อินทรียสังวร๗๑
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น;
มารผู้ใจบาปก็คอยช่องต่อพวกเธอทั้งหลายติดต่อไม่ขาดระยะอยู่เหมือนกันว่า
“ถ้าอย่างไรเราคงได้ช่องไม่ทางตาก็ทางหูหรือทางจมูก
หรือทางลิ้นหรือทางกายหรือทางใจ”, ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้
พวกเธอทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด;
ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, หรือได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
จงอย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด,
อย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการแยกถือเป็นส่วนๆเลย,
สิ่งที่เป็นบาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสจะพึงไหลไปตามบุคคล
ผู้ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ.
พวกเธอทั้งหลายจงปฏิบัติเพื่อการปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
พวกเธอทั้งหลายจงรักษาและถึงความสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเถิด.
ภิกษุทั้งหลาย !ในกาลใดพวกเธอทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่;
ในกาลนั้นมารผู้ใจบาปจักไม่ได้ช่องแม้จากพวกเธอทั้งหลายและจักต้องหลีกไปเอง,เหมือนสุนัขจิ้งจอกไม่ได้ช่องจากเต่าก็หลีกไปเองฉะนั้น.
“เต่าหดอวัยวะไว้ในกระดองฉันใด,
ภิกษุพึงตั้งมโนวิตก (ความตริตรึกทางใจ) ไว้ในกระดองฉันนั้น.
เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยได้,
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น,
ไม่กล่าวร้ายต่อใครทั้งหมด,
เป็นผู้ดับสนิทแล้ว” ดังนี้แล.
สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๒/๓๒๐.
อินทรียสังวร๗๓
ความสำคัญแห่งอินทรียสังวร
อินทรียสังวรเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ
ภิกษุทั้งหลาย !
เปรียบเหมือนต้นไม้เมื่อสมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบแล้วสะเก็ดเปลือกนอกก็บริบูรณ์;
เปลือกชั้นในก็บริบูรณ์; กระพี้ก็บริบูรณ์; แก่นก็บริบูรณ์นี้ฉันใด;
ภิกษุทั้งหลาย !เมื่ออินทรียสังวรมีอยู่, ศีลก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อศีลมีอยู่, สัมมาสมาธิก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่, ยถาภูตยาณทัสสนะก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อยถาภูตญาณทัสนะมีอยู่, นิพพิทาวิราคะก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่วิมุตติญาณทัสสนะก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
ฉันนั้นเหมือนกันแลฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๐๒/๓๒๑.
อินทรียสังวร๗๕
ผู้ไม่สำรวมอินทรีย์คือผู้ประมาท
ผู้สำรวมอินทรีย์คือผู้ไม่ประมาท
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาทเป็นอย่างไรเล่าก
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุไม่สำรวมระวังซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่
จิตย่อมเกลือกกลั้วในรูปทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา;
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตเกลือกกลั้วแล้วปราโมทย์ย่อมไม่มี;
เมื่อปราโมทย์ไม่มี, ปีติก็ไม่มี;
เมื่อปีติไม่มี, ปัสสัทธิก็ไม่มี;
เมื่อปัสสัทธิไม่มี, ภิกษุนั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์;
เมื่อมีทุกข์, จิตย่อมไม่ตั้งมั่น;
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น, ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ;
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ
ภิกษุนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่าเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาทโดยแท้.(ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหูจมูกลิ้นกายและใจก็มีนัยยะอย่างเดียวกัน)ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาท.ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทเป็นอย่างไรเล่า ?กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุสำรวมระวังซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่
จิตย่อมไม่เกลือกกลั้วในรูปทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา;
เมื่อภิกษุนั้นไม่มีจิตเกลือกกลั้วแล้วปราโมทย์ย่อมเกิด;
เมื่อปราโมทย์แล้วปีติย่อมเกิด;
เมื่อใจมีปีติปัสสัทธิย่อมมี;
เมื่อมีปัสสัทธิภิกษุนั้นย่อมอยู่เป็นสุข;
เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น;
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ;
เพราะธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ
ภิกษุนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่าเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทโดยแท้.(ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหูจมูกลิ้นกายและใจก็มีนัยยะอย่างเดียวกัน)
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท.
สฬา. สํ. ๑๘/๙๗/๑๔๓-๔.
อินทรียสังวร๗๗
ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรม
ภิกษุทั้งหลาย !สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้ามีสองเท้ามีมากเท้าก็ดี
มีรูปไม่มีรูปมีสัญญาไม่มีสัญญามีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้ก็ดี, มีประมาณเท่าใด;ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะย่อมปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดาสัตว์เหล่านั้น.
ภิกษุทั้งหลาย !กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี
กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูลมีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลงความไม่ประมาทย่อมปรากฏว่าเป็นเลิศกว่าบรรดากุศลธรรมเหล่านั้น; ฉันใดก็ฉันนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย !ข้อนี้เป็นสิ่งที่ภิกษุผู้ไม่ประมาทพึงหวังได้คือเธอจักเจริญกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์๘
มหาวาร. สํ. ๑๙/๖๒-๖๗/๒๕๔-๒๖๓.
(การที่ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง
ในสูตรนี้ทรงอุปมาด้วยพระตถาคตเป็นสัตว์เลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง.
ส่วนในสูตรอื่นอีกมากแห่ง;
ทรงอุปมาด้วยรอยเท้าช้างเลิศคือใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยยอดเรือนเลิศคืออยู่เหนือไม้โครงเรือนทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยรากไม้โกฏฐานุสาริยะเลิศกว่ารากไม้หอมทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยแก่นจันทร์แดงเลิศกว่าไม้แก่นหอมทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยดอกวัสสิกะ(มะลิ) เลิศกว่าดอกไม้หอมทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยราชาจักรพรรดิเลิศกว่าพระราชาเมืองขึ้นเมืองออกทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยแสงจันทร์เลิศคือรุ่งเรืองกว่าแสงดาวทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยแสงอาทิตย์ภายหลังฝนตกไม่มีเมฆในฤดูสารทแจ่มใสกว่าฯทรงอุปมาด้วยผ้ากาสีเลิศกว่าบรรดาผ้าทอด้วยเส้นด้ายทั้งหลาย)
อินทรียสังวร๗๙
ผู้มีอินทรียสังวรจึงสามารถเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔ได้
ภิกษุทั้งหลาย! บุคคลอาจเพื่อเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายอยู่
เพราะเขาละธรรมหกอย่าง. หกอย่างอย่างไรเล่า ? หกอย่างคือ
ความเป็นผู้ยินดีในการงาน
ความเป็นผู้ยินดีในการคุยฟุ้ง
ความเป็นผู้ยินดีในการหลับ
ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่
ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะละธรรมหกอย่างเหล่านี้แล
บุคคลจึงเป็นผู้อาจเพื่อเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายอยู่.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๙๙-๕๐๐/๓๘๘-๓๙๔.
(ผู้อาจเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายในภายใน - ในภายนอก - ในภายในและภายนอกและผู้อาจเป็นผู้มีปกติตามเห็นเวทนาในเวทนา - ตามเห็นจิตในจิต - ตามเห็นธรรมในธรรมล้วนแต่มีข้อความที่ทรงตรัสไว้อย่างเดียวกัน)อาสวะบางส่วนสามารถละได้ด้วยการสำรวม
ภิกษุทั้งหลาย ! อาสวะทั้งหลายส่วนที่จะพึงละเสียด้วยการสำรวมเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมด้วยการสังวรในอินทรีย์คือตาหูจมูกลิ้นกายใจอันเป็นอินทรีย์ที่เมื่อภิกษุไม่สำรวมแล้ว,อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะพึงบังเกิดขึ้น.และเมื่อภิกษุเป็นผู้สำรวมแล้วเป็นอยู่,
อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นเพราะเมื่อภิกษุไม่สำรวมด้วยอาการอย่างนี้,
อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะพึงบังเกิดขึ้น
และเมื่อภิกษุสำรวมแล้วเป็นอยู่อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าว่าอาสวะทั้งหลายส่วนที่จะพึงละเสียด้วยการสำรวม.มู. ม. ๑๒/๑๖/๑๓.
อินทรียสังวร๘๑
อาสวะบางส่วนสามารถละได้ด้วยการบรรเทา
ภิกษุทั้งหลาย ! อาสวะทั้งหลายส่วนที่จะพึงละเสียด้วยการบรรเทาเป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
พิจารณาโดยแยบคายแล้วย่อมไม่รับเอาไว้ในใจ
ย่อมละเสียย่อมบรรเทาทำให้สิ้นสุดทำให้ถึงความมีไม่ได้
ซึ่งกามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้ว;
และย่อมไม่รับเอาไว้ในใจย่อมละเสียย่อมบรรเทาทำให้สิ้นสุดทำให้ถึงความมีไม่ได้ซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว.ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นเพราะเมื่อภิกษุไม่บรรเทาด้วยอาการอย่างนี้,อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อนจะพึงบังเกิดขึ้น,
และเมื่อภิกษุบรรเทาอยู่ อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อนจะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าอาสวะทั้งหลายส่วนที่จะละเสียด้วยการบรรเทา.มู. ม. ๑๒/๑๙/๑๗ผลที่ได้เพราะเหตุแห่งการปิดกั้นอาสวะ
ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อใดภิกษุละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลายอันจะพึงละได้ด้วยการสังวร, ...
ละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลายอันจะถึงละได้ด้วยการบรรเทา,.... แล้ว;
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ปิดกั้นแล้วด้วยการปิดกั้นซึ่งอาสวะทั้งปวงอยู่;
ตัดตัณหาได้ขาดแล้วรื้อถอนสังโยชน์ได้แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว
เพราะรู้เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ, ดังนี้แล.มู. ม. ๑๒/๒๐/๑๙.
อินทรียสังวร๘๓
ความหมายและลักษณะของการมีอินทรียสังวร
ความหมายแห่งอินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย ! อินทรีย์หกเหล่านี้มีอยู่. หกเหล่าไหนเล่า ? หกอย่างคือ
อินทรีย์คือตา, อินทรีย์คือหู, อินทรีย์คือจมูก, อินทรีย์คือลิ้น, อินทรีย์กาย, อินทรีย์คือใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดแจ้งตามเป็นจริง
ซึ่งความเกิดขึ้น (สมุทัย)
ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อัตถังคมะ)
ซึ่งรสอร่อย (อัสสาทะ)
ซึ่งโทษอันต่ำทราม (อาทีนวะ)
และซึ่งอุบายเครื่องออก (นิสสรณะ) แห่งอินทรีย์หกเหล่านี้;
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้เราเรียกว่าเป็นโสดาบัน
มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพานจักตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า.มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๑/๙๐๒.
อินทรียสังวร๘๕
ลักษณะของผู้สำรวมอินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไรเล่า ?ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, และได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วก็ไม่รวบถือเอาทั้งหมด (โดยนิมิต)และไม่แยกถือเอาเป็นส่วนๆ (โดยอนุพยัญชนะ),
อกุศลธรรมอันเป็นบาปคืออภิชฌาและโทมนัสมักไหลไปตามภิกษุ
ผู้ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุเธอก็ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
เธอรักษาและถึงความสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๕๐/๓๗.
ผู้ที่ถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัย
ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยองค์คุณ๑๑อย่างเหล่านี้แล้ว
ย่อมเหมาะสมที่จะเลี้ยงโคทำให้เพิ่มกำไรได้. องค์คุณ๑๑อย่างนั้นคืออะไรบ้างเล่า ?
คือคนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ปิดแผล, ...
ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยองค์คุณเหล่านี้แล้ว
ย่อมเหมาะสมที่จะเลี้ยงโคทำให้เพิ่มกำไรได้, ข้อนี้ฉันใด;
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่ประกอบด้วยองค์คุณเหล่านี้แล้วย่อมเหมาะสมที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้ฉันนั้น...
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขางเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
อดกลั้นได้ (นาธิวาเสติ)
ละ (ปชหติ)
บรรเทา (วิโนเทติ)
ทำให้สิ้นสุด (พฺยนฺตีกโรติ)
ทำให้หมดสิ้น (อนภาวํคเมติ)
อินทรียสังวร๘๗
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม, (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย, (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขางเป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ปิดแผลเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ลิ้มรสด้วยลิ้น, สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ก็ไม่มีจิตยึดถือเอาทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)
และไม่ถือเอาโดยการแยกเป็นส่วนๆ (โดยอนุพยัญชนะ)
อกุศลธรรมอันเป็นบาปคืออภิชฌาและโทมนัสมักไหลไปตามภิกษุ
ผู้ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ,เธอก็ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
เธอรักษาและถึงการสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ปิดแผลเป็นอย่างนี้แล.
(ในที่นี้ยกมาให้เห็นเพียง๒จากทั้งหมด๑๑คุณสมบัติ)
เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๘๑/๒๒๔.
อินทรียสังวร๘๙
รูปแบบการละความเพลินในอารมณ์โดยวิธีอื่นกระจายซึ่งผัสสะ
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณย่อมมีขึ้นเพราะอาศัยธรรมสองอย่าง.
สองอย่างอะไรเล่า? สองอย่างคือ,
ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วยซึ่งรูปทั้งหลายด้วยจักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น.
จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
รูปทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น :
ธรรมทั้งสองอย่างนี้แลเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วยอาพาธด้วย
ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
จักขุวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ,
แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวน
มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! จักขุวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว
เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้จักขุวิญญาณเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.
อินทรียสังวร๙๑
ภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อมความประชุมพร้อมความมาพร้อมกันแห่งธรรมทั้งหลาย (จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) ๓อย่างเหล่านี้อันใดแล;
ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่าจักขุสัมผัส. ภิกษุทั้งหลาย !
แม้จักขุสัมผัสก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น.เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุสัมผัส,แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! จักขุสัมผัสเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้จักขุสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.(ในกรณีแห่งโสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, กายวิญญาณ, ก็มีนัยเดียวกัน).
ภิกษุทั้งหลายเพราะอาศัยซึ่งมโนด้วยซึ่งธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยมโนวิญญาณจึงเกิดขึ้นมโนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
ธรรมารมณ์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น :ธรรมทั้งสองอย่างนี้แลเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วยอาพาธด้วย
ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
มโนวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนวิญญาณ,แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! มโนวิญญาณเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้มโนวิญญาณเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.ภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อมความประชุมพร้อมความมาพร้อมกันแห่งธรรมทั้งหลาย (มโน+ธรรมารมณ์+มโนวิญญาณ) ๓อย่างเหล่านี้อันใดแล;
ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่ามโนสัมผัส. ภิกษุทั้งหลาย !
แม้มโนสัมผัสก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น.
เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนสัมผัส,
แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวน
มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! มโนสัมผัสเกิดขึ้นแล้ว
เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้มโนสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน