สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆทุกท่าน คุณยายตั้งใจจะเขียนบันทึกนี้นานแล้ว แต่เขียนไม่เสร็จสักที ต้องมีงานด่วนเข้ามาเบียดทุกครั้ง อย่างเมื่อวานก็เหมือนกัน เขียนหัวข้อไว้แล้ว ก็มีคำสั่งจากหัวหน้าให้ทำงานที่ "ด่วน" อีกแล้ว คุณยายต้องพักงานเขียนไว้ก่อน วันนี้ตั้งใจเต็มที่ยังไงต้องให้จบ เพราะเป็นผลงานแห่งความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งคุณยายได้เป็น

           " ครู " โดยมีลูกศิษย์ตัวน้อยๆเรียกคุณยายว่า " ครูน้อย " 


        สืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่คุณยายได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรร่วมในการเข้าค่ายโครงการ


        " ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พัฒนาเยาวชน คนบรบือ- กุดรัง เทิดไท้องค์ราชัน ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม - ๒ กันยายน  ณ มณฑลทหารบกที่ ๒๓ ค่ายศรีพัชรินทร จังหวัดขอนแก่น 


        กลุ่มเป้าหมายได้แก่เยาวชนในเขตอำเภอบรบือและกุดรัง ที่หลงผิดในอบายมุข และกลุ่มเสี่ยงจำนวน ๙o คนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ทัศนคติ และแนวคิดที่ผิดๆในการใช้ชีวิตในสังคมของกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ งานนี้ถือว่า " หินมาก" สำหรับคุณยายเพราะเป็นครั้งแรกในการเป็นวิทยากรค่ายวัยรุ่นที่ล้วนแล้วแต่เป็น " หัวโจก " และ "เซียน " ในเรื่องที่ไม่ดีหลายๆเรื่อง


        วันแรกที่รายงานตัวก็มีการค้นสัมภาระ กระเป๋าเดินทางเพื่อความปลอดภัยในการอยู่ร่วมกัน ที่ทำให้คุณยายต้องตกตะลึงคือ ๑ ในนั้น พกเงินมา๑๕,000 บาทกว่าๆ คำถามในใจตอนนั้นคือ เด็กคนนี้นำเงินมาทำไมมากมาย และได้เงินมาจากไหน ? เราขออนุญาตเก็บสมบัติทุกชนิดที่นำติดตัวมา แม้กระทั่งเครื่องมือสื่อสารทุกประเภท ให้เบิกใช้ได้ หลังรับประทานอาหารเย็นเพื่อให้เด็กๆได้แจ้งข่าวไปยังผู้ปกครองจะได้ไม่เป็นห่วง


         ตลอดเวลา ๕ วันที่อยู่ในค่ายจะใช้กฎของทหารในการปกครอง เรามีครูทหารดูแลอย่างใกล้ชิด นักเรียนจะมีครูพยาบาลเป็นผู้ปกครองและพี่เลี้ยงในเวลาเดียวกัน เด็กที่มีครูผู้หญิงเป็นพี่เลี้ยงจะไม่เกรงกลัว ไม่ทำตามคำสั่งเพราะครูไม่กล้าดุ เกรงว่าเด็กจะทำร้าย พอเจอแบบนั้นวิญญาณ " ครู " เข้าสิงร่างของคุณยายทันที คุณยายปราบเซียนด้วยความ "เด็ดขาด " และจริงจัง จริงใจ ค้นหาปัญหาโดยใช้ทั้ง ศาสตร์และศิลป์ จนท่าทีที่แข็งกร้าวของเด็กๆเปลี่ยนไป กลายมาเป็นมิตรภาพที่ดี มีแต่รอยยิ้ม บอกตรงๆว่า " มีความสุขมากค่ะ " ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในค่ายเด็กๆได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ได้เรียนรู้เรื่องของการมีระเบียบวินัย ความอดทน การอคอย การเสียสละและเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระ


        วันสุดท้ายก่อนปิดค่ายจะมีพิธีจุดเทียนสาบานตน และให้ผู้ปกครองมารับ ส่วนเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองมารับก็จะให้ครูพี่เลี้ยงเป็นผู้ปกครองแทน พิธีการนี้ดูศักดิ์สิทธิ์มาก เด็กๆสาบานตนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย จะกลับตัวมาเป็นเด็กดี ทั้งแม่และลูกกอดกันร้องไห้ด้วยความสุข สิ่งที่ทำให้คุณยายต้องหลั่งน้ำตาก็คือ เด็กที่คุณยายรับเป็นผู้ปกครอง โผเข้ากอดคุณยายไว้แน่นและร้องไห้จนตัวโยน ความรู้สึกของคุณยายตอนนั้นรู้สึกว่า เค๊าคือลูกของคุณยายอีกคน เป็นเด็กที่มีปัญหาพ่อแม่เลิกกันและยายเป็นผู้เลี้ยงดู ยายมารับไม่ได้เพราะไม่มีเงินค่ารถ  ทุกวันนี้คุณยายก็ยังติดต่อกับ " ลูกชาย " อย่างสม่ำเสมอค่ะ จากเด็กที่ไม่ค่อยพูด ไม่กล้าแสดงออก กลายเป็นเด็กที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่างพูดช่างคุย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเรียก " แม่ครู " หัวใจของคุณยายก็พองโตทุกครั้ง ขอบคุณสิ่งดีงามทั้งหลายที่ทำให้เรามาเจอกัน ขอบคุณครูทหารและครูพี่เลี้ยงทุกคนที่ได้ร่วมกันปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พัฒนาเยาวชนลูกหลานของเราให้กลับมาเป็นคนดีของสังคมอีกครั้ง ความทรงจำดีดีนี้จะอยู่ในใจของคุณยายตลอดไปค่ะ


         ครูน้อย กับ ครูเนียร เพื่อนซี๊ต่างวัยค่ะ

              



                 ครูสาว และ ไม่สาว ค่ะ


เตรียมความพร้อมในตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรียน

                        แสดงความคิดเห็น

                       ออกกำลังกายตอนเช้า



                         ครูน้อยขอโชว์

รอเพื่อนก่อน พร้อมเมื่อไหร่ รับประทานพร้อมกัน


ครูทหารนำเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในค่าย

การแสดงละครของครูฝึกเรื่องโทษของสิ่งเสพติด

      แสงเทียนส่องสว่าง นำทางชีวิตใหม่

น้ำตาแห่งความปลื้มปิติและสำนึกในบุญคุณของผู้ปกครอง




       น้ำตาแห่งความดีใจ พร้อมให้อภัยลูกทุกเมื่อ


       ขอให้เด็กๆทุกคน พบแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิต เป็นคนดีของสังคมตลอดไปนะคะ