ต่อจากตอนที่แล้ว

ทีนี้เรามาพิจารณาดูว่า  ปรัชญาคืออะไร  ในมุมมองคนส่วนมากอาจคิดว่าวิชาปรัชญาเป็นวิชาหิน  วิชาเร้นลับ  เป็นวิชาเข้าใจยาก  เพราะเป็นเรื่องนามธรรม  เป็นเรื่องไกลตัว  คนที่เรียนจบทางปรัชญามาคุยไม่รู้เรื่อง  มีโลกส่วนตัวของเขาสูง  เหมือนเป็นคนอยู่กันอีกคนละโลก

ถ้ามองในมุมกลับละ  วิชาปรัชญามาจากความคิดของคนเรา  ปรัชญาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คนคิดคนทำ  วิชาปรัชญาไม่ได้อยู่ไกลเกินตัวเรา  แต่มันยังอยู่ในลมหายใจของทุกคนนี้ละ  หรือมันอยู่ใกล้เกินไปเลยมองยากมองไม่เห็นเหมือนขนตาที่ตามองเห็นเป็นเงา ๆ ลาง ๆ ไม่ชัดเจนอย่างนั้น

ความหมาย

คำว่า  ปรัชญา = ปัญญา = Philosophy  เราต้องเข้าใจในเบื้องต้นนี้ก่อนนะ

เพราะปรัชญามาจากรากศัพท์  สันสกฤตว่า  ปร+ ชญา  สื่อถึง  ความรู้อันประเสริฐ , ความรู้รอบ ,  ถ้าเป็น  ปัญญา มาจากรากศัพท์  บาลี  สื่อถึงการรู้แจ้ง , การตรัสรู้ ,  ถ้ามองในภาพรวมแนวคิดทางปรัชญาตะวันออกนั้นสื่อถึง  การรู้แจ้งตน

แต่คำว่า  Philosophy  นั้นเป็นคำต้นเค้ามาจากภาษากรีกว่า  Philosophia  สื่อถึงความรักความผูกพันกับความรู้  ( God )

เหลี่ยมมุมของปรัชญา

ผมเสนอให้มี  3  อาจจะบอกว่ามี  3  ด้านก็ได้ดังนี้

1. ด้านอภิปรัชญา  ( Metaphysical  )  เป็นปรัชญาสาขาที่ว่าด้วยสิ่งเป็นจริง  เช่น  พระเป็นเจ้า  ( God )  โลก  ( world )  วิญญาณ  ( Soul )  สาระ  ( Substance  )  เจตจำนงเสรี  (  Free  will ) ( หน้า  71 )

มุมคิดของนักปรัชญากรีกโบราณ  อย่าง  Phato  ( 427 – 347 B.C. ) กล่าวทำนองว่า  ปรัชญาเน้นการหยั่งรู้ในสิ่งเที่ยงแท้และเป็นปฐมกำเนิดของทุกสิ่ง

Aristotle  ( 384 – 322  B.C. ) กล่าวทำนองว่า  ปรัชญาเป็นวิชาสืบค้นถึงต้นรากของตัวมันเองพร้อมทั้งคุณลักษณะของมัน

2. ด้านญาณวิทยา  ( Epistemology ) เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งที่ว่าด้วยบ่อเกิด  ลักษณะหน้าที่  ประเภท  ระเบียบวิธี  และความสมเหตุสมผลของความรู้  บางทีใช้ว่า  Theory  of  knowledge ( หน้า 37 )

มุมคิดของนักปรัชญายุคใหม่  อย่าง Immanual  Kant  (  1724 – 1804 ) กล่าวทำนองว่า  ปรัชญาเป็นศาสตร์และการวิเคราะห์ความรู้  Johann  Gottlib  Fichte  กล่าวทำนองว่า  ปรัชญาคือศาสตร์เกี่ยวกับความรู้

3. ด้านสายวิทยาศาสตร์ทั่วไป  เน้นแนวคิดนักปรัชญาปลายยุคใหม่  ที่มองว่าชีวิตเกี่ยวข้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาก  อย่าง  August  comte  ( 1798 – 1857 ) กล่าวทำนองว่า  ปรัชญาเป็นต้นกำเนิดแห่งศาสตร์ทั้งปวง  Herbert  Spencer  ( 1820 – 1903  ) กล่าวทำนองว่า  ปรัชญาเป็นความรู้ที่กลั่นกรองไว้อย่างสมบูรณ์

ต้นกำเนิด

แรกเริ่มเดิมทีก็ในราว  500  ปีก่อนคริสตกาล  ชาวกรีกเชื่อเหมือนชาวอินเดียโบราณว่า  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั้งมวลมาจากสิ่งมีอำนาจมีเทพเจ้าควบคุมอยู่  ต่อมา  Thales  ( 640 – 546  B.C. ) กล่าวทำนองว่า  ถ้าเทพเจ้ามีอยู่จริงก็ไม่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์  ด้วยปรากฏการณ์ต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กัน  และเขาให้แนวคิดว่า  น้ำเป็นปฐมธาตุของทุกสิ่ง  Anaximander  (  611 – 547 B.C. ) กล่าวทำนองว่า  เทศะ  ( Space ) มีสภาพไร้ขอบเขตเป็นปฐมธาตุของทุกสิ่ง  Anaximines ( 400 B.C. ) กล่าวทำนองว่า  อากาศเป็นปฐมธาตุของทุกสิ่ง  Heracitus  ( 500  B.C. )  กล่าวทำนองว่า  ไฟเป็นปฐมธาตุของทุกสิ่ง  Empidoces ( 500  B.C. ) กล่าวทำนองว่า  ธาตุ 4  มีดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  เป็นปฐมธาตุของทุกสิ่ง

ในกาลต่อมามีนักปรัชญาชื่อว่าโสคราตีส  ที่มีมุมคิดทำนองว่าคนเราควรสนใจเกี่ยวตนเองมากกว่า  เช่นคนเราเกิดมาเพื่ออะไร  จุดหมายชีวิตคืออะไร  คนควรเป็นอยู่อย่างไร ตามมาด้วยนักปรัชญาชื่อ  พลาโต้ , อริสโตเติ้ล  โดยขยายมุมคิดต่อมาเน้นคนต้องมีเหตุผล  จนก่อเกิดยุคศาสนาคริสต์เฟื่องฟู  ว่าคนจะเข้าถึงสิ่งสูงสุดได้ด้วยศรัทธา  และเกิดมีนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสชื่อ  Rene  Dascartes  ( 1596 – 1650 ) คิดใหม่ว่า  เหตุผลเท่านั้นจะให้ความจริงได้  ฉันคิดดังนั้นฉันจึงมีอยู่  นี่ละครับตราบใดที่โลกนี้ยังหมุนไปอยู่ความคิดทางปรัชญาก็ยังไม่หยุดนิ่ง.

..........................................................

บรรณานุกรม

บุณย์  นิลเกษ. ( 2525 ). ปรัชญาเบื้องต้น. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา.

ราชบัณฑิตยสถาน . ( 2532 ). พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ- ไทย.

  กรุงเทพ ฯ : อมรินทร์  พริ้นติ้ง  กรุ๊พ .