รอยยิ้ม..อิ่มใจ”..สุขในวิถี ทั้งนก คน พืช สัตว์ สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิง..วิถีชีวิตริมอ่าวฯ.. ณ. ป่าชายเลน บ้านบือเจาะ อ. ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
วิถีชีวิตในอ่าวฯ: “รอยยิ้ม อิ่มใจ”

ธรรมชาตินี้ช่างรังสรรค์ สัมพันธ์กันเสมอทั้งโครงสร้างและหน้าที่ (form
& function)... .. ภาพมุมกว้างมองออกไปไกลตา บริเวณก้นอ่าวปัตตานี
แนวป่าชายเลนรายรอบ พืชชนิดที่มีรากค้ำยันระเกะระกะ ออกจากโคนต้นไม่สูงนัก อีกทั้งลักษณะใบและฝัก
บอกได้ว่าเป็นต้นโกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata)
เป็นพืชเด่นในบริเวณนี้ ซึ่งเบื้องด้นเริ่มจากการเป็นแปลงปลูกป่าชายเลน
ใกล้เข้ามาเป็นกลุ่มป่าแสมขาว (Avicennia
alba) และแสมทะเล (Avicenia marina)แซมด้วยพืชชนิดอื่นๆเช่น ลำพู
ลำแพน ตะบูน ฯลฯ เป็นแหล่งอาศัยพักนอนของเหล่านก กาน้ำและนกยางหลายชนิด
ในขณะที่ด้านหน้าระยะใกล้แนวน้ำตื้นเป็นพืชน้ำ สูงจากพื้นไม่มาก ประมาณ1-2
เมตร บ้างเรียกว่าเป็นวัชพืข ..กระจูด (Lepironia
articulata).. แตกเป็นกอ ใบกลมกลวงยาว คล้ายๆกับกก มีดอกคล้ายดอกกุยฉ่าย สีน้ำตาลแดง มีรอยคราบโคลนเห็นเป็นแถบตัดกับสีเขียวเข้มของกอ บ่งบอกระดับน้ำที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง
พืชชนิดนี้หากขยายอาณาเขตเพิ่มขี้น บ่งชี้ว่าบริเวณนี้มีน้ำจืดปะปนเข้ามามากขึ้น
ซึ่งปริมาณน้ำจืดไหลมาจากคลองยะหริ่ง และมวลน้ำจืดปริมาณมากเติมเข้าสู่อ่าวฯ อีกด้านหนึ่งจากแม่น้ำปัตตานี ทั้งหมดนี้จึงเป็นสภาพทางนิเวศที่เือื้อต่อการเติบโตของป่าชายเลน ที่มีความสำคัญมากต่อวงชีวิิตของสัตว์น้ำ ส่งผลต่อวิถีชาวประมงพื้นบ้านรอบอ่าวฯ
องค์ประกอบและชนิดพืชพรรณเหล่านี้
มีการกระจายให้เห็นเป็นบริเวณ ๆ (zonation) ที่ชัดเจนของสังคมพืชป่าชายเลน ภาพเบื้องหน้าเสมือนกับม่านที่แต้มแ่ต่งด้วยพืชพรรณที่ต่างความสูง ต่างเฉดด้วยสีเขียวมีสีอ่อนสีแก่ช่างรังสรรค์มา พืชแต่ละชนิดมีระบบรากแตกต่างกัน ทำหน้าที่ช่วยดักตะกอนที่ไหลลงสู่อ่าว และกล้าไม้ชายเลนก็หยั่งรากลึกในดินเลนที่แปรเปลี่ยนตามระดับน้ำขึ้นน้ำลง เหมาะสมกับระบบรากพืชแต่ละชนิด ทั้งรากหายใจ รากค้ำยัน ส่วนบริเวณใกล้กัน..มีต้นตาตุ่มทะเล ต้นขลู่ให้สัมผัสในทุกองศา...เห็นการเปลี่ยนแปลงทุกเดือนที่เรามาเยี่ยมเยือน..อ่าวฯ

ธรรมชาติมีระบบควบคุมสมดุลกันเองเป็นองค์รวม… ระบบนิเวศในเขตน้ำกร่อย (Estuarine ecology)..ที่ ผสมผสานทั้งมวลน้ำเค็มและน้ำจืดในแต่ละฤดูกาล ทำให้สรรพสิ่งในอ่าวฯ ทั้งด้านชีวภาพและกายภาพเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแห่งเวลา ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำ หรือระดับความเค็มที่แปรเปลี่ยน (ความเค็มจัด..ที่ด้านนอกประมาณ 30 ppt.) ทำให้ทั้งสาหร่าย พืช สัตว์และอื่นๆ เจริญอยู่ได้ หรือตายไปในแต่ละช่วงเวลาด้วยปัจจัยจำกัด เป็นการปรับตัวตามความชอบ (niche)... สภาพดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ...แพลงตอนพืช/สัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลาน้อยใหญ่ ได้อาศัยพึ่งพา รวมถึงมนุษย์ที่เป็น “ผู้ล่า”..ในสายใยอาหารที่ซับซ้อน "การล่า" หากตั้งอยู่บนจิตสำนึกเพื่อการกินอยู่อย่างพอดี รู้จักพอ ก็จะทำให้ระบบยั่งยืนอยู่ได้นาน...


วิถีออกเรือหาปลา.......เรือลำน้อยค่อยๆพายผ่านไป วิถีชาวประมงพื้นบ้าน ที่นี่ออกหาสัตว์น้ำตามกำลัง ทั้งเครื่องมือที่มีอยู่และแรงงานตน เสียงทักทายกันฉันท์คนรอบอ่าวฯ เป็นภาษามลายูถิ่น..ขณะที่ "ครูพื้นที่"และเพือนนั่งอยู่ริมฝั่ง ตอบออกไปดังๆได้เพียงแต่คำว่า “บุรง-นก”…เพื่อสื่อว่า..เรามานั่งนับนกกัน ไม่นานนัก..เรือน้อยจอดลอยลำ ชายชาวประมงวัยกลางคนหย่อนตัวลงในน้ำ ระดับไม่ลึกมากยังพอเดินไปมาได้ ไม้เสาถูกนำมาปักไว้เพื่อระบุตำแหน่ง ก่อนที่จะค่อยๆสาวตาข่ายที่กองอยู่บนเรือ ปล่อยลงน้ำ ตะกั่วที่ถ่วงน้ำหนักและทุ่นต่างทำหน้าที่ เรือลำนี้ไม่มีใครกำหนดทิศทางจึงไหลไปตามกระแส ออกไปยังปากอ่าวฯ ชายผู้นี้เดินตามปล่อยตาข่ายจนหมดจากลำเรือ ...รอย ยิ้ม...สีหน้า.. ความตั้งใจ..ที่ง่วนกับงาน บอกได้ว่าสุขใจ...อาหารมื้อถัดไปสำหรับทุกชีวีที่บ้านขึ้นอยู่กับผลงานค่ำนี้..ไม่ว่าจะโดยตรงหรือนำไปเปลี่ยนเป็นรายได้เพื่อยังชีพ..

วิถีประมงพื้นบ้านยังคงอยู่และเลี้ยงชีพได้ หากปริมาณสัตว์น้ำยังคงมีอยู่สร้างความภูมิใจไม่น้อย..... เสียงเรือยนต์ผ่านเข้ามา เด็กน้อยเริงร่านั่งมาเต็มลำ นายท้ายชะลอเครื่องเรือ....เมื่อเห็นชาวประมงวางตาข่าย เสียงทักทายดั่งคนรู้จักกัน.. ฉันท์คนในอ่าวฯ ...รอยยิ้ม..มอบให้เป็นกำลังใจ ตามด้วยการถามไถ่ .. วิถีเรียบง่าย จากชายผู้ทำหน้าที่นำเที่ยวเชิงนิเวศ .... เยาวชนรุ่นจิ๋วทั้งหญิงและชาย ได้สัมผัสกับภาพชีวิตในอ่าวฯ.. หากรู้จักและรักษ์ป่าชายเลน คงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการรักษาทรัพยากรในอ่าวฯ ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล...เพราะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญ... เสียงเรือเร่งเครื่องจากไป ...ตาข่ายถูกวางเสร็จก่อนค่ำ ...รอเวลาเก็บเช้านี้..

น้ำกับฟ้าได้สะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวกัน.... แหงนมองฟ้าพลัน ฝูงนกโผบินเข้ามาเป็นระลอกใหญ่ๆ ไม่ขาดสาย ติดๆกันเมื่อใกล้ค่ำ นับได้ครั้งละร้อย/สองร้อย หรือมากกว่า (ช่วง peak รวมแล้วที่นี่มีนกอาศัยอยู่ร่วมกันประมาณหมื่นตัว).. มีทั้งนกกาน้ำ นกยางควาย ยางเปีย ยางโทนใหญ่ ยางกรอก ต่างบินกลับมาแหล่งพักนอนในป่าแสมใหญ่ ความสงบของผืนน้ำกลับมาอีกครา หลังจากถูกรบกวนจากการวางตาข่ายและเรือที่แล่นผ่านไป สีขาวของปีกเจ้าเหล่านกที่บินเหนือร่องน้ำเป็นกลุ่มก้อน สะท้อนจากกระจกผืนใหญ่ที่ราบเรียบเหนือท้องน้ำ... ภาพเสมือนของนกในน้ำสะท้อนจำนวนนกในท้องฟ้า..ได้เช่นกัน.....รอยยิ้ม..พิมพ์ใจ.. จากคนริมฝั่งกับภาพสงบๆ สบายๆ ความสุขที่มอบให้จากเพื่อนที่มีปีกบินอย่างอิสระ ..เป็นรางวัลที่เปี่ยมด้วยพลังจากธรรมชาติเย็นย่ำค่ำนี้

อ่าวปัตตานีและวิถีองค์รวม ... สร้างมิติแห่งความสุข-ทุกข์ อย่างที่เห็นตามครรลอง ..ทั้งป่าเลน สายน้ำ ท้องฟ้า ดวงตะวันกำลังอ่อนแรง แสงสีกำลังจะลับฟ้า ชายชาวประมงพายเรือจากลา นกกาบ่ายหน้าบินกลับรัง ... รอเวลาเริ่มต้นแห่งวันพรุ่งนี้....ทุกชีวีเปี่ยมไปด้วยความหวัง มีพลังเติมเต็ม ตามฝันต่อไป.. “รอยยิ้ม..อิ่มใจ”...ทั้งนก คน พืช สัตว์ สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิง..สุขในวิถี..ชีวีริมอ่าวฯ
ภาพชีวิต ณ. บริเวณก้นอ่าวฯ บ้านบือเจาะ อ. ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ประเทศไทย..
(อ่านเพิ่มเิติมได้ที่ http://burongtani.oas.psu.ac.th/blog/1149)
สุขที่โน่น...สุขที่นี่ ...สุขที่ไหน
อันความสุข ที่ใครๆเฝ้าวิ่งหา ความสุขจ๋า เจ้าอยู่ แห่งหนไหน
เห็นผู้คนไล่ตาม เจ้าเรื่อยไป อิ่มแค่ไหน เหตุไฉน ยังไม่พอ
สุขที่โน่น สุขที่นั่น สุขที่ไหน ไม่มีใคร ตอบได้ รู้ไหมหนอ
หยุดวิ่งหา หวนคิด ฤา..สุขกำมะลอ สุขแท้ๆ ก่อเกิด ภายใน ใจเราเอง
<div style="text-align: right;">โดย: วรรณชไม
การถนัด
</div><p style="text-align: right;">๑๒.๑๒.๑๒
</p>

ขอบคุณนะคะ วิถีชาวประมง น้ำกับฟ้า รอยยิ้ม ความสุข
ดีจังเลย ขอบคุณนะคะ
อ่านบันทึกนี้ด้วยความสุขมากๆค่ะ..เก็บภาพชาว SCB จิตอาสาร่วมปลูกป่าชายเลนที่จ.สุราษฎร์ธานี มาฝาก..
สวัสดีค่ะพี่เปิ้ล,
ขอบคุณที่แวะมาทักทายให้กำลังใจเสมอค่ะ
วิิถีชาวประมง น้ำฟ้า ความสุข รอยยิ้ม ในปีนี้ อาจจะต่างไปจากปีก่อนๆ เนื่องจากชีวิตชาวประมงพื้นบ้านทีนี่ก็เผชิญกับสภาพปัญหา ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรในอ่าวฯ การแย่งชิงทรัพยากรเช่นกันค่ะ
ขณะนี้มีความร่วมมือในการฟื้นฟูอ่าวฯ และสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์มากขึ้น แต่ป่าชายเลนก็ยังคงถูกทำลาย
หากใครที่อยู่แบบรู้จักพอ ก็จะปรับตัวได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ยังมีรอยยิ้มส่งมาทักทายกันได้ ท่ามกลางความสุขกับทุกข์ที่ปนๆกันค่ะ :-))
สวัสดีค่ะพี่ใหญ่,
การร่วมมือร่วมแรงกัน คนละไม้ละมือ สักวันเราคงมีป่าชายเลนมากขึ้นนะค่ะ พี่ใหญ่.. ต้องขอบคุณการสนับสนุนกิจกรรมดีๆจาก SCB ที่พี่ใหญ่นำมาให้เราได้ร่วมชื่นชมเสมอ ขอบคุณค่ะ
ที่สุราษฏร์ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยนอกจากอ่าวเล็กอ่าวน้อยมากมายยังมีอ่าว "บ้านดอน" ที่เป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลมีคุณภาพ ทั้งประมงชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน ต่างอาศัยและยังประโยชน์จากป่าชายเลน
หอยนางรม ตัวโตและอร่อยค่ะที่นั่นอ่าวบ้านดอน ปู ปลา กุ้ง หมึก ก็ไม่เป็นรองใครค่ะ..แฮ่ๆๆ น้องชอบอาหารทะเลค่ะ พี่ใหญ่ เลยอดไม่ได้ที่จะนึกถึง อืมม์ ..ถึงเวลามื้อเย็นละค่ะ เลยนึกถึง..คุณภาพของอาหารทะเลเมื่อนำไปปรุงเป็นเมนูต่างๆ ก็ได้อานิสงส์จากการมีแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ป่าช่ายเลนนี่หล่ะค่ะ..ขอบคุณค่ะพีใหญ่:-))
เย็นใจจังครับ ;)...
นิเวศวัฒนธรรม
ร้อยรัดความเป็นชีวิตแต่ละชีวิตเข้าเป็นหนึ่งเดียว
ชื่นชมครับ
สวัสดีค่ะน้องแอ๊ด
คิดถึงภาคใต้เหรอค่ะน้องแอ๊ด?? มีโอกาสก็มาเยี่ยมนะค่ะ ว่าแต่ว่าพ่อดร.ขจิตคนขยัน จะมีตารางว่างสำหรับตัวเองบ้างไหม๊เนี่ย ..
ดีใจจังที่บันทึกนี้ ม่ส่วนที่น้องแอ๊ดชอบ...ภาพและบรรยากาศ..อืมม์.. เป็นช่วงที่พี่่ออกไปนับนกในแหล่งพักนอนนะค่ะ ..หัวหน้าเด็กก็หาเรื่องซนๆปนๆคำถามที่สงสัยกันค่ะ ..ทำทุกเดือนก็เห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆเรื่อง ช่วงมืดๆนับมองเห็นนกแล้วจึงจะกลับโดยประมาณก็หกโมงครึ่งค่ะ เพราะเริ่มนับตั้งแต่ 5 โมงเย็นค่ะ ..ออกไปจากห้องแล็บบ้างก็สดชื่นดีค่ะน้องแอ๊ด ไปรับพลังจากธรรมชาติ เอามาฝากน้องแอ๊ดด้วยค่ะ ..ขอบคุณที่แวะมาทักทายเสมอค่ะ:-))
สวัสดีค่ะอาจารย์Was,
ขอบคุณที่แวะมาทักทาย บรรยากาศป่าชายเลนค่ะ. หลังจากอาจารย์ขึ้นไปเที่ยวดอย..ที่น่าประทับใจ ภาพและคำบรรยายส่งผ่านความสดชื่นมายังปักษ์ใต้เลยค่ะ ยกเว้นกลิ่นอายความหนาวเย็น ยังไม่ได้รับนะค่ะ .. ที่นี่ริมอ่าวฯ ฝนยังพรำๆในบางวัน ยิ่งทำให้เพิ่มความ "เย็นใจ" ค่ะ อาจารย์..:-))
ขอ "ปลาทู" เรือเล็ก สดๆตาใสๆสักโลมาต้มส้มแขก นะคะ อยากกิน :)
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน,
ค่ะอาจารย์แผ่นดิน..เป็นนิเวศวัฒนธรรม บูรณาการอยู่ในวิถีของคนในอ่าวฯ ซึ่งเป็นปลายน้ำ เอื้ออิงกับวิถีคนกลางน้ำ (พรุ) และคนต้นน้ำ (ป่าเขา) ในความเป็นภูมินิเวศ ของ "เขา นา เล" ที่ปักษ์ใต้ค่ะ เป็นอะไรที่น่าสนใจมากค่ะ
ได้มีโอกาสร่วมงานวิจัยของลุ่มน้ำ และเรียนรู้ในความเชื่อมโยงและความเป็นอัตลักษณ์ในแต่ละที่ จึงได้เอามาเล่าให้นักศึกษาฟังด้วยความชื่นชมและฝึกวิเคราะห์ เพื่อให้เขารู้จักและเหลียวกับมามองบ้านเกิดอย่า่งเห็นคุณค่า ก่อนที่จะถุกลืมเลือนไป เลยเป็นหน้าที่ที่ต้องทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อม" ค่ะอาจารย์ จึงได้เห็นคุณค่า และเข้าใจ สภาพการทำงานที่อาจารย์แผ่นดิน..ได้ลงมือลงแรงลงความคิดร่วมกันกับคณะทำงานที่มอ.นะ่ค่ะ ... ชื่นชมค่ะ.. ขอบคุณที่แวะมาทักทายฝากความเห็นเป็นพลังในการทำงานต่อไปค่ะ :-))
สวัสดีค่ะคุณสามสัก,
บรรยากาศทะเล คงต่างกับเขาลับงา นะค่ะ..แต่ให้ความรู้สึกเีดียวกัน "สงบ ร่มรื่น ฉ่ำชื่นใจ" ค่ะ แฮ่ๆ..ตอนเย็นที่นั่งนับนกกันนะค่ะ ถ้ากลางวันละก้อ เปรี้ยงปร้างค่ะ..แดด นะคะ ทั้งแดดทั้งลมทะเล อย่างที่เค้าว่า ผิวเกรียมแดด น้ำเค็ม อย่างนั้นเลยค่ะ...
อืมม์..เคยพายเรือคะยักค่ะ จากก้นอ่าวออกไปปากอ่าว ขาไปก็ไม่กระไรนัก ทำตัวตามน้ำได้เลย...โห แต่ขากลับ น้ำลงและเราพายเรือทวนน้ำ. พายกันจนเคล็ดขัดยอกล้าไปทั่วตัว ก็มันไกลไม่ย่อยนะ แต่ก็มาจนถึง..ไม่ยอมแปะกับเรือใหญ่...สุดท้ายได้รับคำชมจากพลพรรคที่ถอดใจขึ้นเรือใหญ่ว่า อึดจริงๆ..มีสามลำที่เป็นอย่างนั้น... ก็ยิ้มรับ salute!!!..ด้วยความยินดี ... แต่นี่ซิ ..ของแถม..ดำเกรียมแดดไปเลย หนึ่งปีก็ไม่หายค่ะ กลับไปบ้านพ่อกับแม่เห็นก็เดาได้เลยว่า ทำงานหนักหรือเที่ยวหนัก..ประเมินได้ทันที.. แต่ตอบว่าทั้งคู่ค่ะ.. ทำงานไปด้วยชื่นชมธรรมชาติไปด้วยค่ะคุณสามสัก. เสียดายไม่ได้ดูแมลงสักกะตัว ทริบนั้น ค่อยไปใหม่ค่ะเผื่อจะมี "ชันโรง" บ้าง.:-))
สวัสดียามค่ำค่ะน้องหนูรี
น้องหนูรีจ๋า ..ที่ขอหน่ะ แม้เพียงหนึ่งโล ก็หายากน้องประเภทสดๆตาใสตัวใหญ่ ขอบอกว่า ถ้ามีก็คงเป็นจากเรือใหญ่แล้วหล่ะค่ะ แถมตัวโตก็ส่งออกไปจากปัตตานีขายทีอื่น เราลูกที่กินตัวเล็กๆ ..โชคดีอะไรปานนั้น .แม้กระทั่งไปที่แพปลา (พี่ชอบไปเพราะเป็นนักสำรวจ ดูสัตว์น้ำแปลกๆดีค่ะ) ชาวเรือก็บ่นๆกันว่าปลาทูมีน้อยลง และไม่ใช่เป็นปลาในอ่าวด้วยค่ะน้องหนูรี สวนใหญ่โน่นออกไปจับไกลๆ น้ำลึกเรือประเภทใหญ่ๆ..ก็เล่นจับกันมากซะจนไม่เหลือรอดตาถี่อวนหล่ะซิค่ะ...แต่อ่าวฯก็ยังมีความสำคัญที่เป็นแหล่งเลี้ยงดูสัตว์น้ำวัยอ่อนค่ะ
อืมม์...ตาใสๆ เหรอค่ะ..เอ..จะตาปลาหรือตาเราเนี่ยที่ ตาใสๆ.. ..แต่แถวบ้านที่ชุมพร..ยังมีปลาทูประเภทตาใสๆ ตัวโตๆให้กินค่ะ เพียงแต่ไม่ได้ทำเมนูต้มส้มแขกค่ะ สงสัยต้องลองบ้างละ สูตรแม่ครัวหนูรี การันตีความน่าทาน :-)) พี่มีต้นส้มแขกเอาไปปลูกไว้เป็นที่ระลึกหนึ่งต้น ออกลูกแล้วด้วย แต่ไม่ค่อยคุ้นชินกับรสชาติเค้าค่ะ เลยเอาไว้ดูลูกสวยๆดีคะ น้องหนุรี
แถวบ้านพี่ ถิ่นปลาทูอร่อยจากอ่าวไทย ช่วงฤดูวางไข่ ก็ยังมีปลาขาย..แฮ่ๆ ขนาดว่ามีกฏหมายควบคุม ห้ามจับปลาในฤดูวางไข่นะ แต่..การบังคับใช้ก็เหมือนกันกะทุกๆเรื่องทุกที่ในบ้านเรา อ่อนใจจริงๆเชียว ..แถมจับปลาได้..ถ้าตัวเล็กก็ทิ้งลงทะเลอีก ทิ้งแบบตายนะค่ะ ถ้าทิ้งแบบที่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอจะได้มีตัวโตขึ้นมาบ้าง เพื่อนๆทำอาชีพประมงแถวบ้านที่เค้าเศร้าใจ เลยได้รับฟังปีละหนึ่งครั้งที่เจอกันตอนเลี้ยงรุ่น ค่ะน้องหนูรี ...ไปก่อนละ เมนูปลาทูต้มส้ม ชวนหิวจริงๆนะเนี่ย..ขอบคุณค่ะที่แวะมาแหย่กัน :-)
อ่านเพลินเลยค่ะ
ทำให้คิดถึงบ้าน คิดถึงเกาะยอ สงขลา
หากเป็นเมื่อก่อน วิถีชีวิตไม่ต่างกันมากนัำก แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไป
ภาพวิถีชีวิตชาวบ้านที่งดงามหายไปมาก เหลือไว้เพียงวิุถีชีวิตคนเมืองเข้ามาแทน
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
สวัสดียามเช้าค่ะพี่ครูอิงจันทร์
ค่ะ วิถีชีวิตพื้นบ้านกำลังจะหายไป ด้วยภาะวคุกคามหลายๆอย่างค่ะพี่ครู ที่นี่ในอ่าวปัตตานี การเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อวิถีเห็นไ้ดชัดเลยว่า เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาในระบบการศึกษาความผูกพันกับวิถีที่รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตาเป็นอยู่ ก็จะน้อยลง หากแต่ถ้ายังคงรักษาไว้ไม่ให้ขาดความต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันไว้ ก็จะหายไปในที่สุดค่ะ เรามีหน้าที่เชื่อมต่อ ให้นักศึกษาเห็นถึงความสำคัญทั้งระบบนิเวศ และวิถีชีวิตซึ่งเอื้ออิง พึ่งพากันค่ะ
น้องเคยถามนักศึกษาว่า ในฐานะที่บ้านใครมีสวนยาง เคยสังเกตไหม๊มีดกรีดยางต่างจากมืดอื่นอย่างไร จะลับให้คมอย่างไร ตัดยางเป็นไหม๊ พบว่าส่วนหนึ่ง และเป็นส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ไม่เป็นเพราะบอกว่าพ่อแม่ไม่ให้ทำ แต่ส่วนที่ยังทำอยู่ต่อเนื่องกลับไปจากมหาวิทยาลัยก็ไปช่วยที่บ้านก็จะเล่าให้ฟังถึงวิถีที่เป็นอยู่ ก็ได้ใช้โอกาสนี้ชื่นชม ใครที่ยังดำเนินรอยตามวิถีที่บ้านดำเนินอยู่ เชิญชวนในการแลกเปลี่ยนและแนะนำว่า อะไรที่ใกล้ตัว เป็นวิถีที่สั่งสมมา ก็ควรใช้โอกาสในการเรียนรู้ศึกษากันให้ ด้วยความใส่ใจกัน มากขึ้นค่ะ
ที่เกาะยอ วิถีประมงพื้นบ้านก็ยังคงมีให้เห็น และเรียนรู้ได้ แต่ปัจจุบันระบบนิเวศของทะเลสาบก็เปลี่ยนไป ชาวประมงก็คงต้องปรับเปลี่ยนไป เพียงแต่คงไม่ทิ้งวิถีเดิม ๆ ปัจจุบันนี้กระแสโฮมเสตย์ ก็เข้ามามีบทบาทอาจมองได้ทั้งสองด้าน ด้านที่ดีก็เห็นว่ามีการรวมกลุ่มอนุรักษ์วิถีพื้นบ้านเอาไว้ น้องเคยไปพักบนเกาะยอ บ้านที่เราไปพักแบบโฮมเสตย์ เป็นวิถีชีวิตในสวนละมุด ละมุดสีดา ที่มีชื่ออร่อยของเกาะยอ แถวๆนี้เรียก "ลูกสวา" น่ะค่ะ เช้าตื่นมากินข้าวยำ เดินดูวัดเกาะยอที่ติดกับเลสาป ศาลาธรรมก็ยังเก็บไว้ได้อย่างเดิมๆๆ มากด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ ชมการทอผ้าเกาะยอตั้งแต่สมัย ร 5 เสด็จประพาสต้น เวลาไปก็จะไปพูดคุยให้กำลังใจกัน เพราะแกนนำก็มีทุกความรู้สึกของการต่อสู้ให้วิถียังคงมีอยู่ รักษาไว้ เพียงบางส่วน
น้องเที่ยวที่บ้านพี่ครู เผื่อแล้วนะค่ะ มีโอกาสก็จะไปอีก และดูว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทุกครั้งที่แวะเข้าไปเที่ยวในเกาะค่ะ ขอบคุณค่ะที่แวะมาเยี่ยม บันทึกอ่าวฯ แต่อาจจะไม่เอาอ่าว!! เท่าไหร่นะค่ะ :-))
สวัสดีครับ เป็นวิถีที่คนเมืองอย่างผมไม่คุ้นเคย ได้อ่าน ได้เรียนรู้ ได้ดูภาพถ่าย เป็นวิถีที่เรียบง่าย ไม่แก่งแย่งอย่างในเมืองหลวงเลย แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า วิถีแบบนี้ก็คงจะค่อยๆถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาที่ต้องวิ่งไปตามเทคโนโลยี
สวัสดีค่ะลุงชาติ
ขอบคุณที่ลุงชาติเข้ามาให้กำลัง บันทึก "วิถีพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี " ดูว่าเป็นวิถีที่เรียบง่าย ถ้าเทียบกับวิถีของสังคมเมื่อง แต่ก็ไม่ง่ายนักค่ะ เพราะการดำรงชีพพึ่งพิงกับทรัพยกรสัตว์น้ำในอ่าว ถ้าระบบนิเวศเสียไป เพราะปัญหาการแก่งแย่งทรัพยกรทั้งในอ่าวและในทะเลใหญ่ มีผลต่อการดำรงชีพของชาวประมงพื้นบ้านเช่นกันค่ะ
แต่คำว่า " พอ" อาจจะต่างกันในวิถีของชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก กับวิถีอื่นๆ วิถีชาวประมงในอ่าวปัตตานี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนมุสลิม เรือที่ออกหาสัตว์น้ำสังเกตดูว่า เป็นการทำงานด้วยกัน อาจเป็นสามีและภรรยา หรือ พ่อและลูกชาย ออกเรือไปวางตาข่าย เสร็จแล็วก็กลับเข้าฝั่ง แกะปลา ปู ออกจากอวน จากนั้นเอาปลาไปขายให้กับเถ้าแ่ก่ในหมู่บ้าน บ่ายก็พักเตรียมออกเรือสำหรับวันใหม่ หากคลื่นลมแรงออกเรือไม่ได้ก็ซ่อมอวน ซ่อมเรือ วนกันเป็นวัฏจักรชีวิต ครอบครัวยังได้เห็นหน้าตาอยู่ร่วมกันขณะทำงาน นั่นคงเป็นคำว่า "พอ" ตามวิถีที่นี่ ซึ่งความมั่นคงในชีวิตขึ้นอยุ่บนความยั่งยืนของฐานทรัพยกรธรรมชาติ จึงมีความสำคัญในการอนุรักษป่าชายเลนให้คงอยู่และมีคุณภาพค่ะลุงชาติ :-))
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่มอบดอกไม้และให้กำลังใจด้วยการฝากความเห็นไว้ค่ะ:-))
ความสุข....มีอยู่ในทุกหนแห่งและทุกช่วงเวลาของชีวิตนะครับ อาจารย์