อินทรียสังวร๒๑

เรากล่าวว่า

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์

ผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์ดังนี้.

ขนฺธสํ. ๑๗/๓๙/๖๔.

๒๒ตามดูไม่ตามไป

เพลินอยู่กับอายตนะเท่ากับเพลินอยู่ในทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย !

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในจักษุ

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในโสตะ

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในฆานะ

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในชิวหา

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในกายะ

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในมนะ

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์

อินทรียสังวร๒๓

เรากล่าวว่า ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์

ผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์ดังนี้.สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๑๙.

(ในพระสูตรต่อไปได้ตรัสถึงในกรณีแห่งอายตนะภายนอก

ซึ่งมีข้อความเหมือนในกรณีแห่งอายตนะภายในทุกประการ

โดยลักษณะการตรัสตรงนี้คือทรงตรัสแยกเป็นกรณีๆจนครบ

ซึ่งผู้อ่านควรจะทำความเข้าใจแยกไปตามกรณีจนครบเช่นกัน

การที่ละไว้ด้วย ... ก็เพื่อให้รู้ว่ามีข้อความสรุปที่เหมือนกัน)

ลักษณะของการอยู่อย่างมีตัณหาเป็นเพื่อน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ

ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองพระเจ้าข้า ?”

มิคชาละ !

รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ

อันเป็นรูปที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจมีลักษณะน่ารัก

เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจมีอยู่.ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญสยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นไซร้;แก่ภิกษุผู้เพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญสยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ,

นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น

เมื่อนันทิมีอยู่, สาราคะ (ความพอใจอย่างยิ่ง) ย่อมมี;

เมื่อสาราคะมีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี :

อินทรียสังวร๒๕

มิคชาละ !

ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน

นั่นแลเราเรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง

(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินดีด้วยหู,

กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูก,

รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น,

โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย,

และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ, ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน).

มิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้

แม้จะส้องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าและป่าชัฏซึ่งเงียบสงัดมีเสียงรบกวนน้อยมีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อยปราศจากลมจากผิวกายคนเป็นที่ทำการลับของมนุษย์เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้นเช่นนี้แล้วก็ตามถึงกระนั้นภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองอยู่นั่นเอง.

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า

ตัณหานั่นแลเป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น.

ตัณหานั้นอันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว

เพราะเหตุนั้นภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองดังนี้.“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล

ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวพระเจ้าข้า !”

มิคชาละ !

รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ

อันเป็นรูปที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจมีลักษณะน่ารัก

เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจมีอยู่ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่สยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นไซร้แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่สยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นนั่นแหละ

นันทิย่อมดับ

เมื่อนันทิไม่มีอยู่, สาราคะย่อมไม่มี

เมื่อสาราคะไม่มีอยู่, สัญโญคะย่อมไม่มี

อินทรียสังวร๒๗

มิคชาละ !

ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้วด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน

นั่นแลเราเรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว

(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินดีด้วยหู,

กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูก,

รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น,

โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย,

และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ, ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน)

มิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้

แม้อยู่ในหมู่บ้านอันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย

ด้วยพระราชามหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย

ด้วยเดียรถีย์สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลายก็ตาม

ถึงกระนั้นภิกษุนั้นเราก็เรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้

๒๘ตามดูไม่ตามไป

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า

ตัณหานั่นแลเป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ;

ตัณหานั้นอันภิกษุนั้นละเสียได้แล้ว

เพราะเหตุนั้นภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวดังนี้แล.สฬา. สํ. ๑๘/๔๓๔๔/๖๖-๖๗.

อินทรียสังวร๒๙

ไม่อาจถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัย

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง๑๑อย่างเหล่านี้แล้ว

ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงโคและทำฝูงโคให้เจริญได้. ความบกพร่องนั้นคืออะไรกันเล่า ?

คือคนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล, ...

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้นภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ๑๑อย่างเหล่านี้แล้ว

ไม่ควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้. องค์คุณนั้นคืออะไรกันเล่า ?

คือภิกษุในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล ...

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขางเป็นอย่างไรกันเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

ไม่อดกลั้น (อธิวาเสติ)

ไม่ละ (ปชหติ)

ไม่บรรเทา (วิโนเทติ)

ไม่ทำให้สิ้นสุด (พฺยนฺตีกโรติ)

ไม่ทำให้หมดสิ้น (อนภาวงฺคเมติ)

ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม, (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว

ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย, (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว

ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว

ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขางเป็นอย่างนี้แล.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผลเป็นอย่างไรกันเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,

ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ,

แล้วก็มีจิตยึดถือเอาทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)และการถือเอาโดยการแยกเป็นส่วนๆ (โดยอนุพยัญชนะ)

สิ่งอันเป็นอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสจะพึงไหลไปตามผู้ที่

ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ

เธอไม่ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์เหล่านั้นไว้

เธอไม่รักษาและไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผลเป็นอย่างนี้แล.

(ในที่นี้ยกมาให้เห็นเพียงจากทั้งหมด๑๑คุณสมบัติ)

มู. . ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-.

อินทรียสังวร๓๑

ตัวอย่างพุทธวจนที่ทรงตรัสไม่ให้ปล่อยจิต

ให้เพลินกับอารมณ์ ละความเพลินจิตหลุดพ้น

สมฺมาปสฺสํนิพฺพินฺทติ

เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้องย่อมเบื่อหน่าย

นนฺทิกฺขยาราคกฺขโย

เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ

จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ

ราคกฺขยานนฺทิกฺขโย

เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ

จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ

นนฺทิราคกฺขยาจิตฺตํสุวิมุตฺตนฺติวุจฺจตีติ

เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ

กล่าวได้ว่าจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดีดังนี้สฬา. สํ. ๑๘/๑๗๙/๒๔๕-.

อินทรียสังวร๓๓

ความพอใจเป็นเหตุแห่งทุกข์

ทุกข์ใดๆที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูลมีฉันทะเป็นเหตุ

เพราะว่าฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์

ทุกข์ใดๆอันจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทุกข์ทั้งหมดนั้นก็มีฉันทะเป็นมูลมีฉันทะเป็นเหตุ

เพราะว่าฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์.

และทุกข์ใดๆที่เกิดขึ้น

ทุกข์ทั้งหมดนั้นก็มีฉันทะเป็นมูลมีฉันทะเป็นเหตุ

เพราะว่าฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์

สฬา. สํ. ๑๘/๔๐๓/๖๒๗.

(ในเนื้อความพระสูตรทรงชี้ให้เห็นถึงเหตุของทุกข์ในปัจจุบันซึ่งก็คือฉันทะ

เป็นความรู้ที่เห็นกันได้แล้วจึงได้สรุปให้เห็นไปถึงนัยยะโดยอดีตกับอนาคต)

เมื่อคิดถึงสิ่งใดแสดงว่าพอใจในสิ่งนั้น

ภิกษุทั้งหลาย !

ถ้าบุคคลย่อมคิดถึงสิ่งใดอยู่ (เจเตติ)

ย่อมดำริถึงสิ่งใดอยู่ (ปกปฺเปติ)

และย่อมมีจิตฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ (อนุเสติ)

สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.

เมื่ออารมณ์มีอยู่,

ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี;

เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะเจริญงอกงามแล้ว,

ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปย่อมมี;

เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปมี,

ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป :

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

นิทาน. สํ. ๑๖/๗๘/๑๔๕.

อินทรียสังวร๓๕

ภพแม้ชั่วขณะดีดนิ้วมือก็ยังน่ารังเกียจ

ภิกษุทั้งหลาย !

คูถแม้นิดเดียวก็เป็นของมีกลิ่นเหม็นฉันใด,

ภิกษุทั้งหลาย !

สิ่งที่เรียกว่าภพก็ฉันนั้นเหมือนกัน,

แม้มีประมาณน้อยชั่วลัดนิ้วมือเดียวก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าวได้.

เอก. อํ. ๒๐/๔๖/๒๐๓.

(พระสูตรต่อไปทรงตรัสถึงมูตรน้ำลายหนองโลหิตด้วยข้อความเดียวกัน)

อินทรียสังวร๓๗

ตัณหาคือเชื้อแห่งการเกิด

วัจฉะ ! เราย่อมบัญญัติความบังเกิดขึ้น

สำหรับสัตว์ผู้ที่ยังมีอุปาทานอยู่ (สอุปาทานสฺส)

ไม่ใช่สำหรับสัตว์ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน

วัจฉะ ! เปรียบเหมือนไฟที่มีเชื้อย่อมโพลงขึ้นได้

(อคฺคิสอุปาทาโนชลติ)

ที่ไม่มีเชื้อก็โพลงขึ้นไม่ได้

อุปมานี้ฉันใดอุปไมยก็ฉันนั้น

วัจฉะ ! เราย่อมบัญญัติความบังเกิดขึ้น

สำหรับสัตว์ผู้ที่ยังมีอุปาทานอยู่

ไม่ใช่สำหรับสัตว์ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน

พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าสมัยใดเปลวไฟถูกลมพัดหลุดปลิวไปไกล,

สมัยนั้นพระโคดมย่อมบัญญัติซึ่งอะไรว่าเป็นเชื้อแก่เปลวไฟนั้นถ้าถือว่ามันยังมีเชื้ออยู่ ?”

วัจฉะ ! สมัยใดเปลวไฟถูกลมพัดหลุดปลิวไปไกล

เราย่อมบัญญัติเปลวไฟนั้นว่ามีลมนั่นแหละเป็นเชื้อ

วัจฉะ ! เพราะว่าสมัยนั้นลมย่อมเป็นเชื้อของเปลวไฟนั้น

พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าสมัยใดสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น,

สมัยนั้นพระโคดมย่อมบัญญัติซึ่งอะไรว่าเป็นเชื้อแก่สัตว์นั้นถ้าถือว่ามันยังมีเชื้ออยู่ ?”

วัจฉะ ! สมัยใดสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น

เรากล่าวสัตว์นี้ว่ามีตัณหานั่นแหละเป็นเชื้อ

เพราะว่าสมัยนั้นตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้นแล.

สฬา. สํ. ๑๘/๔๘๕/๘๐๐.

อินทรียสังวร๓๙

เมื่อมีความพอใจย่อมมีตัณหา

ภิกษุทั้งหลาย !

เปรียบเหมือนไฟกองใหญ่พึงลุกโพลงด้วยไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง

ยี่สิบเล่มเกวียนบ้างสามสิบเล่มเกวียนบ้างสี่สิบเล่มเกวียนบ้าง.

บุรุษพึงเติมหญ้าแห้งบ้างมูลโคแห้งบ้างไม้แห้งบ้าง

ลงไปในกองไฟนั้นตลอดเวลาที่ควรเติมอยู่เป็นระยะๆ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แลไฟกองใหญ่

ซึ่งมีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น

มีเชื้อเพลิงอย่างนั้น

ก็จะพึงลุกโพลงตลอดกาลยาวนาน

ข้อนี้ฉันใดภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้

มีปกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี)

ในอุปาทานิยธรรม (ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน) อยู่

ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ

เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ

เพราะมีชาติเป็นปัจจัย

ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๒/๑๙๖-๑๙๗.

อินทรียสังวร๔๑

ตัณหาคือเครื่องนำไปสู่ภพใหม่อันเป็นเหตุเกิดทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย !

ถ้าบุคคลย่อมคิดถึงสิ่งใดอยู่ (เจเตติ)

ย่อมดำริถึงสิ่งใดอยู่ (ปกปฺเปติ)

และย่อมมีใจฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ (อนุเสติ)

(อารมฺมณเมตํโหติวิญฺญาณสฺสิติยา)

สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ

(อารมฺมเณสติปติฏฺฐาวิญฺญาณสฺสโหติ)

เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี

(ตสฺมึปติฏฺฐิเตวิญฺญาเณวิรูเฬฺหนติโหติ)

เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะเจริญงอกงามแล้ว, ย่อมมีการน้อมไป

(นติยาสติอาคติคติโหติ)

เมื่อมีการน้อมไป, ย่อมมีการไปการมา

(อาคติคติยาสติจุตูปปาโตโหติ)

เมื่อมีการไปการมา, ย่อมมีการเคลื่อนการบังเกิด

เมื่อมีการเคลื่อนการบังเกิด, ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะจึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย !

ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด

ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด

แต่เขายังมีใจปักลงไปในสิ่งใดอยู่

สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.

เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี

เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะเจริญงอกงามแล้ว, ย่อมมีการน้อมไป

เมื่อมีการน้อมไป, ย่อมมีการไปการมา

เมื่อมีการไปการมา, ย่อมมีการเคลื่อนการบังเกิด

เมื่อมีการเคลื่อนการบังเกิด, ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะจึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

นิทาน. สํ. ๑๖/๖๘๐/๑๔๙.

อินทรียสังวร๔๓

สิ้นความอยากก็สิ้นทุกข์

นิสฺสิตสฺสจลิตํ

ความหวั่นไหวย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยแล้ว

อนิสฺสิตสฺสจลิตํนตฺถิ;

ความหวั่นไหวย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว

จลิเตอสติปสฺสทฺธิ;

เมื่อความหวั่นไหวไม่มี, ปัสสัทธิย่อมมี

ปสฺสทฺธิยาสตินติโหติ;

เมื่อปัสสัทธิมี, ความน้อมไปย่อมไม่มี

นติยาอสติอาคติคติโหติ;

เมื่อความน้อมไปไม่มี, การไปและการมาย่อมไม่มี

อาคติคติยาอสติจุตูปปาโตโหติ;

เมื่อการไปการมาไม่มี, การเคลื่อนและการบังเกิดย่อมไม่มี

จุตูปปาเตอสติเนวิธหุรํอุภยมนฺตเร:

เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิดไม่มี,

อะไรๆก็ไม่มีในโลกนี้ไม่มีในโลกอื่นไม่มีในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง

เอเสวนฺโตทุกฺขสฺส

นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ.อุ. ขุ. ๒๕/๒๐๘/๑๖๑.

อินทรียสังวร๔๕

มีความเพลินคือมีอุปาทาน

ผู้มีอุปาทานย่อมไม่ปรินิพพาน

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งรูป.

เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งรูป,

ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น

ความเพลินใดในรูป, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งเวทนา.

เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งเวทนา,

ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น

ความเพลินใดในเวทนา, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...

๔๖ตามดูไม่ตามไป

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งสัญญา.

เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งสัญญา

ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น

ความเพลินใดในสัญญา, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งสังขาร.

เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งสังขาร

ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น

ความเพลินใดในสังขาร, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งวิญญาณ.

เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งวิญญาณ

ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น.

ความเพลินใดในวิญญาณ, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน