รอยยิ้ม..อิ่มใจ”..สุขในวิถี ทั้งนก คน พืช สัตว์ สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิง..วิถีชีวิตริมอ่าวฯ.. ณ. ป่าชายเลน บ้านบือเจาะ อ. ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

 วิถีชีวิตในอ่าวฯ: “รอยยิ้ม อิ่มใจ”


ธรรมชาตินี้ช่างรังสรรค์  สัมพันธ์กันเสมอทั้งโครงสร้างและหน้าที่ (form & function)... .. ภาพมุมกว้างมองออกไปไกลตา บริเวณก้นอ่าวปัตตานี  แนวป่าชายเลนรายรอบ พืชชนิดที่มีรากค้ำยันระเกะระกะ ออกจากโคนต้นไม่สูงนัก อีกทั้งลักษณะใบและฝัก บอกได้ว่าเป็นต้นโกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) เป็นพืชเด่นในบริเวณนี้ ซึ่งเบื้องด้นเริ่มจากการเป็นแปลงปลูกป่าชายเลน   ใกล้เข้ามาเป็นกลุ่มป่าแสมขาว (Avicennia alba) และแสมทะเล (Avicenia marina)แซมด้วยพืชชนิดอื่นๆเช่น ลำพู ลำแพน ตะบูน ฯลฯ เป็นแหล่งอาศัยพักนอนของเหล่านก กาน้ำและนกยางหลายชนิด  ในขณะที่ด้านหน้าระยะใกล้แนวน้ำตื้นเป็นพืชน้ำ สูงจากพื้นไม่มาก ประมาณ1-2 เมตร บ้างเรียกว่าเป็นวัชพืข ..กระจูด (Lepironia articulata).. แตกเป็นกอ ใบกลมกลวงยาว คล้ายๆกับกก มีดอกคล้ายดอกกุยฉ่าย สีน้ำตาลแดง   มีรอยคราบโคลนเห็นเป็นแถบตัดกับสีเขียวเข้มของกอ บ่งบอกระดับน้ำที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง  พืชชนิดนี้หากขยายอาณาเขตเพิ่มขี้น บ่งชี้ว่าบริเวณนี้มีน้ำจืดปะปนเข้ามามากขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำจืดไหลมาจากคลองยะหริ่ง และมวลน้ำจืดปริมาณมากเติมเข้าสู่อ่าวฯ อีกด้านหนึ่งจากแม่น้ำปัตตานี   ทั้งหมดนี้จึงเป็นสภาพทางนิเวศที่เือื้อต่อการเติบโตของป่าชายเลน ที่มีความสำคัญมากต่อวงชีวิิตของสัตว์น้ำ ส่งผลต่อวิถีชาวประมงพื้นบ้านรอบอ่าวฯ

องค์ประกอบและชนิดพืชพรรณเหล่านี้ มีการกระจายให้เห็นเป็นบริเวณ ๆ (zonation) ที่ชัดเจนของสังคมพืชป่าชายเลน ภาพเบื้องหน้าเสมือนกับม่านที่แต้มแ่ต่งด้วยพืชพรรณที่ต่างความสูง ต่างเฉดด้วยสีเขียวมีสีอ่อนสีแก่ช่างรังสรรค์มา พืชแต่ละชนิดมีระบบรากแตกต่างกัน ทำหน้าที่ช่วยดักตะกอนที่ไหลลงสู่อ่าว และกล้าไม้ชายเลนก็หยั่งรากลึกในดินเลนที่แปรเปลี่ยนตามระดับน้ำขึ้นน้ำลง เหมาะสมกับระบบรากพืชแต่ละชนิด ทั้งรากหายใจ รากค้ำยัน ส่วนบริเวณใกล้กัน..มีต้นตาตุ่มทะเล ต้นขลู่ให้สัมผัสในทุกองศา...เห็นการเปลี่ยนแปลงทุกเดือนที่เรามาเยี่ยมเยือน..อ่าวฯ

ธรรมชาติมีระบบควบคุมสมดุลกันเองเป็นองค์รวม…  ระบบนิเวศในเขตน้ำกร่อย (Estuarine ecology)..ที่ ผสมผสานทั้งมวลน้ำเค็มและน้ำจืดในแต่ละฤดูกาล ทำให้สรรพสิ่งในอ่าวฯ ทั้งด้านชีวภาพและกายภาพเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแห่งเวลา ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำ หรือระดับความเค็มที่แปรเปลี่ยน (ความเค็มจัด..ที่ด้านนอกประมาณ 30 ppt.) ทำให้ทั้งสาหร่าย พืช สัตว์และอื่นๆ เจริญอยู่ได้ หรือตายไปในแต่ละช่วงเวลาด้วยปัจจัยจำกัด เป็นการปรับตัวตามความชอบ (niche)... สภาพดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ...แพลงตอนพืช/สัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลาน้อยใหญ่ ได้อาศัยพึ่งพา   รวมถึงมนุษย์ที่เป็น “ผู้ล่า”..ในสายใยอาหารที่ซับซ้อน   "การล่า" หากตั้งอยู่บนจิตสำนึกเพื่อการกินอยู่อย่างพอดี รู้จักพอ ก็จะทำให้ระบบยั่งยืนอยู่ได้นาน...


วิถีออกเรือหาปลา.......เรือลำน้อยค่อยๆพายผ่านไป  วิถีชาวประมงพื้นบ้าน ที่นี่ออกหาสัตว์น้ำตามกำลัง ทั้งเครื่องมือที่มีอยู่และแรงงานตน  เสียงทักทายกันฉันท์คนรอบอ่าวฯ เป็นภาษามลายูถิ่น..ขณะที่ "ครูพื้นที่"และเพือนนั่งอยู่ริมฝั่ง  ตอบออกไปดังๆได้เพียงแต่คำว่า “บุรง-นก”เพื่อสื่อว่า..เรามานั่งนับนกกัน    ไม่นานนัก..เรือน้อยจอดลอยลำ  ชายชาวประมงวัยกลางคนหย่อนตัวลงในน้ำ  ระดับไม่ลึกมากยังพอเดินไปมาได้  ไม้เสาถูกนำมาปักไว้เพื่อระบุตำแหน่ง  ก่อนที่จะค่อยๆสาวตาข่ายที่กองอยู่บนเรือ ปล่อยลงน้ำ  ตะกั่วที่ถ่วงน้ำหนักและทุ่นต่างทำหน้าที่  เรือลำนี้ไม่มีใครกำหนดทิศทางจึงไหลไปตามกระแส ออกไปยังปากอ่าวฯ  ชายผู้นี้เดินตามปล่อยตาข่ายจนหมดจากลำเรือ  ...รอย ยิ้ม...สีหน้า.. ความตั้งใจ..ที่ง่วนกับงาน บอกได้ว่าสุขใจ...อาหารมื้อถัดไปสำหรับทุกชีวีที่บ้านขึ้นอยู่กับผลงานค่ำนี้..ไม่ว่าจะโดยตรงหรือนำไปเปลี่ยนเป็นรายได้เพื่อยังชีพ..

วิถีประมงพื้นบ้านยังคงอยู่และเลี้ยงชีพได้   หากปริมาณสัตว์น้ำยังคงมีอยู่สร้างความภูมิใจไม่น้อย..... เสียงเรือยนต์ผ่านเข้ามา เด็กน้อยเริงร่านั่งมาเต็มลำ  นายท้ายชะลอเครื่องเรือ....เมื่อเห็นชาวประมงวางตาข่าย  เสียงทักทายดั่งคนรู้จักกัน.. ฉันท์คนในอ่าวฯ  ...รอยยิ้ม..มอบให้เป็นกำลังใจ ตามด้วยการถามไถ่ .. วิถีเรียบง่าย จากชายผู้ทำหน้าที่นำเที่ยวเชิงนิเวศ .... เยาวชนรุ่นจิ๋วทั้งหญิงและชาย ได้สัมผัสกับภาพชีวิตในอ่าวฯ..  หากรู้จักและรักษ์ป่าชายเลน  คงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการรักษาทรัพยากรในอ่าวฯ ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล...เพราะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญ... เสียงเรือเร่งเครื่องจากไป ...ตาข่ายถูกวางเสร็จก่อนค่ำ ...รอเวลาเก็บเช้านี้..

น้ำกับฟ้าได้สะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวกัน....  แหงนมองฟ้าพลัน ฝูงนกโผบินเข้ามาเป็นระลอกใหญ่ๆ ไม่ขาดสาย ติดๆกันเมื่อใกล้ค่ำ นับได้ครั้งละร้อย/สองร้อย หรือมากกว่า (ช่วง peak รวมแล้วที่นี่มีนกอาศัยอยู่ร่วมกันประมาณหมื่นตัว).. มีทั้งนกกาน้ำ นกยางควาย ยางเปีย ยางโทนใหญ่ ยางกรอก  ต่างบินกลับมาแหล่งพักนอนในป่าแสมใหญ่   ความสงบของผืนน้ำกลับมาอีกครา หลังจากถูกรบกวนจากการวางตาข่ายและเรือที่แล่นผ่านไป  สีขาวของปีกเจ้าเหล่านกที่บินเหนือร่องน้ำเป็นกลุ่มก้อน สะท้อนจากกระจกผืนใหญ่ที่ราบเรียบเหนือท้องน้ำ... ภาพเสมือนของนกในน้ำสะท้อนจำนวนนกในท้องฟ้า..ได้เช่นกัน.....รอยยิ้ม..พิมพ์ใจ.. จากคนริมฝั่งกับภาพสงบๆ สบายๆ  ความสุขที่มอบให้จากเพื่อนที่มีปีกบินอย่างอิสระ ..เป็นรางวัลที่เปี่ยมด้วยพลังจากธรรมชาติเย็นย่ำค่ำนี้


อ่าวปัตตานีและวิถีองค์รวม ... สร้างมิติแห่งความสุข-ทุกข์  อย่างที่เห็นตามครรลอง ..ทั้งป่าเลน  สายน้ำ ท้องฟ้า  ดวงตะวันกำลังอ่อนแรง แสงสีกำลังจะลับฟ้า  ชายชาวประมงพายเรือจากลา  นกกาบ่ายหน้าบินกลับรัง ... รอเวลาเริ่มต้นแห่งวันพรุ่งนี้....ทุกชีวีเปี่ยมไปด้วยความหวัง มีพลังเติมเต็ม  ตามฝันต่อไป.. “รอยยิ้ม..อิ่มใจ”...ทั้งนก คน พืช สัตว์ สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิง..สุขในวิถี..ชีวีริมอ่าวฯ  

ภาพชีวิต ณ. บริเวณก้นอ่าวฯ บ้านบือเจาะ อ. ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ประเทศไทย..

(อ่านเพิ่มเิติมได้ที่ http://burongtani.oas.psu.ac.th/blog/1149)


สุขที่โน่น...สุขที่นี่ ...สุขที่ไหน

อันความสุข ที่ใครๆเฝ้าวิ่งหา    ความสุขจ๋า เจ้าอยู่ แห่งหนไหน

เห็นผู้คนไล่ตาม เจ้าเรื่อยไป      อิ่มแค่ไหน เหตุไฉน ยังไม่พอ

สุขที่โน่น สุขที่นั่น สุขที่ไหน       ไม่มีใคร ตอบได้ รู้ไหมหนอ

หยุดวิ่งหา หวนคิด ฤา..สุขกำมะลอ        สุขแท้ๆ ก่อเกิด ภายใน ใจเราเอ


<div style="text-align: right;">โดย: วรรณชไม

การถนัด

</div><p style="text-align: right;">๑๒.๑๒.๑๒
</p>