อินทรียสังวร๔๗

เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัยจึงมีภพ

เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ

เพราะมีชาติเป็นปัจจัยชาติชรามรณะโสกะปริเทวะจึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘/๒๘.

อินทรียสังวร๔๙

ในอริยมรรคมีองค์

ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาสังกัปปะเป็นอย่างไรเล่า ?

(เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป)

ความดำริในการออกจากกาม

(อพฺยาปาทสงฺกปฺโป)

ความดำริในการไม่มุ่งร้าย

(อวิหึสาสงฺกปฺโป)

ความดำริในการไม่เบียดเบียน

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่าสัมมาสังกัปปะ

๕๐ตามดูไม่ตามไป

ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาวายามะเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้

เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้

เพื่อละอกุศลอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้

เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้

เพื่อความตั้งอยู่ความไม่เลอะเลือนความงอกงามยิ่งขึ้นความไพบูลย์

ความเจริญความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่าสัมมาวายามะ  มหา. ที๑๐/๓๘๔/๒๙๙.

อินทรียสังวร๕๑

ทรงตรัสว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งกระทำ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้เมื่อเป็นเช่นนั้น

เธอพึงทำความสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตนดังนี้เถิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตนเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่ชอบแต่งตัว

ส่องดูเงาหน้าของตนที่แว่นส่องหน้าหรือที่ภาชนะน้ำอันบริสุทธิ์หมดจดใสสะอาด

ถ้าเห็นธุลีหรือต่อมที่หน้าก็พยายามนำธุลีหรือต่อมนั้นออกเสีย

ถ้าไม่เห็นธุลีหรือต่อมก็ยินดีพอใจว่าเป็นลาภหนอบริสุทธิ์ดีแล้วหนอข้อนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! การพิจารณาของภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันคือ

จะมีอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลายในเมื่อเธอพิจารณาว่า

๕๒ตามดูไม่ตามไป

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีอภิชฌาหรือไม่มีอภิชฌา

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีจิตพยาบาทหรือไม่มีจิตพยาบาท

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่หรือปราศจากถีนมิทธะ

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีความฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้งซ่าน

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีวิจิกิจฉาหรือหมดวิจิกิจฉา

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยเป็นผู้มักโกรธหรือไม่มักโกรธ

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีจิตเศร้าหมองหรือไม่มีจิตเศร้าหมอง

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีกายอันเครียดครัดในการปฏิบัติธรรมหรือมีกายไม่เครียดครัด

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยเป็นผู้เกียจคร้านหรือเป็นผู้ปรารภความเพียร

เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีจิตตั้งมั่นหรือไม่มีจิตตั้งมั่นดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้สึกว่า

เราอยู่โดยมากโดยความเป็นผู้มากด้วยอภิชฌามีจิตพยาบาท

ถีนมิทธะกลุ้มรุมฟุ้งซ่านมีวิจิกิจฉามักโกรธมีจิตเศร้าหมอง

มีกายเครียดครัดเกียจคร้านมีจิตไม่ตั้งมั่นดังนี้แล้ว

อินทรียสังวร๕๓

ภิกษุนั้นพึงกระทำซึ่งฉันทะ (ความพอใจ) วายามะ (ความพยายาม)

อุสสาหะอุสโสฬ๎หี (ความขมักเขม้น) อัปปฏิวานี (ความไม่ถอยหลัง)

สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า

เพื่อละเสียซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น

เช่นเดียวกับบุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศีรษะอันไฟลุกโพลงแล้วจะพึงกระทำ

ฉันทะวายามะอุสสาหะอุสโสฬ๎หีอัปปฏิวานีสติและสัมปชัญญะอันแรงกล้าเพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย, ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้สึกว่า

เราอยู่โดยมากโดยความเป็นผู้ไม่มีอภิชฌาไม่มีจิตพยาบาท

ไม่ถีนมิทธะกลุ้มรุมไม่ฟุ้งซ่านหมดวิจิกิจฉาไม่มักโกรธมีจิตไม่เศร้าหมองมีกายไม่เครียดครัดปรารภความเพียรมีจิตตั้งมั่นดังนี้แล้ว

ภิกษุนั้นพึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแหละ

แล้วประกอบโยคกรรมเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป.

ทสก. อํ. ๒๔/๙๗/๕๑.

ต้องเพียรละความเพลินในทุกๆอิริยาบถ

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังเดินอยู่

ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม (กามวิตก)

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น (พยาบาทวิตก)

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ (วิหิงสาวิตก) ขึ้นมาและภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังเดินอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส

รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังยืนอยู่

ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆขึ้นมา

และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังยืนอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส

รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.

อินทรียสังวร๕๕

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังนั่งอยู่

ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆขึ้นมา

และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้

สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังนั่งอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส

รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังนอนอยู่

ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น

หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆขึ้นมา

และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้

สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังนอนอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส

รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจแล. จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗/๑๑.

ความเพียรประเภท (นัยที่)

ภิกษุทั้งหลาย !

ปธานสี่อย่างเหล่านี้มีอยู่. สี่อย่างอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ

สังวรปธาน (เพียรระวัง), ปหานปธาน (เพียรละ)

ภาวนาปธาน (เพียรบำเพ็ญ), อนุรักขนาปธาน (เพียรตามรักษาไว้)

ภิกษุทั้งหลาย ! สังวรปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าสังวรปธาน

ภิกษุทั้งหลาย ! ปหานปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้เพื่อจะละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่บังเกิดขึ้นแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าปหานปธาน

อินทรียสังวร๕๗

ภิกษุทั้งหลาย ! ภาวนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้

เพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าภาวนาปธาน

ภิกษุทั้งหลาย ! อนุรักขนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้

เพื่อความตั้งอยู่ความไม่เลอะเลือนความงอกงามยิ่งขึ้นความไพบูลย์

ความเจริญความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าอนุรักขนาปธาน

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แลปธานสี่อย่าง จตุกฺก. อํ. ๒๑/๙๖/๖๙.

ความเพียรประเภท (นัยที่)

ภิกษุทั้งหลาย ! ปธานสี่อย่างเหล่านี้มีอยู่. สี่อย่างอย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ

สังวรปธานปหานปธานภาวนาปธานอนุรักขนาปธาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! สังวรปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้เห็นรูปด้วยตาแล้ว

ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการรวบถือเอาทั้งหมด

ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการถือเอาโดยแยกเป็นส่วนๆ

อกุศลธรรมอันเป็นบาปคืออภิชฌาและโทมนัส

จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ซึ่งอินทรีย์อันเป็นต้นเหตุคือตาใด,

เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมซึ่งอินทรีย์นั้น

ย่อมรักษาอินทรีย์คือตาย่อมถึงการสำรวมในอินทรีย์คือตา

(ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหูอินทรีย์คือจมูกอินทรีย์คือลิ้น

อินทรีย์คือกายอินทรีย์คือใจก็มีข้อความที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน)

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าสังวรปธาน.

อินทรียสังวร๕๙

ภิกษุทั้งหลาย ! ปหานปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ไม่รับเอาไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดเสียทำให้ถึงความไม่มี

ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว...

ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว...

ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว...

ซึ่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้วๆ

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าปหานปธาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภาวนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมเจริญซึ่งสติสัมโพชฌงค์...ซึ่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์...

ซึ่งวิริยสัมโพชฌงค์...

ซึ่งปีติสัมโพชฌงค์ ....ซึ่งสมาธิสัมโพชฌงค์ซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์

อัน (แต่ละอย่างๆ) อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะอาศัยนิโรธน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าภาวนาปธาน.

๖๐ตามดูไม่ตามไป

ภิกษุทั้งหลาย ! อนุรักขนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมตามรักษาซึ่งสมาธินิมิตอันเจริญที่เกิดขึ้นแล้วคือ

อัฏฐิกสัญญาปุฬวกสัญญาวินีลกสัญญา

วิปุพพกสัญญาวิจฉิทกสัญญาอุทธุมาตกสัญญา

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่าอนุรักขนาปธาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ปธานสี่อย่างเหล่านี้แล.จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๐/๑๔.

อินทรียสังวร๖๑

จิตที่เพลินกับอารมณ์

ละได้ด้วยการมีอินทรียสังวร

(การสำรวมอินทรีย์)

เมื่อมีสติความเพลินย่อมดับ

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยตาแล้ว

ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรูปอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก

ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...

ภิกษุนั้นได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว

ย่อมไม่กำหนัดยินดีในเสียงอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก

ย่อมไม่ขัดเคืองในเสียงอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...

ภิกษุนั้นรู้สึกกลิ่นด้วยจมูกแล้ว

ย่อมไม่กำหนัดยินดีในกลิ่นอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก

ย่อมไม่ขัดเคืองในกลิ่นอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...

อินทรียสังวร๖๓

ภิกษุนั้นลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว

ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรสอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก

ย่อมไม่ขัดเคืองในรสอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...

ภิกษุนั้นถูกต้องสัมผัสด้วยกายแล้ว

ย่อมไม่กำหนัดยินดีในสัมผัสทางกายอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก

ย่อมไม่ขัดเคืองในสัมผัสทางกายอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...ภิกษุนั้นรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว

ย่อมไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก

ย่อมไม่ขัดเคืองในธรรมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง

เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้งไว้แล้ว

มีจิตหาประมาณมิได้ด้วย

ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ

อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลายด้วย

ภิกษุนั้นเป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้ายอย่างนี้แล้ว

เสวยเวทนาใดๆอันเป็นสุขก็ตามเป็นทุกข์ก็ตามมิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม

ย่อมไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้นๆ

เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้นๆนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้นย่อมดับไป

เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้นจึงมีความดับแห่งอุปาทาน

เพราะมีความดับแห่งอุปทานจึงมีความดับแห่งภพ

เพราะมีความดับแห่งภพจึงมีความดับแห่งชาติ

เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแลชาติชรามรณะโสกะปริเทวะจึงดับสิ้น

ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

มู. . ๑๒/๔๙๔/๔๕๘.

อินทรียสังวร๖๕

กายคตาสติมีความสำคัญต่ออินทรียสังวร

ลักษณะของผู้ไม่ตั้งจิตในกายคตาสติ

(จิตที่ไม่มีเสาหลัก)

ภิกษุทั้งหลาย !

เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หกชนิดอันมีที่อยู่อาศัยต่างกัน

มีที่เที่ยวหากินต่างกันมาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง

คือเขาจับงูมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง,

จับจระเข้...จับนก...จับสุนัขบ้าน...จับสุนัขจิ้งจอก...

จับลิงมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่งๆ

แล้วผูกรวมเข้าด้วยกันเป็นปมเดียวในท่ามกลางปล่อยแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย !

ครั้งนั้นสัตว์เหล่านั้นทั้งหกชนิดมีที่อาศัยและที่เที่ยวต่างๆกัน

ก็ยื้อแย่งฉุดดึงกันเพื่อจะไปสู่ที่อาศัยที่เที่ยวของตนๆ :

งูจะเข้าจอมปลวก, จระเข้จะลงน้ำ, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ,

สุนัขจะเข้าบ้าน, สุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้า, ลิงก็จะไปป่า.

๖๖ตามดูไม่ตามไป

ครั้นเหนื่อยล้ากันทั้งหกสัตว์แล้วสัตว์ใดมีกำลังกว่า

สัตว์นอกนั้นก็ต้องถูกลากติดตามไปตามอำนาจของสัตว์นั้น

ข้อนี้ฉันใดภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุใดไม่อบรมทำให้มากในกายคตาสติแล้ว

ตาก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ

รูปที่ไม่น่าพอใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

หูก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง

เสียงที่ไม่น่าฟังก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

จมูกก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหากลิ่นที่น่าสูดดม

กลิ่นที่ไม่น่าสูดดมก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

ลิ้นก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสที่ชอบใจ

รสที่ไม่ชอบใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

กายก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ

สัมผัสที่ไม่ยั่วยวนใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

และใจก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณ์ที่ถูกใจ

ธรรมารมณ์ที่ไม่ถูกใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

อินทรียสังวร๖๗

ลักษณะของผู้ตั้งจิตในกายคตาสติ(จิตที่มีเสาหลักมั่นคง)

ภิกษุทั้งหลาย !เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หกชนิดอันมีที่อยู่อาศัยต่างกัน

มีที่เที่ยวหากินต่างกันมาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง

คือเขาจับงูมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่งจับจรเข้... จับนก... จับสุนัขบ้าน...จับสุนัขจิ้งจอก...และจับลิงมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่งๆ

ครั้นแล้วนำไปผูกไว้กับเสาเขื่อนหรือเสาหลักอีกต่อหนึ่ง

ภิกษุทั้งหลาย !ครั้งนั้นสัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้นมีที่อาศัยและที่เที่ยวต่างๆกันก็ยื้อแย่งฉุดดึงกันเพื่อจะไปสู่ที่อาศัยที่เที่ยวของตนๆ

งูจะเข้าจอมปลวกจระเข้จะลงน้ำนกจะบินขึ้นไปในอากาศ

สุนัขจะเข้าบ้านสุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้าลิงก็จะไปป่า

ภิกษุทั้งหลาย !ในกาลใดแลความเป็นไปภายในของสัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้นมีแต่ความเมื่อยล้าแล้วในกาลนั้นมันทั้งหลายก็จะพึงเข้าไป

ยืนเจ่านั่งเจ่านอนเจ่าอยู่ข้างเสาเขื่อนหรือเสาหลักนั้นเอง

ข้อนี้ฉันใดภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุใดได้อบรมทำให้มากในกายคตาสติแล้ว

ตาก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ

รูปที่ไม่น่าพอใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

หูก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง

เสียงที่ไม่น่าฟังก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

จมูกก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหากลิ่นที่น่าสูดดม

กลิ่นที่ไม่น่าสูดดมก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

ลิ้นก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสที่ชอบใจ

รสที่ไม่ชอบใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

กายก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ

สัมผัสที่ไม่ยั่วยวนใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

และใจก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณ์ที่ถูกใจ

อินทรียสังวร๖๙

ธรรมารมณ์ที่ไม่ถูกใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง

ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลาย !คำว่าเสาเขื่อนหรือเสาหลักนี้เป็นคำเรียกแทนชื่อแห่งกายคตาสติ

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่ากายคตาสติของเราทั้งหลายจักเป็นสิ่งที่เราอบรมกระทำให้มาก

กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไปกระทำให้เป็นของที่อาศัยได้

เพียรตั้งไว้เนืองๆเพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบเพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดีดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ด้วยอาการอย่างนี้แล.

สฬา. สํ. ๑๘/๒๔๖,๒๔๘/๓๔๘, ๓๕๐.

อินทรียสังวรปิดกั้นการเกิดขึ้นแห่งบาปอกุศล

ภิกษุทั้งหลาย !

เรื่องเคยมีมาแต่ก่อนเต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็น

สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งก็เที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็นเช่นเดียวกัน.

เต่าตัวนี้ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากินแต่ไกล,

ครั้นแล้วจึงหดอวัยวะทั้งหลายมีศีรษะเป็นที่ห้า

เข้าในกระดองของตนเสียเป็นผู้ขวนขวายน้อยนิ่งอยู่.

แม้สุนัขจิ้งจอกก็ได้เห็นเต่าตัวที่เที่ยวหากินนั้นแต่ไกลเหมือนกัน,

ครั้นแล้วจึงเดินตรงเข้าไปที่เต่าคอยช่องอยู่ว่า

เมื่อไรหนอเต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออก

ในบรรดาอวัยวะทั้งหลายมีศีรษะเป็นที่ห้า

แล้วจักกัดอวัยวะส่วนนั้นคร่าเอาออกมากินเสียดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ตลอดเวลาที่เต่าไม่โผล่อวัยวะออกมา

สุนัขจิ้งจอกก็ไม่ได้โอกาสต้องหลีกไปเอง;