แนวคิดในการฟื้นฟูโรงเรียนวัดไทย
ในฐานะศิษย์เ่ก่ารร.วัดบ้านนอกคอกนาคนหนึ่ง วันนี้ขอสนองพระคุณรร.วัด ด้วยแนวคิดโง่ๆ (ตามประสาเด็กวัด )
น่าสลดใจว่าวันนี้ (พย. ๒๕๕๕) รร. วัดไทยเสื่อมอย่างหนัก เห็นมีแต่คนจนส่งลูกไปเรียน ส่วนลูกคนรวย ไฮโซ ไปเรียนรร.วัดฝรั่งกันหมด เช่น วัดหลวงพ่อเบี้ยน (เซนต์กราเบี้ยล) วัดหลวงพ่อโย (เซ็นต์โยฯ) วัดหลวงพ่อจ้อน (เซํนต์จอห์น) วัดหลวงพ่อฝั่ง (เซ็นต์ฟรังค์) และ เก้าลอเก้า
รร.วัดบางแห่ง ถึงกับเห็นว่าคำว่า "วัด" เป็นกาลกินี (กระมัง) จึงตัดคำนี้ออกไปจากชื่อรร. เช่น รร. (วัด) เทพศิรินทร์ ปทุมคงคา
คนไทยเราวันนี้มีอาการผิดเพี้ยนเข้าขั้นวิกฤตที่มีอาการดูถูกวัฒนธรรมตนเองและเห่อวัฒนธรรมฝรั่งในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เห่อกินอาหารฝรั่ง แต่งตัวแบบฝรั่ง ส่งลูกเข้าเรียน รร. ฝรั่ง ป่วยก็เข้ารพ.ฝรั่ง (เช่น เปาโล และเซนต์ต่างๆ)
ต่อไปคงนับถือศาสนาฝรั่งด้วยเป็นแน่ (แต่เรื่องนี้ก็แปลกที่ฝรั่งพยายามมาก ทุ่มแรง เงิน เข้ามาก็มาก ก็ไม่สำเร็จ บางพื้นที่ถึงกับจ้างคนเข้ารีต สร้างหมู่บ้านให้อยู่ฟรีก็มี ..ผมไปเยี่ยมมาด้วยตนเอง ตอนที่จาริกธุดงค์ไปในขณะบวชพระเมื่อปี ๒๕๔๒ เป็นหมู่บ้านคริสต์กลางป่าสัก ๑๐๐ หลังคาเรือน ที่เขาสร้างและจ้างคนไปอยู่ ผมและหลวงพ่อ พระสองรูป ก็ไปปักกลดและบิณฑ์ขอข้าวกิน ปรากฏว่าได้ข้าวเต็มบาตร คงประมาณว่ารับเงินจ้างเขามาเป็นคริสต์ แต่ใจยังเป็นพุทธอยู่ ขำก็ขำ เศร้าก็เศร้า เออหนอคนไทยเรา)
เอ้า..เข้าเรื่องสักที...เมื่อวานไปงานศพใน กทม. ได้เห็นพิธีกรรม การถวายสิ่งต่างๆ แล้วทำให้เกิดแนวคิดใหม่หลายอย่าง
เช่น การถวายผ้าไตร(หลายครั้งมาก) ถวาย”ถัง”สังฆทาน (หลายครั้งมาก แต่ละครั้งยังมีผ้าไตรอยู่ในถังสังฆทานอีก)
ถามว่าแล้วพระท่านจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปทำอะไร โดยเฉพาะพระในเมืองใหญ่ ที่แต่ละวันไปสวดสามศพสามศาลาแบบเยื้องเวลากัน ได้สังฆทานมา ๓ ถัง ผ้าไตร ๖ ผืน เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ก็ลองคำนวณกันดูว่าจะเอา ผ้าไตร ไฟฉาย สบู่ มีดโกน ถัง แปรงสีฟัน ไปเก็บไว้ไหน หรือเอาไปทำอะไรต่อ (เซ็งลี้ ?)
แต่ครั้นจะห้ามไม่ให้ญาติโยมถวาย ก็คงยาก เพราะมันเป็นความเชื่อตามประเพณีว่าต้องทำเช่นนี้จึงจะได้บุญ จึงจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตายได้
ผมจึงเกิดแนวคิดว่า แต่ละวัดน่าจะมีร้านค้าหน้าวัด ที่ขายของงานศพ งานบุญ ทุกอย่าง รวมทั้งการรับเหมาจัดงานบุญงานศพแบบครบวงจร (เช่น การจัดเลี้ยงอาหารว่างสำหรับแขก) (ถ้าจะมีแถมดูหมอดูระหว่างมารองาน หรือ นวดแผนพระด้วยก็ยังได้ เอาพระมานวดให้จริงๆ เลย นวดไปสอนธรรมะไปยังได้)
ร้านค้านี้ก็ขายสินค้าทุกอย่างที่จะถวายพระนั่นแหละ (รวมหนังสือธรรมะด้วยก็ได้ ) พอโยมซื้อสินค้าแล้วเอาไปถวายพระเสร็จแล้วตามพิธีกรรม พระก็หิ้วเอากลับมาคืนร้าน เพื่อเอามาเวียนเทียนขายอีกหลายๆ รอบ ซึ่งจะทำให้ร้านค้านี้มีกำไรมหาศาล เพราะมีแต่รายได้จากการขายสินค้า แต่ไม่มีรายจ่ายจากการซื้อสินค้าเลย
รายได้ที่ได้มาจากการเวียนเทียนขายสินค้านี้ ก็ตกลงกันสิว่า จะหักเข้าบำรุงวัดเท่าไร ที่เหลือ..เอาไปบำรุงโรงเรียนวัดสิ หรือเอาไปสร้าง โรงพยาบาลวัด ยังได้เลย หรือเอาไปสร้างโรงแรมวัด โรงทานวัด ..แต่อยากให้เอาไปพัฒนาโรงเรียนวัดมากกว่า จะได้เป็นกอบเป็นกำ ....ยกเว้นวัดใหญ่มากๆ เช่น วัดมกุฎฯ วัดเทพศิรินทร์ วัดโสมฯ วัดโสธรฯ อาจมีรายได้มากมหาศาล ก็เจียดเอาไปทำอะไรได้อีกมากหลาย
ข้อเสียของวิธีนี้คือ ร้านค้าเอกชนที่ขายสินค้า”บุญ” เหล่านี้ จะมีรายได้ที่หดหายไป โรงงานที่ผลิตสินค้าเหล่านี้ก็หดรายได้ ต้องลดพนักงานลง ทำให้เกิดการว่างงานมากขึ้น ..เฮ้อ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มันขัดกับบุญนิยมดังนี้แหละ แต่สักหน่อยมันก็จะปรับสมดุลได้ในตัวเอง และจะเป็นสมดุลที่แข็งแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
แต่้ข้อดีในข้อเสียคิอ ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ ที่ไม่่ต้องผลิตสินค้าขึ้นมาให้มากเกินจำเป็น ช่วยลดมลภาวะในภาพรวม
เงินที่ได้จากร้านค้านี้จะมากมหาศาล เราก็เอาไปเพิ่มเงินเดือนให้ครู รร. วัด สิ เอาไปสร้างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สิ ห้องคอมพ์สิ ติดแอร์สิ ต่อไป ครูดีๆ จะย้ายจากวัดลพ.เบี้ยน ลพ.โย มาอยู่วัดวานรขบกันหมด เพราะเราจ้างด้วยอัตราที่สูงกว่า เด็กหน้าขาวๆ (เก่งๆ ดีด้วยนิ) ลูกคนรวยๆก็จะย้ายมาเรียน รร.วัดกันหมด
แต่เราต้องไม่สอนให้เด็กๆนร. เราหลงระเริงกับความสบายไปเสียหมด ต้องบังคับให้เด็กๆ ได้มาพิจารณางานศพด้วย เช่น ต้องมาช่วยเสริฟอาหารว่าง หรือ อื่น ให้ครบชั่วโมงตามที่กำหนด ไม่งั้นไม่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร ทั้งนี้จะได้อะไรพร้อมกันหลายอย่าง เช่น การมีจิตอาสาบริการสังคม พร้อมให้ระลึกถึงความตาย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วย
นี่จะเป็นการสร้างเด็กแนวพุทธ แบบครบวงจร ทำให้ได้อนาคตของชาติที่เก่งดีในที่สุด
โดยครูนั่นแหละต้องเป็นผู้นำในการณ์นี้ โดยพระนั่นแหละ (หลวงพ่อเบี้ยน (มารีโย)) ก็ต้องสอนครูอีกต่อ
พระ หมอ ครู คือ สามปูชนียบุคคลแห่งสังคมไทยเรา (ที่ปูชาแล้วจะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ตามมงคลสูตรที่สวดเสมอในงานบุญ)
แม้ครูเก่ง..สอนหมอให้ดีอย่างไร หมอก็ไม่มีความรู้พอที่จะรักษาคนให้หายตายได้หรอก ก็ต้องมาถึงมือพระสวดส่งวิญญาณให้ทุกราย
ดังนั้นพอพระได้สังฆทานมา..ก็ควรเอาไปหารายได้ เพื่อเอาไปจ้างครูเก่งๆมาสอนเด็กนักเรียนรร.วัด เพื่อปั้นเด็กให้เป็น พระหมอครู ที่เก่งดีต่อไปในอนาคต
มันก็กงกรรมกงเกวียนเวียนวนทนธรรมกันไปดังนี้แหละโยม
..คนถางทาง (๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)
Yes! If we want to we can do with the overflows in pu~n~na offering.
I hear that these days a funeral costs from minimum 30,000 (a night among close family and friends in a secondary pavilion and the incineration early next morning, in a rural area).
The management cost (for funeral "subcontractors") over the pavilion hire, electricity, catering and equipment hire, chanting monks, flowers and wreaths, incineration,... in the big cities and big wats (with big parking areas) is generally quite high.
We are obliged to show face in making big "silly" expenses. Donation to schools only comes after the "tax deductible" clause and big name plaques in school halls.
Schools often have under-utilized facilities (areas, buildings/rooms, catering halls, sports grounds, ...) that can be further utilized for fees. Classrooms can be freed up if 'learning space' (concept) is used instead of 'learning rooms'. (Learning is not dependant on 'place', is it?)
Education has become teachers' and government's responsibilities (both are diminishing in quality) -- so, where do children, parents and "the community" (in rural areas) stand?
Becoming grumpy and whinging again, ain't I?
ผมก็คิดคล้ายๆ กันกับอาจารย์เลยครับ เวลาผมปั่นจักรยานไปไกลๆ ก็จะได้เห็นวัดกับโรงเรียนวัดเยอะมาก จริงๆ วัดเหล่านี้ถ้าพระ active หน่อยในการทำงานเพื่อสังคมจะสามารถสร้างอะไรเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนได้เยอะเลยครับ
ที่จริงไม่ต้องเป็นงานศพก็ได้ครับ วัดข้างๆ บ้านผมนี่เช้าๆ มีคนถวายอาหารเยอะยิ่งกว่าบุฟเฟ่ต์โรงแรมอีกครับ แต่โรงเรียนวัดข้างๆ วัดกลับต้องมีโครงการอาหารกลางวันให้เด็กยากจนทั้งๆ ที่เด็กมีไม่กี่สิบคน อาหารที่ถวายนั้นถ้าเอาไปให้เด็กกินนี่เหลือเฟือมาก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาจัดการกันยังไงครับ
อืมม.... ผมเดาว่า keyword อยู่ที่ "ถ้าพระ active หน่อยในการทำงานเพื่อสังคม" ที่ผมเขียนด้านบนครับ ตรงนี้ละที่ยากสำหรับพระไทยครับ ศาสนาพุทธสายเถรวาทไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากเท่ากับศาสนาคริสต์ (คาทอลิค) ที่ทำให้มี "โรงเรียนวัดฝรั่ง" ในบ้านเราครับ
ท่าน sr ครับ รร. ฝรั่งในวันหยุดเสาร์อาทิตย์นั้น เขาใช้เป็น รร. ผู้ใหญ่ ผมไปลงเรียนเป็นประำจำ เช่น ซ่อมรถ วาดรูป หนุกดี ได้เพื่อนด้วย
ท่าน ดร. ธ. ครับ เรื่องอาหาร หลายวัด เขาจัดการอยู่นะครับ เช่น ทำโรงทาน เอาไปให้เด็กนร.กิน แต่วัดบ้านนอก ส่วนใหญ่เอาเลี้ยงหมาแมว วัด อิอิ
การมีข้าวเหลือก็ดีไปอย่าง เป็น kpi ว่า คนยังศรัทธาในพระ ถ้าเมื่อไรมีข้าวไม่พอกินนี่สิ น่าเป็นห่วง อิอิ
เรื่องนี้ ชาวบ้านเขาคิดกันนะค่ะ อาจารย์ วัดบ้านชลัญ มีพวงหรีด ให้เช่า มีผ้าไตรจีวร ไว้ให้ เช่า คือเขาเวียนมาใช้ ไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะพระไม่กี่รูป แต่คนตายบ่อย ของเหลือเขาเสียดาย การเช่าก็เป็นลักษณะ บริจาคเช่น พวงหรีด พวงละ 20 บาท อย่างนี้เป็นต้น วัดก็มีรายได้บำรุงวัด ค่ะ วัดบ้านนอกไม่ค่อยมีปัญหา ของพวกนี้ล้น
แต่วัดในเมืองนี่จะมีปัญหา โดยเฉพาะผู้มีอันจะกินตายนั้น อลังการมาก บอกต้องทำให้สมศักดิ์ ทีตอนอยู่ไม่เห็นจะดูแลกันให้สมศักดิ์ ศรี จะมากตัญญูอะไรตอนคนตายแล้ว ทำแบบนี้ คนตายจะรู้มั๊ย? เหมือนทำเพื่อให้คนอื่นรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนดี มีความกตัญญู ... ฮึ..ขำ