สิ่งหนึ่งของกฐินโบราณที่ผมเคยวางระบบไว้และยังสานต่อมาอย่างน่าชื่นชมในทุกๆ ครั้งก็คือ “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น” อันหมายถึงการรณรงค์ชักชวนให้ชาวบ้านจัดงานกฐินด้วยความเรียบง่าย สมถะ ไม่ฟุ่มเฟือย

 

 

กฐินโบราณ : ภาพสะท้อนการสอนงาน..สร้างทีม



การบุกเบิกริเริ่ม- อาจไม่ได้หมายถึงความเข้มแข็งและยั่งยืนเสมอไป  เพราะเป็นเพียงระยะต้น หรือปฐมบทเท่านั้น  ต่อเมื่อมีการลงมือปฏิบัติซ้ำเรื่อยๆ  จึงอาจพยากรณ์ได้บ้างกระมังว่า “นั่นคือแนวโน้มของความเข้มแข็ง...ยั่งยืนในสิ่งที่ได้บุกเบิก-ริเริ่ม”

เช่นเดียวกับการที่เราได้บุกเบิกริเริ่มสิ่งใดไว้แล้ว  เมื่อมีคนมาสานต่อ และสืบปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง  สิ่งเหล่านั้นถือได้ว่าเป็น “ความสำเร็จ”  ของการทำงานในวิถีของการ “สอนงาน สร้างทีม”  ตามครรลองของผม


ครับ, โครงการกฐินโบราณที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555  ณ บ้านหัวหนอง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม  ได้เกิดขึ้นและดำเนินไปในทำนองเดียวกับที่ผมกล่าวอ้าง  เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้  กฐินโบราณที่ผมและน้องๆ  ในสังกัดกลุ่มงานกิจกรรมนิสิตได้บุกเบิกไว้ได้ก่อเกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องครบ 5  ปีพอดิบพอดี 

 


 

เดิมกิจกรรมดังกล่าวรับผิดชอบหลักโดยบุคลากรของกลุ่มงานกิจกรรมนิสิต  ซึ่งผมมอบหมายให้คุณสมปอง
มูลมณีและทีมงานเป็นผู้รับผิดชอบ
 ส่วนนิสิตอยู่ในฐานะของผู้ร่วมเรียนรู้- 
เรียนรู้ร่วมกันระหว่าง“นิสิตกับเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน”

 

หากแต่วันนี้คุณสมปอง มูลมณีได้ย้ายไปบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  การงานดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการชี้วัดว่ากระบวนการ“สอนงานสร้างทีม”  ที่ผมเพียรพยายามขับเคลื่อนและบ่มเพาะไว้ในองค์กรมาอย่างยาวนานนั้น  บัดนี้ได้ก่อเกิดมรรคผลแค่ไหน  (เพราะเมื่อไม่อยู่แล้ว...ใครทำแทนกันได้บ้าง)


ครับ, ประเด็นนี้ท้าทาย และชวนค่าต่อการพิสูจน์เป็นที่สุด ยิ่งเมื่อผมไม่ได้ข้องแวะกำกับดูแลเหมือนกาลก่อน  ยิ่งต้องมองว่าหัวหน้าคนใหม่  จะสามารถบริหารจัดการอย่างไร  จะปลุกเร้าการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้กี่มากน้อย
หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็เถอะ  จะประสานพลังเป็นหนึ่งเดียวกันได้ซักกี่ยก รวมถึงจะสามารถนำเอาชุดบทเรียนจากปีที่แล้วมาปรับแต่งใหม่ หรือแม้แต่การนำมาต่อยอดให้เกิดพลังมากกว่าครั้งที่แล้วได้ที่มากน้อยและอย่างไร 


งานนี้มันต้องใช้พลังอย่างมหาศาล ...พลังที่ผมเรียกมันว่า “ใจนำพา ศรัทธานำทาง” นั่นเอง

นั่นคือบทพิสูจน์ หรือภาพสะท้อนความเข้มแข็งและยั่งยืนในมิติการ “สอนงานสร้างทีม”  ในกลุ่มบุคลากร


ส่วนกรณีของนิสิตนั้น  เป็นที่น่าชื่นชมว่าสองปีให้หลัง องค์การนิสิตได้บรรจุกิจกรรมกฐินโบราณไว้ในแผนงานของนิสิตเอง  กรณีเช่นนี้ ผมถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นใจ เนื่องเพราะเป็นการผ่องถ่ายความคิดสู่นิสิต  เสมือนเพาะ ”เมล็ดพันทางปัญญา” แล้วงอกงามขึ้น  โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องลงมือทำเองเหมือนในอดีต  แต่ได้ถอยออกมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา หรือ “โค้ช” แทน  พร้อมๆ กับการปล่อยให้นิสิตได้เป็นพระเอกนางเอกร่วมกับชาวบ้านอย่างเต็มสูบ

 
การที่นิสิตรับช่วงกิจกรรมไปบรรจุในแผนตนเองนั้น  ผมถือเป็นอีกแนวโน้มหนึ่งของการสะท้อนถึงความเข้มแข็งและยั่งยืนที่กำลังก่อตัวขึ้น



 

กฐินโบราณ  :  มหกรรมทำมือของนิสิตกับชาวบ้าน


 


กฐินโบราณ  เรียกอย่างเป็นทางการว่า  “จุลกฐิน-กฐินแล่น”  แต่ผมชื่นชอบที่จะเรียกว่ากฐินโบราณ เพราะต้องการสร้างวาทกรรมให้ขรึมขลัง เร้าความสนใจ  เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง“ชาวบ้านกับนิสิต” หรือแม้แต่ประชากรอื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่และภาคีต่างๆ

การงานเช่นนี้โถมพลังสร้างสรรค์ให้แล้วเสร็จในวันเดียว  นับตั้งแต่เย็บผ้าดิบสีขาวด้วยเข็มเล็กๆ  เป็นจีวร  จากนั้นก็นำไปย้อมด้วยเปลือกไว้ เพื่อถอด/ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์  เครื่องกฐินทุกประเภทเป็นงานสร้างสรรค์ด้วยมือล้วนๆ ไม่มีการจัดซื้อสำเร็จจากร้านรวงที่ไหน  ทั้งนิสิตและชาวบ้านต้องลงแรงกายและลงแรงใจร่วมกัน 

 ซึ่งผมเคยเรียกการงานแห่งชีวิตเหล่านี้ว่า “มหกรรมทำมือ” หรือ “หอมกลิ่นกฐินใจ”

ส่วนการงานอื่นๆ นั้น  ล้วนรังสรรค์ขึ้นในทำนองเดียวกัน  เป็นการขับเคลื่อนเชิงสาธิตและเรียนรู้ร่วมกัน  โดยใช้ทุนทางสังคมของชุมชนเป็นที่ตั้ง เสมือนการชวนให้ชาวบ้านสำรวจตนเองว่ามีอะไรที่ยังทรงคุณค่าต่อการหวนรำลึกบ้าง 

ซึ่งหลักๆ แล้วก็มักอยู่ในวังวนของ พลุโบราณ  สอยดาว  รำวงชาวบ้าน  โคมลอย


ครับ, ผมเคยได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่และนิสิตเสมอในทำนองว่า “....อย่าตัดทอนในสิ่งที่ชาวบ้านเสนอมา  เพราะนั่นคือการสื่อให้เห็นว่าชาวบ้าน  “มีดีอะไร...”  แต่ให้ใช้สิ่งนั้นแหละเป็น  “โจทย์” ของการ “เรียนรู้”  (ร่วมกัน)  ถึงแม้รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเพียงการสาธิตก็เถอะ  แต่ก็ขอให้ตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้น  ด้วยว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเป็น “พลังเงียบ”  ที่รอเวลาคืนสภาพกลับมาขับเคลื่อนชุมชนนั้นอีกครั้งก็ว่าได้...”

 

 

มหกรรมทำมือเช่นนี้จะเชื่อมร้อยให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ชาวบ้านทำหน้าที่  “สอนลูกสอนหลาน”  การสอนลูกสอนหลาน ชาวบ้านก็ย่อมทบทวนชุดความรู้อันเป็นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในตัวตนของตนเองมาก่อน  จากนั้นก็ถ่ายทอดต่อลูกหลาน (นิสิต)  ผ่านกลไกของการ “ทำไปเรียนรู้ไป”  

ผมเชื่อเหลือเกินว่า  วิธีการเช่นนี้  ไม่ใช่เกิดผลลัพธ์แค่งานเสร็จสิ้นเท่านั้น  หากแต่หมายถึงคุณค่าในจิตใจของทุกฝ่าย  ทะลุถึงหลักแห่งการทำงานร่วมกัน  ทะลุถึงหลักชัยแห่งการรักใคร่ปองดองและแบ่งปัน
เสมือน “ไม่ใช่ญาติ..ก็เหมือนญาติ...ขาดไม่ได้”

 

 


กฐินโบราณ : กระบวนการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมแบบ“ใจนำพา..ศรัทธานำทาง” 

 


โดยส่วนตัวผมหลงรักโครงการกฐินโบราณมาก  ผมไม่ได้หลงรักโครงการนี้มากกว่าโครงการอื่นๆ  ที่ผมบุกเบิกไว้ 
ทุกโครงการเหมือนลูกของเราทุกคน ผมย่อมรักลูกทุกคนของผม หากแต่ลูกแต่ละคนย่อมมีเรื่องเล่าที่แตกต่างกันไปตามบริบทของเขาเอง

กฐินโบราณ  มีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย นิสิตต้องทำการบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการวิเคราะห์ชุมชนที่มีความพร้อมในการใช้ “ใจนำพา..ศรัทธานำทาง”  มีการลงพื้นที่จัดประชุมหารือ  เพื่อคัดกรองพื้นที่ หารือกับชาวบ้านถึงความพร้อมที่จะทำ หารือเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการ  หารือเกี่ยวกับวันเวลา หารือเกี่ยวกับภูมิปัญญา  หรือปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนนั้น  และอีกจิปาถะ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนราวกับนักพัฒนาชุมชนหรือนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นก็ไม่ปานเลยทีเดียว มองในมุมของนิสิต  เพียงงานๆ เดียวนี้  ได้ก่อเกิดทักษะการเรียนรู้หลากมิติจริงๆ  เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กับการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีมภายใต้หลักคิด  “เรียนรู้คู่บริการ”


ในขณะที่ชาวบ้านก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ตนเอง  ด้วยการหันกลับไปทบทวน “ทุนทางสังคม”  ของตนเอง  เห็นคุณค่าตนเอง เห็นสายธารวัฒนธรรมที่เลือนหายไป เห็นวัฒนธรรมบางอย่างที่คงอยู่ ทั้งด้วยพลัง  และที่กำลังเป็นลมหายใจอันแผ่วเบา

 

 

ครับ,  สิ่งหนึ่งของกฐินโบราณที่ผมเคยวางระบบไว้และยังสานต่อมาอย่างน่าชื่นชมในทุกๆ  ครั้งก็คือ “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น”  อันหมายถึงการรณรงค์ชักชวนให้ชาวบ้านจัดงานกฐินด้วยความเรียบง่าย สมถะ  ไม่ฟุ่มเฟือย 
ไม่เน้นมหรสพใหญ่โตแบบยุคใหม่  ...ไม่ล้มสัตว์ใหญ่ ไม่มีเหล้ายาปลาปิ้ง  ใครมีผัก มีปลา มีข้าว มีพริก มีเกลือ ฯลฯ   ก็ให้นำมาเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในงานบุญครั้งนี้ 

ส่วนนิสิตจะนำสิ่งใดไปเสริมเติมแต่งก็ไม่ว่ากัน  ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่พ้นสิ่งที่เขามีกันอยู่แล้ว  เช่น ดนตรีโปงลาง  หมอลำ 

สิ่งเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนต่างๆ ได้อย่างมากมายก่ายกอง  เหลือเงินเหลือทองเข้าวัดได้อย่างมโหฬาร   โดย
ปีนี้มียอดกฐินทั้งหมด คือ 230,013  บาท เชื่อว่าหักค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังเหลือยอดไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทอย่างแน่นอน

และนั่นยังรวมถึงกระบวนการบอกเล่าเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ“กฐิน”  ด้วยการให้ชาวบ้านสืบค้นตำนานและมอบหมาย “ผู้รู้”  มาบอกเล่าเป็น “นิทาน”  ให้นิสิตหรือแม้แต่ชาวบ้านได้รับฟังร่วมกันว่า  “กฐินเป็นมาอย่างไร...กฐินโบราณเป็นมาอย่างไร” 

ซึ่งเราเรียกกิจกรรมนี้ว่า “สืบฮอยตา  หาฮอยปู่” 

 


ครับ,  กระบวนการเหล่านี้ ไม่ซับซ้อนอะไรเลย  เพียงแต่ชาวบ้านและนิสิตต้องใช้หัวจิตหัวใจ ใช้ศรัทธาในการขับเคลื่อนล้วนๆ  เพราะเวลาอันจำกัด ประกอบกับความลางเลือนของประเพณีในชุมชน  เป็นสิ่งที่ชวนหวั่นวิตกว่า "...จะ
ทำได้ทันหรือไม่...จะทำเสร็จหรือเปล่า...”
  เท่านั้นเอง 


แต่ที่แน่ๆ  ชุมชนใดที่เคยจัดกฐินโบราณร่วมกับผมมาแล้ว  ผมไม่ลืมที่จะหอบหิ้วไปเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับหมู่บ้านถัดไปเสมอ  (ชุมชนกับชุมชน)  นั่นคือกระบวนการ “สอนงาน”  ที่ผมออกแบบไว้เพื่อให้ชุมชนได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน  ดูแลกันและกันโดยไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง -

 

 


กฐินโบราณ : ฮีตสิบสองคองกิจกรรม

 


เกือบสามปีแล้วที่ผมขายฝัน  “โมเดล”  การพัฒนานิสิตในวาทกรรม  “ฮีตสิบสองคองกิจกรรม”  ด้วยการมุ่งชักชวนให้องค์กรนิสิตได้หยิบจับเอากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งขึ้นมาขับเคลื่อนเป็น“วัฒนธรรม”  มิใช่ทำแบบวูบๆ วาบๆ  ทำแบบขาดๆ หายๆ ... พอถึงกาลเวลาแห่งเปลี่ยนผ่าน ทั้งเปลี่ยนคนทำงาน เปลี่ยนองค์กร เปลี่ยนผู้บริหาร  กิจกรรมเหล่านั้นก็แตกดับ จนหาแก่นสารอันเป็น “รากแก้ว” หรือ “สายธาร”  ของ “กิจกรรมนิสิต”  ไม่ได้


ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากให้มีกิจกรรมเชิงรุกที่ต่อเนื่อง  ความต่อเนื่องดังกล่าวย่อมทำให้กิจกรรมเป็นมากกว่าโครงการ  เพราะหากมีความต่อเนื่องย่อมง่ายต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น“วัฒนธรรม”  ในองค์กรนั้นๆ  พอถึงเทศกาลหรือห้วงเวลาที่ว่านั้น  ผู้ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งทางตรงและทางออ้ม ก็จะพาเพรดเอา “ใจนำพาศรัทธานำทาง”  มาช่วยกัน

 


ครับ,  ผมขายฝันชัดเจนว่าอยากให้องค์กรนิสิตเลือกกิจกรรมหลักมาหนึ่งกิจกรรม  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างทักษะการเรียนรู้  กิจกรรมที่ว่านั้นอาจเป็นกิจกรรมเชิงประเพณีวัฒนธรรมของชาวอีสานโดยตรง  หรือกิจกรรมที่แต่ละองค์กรได้รังสรรค์ขึ้นใหม่เอง  แต่ขอให้มีลักษณะเฉพาะที่บ่งบอกความเป็น  “เอกลักษณ์และอัตลักษณ์” ของตนเองเป็นสำคัญ

และกิจกรรมที่เลือกมานั้น  ขอให้ยกฐานะเป็น “ฮีตคอง” ขององค์กรไปในตัว  โดยไม่ละเลยที่จะยึดโยงชุมชนรอบมหาวิทยาลัยมาเป็นเจ้าของร่วมในฮีตคองดังกล่าว  บางกิจกรรมอาจจัดขึ้นในมหาวิทยาลัย  แต่ในบางกิจกรรมอาจจัดขึ้นที่ชุมชนโดยตรงก็ได้

ซึ่งจะว่าไปแล้ว  ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องยากเข็ญอะไรนักกระมัง  เนื่องจากที่ผ่านมาผมได้ปูพรมทางความคิดและระบบการทำงานในแบบ “ลูกฮัก”  ไว้อย่างชัดเจนแล้ว  นั่นก็คือโครงการ “1 คณะ 1  หมู่บ้าน”  นั่นเอง

 


นี่เป็นอีกหนึ่ง “ความสุข”  ของการได้เห็นความต่อเนื่องของกิจกรรมที่พัฒนาสู่การเป็น “วัฒนธรรม”  ในองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ผมเคยร่วมชะตากรรมมาเมื่อหลายปีก่อน 

นี่เป็นอีกหนึ่งของความสำเร็จในการเพียรพยายาม  “สอนงาน..สร้างทีม”  ที่ผมได้บุกเบิกถางทางไว้เมื่อหลายปีก่อน

นี่เป็นอีกความสำเร็จหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการ“เข้มแข็งและยั่งยืน” ในวิถีแห่งการพัฒนาคน พัฒนางานและพัฒนาองค์กรที่หมายถึงทั้งมหาวิทยาลัยและชุมชน

นี่คือรูปรอยความคิดของผมที่พร่ำพูดเรื่อยมาว่า  “ฮีตสิบสองคองกิจกรรม”

 

ยิ่งคิด  ยิ่งมอง...ยิ่งมีความสุข

 


หมายเหตุ :

1.กฐินโบราณจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555  ณ ชุมชนบ้านหัวหนอง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย  จ.มหาสารคาม  โดยองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีการศึกษา 2555

2.ภาพโดยสุริยะ  สอนสุระ  กลุ่มงานกิจกรรมนิสิต กองกิจการนิสิต ม.มหาสารคาม