
กฐินโบราณ : ภาพสะท้อนการสอนงาน..สร้างทีม
การบุกเบิกริเริ่ม- อาจไม่ได้หมายถึงความเข้มแข็งและยั่งยืนเสมอไป เพราะเป็นเพียงระยะต้น หรือปฐมบทเท่านั้น ต่อเมื่อมีการลงมือปฏิบัติซ้ำเรื่อยๆ จึงอาจพยากรณ์ได้บ้างกระมังว่า “นั่นคือแนวโน้มของความเข้มแข็ง...ยั่งยืนในสิ่งที่ได้บุกเบิก-ริเริ่ม”
เช่นเดียวกับการที่เราได้บุกเบิกริเริ่มสิ่งใดไว้แล้ว เมื่อมีคนมาสานต่อ และสืบปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านั้นถือได้ว่าเป็น “ความสำเร็จ” ของการทำงานในวิถีของการ “สอนงาน สร้างทีม” ตามครรลองของผม
ครับ, โครงการกฐินโบราณที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 ณ บ้านหัวหนอง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ได้เกิดขึ้นและดำเนินไปในทำนองเดียวกับที่ผมกล่าวอ้าง เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ กฐินโบราณที่ผมและน้องๆ ในสังกัดกลุ่มงานกิจกรรมนิสิตได้บุกเบิกไว้ได้ก่อเกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องครบ 5 ปีพอดิบพอดี



เดิมกิจกรรมดังกล่าวรับผิดชอบหลักโดยบุคลากรของกลุ่มงานกิจกรรมนิสิต ซึ่งผมมอบหมายให้คุณสมปอง
มูลมณีและทีมงานเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนนิสิตอยู่ในฐานะของผู้ร่วมเรียนรู้- เรียนรู้ร่วมกันระหว่าง“นิสิตกับเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน”
หากแต่วันนี้คุณสมปอง มูลมณีได้ย้ายไปบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ การงานดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการชี้วัดว่ากระบวนการ“สอนงานสร้างทีม” ที่ผมเพียรพยายามขับเคลื่อนและบ่มเพาะไว้ในองค์กรมาอย่างยาวนานนั้น บัดนี้ได้ก่อเกิดมรรคผลแค่ไหน (เพราะเมื่อไม่อยู่แล้ว...ใครทำแทนกันได้บ้าง)
ครับ, ประเด็นนี้ท้าทาย และชวนค่าต่อการพิสูจน์เป็นที่สุด ยิ่งเมื่อผมไม่ได้ข้องแวะกำกับดูแลเหมือนกาลก่อน ยิ่งต้องมองว่าหัวหน้าคนใหม่ จะสามารถบริหารจัดการอย่างไร จะปลุกเร้าการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้กี่มากน้อย
หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็เถอะ จะประสานพลังเป็นหนึ่งเดียวกันได้ซักกี่ยก รวมถึงจะสามารถนำเอาชุดบทเรียนจากปีที่แล้วมาปรับแต่งใหม่ หรือแม้แต่การนำมาต่อยอดให้เกิดพลังมากกว่าครั้งที่แล้วได้ที่มากน้อยและอย่างไร
งานนี้มันต้องใช้พลังอย่างมหาศาล ...พลังที่ผมเรียกมันว่า “ใจนำพา ศรัทธานำทาง” นั่นเอง
นั่นคือบทพิสูจน์ หรือภาพสะท้อนความเข้มแข็งและยั่งยืนในมิติการ “สอนงานสร้างทีม” ในกลุ่มบุคลากร
ส่วนกรณีของนิสิตนั้น เป็นที่น่าชื่นชมว่าสองปีให้หลัง องค์การนิสิตได้บรรจุกิจกรรมกฐินโบราณไว้ในแผนงานของนิสิตเอง กรณีเช่นนี้ ผมถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นใจ เนื่องเพราะเป็นการผ่องถ่ายความคิดสู่นิสิต เสมือนเพาะ ”เมล็ดพันทางปัญญา” แล้วงอกงามขึ้น โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องลงมือทำเองเหมือนในอดีต แต่ได้ถอยออกมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา หรือ “โค้ช” แทน พร้อมๆ กับการปล่อยให้นิสิตได้เป็นพระเอกนางเอกร่วมกับชาวบ้านอย่างเต็มสูบ
การที่นิสิตรับช่วงกิจกรรมไปบรรจุในแผนตนเองนั้น ผมถือเป็นอีกแนวโน้มหนึ่งของการสะท้อนถึงความเข้มแข็งและยั่งยืนที่กำลังก่อตัวขึ้น


กฐินโบราณ : มหกรรมทำมือของนิสิตกับชาวบ้าน
กฐินโบราณ เรียกอย่างเป็นทางการว่า “จุลกฐิน-กฐินแล่น” แต่ผมชื่นชอบที่จะเรียกว่ากฐินโบราณ เพราะต้องการสร้างวาทกรรมให้ขรึมขลัง เร้าความสนใจ เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง“ชาวบ้านกับนิสิต” หรือแม้แต่ประชากรอื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่และภาคีต่างๆ
การงานเช่นนี้โถมพลังสร้างสรรค์ให้แล้วเสร็จในวันเดียว นับตั้งแต่เย็บผ้าดิบสีขาวด้วยเข็มเล็กๆ เป็นจีวร จากนั้นก็นำไปย้อมด้วยเปลือกไว้ เพื่อถอด/ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เครื่องกฐินทุกประเภทเป็นงานสร้างสรรค์ด้วยมือล้วนๆ ไม่มีการจัดซื้อสำเร็จจากร้านรวงที่ไหน ทั้งนิสิตและชาวบ้านต้องลงแรงกายและลงแรงใจร่วมกัน
ซึ่งผมเคยเรียกการงานแห่งชีวิตเหล่านี้ว่า “มหกรรมทำมือ” หรือ “หอมกลิ่นกฐินใจ”
ส่วนการงานอื่นๆ นั้น ล้วนรังสรรค์ขึ้นในทำนองเดียวกัน เป็นการขับเคลื่อนเชิงสาธิตและเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้ทุนทางสังคมของชุมชนเป็นที่ตั้ง เสมือนการชวนให้ชาวบ้านสำรวจตนเองว่ามีอะไรที่ยังทรงคุณค่าต่อการหวนรำลึกบ้าง
ซึ่งหลักๆ แล้วก็มักอยู่ในวังวนของ พลุโบราณ สอยดาว รำวงชาวบ้าน โคมลอย
ครับ, ผมเคยได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่และนิสิตเสมอในทำนองว่า “....อย่าตัดทอนในสิ่งที่ชาวบ้านเสนอมา เพราะนั่นคือการสื่อให้เห็นว่าชาวบ้าน “มีดีอะไร...” แต่ให้ใช้สิ่งนั้นแหละเป็น “โจทย์” ของการ “เรียนรู้” (ร่วมกัน) ถึงแม้รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเพียงการสาธิตก็เถอะ แต่ก็ขอให้ตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้น ด้วยว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเป็น “พลังเงียบ” ที่รอเวลาคืนสภาพกลับมาขับเคลื่อนชุมชนนั้นอีกครั้งก็ว่าได้...”



มหกรรมทำมือเช่นนี้จะเชื่อมร้อยให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ชาวบ้านทำหน้าที่ “สอนลูกสอนหลาน” การสอนลูกสอนหลาน ชาวบ้านก็ย่อมทบทวนชุดความรู้อันเป็นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในตัวตนของตนเองมาก่อน จากนั้นก็ถ่ายทอดต่อลูกหลาน (นิสิต) ผ่านกลไกของการ “ทำไปเรียนรู้ไป”
ผมเชื่อเหลือเกินว่า วิธีการเช่นนี้ ไม่ใช่เกิดผลลัพธ์แค่งานเสร็จสิ้นเท่านั้น หากแต่หมายถึงคุณค่าในจิตใจของทุกฝ่าย ทะลุถึงหลักแห่งการทำงานร่วมกัน ทะลุถึงหลักชัยแห่งการรักใคร่ปองดองและแบ่งปัน
เสมือน “ไม่ใช่ญาติ..ก็เหมือนญาติ...ขาดไม่ได้”

กฐินโบราณ : กระบวนการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมแบบ“ใจนำพา..ศรัทธานำทาง”
โดยส่วนตัวผมหลงรักโครงการกฐินโบราณมาก ผมไม่ได้หลงรักโครงการนี้มากกว่าโครงการอื่นๆ ที่ผมบุกเบิกไว้
ทุกโครงการเหมือนลูกของเราทุกคน ผมย่อมรักลูกทุกคนของผม หากแต่ลูกแต่ละคนย่อมมีเรื่องเล่าที่แตกต่างกันไปตามบริบทของเขาเอง
กฐินโบราณ มีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย นิสิตต้องทำการบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการวิเคราะห์ชุมชนที่มีความพร้อมในการใช้ “ใจนำพา..ศรัทธานำทาง” มีการลงพื้นที่จัดประชุมหารือ เพื่อคัดกรองพื้นที่ หารือกับชาวบ้านถึงความพร้อมที่จะทำ หารือเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการ หารือเกี่ยวกับวันเวลา หารือเกี่ยวกับภูมิปัญญา หรือปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนนั้น และอีกจิปาถะ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนราวกับนักพัฒนาชุมชนหรือนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นก็ไม่ปานเลยทีเดียว มองในมุมของนิสิต เพียงงานๆ เดียวนี้ ได้ก่อเกิดทักษะการเรียนรู้หลากมิติจริงๆ เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กับการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีมภายใต้หลักคิด “เรียนรู้คู่บริการ”
ในขณะที่ชาวบ้านก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ตนเอง ด้วยการหันกลับไปทบทวน “ทุนทางสังคม” ของตนเอง เห็นคุณค่าตนเอง เห็นสายธารวัฒนธรรมที่เลือนหายไป เห็นวัฒนธรรมบางอย่างที่คงอยู่ ทั้งด้วยพลัง และที่กำลังเป็นลมหายใจอันแผ่วเบา

ครับ, สิ่งหนึ่งของกฐินโบราณที่ผมเคยวางระบบไว้และยังสานต่อมาอย่างน่าชื่นชมในทุกๆ ครั้งก็คือ “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น” อันหมายถึงการรณรงค์ชักชวนให้ชาวบ้านจัดงานกฐินด้วยความเรียบง่าย สมถะ ไม่ฟุ่มเฟือย
ไม่เน้นมหรสพใหญ่โตแบบยุคใหม่ ...ไม่ล้มสัตว์ใหญ่ ไม่มีเหล้ายาปลาปิ้ง ใครมีผัก มีปลา มีข้าว มีพริก มีเกลือ ฯลฯ ก็ให้นำมาเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในงานบุญครั้งนี้
ส่วนนิสิตจะนำสิ่งใดไปเสริมเติมแต่งก็ไม่ว่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่พ้นสิ่งที่เขามีกันอยู่แล้ว เช่น ดนตรีโปงลาง หมอลำ
สิ่งเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนต่างๆ ได้อย่างมากมายก่ายกอง เหลือเงินเหลือทองเข้าวัดได้อย่างมโหฬาร โดยปีนี้มียอดกฐินทั้งหมด คือ 230,013 บาท เชื่อว่าหักค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังเหลือยอดไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทอย่างแน่นอนและนั่นยังรวมถึงกระบวนการบอกเล่าเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ“กฐิน” ด้วยการให้ชาวบ้านสืบค้นตำนานและมอบหมาย “ผู้รู้” มาบอกเล่าเป็น “นิทาน” ให้นิสิตหรือแม้แต่ชาวบ้านได้รับฟังร่วมกันว่า “กฐินเป็นมาอย่างไร...กฐินโบราณเป็นมาอย่างไร”
ซึ่งเราเรียกกิจกรรมนี้ว่า “สืบฮอยตา หาฮอยปู่”


ครับ, กระบวนการเหล่านี้ ไม่ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่ชาวบ้านและนิสิตต้องใช้หัวจิตหัวใจ ใช้ศรัทธาในการขับเคลื่อนล้วนๆ เพราะเวลาอันจำกัด ประกอบกับความลางเลือนของประเพณีในชุมชน เป็นสิ่งที่ชวนหวั่นวิตกว่า "...จะ
ทำได้ทันหรือไม่...จะทำเสร็จหรือเปล่า...” เท่านั้นเอง
แต่ที่แน่ๆ ชุมชนใดที่เคยจัดกฐินโบราณร่วมกับผมมาแล้ว ผมไม่ลืมที่จะหอบหิ้วไปเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับหมู่บ้านถัดไปเสมอ (ชุมชนกับชุมชน) นั่นคือกระบวนการ “สอนงาน” ที่ผมออกแบบไว้เพื่อให้ชุมชนได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ดูแลกันและกันโดยไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง -



กฐินโบราณ : ฮีตสิบสองคองกิจกรรม
เกือบสามปีแล้วที่ผมขายฝัน “โมเดล” การพัฒนานิสิตในวาทกรรม “ฮีตสิบสองคองกิจกรรม” ด้วยการมุ่งชักชวนให้องค์กรนิสิตได้หยิบจับเอากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งขึ้นมาขับเคลื่อนเป็น“วัฒนธรรม” มิใช่ทำแบบวูบๆ วาบๆ ทำแบบขาดๆ หายๆ ... พอถึงกาลเวลาแห่งเปลี่ยนผ่าน ทั้งเปลี่ยนคนทำงาน เปลี่ยนองค์กร เปลี่ยนผู้บริหาร กิจกรรมเหล่านั้นก็แตกดับ จนหาแก่นสารอันเป็น “รากแก้ว” หรือ “สายธาร” ของ “กิจกรรมนิสิต” ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากให้มีกิจกรรมเชิงรุกที่ต่อเนื่อง ความต่อเนื่องดังกล่าวย่อมทำให้กิจกรรมเป็นมากกว่าโครงการ เพราะหากมีความต่อเนื่องย่อมง่ายต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น“วัฒนธรรม” ในองค์กรนั้นๆ พอถึงเทศกาลหรือห้วงเวลาที่ว่านั้น ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงและทางออ้ม ก็จะพาเพรดเอา “ใจนำพาศรัทธานำทาง” มาช่วยกัน

ครับ, ผมขายฝันชัดเจนว่าอยากให้องค์กรนิสิตเลือกกิจกรรมหลักมาหนึ่งกิจกรรม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างทักษะการเรียนรู้ กิจกรรมที่ว่านั้นอาจเป็นกิจกรรมเชิงประเพณีวัฒนธรรมของชาวอีสานโดยตรง หรือกิจกรรมที่แต่ละองค์กรได้รังสรรค์ขึ้นใหม่เอง แต่ขอให้มีลักษณะเฉพาะที่บ่งบอกความเป็น “เอกลักษณ์และอัตลักษณ์” ของตนเองเป็นสำคัญ
และกิจกรรมที่เลือกมานั้น ขอให้ยกฐานะเป็น “ฮีตคอง” ขององค์กรไปในตัว โดยไม่ละเลยที่จะยึดโยงชุมชนรอบมหาวิทยาลัยมาเป็นเจ้าของร่วมในฮีตคองดังกล่าว บางกิจกรรมอาจจัดขึ้นในมหาวิทยาลัย แต่ในบางกิจกรรมอาจจัดขึ้นที่ชุมชนโดยตรงก็ได้
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องยากเข็ญอะไรนักกระมัง เนื่องจากที่ผ่านมาผมได้ปูพรมทางความคิดและระบบการทำงานในแบบ “ลูกฮัก” ไว้อย่างชัดเจนแล้ว นั่นก็คือโครงการ “1 คณะ 1 หมู่บ้าน” นั่นเอง


นี่เป็นอีกหนึ่ง “ความสุข” ของการได้เห็นความต่อเนื่องของกิจกรรมที่พัฒนาสู่การเป็น “วัฒนธรรม” ในองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ผมเคยร่วมชะตากรรมมาเมื่อหลายปีก่อน
นี่เป็นอีกหนึ่งของความสำเร็จในการเพียรพยายาม “สอนงาน..สร้างทีม” ที่ผมได้บุกเบิกถางทางไว้เมื่อหลายปีก่อน
นี่เป็นอีกความสำเร็จหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการ“เข้มแข็งและยั่งยืน” ในวิถีแห่งการพัฒนาคน พัฒนางานและพัฒนาองค์กรที่หมายถึงทั้งมหาวิทยาลัยและชุมชน
นี่คือรูปรอยความคิดของผมที่พร่ำพูดเรื่อยมาว่า “ฮีตสิบสองคองกิจกรรม”
ยิ่งคิด ยิ่งมอง...ยิ่งมีความสุข

หมายเหตุ :
1.กฐินโบราณจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 ณ ชุมชนบ้านหัวหนอง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม โดยองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีการศึกษา 2555
2.ภาพโดยสุริยะ สอนสุระ กลุ่มงานกิจกรรมนิสิต กองกิจการนิสิต ม.มหาสารคาม
ชอบบรรยากาศและการทำงานกับชุมชน ชอบคำนี้มากๆๆ
สืบฮอยตา หาฮอยปู่”
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
การบอกเล่าเรื่องราวเกี่่ยวกับตำนานกฐิน (สืบฮอยตา หาฮอยปู่) ช่วยกระตุ้นให้ชาวบ้านทบทวนเรื่องราวในชุมชนตัวเอง นับตั้งแต่ค้นหาปราชญ์ชาวบ้านที่รู้เรื่องเหล่านี้ พอได้ผู้รู้ก็มาช่วยกันเสริมเติมเรื่อง จากนั้นก็นำมาสู่การบอกเล่ากับนิสิต หรือแม้แต่ชาวบ้านด้วยกันเอง
วิธีการ/กระบวนการดังกล่าว...
ถือเป็นการทวบตัวเองไปในตัว
เป็นการยกย่อง เชิดชูคนในชุมชนไปในตัว
ซึ่งบางทีคนที่เป็นผู้เล่านั้น บางทีอาจกำลังถูกหลงลืมไปทุกขณะแล้วด้วยก็เป็นได้
ขอบพระคุณ ครับ
รวมพลัง ความสามัคคี มีความสุขทั่วหน้า
สวัสดีครับ หมออนามัย
ผมชอบภาพการโสเหล่ของชาวบ้านมากครับ เช่น การถามว่าใครเคยเห็น เคยเข้าร่วมกฐินโบราณ (จุลกฐิน) บ้าง หรือแม้แต่ภาพที่ถกคิดกันจนเป็นที่สรุปว่า ชาวบ้านหัวหนองยังไม่เคยจัดกฐินโบราณเลยซักครั้ง จึงเป็นแรงกระตุ้นในการที่จะจัดกิจกรรมนี้ขึ้น
โดยมีการมอบหมายว่าจะไปหาเปลือกไม้มาจากไหน
จะไปหาผ้าดิบมาจากไหน
ใครรู้ตำนานกฐินบ้าง
ใครถนัดเรื่องพลุโบราณบ้าง
ใครถนัดตีกลองบ้าง
ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ ช่วยกระตุ้นให้ชาวบ้าน-ชุมชนหวนกลับไปทบทวนเรื่องราวในอดีตอันเป็น "ทุนสังคม" ของตนเองได้อย่างน่าสนใจ สิ่งเหล่านี้คือพลังที่ฝังแน่นในชุมชน ซึ่งอาจจะอยู่ลึกไปตามกาลเวลา แต่ครั้งนี้ก็ชวนให้ทุนทางสังคมได้พลิกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ขอบพระคุณครับ
ชอบการทอ เย็บ ต่อ และ ย้อมผ้า
ชอบการพาสานตอกบอกความหมาย
ชอบความรักความผูกพันล้นกระจาย
ร้อยดวงใจทุกๆดวงเป็นหนึ่งเดียว
สวัสดีค่ะ
ขอให้บุญในครั้งนี้จงส่งผลให้นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามจงมีความสุขความเจริญด้วยเทอญสาธุ
เรียนกลุ่ม 2 นางสาวจันจิรา รวงผึ้ง GM 55010915105
ขอให้นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามจงมีแต่ความสุขความเจริญด้วยเทอญสาธุ เรียนกลุ่ม 2 GM 55010915105 นางสาว จันจิรา รวงผึ้ง
ดีจริงๆๆนะคะ .... วัฒนธรรมที่ดีงาม นะคะ
คิดถึงถิ่นเก่าเน้อ เพราะจบจากที่นี่
ได้รู้จักเพื่อนต่างสาขาและก็ได้รับบุญกุศลและก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดงานบุญกฐินโบราณได้ทั้งบุญอิ่มทั้งท้อง นางสาววันเพ็ญ ปัชชาแปลง รหัส 55010915428 สาขา GM กลุมเรียนที่ 2
กฐินโบราณ หรือ จุลกฐิน (18/11/2555)
-ได้ทำบุญ ได้รับบุญกุศล -ได้รู้จักวิธีการย้อมสีผ้า การทำจีวร การทำขนมจีน -ได้เห็นชาวบ้านที่ตั้งใจ เต็มที่และทุ่มเทกับงานกฐินครั้งนี้ -ได้เห็นวัฒนธรรมเก่าๆที่อาจจะกำลังหายไป
นางสาวพัณณิน โคตรชมภู รหัสนิสิต 55010117041 รหัสวิชาเอก Ti กลุ่มเรียนที่ 2
สวัสดีครับบอสส...
ก่อนอื่นผมขอกล่าวถึงความรู้สึกก่อนครับว่า ดีใจมากที่โครงการกฐินแล่นนี้ ยังคงอยู่เป็นฮีตคอง คนทำกิจกรรม
นี่คือบทพิสูจน์แล้วครับว่า การสอนงาน สร้างทีมนั้น ได้ผลจริง เพราะเดิมทีนั้นผมก็ทำงานร่วมกับกับพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องน้อง แต่วันนี้ แม้ผมเองจะมีภาระกิจทางการงานที่ห่างไกล แต่ภาระกิจทางใจ ผมยังได้ร่วมบุญกฐินแล่น กฐินโบราณ ที่แสนอบอุ่นอยู่
กฐินแล้่นนี้ เรา การันตีได้เลยครับว่า มมส เป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีกระบวนพัฒนานิสิตด้วยวาระของศิลปวัฒนธรรมอันสูงส่งเช่นนี้
และสุดท้ายขอให้โครงการนี้เป็นดั่ง หนึ่งการสืบฮอยตา วาฮอยปู่ มูลมังมรดก ของอีสานเราสืบไป...
.....ขอบคุณนักกิจกรรมชาว มมส ทุกท่าน ที่ช่วยหล่อหลอมสร้างคนตัวเล็กๆอย่างผม ให้มาก้าวเดินบนเส้นทางการศึกษาอย่างเข้มแข็ง....ขอบคุณบอสสมากครับ..
ส่งรูปกิจกรรมมาแลกเปลี่ยนครับ...
ได้รู้จักวิธีการย้อมสีผ้า การทำจีวร และอีกมากมาย ในบุญกฐินนี้ ได้เห็นวัฒนธรรมเก่าๆ ความสามัคคีในหมู่ชาว ความเป็นวิถีชาวบ้าว ที่เด็กวัยรุ่นอย่างเรา ไม่เคยได้สัมผัส ถ้าไม่ได้เรียนวิชาพัฒนานิสิตนี้ ดิฉันก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสบรรยายกาศแบบนี้ได้ ประทับใจชาวบ้านและเพื่อนๆทุกคน ที่เสียสละเวลาไปกัน และยังประทับใจความอบอุ่น จากป้าๆ ลุงๆ ที่งานยังมีอาหารที่แสนอร่อย จากฝีมือ ชาวบ้าน อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง
นางสาวสุภัสสร บัวระพันธ์ รหัสนิสิต 55010919762 วิชาเอก AC กลุ่มเรียนที่ 2
เรียนอาจารย์ แผ่นดิน งานบุญงานกฐิน ส่งเสริมปรับเปลี่ยนการกิน มาเป็น กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา เดินวันละ ห้าพันก้าว เล่าเรื่องอดีต คิดเรื่องอนาคตลูกหลาน แลเเปลี่ยนประสบการแบ่งปันสุข สาธารณะ
ได้รู้จักเพื่อนต่างสาขา ได้รับบุญกุศลและก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต ประเพณีเกี่ยวกับการจัดงานบุญกฐินโบราณ นายชนินทร สุนทรกิจ รหัสนิสิต 55010919173 วิชาเอก AC กลุ่มเรียนที่ 2
สวัสดีค่ะ พี่พนัส..
ด้วยความขอบคุณและระลึกถึงเสมอค่ะ.
ประทับใจการแห่ขบวนมากค่ะ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ทำให้รู้ถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่งเรียนในห้องอย่างเดียวคงไม่เห็นแบบนี้แน่ รู้สึกดีที่ได้ไปร่วมงานค่ะ 55011510043 MD student development sec 2
-สวัสดีครับ.
-ตามมาดูกฐิน...
-น่าสนุกนะครับ..
-อิ่มอก..อิ่มใจ..คนทำบุญ...
-ขอบคุณครับ..
“ใจนำพา ศรัทธานำทาง” เห็นภาพต่างๆแล้วรู้สึกนึกถึงวิถีความเป็นอยู่ที่สงบ ไม่วุ่นวาย