขันธ์อายตนะ ธาตุอินทรีย์ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น ที่เป็นพื้นฐานของปัญญา อาศัยวิสุทธิ ๒ คือ สีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิเป็นรากเหง้า วิสุทธิ ๕ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิครณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ และญาณทัสสนวิสุทธิเป็นลำต้นของปัญญา เพราะฉะนั้นเมื่อพระภิกษุสั่งสมความรู้โดยการเล่าเรียนและไต่ถามในธรรมะที่เป็นภูมิเหล่านั้นแล้ว ทำวิสุทธิ ๒ อัน เป็นรากเหง้าให้สมบูรณ์ ทำวิสุทธิ ๕ ที่เป็นลำต้นให้ถึงพร้อม ก็สามารถบำเพ็ญปัญญาให้เกิดขึ้นได้ ดังเช่นภูมิของปัญญาที่ว่า ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณขันธ์ ขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ก็มีธรรมชาติไม่คงที่ ย่อมสลายเสื่อมโทรมไป เพราะแดด ลม หนาว ร้อน ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ในวิสุทธิมรรคเกี่ยวกับประเด็นนี้ ความว่า
ปัญญาที่หมายเอา ในทางพระพุทธศาสนา คือ วิปัสสนา อันประกอบด้วยกุศลจิต กล่าวคือ วิปัสสนาญาณนั้น มีอุทยัพพยญาณ คือการเห็น นามรูปมีลักษณะเกิดขึ้นและเสื่อมไปเสมอ ๆ เหมือนฟองน้ำและพยับแดด ที่เกิดขึ้น จากเหตุปัจจัยแตกดับไปฉะนั้น และมีสัจจานุโลมิกญาณ คือการเห็นอริยธรรม๔ ประการ แจ่มแจ้งชัดเจน ตามกำลังของญาณทัสสนะนั้นแล้ว ก็กำจัดกิเลสให้เด็ดขาดไปด้วยกำลังของอริยมรรค ที่เกิดขึ้นถึง ๔ ขั้นตามลำดับเป็นที่สุด ซึ่งนำมาสู่การบรรลุธรรมขั้นสุดยอดที่เรียกว่า อาสวักขยญาณ คุณธรรมที่ได้ชื่อว่าปัญญานั้น เพราะหมายความว่า รู้ทั่ว รู้ชัด รู้แจ้ง คือรู้โดยประการต่างๆวิเศษกว่าการรู้จัก และอาการที่รู้แจ้งนั้น ก็คือ รู้อารมณ์ รู้สังขาร รู้พระไตรลักษณ์ และความรู้นี้ยังส่งไปให้ถึงความปรากฏแห่งมรรคสูงขึ้นไปกว่านั้นได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ความรู้ในประการต่าง ๆ ที่วิเศษกว่าอาการที่รู้จักนี้เองคือ ปัญญา[1]
ปัญญาสามารถที่จะกำหนดให้ทราบได้ดังที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
ลักษณะ รส ความปรากฏ และปทัฏฐานแห่งปัญญานั้น ปัญญามีการตรัสรู้สภาวะแห่งธรรมเป็นลักษณะ มีอันขจัดเสียซึ่งความมืด คือ โมหะบิดบังสภาวะแห่งธรรมทั้งหลาย เป็นรสมีความหมายหลง เป็นเครื่องปรากฏหรือเป็นผลส่วนสมาธิ จัดว่าเป็นปทัฏฐาน คือ เหตุใกล้ของปัญญานั้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ผู้มีจิตเป็นสมาธิย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง” ดังนั้นปัญญาจึงมีลักษณะส่องให้สว่าง สว่าง คือ ปัญญาที่เกิดขึ้น ย่อมกำจัดความมืด คืออวิชชา ทำความสว่าง คือ วิชชาให้เกิดส่องแสง คือ ญาณ ทำอริยสัจทั้งหลายให้ปรากฏ แต่นั้นพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า “สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้ไม่ใช่ตัว” พระเถระเจ้าทั้งหลาย อุปมาให้ฟังคำนี้ “เหมือนอย่างว่ามีบุรุษถือไฟเข้าไปในเรือนที่มืดไฟที่เข้าไปแล้วนั้นย่อมกำจัดความมืดเสีย ทำความสว่างให้เกิดขึ้น ส่องแสง ทำรูปให้ปรากฏข้อนั้นฉันใด ปัญญาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมกำจัดมืด คือ อวิชชา ทำความสว่าง คือ วิชชาให้เกิด ส่องแสง คือ ญาณ ทำอริยสัจทั้งหลายให้ปรากฏ แต่นั้นพระอริยเจ้าย่อมเห็น ด้วยปัญญาอันชอบว่า “สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้ไม่ใช่ตัว ใช่ตน ข้อนี้ก็ฉันนั้น ปัญญามีลักษณะส่องให้สว่างอย่างนี้[2]
ปัญญานี้บางคราวก็ใช้คำว่า “โกศล” แปลว่า “ความฉลาด” มีลักษณะ ๓ ประการ ดังนี้
๑) อายโกศล ฉลาดในความเจริญ รู้จักความเจริญ และเหตุแห่งความเจริญ
๒) อปายโกศล ฉลาดในความเสื่อม รู้จักความเสื่อม และเหตุแห่งความเสื่อม
๓) อุปายโกศล ฉลาดในอุบาย วิธีที่จะหลีกจากความเสื่อม ดำเนินไปในทางที่เจริญ[3]
อนึ่ง ปัญญานี้มีอยู่ในหมวดนาถกรณธรรม คือธรรมอันเป็นที่พึ่ง ธรรมที่สร้างคุณภาพให้แก่ชีวิตมีลักษณะ ๑๐ ประการดังนี้ คือ
๑)ความรักษา กาย วาจา ใจให้เรียบร้อยที่เรียกว่า “ศีล”
๒) ความเป็นผู้สดับรับฟังมาก หรือได้ศึกษามาก ที่เรียกว่า “พาหุสัจจะ”
๓)ความเป็นผู้มีมิตรที่ดี เรียกว่า “กัลยาณมิตตตา”
๔)ความเป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย เรียกว่า “โสวจัสสตา”
๕)ความเป็นผู้รู้ในกิจการที่ควรทำ ของญาติและมิตร ที่เรียกว่า “กรณีเยสุทักขตา”
๖)ความเป็นผู้ใคร่ในธรรม หรือรักธรรม คือความนิยมในความถูกต้อง ความชอบที่
เรียกว่า “ธัมมกามตา”
๗) ความเป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ที่เรียกว่า “อารัทธวิริยตา” หรือ “วิริยารัมภะ”
๘)ความสันโดษ หรือยินดี มีความสุขพอใจ ด้วยปัจจัย ๔ ที่มีอยู่ หรือหามาได้ด้วย
ความเพียรอันชอบธรรมของตน ที่เรียกว่า “สันตุฏฐี”
๙) ความมีสติ รู้จักกำหนดจดจำ ระลึกในการที่ทำ ในคำที่พูดไว้ได้ ไม่มีความประมาทที่เรียกว่า “สติ”
๑๐) ความมีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล รู้จักคิดพิจารณา เข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า “ปัญญา” ดังข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิฎกกล่าวโดยสรุปความว่า
ปัญญาจัดเป็นธรรม เป็นธรรมที่พึ่งอันสูงสุด สร้างคุณภาพให้แก่ชีวิตปัญญาเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่มนุษย์ชาวโลกต้องอาศัยมากกว่าสิ่งอื่น เพราะเป็นแสงสว่างที่ส่องทางดำเนินเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ในปัจจุบันและอนาคต เป็นทรัพย์ภายใน เป็นอริยทรัพย์ เป็นสมบัติติดตัว “โจรปล้นเอาไปไม่ได้ แม้จะถ่ายทอดหรือให้ผู้อื่นด้วยความยินดีและตั้งใจ ถ้าผู้จะรับไม่มีบารมีขาดพื้นฐานในการรับ ยังรับไม่ค่อยได้ ปัญญาจึงเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขประตูเข้าสู่ขุมทรัพย์ มหาศาล ยามเมื่อมีภัยอันตราย ปัญญาช่วยแก้ปัญหาและสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับเป็นดีได้ ปัญญาเปรียบเสมือนทหารอารักขาประจำตัว ปัญญาเป็นเสมือนบ้านที่ให้ความอบอุ่นในยามหนาวให้ความร่มเย็นเมื่อมีความเดือดร้อน เป็นเสมือนอาหารและน้ำที่สามารถระงับความหิวและความกระหายได้ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “มีปัญญา” เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสนจะตกถิ่นฐานใดก็ไม่แคลน ถึงยากแค้นก็พอยังประทังตน” และปัญญาสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์ได้เด็ดขาด คือ การบรรลุมรรค ผล นิพพานได้[4]
ในเรื่องของปัญญานี้มีข้อสังเกตอยู่ว่า ทางพระพุทธศาสนาไม่ถือว่า ปัญญาที่มีติดตัวมา เช่น เชาวน์ ไหวพริบ เป็นปัญญาขั้นสูงสุด แต่ถือว่าปัญญาที่เราทำให้เกิดขึ้นด้วยการคิด การศึกษา และการปฏิบัติจึงเป็นปัญญาสูงสุด ที่สามารถช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ทั้งนี้เพราะเชาวน์ไหวพริบ เป็นของมีได้ไม่เหมือนกัน ส่วนปัญญาประเภทที่อบรมให้เกิดได้นั้น ทุกคนมีสิทธิเล่าเรียกศึกษา คิดค้นคว้า และปฏิบัติให้เกิดปัญญาได้แบบเดียวกับไฟธรรมชาติ เช่นไฟป่าเราไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ มนุษย์จึงประดิษฐ์ไม้ขีดไฟหรือเครื่องอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ให้เกิดไฟได้ ในทุกโอกาสที่ต้องการ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสรู้ก็มิใช่ตรัสรู้อย่างลอย ๆ ต้องอาศัยปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะการลงมือปฏิบัติจึงตรัสรู้ได้ จึงเป็นการเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ในพระพุทธศาสนานั้นไม่คอยรอสิ่งที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ หรือคอยโชคชะตาให้ถึงวันดีคืน ดีแล้วฉลาดขึ้นมาเองเลยพระพุทธศาสนาสอนให้ลงมือกระทำเหตุที่เหมาะสม จึงเป็นศาสนาที่ไม่สอนให้แขวนชีวิตไว้กับโชคชะตา สอนให้รู้จักกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น
จะเห็นว่าปัญญาจะต้องใช้คู่กับสติอยู่เสมอ การมีสติก็คือมีแต่เฉลียวแต่ไม่มีฉลาด การมีแต่ปัญญา ก็คือมีแต่ฉลาด แต่ขาดความเฉลียว ใครที่ฟุ้งเกินไปเขาจึงล้อเลียนกันว่า ปัญญาเกินสติบางท่านจึงอธิบายว่า สติสัมปชัญญะนั่น ไม่ใช่อื่นไกล คือสติมาคู่กับปัญญานั่นเอง ดังที่สุชีพ ปุณญานุภาพได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า
การขาดสติสัมปชัญญะ ก็คือ ไม่มี ญาณ หรือ ปัญญานั่นเอง เพราะฉะนั้น สติกับปัญญาจึงอาศัยกัน เปรียบเหมือนดินกับน้ำ ดินเปรียบเหมือนปัญญา ถ้าไม่มีน้ำผสมอยู่ด้วยเลยก็กลายเป็นดินฝุ่น และไม่จับกัน ทำให้ฟุ้งง่ายต้องมีน้ำผสมอยู่บ้างจึงจะช่วยให้ไม่ฟุ้ง ดังนั้นปัญญาในพระพุทธศาสนาต้องมีสติกำกับอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้ว่าเรายกย่องพระอรหันต์ว่าท่านมีปัญญาสูงสุดเป็นเหตุทำลายกิเลสได้ ก็มีคำยกย่องพระอรหันต์อีกต่อไปว่าเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ[5]
[1] วิสุทธิ.๓/๑-๑๒.
[2] วิสุทธิ.๓/๓.
[3] ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๘๑.
[4] องฺ.ทสก. ๒๔/๑๗/๒๕, ที.ปา.๑๑/๓๕๗/๒๘๑.
[5] สุชีพ ปุญญานุภาพ , คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา.(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๐),หน้า ๒๓๘-๒๒๐.