
...
ใกล้ๆ ป่าคอนกรีตที่ฉันอาศัยอยู่ มีทุ่งหญ้าโล่งผืนเล็กๆ ผืนหนึ่ง ซึ่งฉันชอบเดินไปสูดอากาศหายใจอย่างเต็มปอดในยามเช้าของวันว่าง แสงแดดอ่อนๆ ตอนอรุณรุ่งกระทบน้ำค้างพร่างพราวระยิบระยับบนผืนหญ้า ดอกหญ้าชูช่อเล็กไร้สีสันรับตะวันอย่างรื่นเริง หมอกบางๆ พรางต้นไม้และบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ไกลออกไปให้เป็นสีจางๆ เป็นฉากหลังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกของคำว่า "หน้าหนาว" ดูสมจริงมากขึ้น
ฉันไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวในทุ่งหญ้านี้ บรรดานกยางกรอกพันธุ์จีนและนกยางทั้งหลายต่างพากันแวะกินอาหารเช้าและใช้ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนในระหว่างการเดินทางก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังจุดหมายเหมือนในทุกๆ ปี ดอกหญ้าโอนเอนทักทายมิตรจากแดนไกลด้วยความยินดี
ฉันนึกถึงบทกวีที่เคยเขียนไว้ให้กำลังใจตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย
"เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขล้ำ
ถูกเหยียบถูกย่ำไม่สน
แม้เจ็บแสนเจ็บจำทน
ทะนงตนเพียงหยัดอยู่คู่พื้นดิน"
เกือบยี่สิบปีผ่านไป...ฉันยังจำกลอนบทนี้ได้แม่นยำนัก ฉันเคยหลงใหลในความงามที่เรียบง่าย ความน่ารัก ของดอกหญ้ายังไง ตอนนี้ก็ยังหลงรักไม่เปลี่ยน ฉันเคยทึ่งในความแข็งแกร่งของดอกหญ้ามากแค่ไหน ฉันยังคงชื่นชมเหมือนเมื่อครั้งก่อน แต่มีสิ่งหนึ่งหนึ่งที่ฉันมองดอกหญ้าด้วยสายตาที่ต่างไป...นอกเหนือไปจากการยืนอยู่เพื่อตัวเองอย่างในบทกลอนนั้น วันนี้ฉันยังเห็นว่าดอกหญ้าในทุ่งกว้างยืนหยัดเพื่อผู้อื่นอีกด้วย โดยไม่เลือกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กหรือใหญ่ ดอกหญ้าใบหญ้าเป็นแหล่งพักพิงของหมู่แมลงมากมาย เป็นแหล่งอาหารสำคัญของอาคันตุกะและเจ้าถิ่นต่างๆ หลายต่อหลายชีวิต และทุ่งหญ้าสีเขียวยังเป็นที่พักพิงสายตาและหัวใจให้ฉันที่ยืนมองอยู่ทุกวี่วัน...งดงามเหลือเกิน
คนเราก็ไม่ต่างกัน...คนที่มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งอื่นด้วยนอกเหนือไปจากการมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองนั้น ฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่สวยงามและหล่อเหลาไม่สร่างไม่ว่าจะอายุมากเท่าไหร่ ว่ากันว่าเพราะคนคนนั้นได้ย้ายความหล่อความสวยงามจากบนใบหน้าไปอยู่ที่หัวใจเมื่อมีวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และการที่จะมีหัวใจที่เต้นเพื่อผู้อื่นได้ หัวใจนั้นต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ทั้งต่อตัวเองและเผื่อแผ่ไปหาผู้อื่น คุณสมบัติพิเศษที่แม้แต่คนตาบอดก็รับรู้และคนหูหนวกก็เข้าใจ
ในความหนาวเหน็บอีกที่หนึ่งไกลออกไป หญิงคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ของการให้ที่ดูแสนจะธรรมดาแต่น่าประทับใจ...
"ฉันเป็นคุณแม่ลูกสาม ลูกๆ ของฉันอายุ 14, 12 และ 3 ขวบ ฉันเพิ่งเรียนจบปริญญาเมื่อไม่นานมานี้ และวิชาสุดท้ายที่เรียนคือสังคมวิทยา อาจารย์สอนได้ดีและเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างมาก โครงงานสุดท้ายที่เราต้องทำ มีชื่อว่า "รอยยิ้ม" นักศึกษาในชั้นได้รับคำสั่งให้ออกไปยืนยิ้มให้คนสามคน แล้วบันทึกปฏิกิริยาของคนเหล่านั้น ฉันเป็นคนเข้าคนง่าย มักยิ้มและเอ่ยทักทายคนอื่นเสมอ ฉันจึงคิดว่างานนี้ไม่น่าจะมีปัญหา
หลังจากที่ได้รับมอบหมายงาน สามีพาฉันและลูกชายคนเล็กไปทานอาหารเช้าที่ร้านแม็คโดนัลใกล้บ้าน ในยามที่อากาศยังหนาวเย็นในต้นเดือนฤดูใบไม้ผลิของเดือนมีนาคม สำหรับครอบครัวของเรานั่นคือการใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกัน
ในขณะที่กำลังยืนเข้าคิวสั่งอาหาร ฉันเริ่มสังเกตว่าคนอื่นๆ เริ่มถอยร่นไป แม้แต่สามีก็ขอตัวไปนั่งรอที่โต๊ะ ฉันเองไม่ได้ขยับไปไหนแต่ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในขณะที่หันไปมองว่าทำไมคนอื่นๆ จึงหลีกทางไป เมื่อหันไปฉันจึงได้กลิ่นตัวที่ค่อนข้างแรงของชายพเนจรสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังฉัน เมื่อฉันมองไปที่ชายตัวเตี้ยคนที่อยู่ถัดจากฉัน เขายิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตร ดวงตาสีฟ้าอันสวยงามเปล่งปลั่งไปด้วยแสงของพระเจ้าที่กำลังรอการตอบรับ เขากล่าวทักทายฉันในขณะที่นิ้วมือยังถูเหรียญในมือไปมา
ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังชายคนนั้นปัดมือไปมาสะเปะสะปะ ฉันจึงสังเกตได้ว่าชายคนนั้นมีสุขภาพจิตไม่สมบูรณ์และชายตาสีฟ้าคือที่พึ่งของเขา ฉันกลั้นน้ำตาเมื่อเห็นสภาพนั้น เมื่อพนักงานขายถามว่าเขาต้องการรับอะไร ชายคนนั้นตอบอย่างสุภาพว่า "กาแฟถ้วยเดียวครับน้อง" เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่เขามีเงินพอจ่ายได้ (หากต้องการนั่งในร้านที่อบอุ่น เขาต้องสั่งอะไรสักอย่างจึงจะนั่งในร้านได้ เขาเพียงอยากอยู่ในที่ที่อบอุ่น)
ฉันรู้สึกถึงแรงผลักดันภายในจนเกือบจะเอื้อมแขนไปโอบใหล่ชายตัวเตี้ยคนนั้นไว้ แต่ฉันก็รู้สึกถึงสายตาของผู้คนในร้านที่มองมา ฉันทำได้เพียงยิ้มและขอให้พนักงานสาวที่เค้าน์เตอร์จัดอาหารเช้าเพิ่มให้ฉันอีกสองชุด
ฉันถือถาดอาหารเดินไปยังโต๊ะที่ชายสองคนนั้นนั่งพัก วางอาหารไว้บนโต๊ะและเอื้อมมือไปจับมืออันเย็นเฉียบของชายตาสีฟ้า เขาเหลือบตาขึ้นมามองฉันด้วยน้ำตาพร้อมกล่าวว่า "ขอบคุณมาก" ฉันลูบมือเขาเบาๆ และกล่าวว่า "ฉันไม่ได้ทำเพื่อคุณหรอกนะ พระเจ้าอยู่ที่นี่และสั่งให้ฉันมาให้กำลังใจและความหวังกับคุณ"
น้ำตาฉันไหลเป็นทางยาวเมื่อฉันเดินไปสมทบกับสามีและลูกชายที่โต๊ะ เมื่อฉันนั่งลง สามียิ้มให้และกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงมอบคุณมาให้ผม...ที่รัก...เพื่อมาให้ความหวังกับผม" เราจับมือกันสักพัก และตระหนักได้ว่าเพราะความเมตตาที่พระเจ้ามีให้เราจึงสามารถให้คนอื่นได้ ถึงเราจะไม่ได้เข้าโบสถ์บ่อยๆ แต่เราก็เชื่อในพระเจ้า วันนั้นเป็นวันที่พระเจ้าแสดงให้เราเห็นถึงแสงอานุภาพแห่งความรัก
ฉันกลับไปโรงเรียนในชั่วโมงสุดท้ายพร้อมเรื่องเล่าเรื่องนี้ เมื่อส่งงานให้อาจารย์อ่าน อาจารย์ถามฉันว่าขอแบ่งปันเรื่องนี้ได้ไหม ฉันผงกศรีษะรับ อาจารย์อ่านเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ ในห้องเรียนฟัง ฉันเริ่มตระหนักว่ามนุษย์เราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า เราแบ่งปันสิ่งเหล่านี้เพื่อเยียวยาคนอื่นและเยียวยาตัวเอง
เรื่องราวของฉันได้สะกิดใจของคนที่ร้านแม็คโดนัล ลูกชาย อาจารย์ และเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ฉันเรียนจบมาพร้อมบทเรียนอันล้ำค่า คือการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข รวมไปถึงความคิดที่ว่าหากต้องการดูแลตัวเองให้ใช้สมอง หากต้องการดูแลคนอื่นให้ใช้หัวใจ และฉันได้ส่งความรักและความเมตตาแก่ทุกๆ คนที่อ่านข้อความนี้และเรียนรู้ว่าเราควรรักผู้คนและใช้สิ่งของ ไม่ใช่รักสิ่งของและใช้ผู้คน"
ที่มาของเรื่องเล่า; http://www.power-of-giving.com/a-good-story-a-true-story-a-giving-story.html
........................
เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขนัก
แบ่งปันด้วยรักทุกแห่งหน
เมตตาสรรพสิ่ง-ผู้คน
ให้้พื่อลดตัวตน...ให้เท่าที่มี
บันทึกนี้ขอมอบแด่คนที่รู้ว่า...ของขวัญอันล้ำค่าในชีวิตคือ 'ความรัก' และความสุขอย่างยิ่งในชีวิตคือ 'การแบ่งปัน' ค่ะ
สุขสันต์วันแห่งการหยิบยื่นนะคะ
ปริม ทัดบุปผา
ริมทุ่งหญ้ากลางหน้าหนาว
นำรูป "ทุ่งหญ้า" ผู้ให้ที่งดงามในสายตาฉันพร้อมผองเพื่อนมาฝากค่ะ

...

...

...

...

...

...
...

...

...

...
A morning on the lake by Shane Walsh
http://www.youtube.com/watch?v=IpQaHOb_4oo
ให้ครบ ทุก happy ครับ......:):)
อ่านแล้ว happy ค่ะปริม เอาดอกหญ้ามาฝาก http://www.gotoknow.org/blogs/posts/506985
ขอขอบคุณความงดงาม ครบเครื่องนะคะ คุณปริม ขอบคุณค่ะ;)
"...ฉันเรียนจบมาพร้อมบทเรียนอันล้ำค่า คือการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข
รวมไปถึงความคิดที่ว่าหากต้องการดูแลตัวเองให้ใช้สมอง
หากต้องการดูแลคนอื่นให้ใช้หัวใจ
และฉันได้ส่งความรักและความเมตตาแก่ทุกๆ คนที่อ่านข้อความนี้
และเรียนรู้ว่าเราควรรักผู้คนและใช้สิ่งของ ไม่ใช่รักสิ่งของและใช้ผู้คน"
ขอบคุณมากๆค่ะคุณปริม
บันทึกนี้ ขอเหน็บติดใจไว้เป็นเพื่อนตลอดหน้าหนาวเลยนะคะ
ในฐานะผู้ที่ได้รับการดูแล ด้วยสภาพที่...อ่อนแอเปราะบางนั้น
จังหวะที่ประคองตน ใกล้บรรลุเป้าหมายอยู่รอมมะร่อ
แต่...พลังองค์รวมมีคลื่นนิดดดเดียว ให้สัมผัสว่า ใช้สมองมากกว่าหัวใจ
โอ...แก้วใจ...หล่นมือกระจายเลยค่ะ
เป็นผู้รับที่...เลือกมาก เลี้ยงยากอย่างแรง
คุณปริม...เหนื่อยไหมคะ?
ฝากเพลงที่ร้องจนติดปากติดใจมาไว้ข้างๆนะคะ :)
ร้องได้หมด แต่อดไม่ได้ค่ะ :))
คือ...ดอกหญ้าธรรมดาดอกหนี่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ลมพัดก็ระเนนเอนลู่ไป
แดดจะไล้หรือฉ่ำฝนก็ทนทาน
คือ...อิสระเสรีของชีวิต
ด้วยมีสิทธิ์หยัดอยู่เพื่อชูก้าน
กับวิถีเรียบง่ายริมสายธาร
ไม่ทะยานอยากเด่นเช่นใครใคร...
(ผู้ประพันธ์ : อิสรา)
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ สาธุค่ะ
ความดีทุกระดับประทับใจ..เดินตามรอยพระพุทธองค์ ในการสร้างทานบารมี ตามศรัทธา โอกาส และปัจจัยเกื้อหนุน..
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์วิชญธรรม,
แค่ 2 แฮปปี้เองค่ะอาจารย์ พักนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาทักทายค่ะ บันทึกก็ไม่ค่อยได้เขียน แบบว่ากลัวถูกลืม ก็เลยจัดแบบสองแฮปปี้ค่ะ ;))
ท่านอาจารย์สบายดีนะคะ
แฮปปี้ธรรมะค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณชลัญธร
ปริมก็ชอบบันทึกนี้ของคุณชลัญมากค่ะ เขียนได้ดีมากเลยทีเดียว
สุขสันต์วันศุกร์นะคะ
แวะมาอีกรอบค่ะ :)
มาส่งการบ้าน...ว่า...
หัดดูแลตนเอง...โดยใช้สมองนำหัวใจได้... ก้าวเล็กๆหละ :))
สาธุ... ขอข้าพเจ้าอย่าเผลอสติ...ตีลังกา...รุนแรงนัก อิอิ
สาูธุ อีกทีค่ะ :)
สวัสดีค่ะน้องปริม
ขอบคุณ... ความดีที่กรุณาหยิบยื่น และขอน้อมรับด้วยคารวะในจิตวิญญานของผู้ให้ค่ะ น้องปริมค่ะ..งดงามด้วยถ้อยคำ ภาพ ก่อให้เกิดความสงบ และเสริมกำลังใจเสมอ เช่นทุกครั้ง เพิ่งได้นั่งอ่านหลังจากเสร็จภาระกิจการสอนวันนี้ ผ่อนคลายมากมายเลยค่ะ ...ขอบคุณนะค่ะ :-))
ปกติชอบดอกหญ้า มันทนแดดทนฝน ขึ้นได้ทุกแห่งหน มีความสงบ งดงาม อ่อนน้อมถ่อมตน และชอบกลอนของดอกหญ้าอ่านแล้วให้กำลังใจดีครับ ขอบคุณครับ
เป็นบทกวีที่ไพเราะและให้ข้อคิดดีมาก ครับ
ชีวิตเรียบง่าย สุขล้ำ
ถูกเหยี่ยบถูกย่ำไม่สน
เต็มอิ่มเช่นเคย
ขอบคุณผู้ชมชอบแบ่งปันและจิตเมตตานะคะ
หลับฝันดีค่ะคุณปริม
อ่านแล้ว น้ำตาซึม ประทับใจมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหนูรี
ขอบคุณที่มาทักทายค่ะ วันนี้อากาศที่นี่อึมครึมค่ะ ยังไม่มีฝน แต่ก็ไม่มีแดด ทางถ้ำทะลุคงสดใสกว่านี้นะคะ
สุขสันต์วันเสาร์ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณตะวันดิน
หนทางหมื่นลี้เริ่มที่ก้าวแรก ดีใจด้วยค่ะ
ในการดำเนินชีวิตปริมว่าสมองกับหัวใจควรใช้ควบคู่กันไปค่ะ หากใช้แต่สมองเราจะเป็นคนที่แข็งกระด้าง หากใช้แต่หัวใจเราก็จะอ่อนไหวจนทำอะไรไม่ถูก หากใช้ทั้งสองอย่างเราจะเป็นนที่สมดุลขึ้น กับเรื่องบางเรื่องกับตัวเองคงต้องใช้สมองมากหน่อยเพราะโดยธรรมชาติเรามักจะตามใจตัวเองอยู่แล้ว สมอง เหตุผลจะช่วยสร้างวินัยในการใช้ชีวิต กับคนอื่นนั้นคงเพราะคนเราต่างกัน เราไม่อาจเข้าใจเหตุผล การกระทำของเขาได้เพราะเราไม่ได้เดินบนหนทางของเขามาก่อน หากใช้แต่สมองเราจะตั้งแง่กับเขาทันที หากใช้หัวใจมองเห็นว่าเราต่างกัน เขาจะได้รับความเมตตาจากเรามากขึ้น อะไรๆ ก็จะเริ่มพัฒนาได้
พักนี้มีเรื่องราวหนักหนาเกิดขึนหลายเรื่อง แถมยังใกล้สิ้นปีก็เลยพยายามเคลียร์หลายๆ อย่างก่อนปีใหม่จะมาถึงค่ะ ถึงจะไม่ได้เข้ามาบ่อยๆ แต่ก็ระลึกถึงเสมอค่ะ
รักษาสุขภาพนะคะในหน้าหนาว เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
สวัสดียามสายวันหยุดค่ะคุณพี่ใหญ่
ไม่ว่าจะที่ไหนๆ เราก็ฝึกการให้เป็นทานได้นะคะ วันนี้ตอนออกไปข้างนอกจะลองยิ้มให้เป็นทางด้วยความจริงใจกับใครสักคนค่ะ ;)))
คุณพี่ใหญ่รักษาสุขภาพค่ะ
สุขสันต์วันพักผ่อนค่ะ
สวัสดีวันเสาร์ค่ะพี่อาจารย์ kwancha,
วันหยุดอย่างนี้หวังว่าพี่อาจารย์คงได้พักบ้างนะคะ ตอนเช้านั้คงต้องเร่งทำงานบ้านค่ะ เผื่อมีเวลาในตอนบ่ายหากฝนไม่หล่นลงมาเสียก่อนคงจะออกไปเดินออกกำลังกายได้ค่ะ
ขอบคุณที่มาทักทายค่ะ
สุขสันต์วันเสาร์ที่ผ่อนคลายนะคะ
สวัสดีค่ะคุณพ่อน้องซอมพอ
นอกจากความสวยงามแบบบ้านๆ แล้ว ปริมยังชอบสูดกลิ่นหญ้าที่ถูกตัดใหม่ด้วยค่ะ กลิ่มหอมเย็นๆ สดชื่นมาก
ขอบคุณมากนะคะที่มาทักทาย
มีความสุขในวันหยุดกับครอบครัวค่ะ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ชยันต์
เป็นอารมณ์สมัยเด็กค่ะ แต่งให้กำลังใจตัวเอง ตอนนี้คงจะลดความกระด้างลงบ้าง ไปตามวัยค่ะ อิอิอิ
ขอให้งานผ้าป่าเป็นไปด้วยดีนะคะ
ขอบคุณค่ะ