อินทรียสังวร๑๑๓
อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ - เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจอันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นย่อมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคนอุเบกขายังคงดำรงอยู่.
อานนท์ ! นี้แลเราเรียกว่าอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัยในกรณีแห่งรูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ.
(ในกรณีแห่งเสียงที่รู้แจ้งด้วยโสตะกลิ่นที่รู้แจ้งด้วยฆานะรสที่รู้แจ้งด้วยชิวหาโผฎฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยผิวกายและธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจทรงตรัสอย่างเดียวกันต่างกันแต่อุปมาแห่งความเร็วในการดับแห่งอารมณ์นั้นๆ, คือ
กรณีเสียงเปรียบด้วยความเร็วแห่งการดีดนิ้วมือ,
กรณีกลิ่นเปรียบด้วยความเร็วแห่งหยดน้ำตกจากใบบัว,
กรณีรสเปรียบด้วยความเร็วแห่งน้ำลายที่ถ่มจากปลายลิ้นของคนแข็งแรง,
กรณีโผฏฐัพพะเปรียบด้วยความเร็วแห่งการเหยียดแขนพับแขนของคนแข็งแรง,
กรณีธรรมารมณ์เปรียบด้วยความเร็วแห่งการแห้งของหยดน้ำบนกระทะเหล็กที่ร้อนแดงอยู่ตลอดวัน)อุปริ. ม. ๑๔/๕๔๒–๕๔๕/๘๕๖–๘๖๑.
ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้นผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น
ภิกษุทั้งหลาย !ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้น ; ผู้ไม่เข้าไปหาเป็นผู้หลุดพ้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอารูปตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาเวทนาตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสัญญาตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสังขารตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
อินทรียสังวร๑๑๕
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“เราจักบัญญัติซึ่งการมาการไปการจุติการอุบัติ
ความเจริญความงอกงามและความไพบูลย์ของวิญญาณ
โดยเว้นจากรูปเว้นจากเวทนาเว้นจากสัญญาและเว้นจากสังขาร”
ดังนี้นั้น. นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุในเวทนาธาตุในสัญญาธาตุ
ในสังขารธาตุในวิญญาณธาตุเป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว
เพราะละราคะได้อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลงที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้นก็ไม่งอกงามหลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
เพราะหลุดพ้นไปก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่นก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเองก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหวก็ปรินิพพานเฉพาะตน
ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๖/๑๐๕.
เพราะไม่เพลินจึงละอนุสัยทั้ง๓ได้
ภิกษุทั้งหลาย !เพราะอาศัยตาด้วยรูปทั้งหลายด้วยจึงเกิดจักขุวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยหูด้วยเสียงทั้งหลายด้วยจึงเกิดโสตวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยจมูกด้วยกลิ่นทั้งหลายด้วยจึงเกิดฆานวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยลิ้นด้วยรสทั้งหลายด้วยจึงเกิดชิวหาวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
อินทรียสังวร๑๑๗
เพราะอาศัยกายด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วยจึงเกิดกายวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยใจด้วยธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยจึงเกิดมโนวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย
จึงเกิดเวทนาอันเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้นเมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่
ย่อมไม่เพลิดเพลินย่อมไม่พร่ำสรรเสริญไม่เมาหมกอยู่;
อนุสัยคือราคะย่อมไม่ตามนอน (ตสฺสราคานุสโยนานุเสติ) แก่บุคคลนั้น.
เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่
เขาย่อมไม่เศร้าโศกย่อมไม่ระทมใจย่อมไม่คร่ำครวญ
ย่อมไม่ตีอกร่ำไห้ย่อมไม่ถึงความหลงใหลอยู่;
อนุสัยคือปฏิฆะย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น.
๑๑๘ตามดูไม่ตามไป
เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่
เขาย่อมรู้ตามเป็นจริง
ซึ่งสมุทยะ (เหตุเกิด) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัตถังคมะ (ความดับไม่เหลือ) แห่งเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย;
อนุสัยคืออวิชชาย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ
(สุขายเวทนายราคานุสยํปหาย)
ละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาเสียได้แล้ว
(ทุกฺขายเวทนายปฏิฆานุสยํปฏิวิโนเทตฺวา)
บรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว
(อทุกฺขมสุขายเวทนายอวิชฺชานุสยํสมูหนิตฺวา)
ถอนอวิชชานุสัยอันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาเสียได้แล้ว;
อินทรียสังวร๑๑๙
(อวิชฺชํปหายวิชฺชํอุปฺปาเทตฺวา)
เมื่อละอวิชชาเสียได้แล้วและทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้แล้ว;
(ทิฏฺเฐวธมฺเมทุกฺขสฺสนฺตกโรภวิสฺสตีติ)
เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (รู้เห็นได้เลย) นี้ได้นั้น;
(ฐานเมตํวิชฺชติฯ)
ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๘/๘๒๓.
ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในรูป
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในเวทนา
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสัญญา
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสังขารทั้งหลาย
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในวิญญาณ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
อินทรียสังวร๑๒๑
เรากล่าวว่า
“ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๙/๖๕.
๑๒๒ตามดูไม่ตามไป
ภิกษุทั้งหลาย ! ...(ทรงตรัสกรณีเพลินแล้วทรงตรัสกรณีไม่เพลินต่อเทียบกัน)...ส่วนผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในจักษุ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในโสตะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในฆานะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในชิวหา
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในกายะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
อินทรียสังวร๑๒๓
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในมนะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่าผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ...(ทรงตรัสกรณีเพลินแล้วทรงตรัสกรณีไม่เพลินต่อเทียบกัน)...ส่วนผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในรูป
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในเสียง
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในกลิ่น
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
๑๒๔ตามดูไม่ตามไป
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในรส
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในโผฏฐัพพะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในธรรมารมณ์
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่า
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ดังนี้.สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๑๙-๒๐.
อินทรียสังวร๑๒๕
ลักษณะของบุคคลสี่ประเภท
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลสี่จำพวกเหล่านี้มีอยู่หาได้อยู่ในโลก. สี่จำพวกอย่างไรเล่า? สี่จำพวกคือ
กายออกแต่จิตไม่ออก (นิกฺกฏฺฐกาโยอนิกฺกฏฺฐจิตฺโต)
กายไม่ออกแต่จิตออก (อนิกฺกฏฺฐกาโยนิกฺกฏฺฐจิตฺโต)
กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (อนิกฺกฏฺฐกาโยจอนิกฺกฏฺฐจิตฺโตจ)
กายก็ออกจิตก็ออก (นิกฺกฏฺฐกาโยจนิกฺกฏฺฐจิตฺโตจ)
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายออกแต่จิตไม่ออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งกามวิตกบ้างซึ่งพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลบุคคลกายออกแต่จิตไม่ออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายไม่ออกแต่จิตออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้างซึ่งอัพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งอวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลกายไม่ออกแต่จิตออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งกามวิตกบ้างซึ่งพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลบุคคลที่กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายก็ออกจิตก็ออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้างซึ่งอัพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งอวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลบุคคลที่กายก็ออกจิตก็ออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล๔จำพวกเหล่านี้แลมีอยู่หาได้อยู่ในโลก.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๕/๑๓๘.
อินทรียสังวร๑๒๗
ข้อย้ำเตือนจากพระตถาคต
ความไม่ประมาทยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่มองเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้นหรืออกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้วย่อมเสื่อมสิ้นไป, เหมือนความไม่ประมาทนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว,
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้นและอกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้วก็เสื่อมสิ้นไป.เอก. อํ. ๒๐/๑๓/๖๐.
อินทรียสังวร๑๒๙
พินัยกรรมของพระสังฆบิดา
ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้ตถาคตขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
นี่แลเป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า
มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.
อินทรียสังวร๑๓๑
บันทึกท้ายเล่ม
จิตมีตัณหาภพ,ชาติผูกกับอารมณ์ชรามรณะ
(เกิดขึ้น) (เพลินตั้งอยู่) (ดับไป)อินทรียสังวรจึงเป็นหลักการแห่งความไม่ประมาทที่ตรัสไว้ด้วยการดับเหตุ
ที่จะเป็นไปเพื่อชราและมรณะอันเป็นที่มาของการ “ตามดูไม่ตามไป”
ที่แสดงให้เห็นด้วยพุทธวจนกว่า๖๐พระสูตรบ่งบอกถึงความสอดรับกันของพุทธวจนคือคำตถาคตที่เป็นอินทรียสังวรอันเป็นตัวชี้วัดของความเป็นผู้ไม่ประมาทและเป็นการยืนยันภายใต้หลักการแห่งมหาปเทส๔ (หลักการตรวจสอบว่าเป็นคำตถาคตหรือไม่คือหลักที่ตถาคตบัญญัติไว้เพื่อใช้วัดสอบว่าเป็นคำของพระองค์จริงหรือไม่จริงโดยนำเนื้อความหลักการนั้นไปเทียบเคียงในพุทธวจนบทอื่นๆว่าเข้ากันได้ลงกันได้สอดรับกันได้หรือไม่ถ้าสอดรับกันได้
นำไปสู่อารมณ์ปรากฏขึ้นแล้วจนกระทั่งดับเสียให้ได้ดับเสียให้ได้
นี้คือวงจรของจิตอันเป็นสังสารวัฏฏ์
ก็ใช่คำของพระองค์แต่ถ้าไม่สอดรับกันก็แสดงว่าไม่ใช่คำของพระองค์
ให้ละทิ้งเนื้อความหลักการนั้นไปเสีย)หวังว่าผู้ปฎิบัติทั้งหลายที่เทิดทูนเคารพและกตัญญูบูชาพระศาสดาคงจะได้เห็นความชัดเจนในหลักการอันเป็นระเบียบถ้อยคำของพระตถาคตชัดแจ้งด้วยตนเองและร่วมแรงใจปฏิบัติตามพระองค์เพื่อแสดงออกถึง“ความกตัญญู” และ “บูชา” ในโอกาสอีก๒ปีจะครบวาระ“๒๖๐๐ปีของการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”__