ของขวัญอันล้ำค่าในชีวิตคือ 'ความรัก' และความสุขอย่างยิ่งในชีวิตคือ 'การแบ่งปัน' - Anthony Robbins


...

ใกล้ๆ ป่าคอนกรีตที่ฉันอาศัยอยู่ มีทุ่งหญ้าโล่งผืนเล็กๆ ผืนหนึ่ง ซึ่งฉันชอบเดินไปสูดอากาศหายใจอย่างเต็มปอดในยามเช้าของวันว่าง แสงแดดอ่อนๆ ตอนอรุณรุ่งกระทบน้ำค้างพร่างพราวระยิบระยับบนผืนหญ้า ดอกหญ้าชูช่อเล็กไร้สีสันรับตะวันอย่างรื่นเริง หมอกบางๆ พรางต้นไม้และบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ไกลออกไปให้เป็นสีจางๆ เป็นฉากหลังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกของคำว่า "หน้าหนาว" ดูสมจริงมากขึ้น

ฉันไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวในทุ่งหญ้านี้ บรรดานกยางกรอกพันธุ์จีนและนกยางทั้งหลายต่างพากันแวะกินอาหารเช้าและใช้ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนในระหว่างการเดินทางก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังจุดหมายเหมือนในทุกๆ ปี ดอกหญ้าโอนเอนทักทายมิตรจากแดนไกลด้วยความยินดี

ฉันนึกถึงบทกวีที่เคยเขียนไว้ให้กำลังใจตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย

"เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขล้ำ
ถูกเหยียบถูกย่ำไม่สน
แม้เจ็บแสนเจ็บจำทน
ทะนงตนเพียงหยัดอยู่คู่พื้นดิน"

เกือบยี่สิบปีผ่านไป...ฉันยังจำกลอนบทนี้ได้แม่นยำนัก ฉันเคยหลงใหลในความงามที่เรียบง่าย ความน่ารัก ของดอกหญ้ายังไง ตอนนี้ก็ยังหลงรักไม่เปลี่ยน ฉันเคยทึ่งในความแข็งแกร่งของดอกหญ้ามากแค่ไหน ฉันยังคงชื่นชมเหมือนเมื่อครั้งก่อน แต่มีสิ่งหนึ่งหนึ่งที่ฉันมองดอกหญ้าด้วยสายตาที่ต่างไป...
นอกเหนือไปจากการยืนอยู่เพื่อตัวเองอย่างในบทกลอนนั้น วันนี้ฉันยังเห็นว่าดอกหญ้าในทุ่งกว้างยืนหยัดเพื่อผู้อื่นอีกด้วย โดยไม่เลือกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กหรือใหญ่ ดอกหญ้าใบหญ้าเป็นแหล่งพักพิงของหมู่แมลงมากมาย เป็นแหล่งอาหารสำคัญของอาคันตุกะและเจ้าถิ่นต่างๆ หลายต่อหลายชีวิต และทุ่งหญ้าสีเขียวยังเป็นที่พักพิงสายตาและหัวใจให้ฉันที่ยืนมองอยู่ทุกวี่วัน...งดงามเหลือเกิน

คนเราก็ไม่ต่างกัน...คนที่มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งอื่นด้วยนอกเหนือไปจากการมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองนั้น ฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่สวยงามและหล่อเหลาไม่สร่างไม่ว่าจะอายุมากเท่าไหร่ ว่ากันว่าเพราะคนคนนั้นได้ย้ายความหล่อความสวยงามจากบนใบหน้าไปอยู่ที่หัวใจเมื่อมีวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และการที่จะมีหัวใจที่เต้นเพื่อผู้อื่นได้ หัวใจนั้นต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ทั้งต่อตัวเองและเผื่อแผ่ไปหาผู้อื่น คุณสมบัติพิเศษที่แม้แต่คนตาบอดก็รับรู้และคนหูหนวกก็เข้าใจ

ในความหนาวเหน็บอีกที่หนึ่งไกลออกไป หญิงคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ของการให้ที่ดูแสนจะธรรมดาแต่น่าประทับใจ...

"ฉันเป็นคุณแม่ลูกสาม ลูกๆ ของฉันอายุ 14, 12 และ 3 ขวบ ฉันเพิ่งเรียนจบปริญญาเมื่อไม่นานมานี้ และวิชาสุดท้ายที่เรียนคือสังคมวิทยา อาจารย์สอนได้ดีและเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างมาก โครงงานสุดท้ายที่เราต้องทำ มีชื่อว่า "รอยยิ้ม" นักศึกษาในชั้นได้รับคำสั่งให้ออกไปยืนยิ้มให้คนสามคน แล้วบันทึกปฏิกิริยาของคนเหล่านั้น ฉันเป็นคนเข้าคนง่าย มักยิ้มและเอ่ยทักทายคนอื่นเสมอ ฉันจึงคิดว่างานนี้ไม่น่าจะมีปัญหา 

หลังจากที่ได้รับมอบหมายงาน สามีพาฉันและลูกชายคนเล็กไปทานอาหารเช้าที่ร้านแม็คโดนัลใกล้บ้าน ในยามที่อากาศยังหนาวเย็นในต้นเดือนฤดูใบไม้ผลิของเดือนมีนาคม สำหรับครอบครัวของเรานั่นคือการใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกัน 

ในขณะที่กำลังยืนเข้าคิวสั่งอาหาร ฉันเริ่มสังเกตว่าคนอื่นๆ เริ่มถอยร่นไป แม้แต่สามีก็ขอตัวไปนั่งรอที่โต๊ะ ฉันเองไม่ได้ขยับไปไหนแต่ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในขณะที่หันไปมองว่าทำไมคนอื่นๆ จึงหลีกทางไป เมื่อหันไปฉันจึงได้กลิ่นตัวที่ค่อนข้างแรงของชายพเนจรสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังฉัน เมื่อฉันมองไปที่ชายตัวเตี้ยคนที่อยู่ถัดจากฉัน เขายิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตร ดวงตาสีฟ้าอันสวยงามเปล่งปลั่งไปด้วยแสงของพระเจ้าที่กำลังรอการตอบรับ เขากล่าวทักทายฉันในขณะที่นิ้วมือยังถูเหรียญในมือไปมา

ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังชายคนนั้นปัดมือไปมาสะเปะสะปะ ฉันจึงสังเกตได้ว่าชายคนนั้นมีสุขภาพจิตไม่สมบูรณ์และชายตาสีฟ้าคือที่พึ่งของเขา ฉันกลั้นน้ำตาเมื่อเห็นสภาพนั้น เมื่อพนักงานขายถามว่าเขาต้องการรับอะไร ชายคนนั้นตอบอย่างสุภาพว่า "กาแฟถ้วยเดียวครับน้อง" เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่เขามีเงินพอจ่ายได้ (หากต้องการนั่งในร้านที่อบอุ่น เขาต้องสั่งอะไรสักอย่างจึงจะนั่งในร้านได้ เขาเพียงอยากอยู่ในที่ที่อบอุ่น)

ฉันรู้สึกถึงแรงผลักดันภายในจนเกือบจะเอื้อมแขนไปโอบใหล่ชายตัวเตี้ยคนนั้นไว้ แต่ฉันก็รู้สึกถึงสายตาของผู้คนในร้านที่มองมา ฉันทำได้เพียงยิ้มและขอให้พนักงานสาวที่เค้าน์เตอร์จัดอาหารเช้าเพิ่มให้ฉันอีกสองชุด

ฉันถือถาดอาหารเดินไปยังโต๊ะที่ชายสองคนนั้นนั่งพัก วางอาหารไว้บนโต๊ะและเอื้อมมือไปจับมืออันเย็นเฉียบของชายตาสีฟ้า เขาเหลือบตาขึ้นมามองฉันด้วยน้ำตาพร้อมกล่าวว่า "ขอบคุณมาก" ฉันลูบมือเขาเบาๆ และกล่าวว่า "ฉันไม่ได้ทำเพื่อคุณหรอกนะ พระเจ้าอยู่ที่นี่และสั่งให้ฉันมาให้กำลังใจและความหวังกับคุณ"

น้ำตาฉันไหลเป็นทางยาวเมื่อฉันเดินไปสมทบกับสามีและลูกชายที่โต๊ะ เมื่อฉันนั่งลง สามียิ้มให้และกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงมอบคุณมาให้ผม...ที่รัก...เพื่อมาให้ความหวังกับผม" เราจับมือกันสักพัก และตระหนักได้ว่าเพราะความเมตตาที่พระเจ้ามีให้เราจึงสามารถให้คนอื่นได้ ถึงเราจะไม่ได้เข้าโบสถ์บ่อยๆ แต่เราก็เชื่อในพระเจ้า วันนั้นเป็นวันที่พระเจ้าแสดงให้เราเห็นถึงแสงอานุภาพแห่งความรัก 

ฉันกลับไปโรงเรียนในชั่วโมงสุดท้ายพร้อมเรื่องเล่าเรื่องนี้ เมื่อส่งงานให้อาจารย์อ่าน อาจารย์ถามฉันว่าขอแบ่งปันเรื่องนี้ได้ไหม ฉันผงกศรีษะรับ อาจารย์อ่านเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ ในห้องเรียนฟัง ฉันเริ่มตระหนักว่ามนุษย์เราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า เราแบ่งปันสิ่งเหล่านี้เพื่อเยียวยาคนอื่นและเยียวยาตัวเอง

เรื่องราวของฉันได้สะกิดใจของคนที่ร้านแม็คโดนัล ลูกชาย อาจารย์ และเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ฉันเรียนจบมาพร้อมบทเรียนอันล้ำค่า คือการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข รวมไปถึงความคิดที่ว่าหากต้องการดูแลตัวเองให้ใช้สมอง หากต้องการดูแลคนอื่นให้ใช้หัวใจ และฉันได้ส่งความรักและความเมตตาแก่ทุกๆ คนที่อ่านข้อความนี้และเรียนรู้ว่าเราควรรักผู้คนและใช้สิ่งของ ไม่ใช่รักสิ่งของและใช้ผู้คน"

ที่มาของเรื่องเล่า; http://www.power-of-giving.com/a-good-story-a-true-story-a-giving-story.html 

........................

เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขนัก
แบ่งปันด้วยรักทุกแห่งหน
เมตตาสรรพสิ่ง-ผู้คน
ให้้พื่อลดตัวตน...ให้เท่าที่มี

บันทึกนี้ขอมอบแด่คนที่รู้ว่า...ของขวัญอันล้ำค่าในชีวิตคือ 'ความรัก' และความสุขอย่างยิ่งในชีวิตคือ 'การแบ่งปัน' ค่ะ


สุขสันต์วันแห่งการหยิบยื่นนะคะ
ปริม ทัดบุปผา
ริมทุ่งหญ้ากลางหน้าหนาว

นำรูป "ทุ่งหญ้า" ผู้ให้ที่งดงามในสายตาฉันพร้อมผองเพื่อนมาฝากค่ะ


...


...


...


...


...


...

...


...


...


...

A morning on the lake by Shane Walsh

http://www.youtube.com/watch?v=IpQaHOb_4oo