ชนเผ่าที่ได้ใกล้ชิดอีกหนึ่งชนเผ่าคือชาวเย้า  หรือพวกเขาจะเรียกตัวเองว่า...เมี่ยน....   พวกนี้โชคดีหน่อยที่มีบ้านเรือนอยู่ติดกับโรงเรียน  เด็กเลยไม่ต้องลำบากในการเดินทางเหมือนพวกอีก้อ  ลักษณะบ้านเรือนก็ดูดีและสะอาดสะอ้านส่วนใหญ่จะปลูกคร่อมดินที่ปรับเรียบมีทั้งครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย  ปัจจุบันกลายเป็นคนเมืองกันไปหมด  คือมีทั้งบ้านไม้และบ้านปูน

เด็กนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะสร้างความปวดหัวให้กับพวกครูมากในเรื่องการเหยียดเผ่า   อาจจะได้รับการปลูกฝังมาจากทางบ้านหรืออย่างไรไม่ทราบเพราะจะแสดงออกเลยว่า....ไม่อยากอยู่ใกล้อีกเผ่าหนึ่ง  krigui  เลยจับมานั่งคู่กันแล้วทำกิจกรรมด้วยกัน  จนสามารถปรับตัวและกลมกลืนกันได้  แต่.....เหนื่อยนะ   เด็กพวกนี้มีโอกาสดีกว่าอีกเผ่าเพราะมี...วัดอุปถัมภ์....ถ้าหากใครมีแววฉลาดและเรียนดี  ทางเจ้าอาวาสจะส่งไปอยู่บ้านเด็กราชวิถีพร้อมส่งเสียให้เรียนจนจบ  ส่วนมากเรียนเป็นครูที่หมู่บ้านจอมบึง  จบออกมาก็กลับมาสอนที่บ้านของตนเอง  ตอนที่ไปอยู่นั้นมีอยู่สองคนที่เป็นครูชนเผ่าแท้ๆ

 

 

ครูผู้หญิงที่มาสอนที่นี่จะได้วิชาิพิเศษอีกหนึ่งอย่างคือการปักผ้าแบบเย้า  เพราะผู้หญิงในหมู่บ้านหากว่างก็จะนั่งปักผ้าขาย  เป็นรายได้เสริมอีกทาง  พวกครูเลยมีความคิดว่าควรใช้จุดนี้ให้เกิดประโยชน์โดยการให้เด็กนักเรียนปักผ้ามาส่ง  ทางโรงเรียนจัดการเรื่องอุปกรณ์ให้   การปักผ้าที่นี่ปักจากด้านหลังผ้าแล้วให้ลายโชว์ด้านหน้า  ใหม่ๆก็งงแสนงงพอฝึกบ่อยๆเข้าก็ชินและเริ่มคล่อง  ดังนั้นพอมีเวลาว่างปุ๊บทั้งครูทั้งนักเรียนเป็นล้อมวงกันก้มหน้าก้มตาปักของใครของมัน เสร็จแล้วก็เย็บออกมาเป็นเข็มขัดมั่ง  พวงกุญแจ  กระเป๋าน้อยๆ  พอมีนักท่องเที่ยวเข้ามาก็ขายให้นักท่องเที่ยว  เป็นรายได้ที่สองของโรงเรียน ( นอกจากขายก๋งจากบันทึกสัมผัส....อีก้อ )  พวกเราจึงมีค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมของโรงเรียนโดยไม่ต้องไปเดือดร้อนใคร  ขนาดเพื่อนตำรวจผ่านมาปฏิบัติราชการลับแล้วแวะมาทักทาย  krugui  ยังชวนเพื่อนนั่งข้างสนามคุยไปด้วยปักผ้าไปด้วย  คริคริ

 

 

ช่วงเวลาที่สนุกสุดๆของเด็กๆ ( รึของครูด้วยหนอ )  เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ของพวกเขา  ( ทั้งเย้าทั้งอีก้อพร้อมกัน )   จะเป็นอันรู้กันว่าต้องหยุดการเรียนการสอนไปโดยปริยายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์  เพราะไม่มีเด็กมาเรียนหรือมีก็แค่ไม่กี่คนที่เป็นเด็กชาวเรา  ( เด็กพื้นราบมีแค่ร้อยละ 20 )  แล้วเด็กชาวเราก็จะเป็นอีแิอบ ( แอบหยุด ) ไปกับเขาด้วย  แต่ครูยังคงมาตามปกติเพราะจะต้องไปเป็นแขกรับเชิญตามบ้านต่างๆในหมู่บ้านทั้งสองเผ่า  ห้ามลำเอียงห้ามเบี้ยวเด็ดขาดเดี๋ยวผีจะโกรธ  ( ผีบ้านผีป่าผีเขาและสารพัดผีตามความเชื่อ )  แทบทุกบ้านจะล้มหมูเพื่อนำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงกัน  ไฮไลท์ของงานคงเป็นน้ำขาวๆที่ทำจากข้าวโพด  มันสุดแสนจะร้อนแรงและซู่ซ่าวาบๆตั้งแต่เข้าปากไปจนถึงท้องนั่นเชียว  เขาจะเทใส่จอกเล็กๆแล้วเวียนไปรอบวง  ฉะนั้นตลอดสัปดาห์จะมีแต่เสียง....กัมเปยๆๆๆ......

 

 

อีกประเพณีหนึ่งที่ได้สัมผัสคือพิธีแต่งงาน  ถ้าเป็นแต่งงานเล็กก็คือชายแต่งเข้าบ้านหญิง  แต่หากเป็นแต่งงานใหญ่ก็คือหญิงแต่งเข้าบ้านชาย  ชายเป็นใหญ่ในบ้านเหมือนกับอีกหลายๆชนเผ่าทั้งหลาย  การแต่งงานใหญ่จะฉลองกันสามวันสามคืนและมีพีธีกรรมที่ละเอียดทุกขั้นตอน  แล้วก็มีการกินเลี้ยงเหมือนการแต่งงานโดยทั่วๆไป  แต่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวเป็นปีหลังจากชายหญิงหมั้นกันแล้วเพราะหญิงจะต้องปักชุดแต่งงานด้วยด้ายที่ฝ่ายชายมอบให้มา  ส่วนชายก็ต้องเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงแขกให้เพียงพอ  ค่าใช้จ่ายจึงค่อนข้างสุง

 

 

ปัจจุบันความแตกต่างทางเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์แทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว  ยังคงเหลือแต่ประเพณีและวัฒนธรรมของชนต่างเผ่าที่ยังคงอนุรักษ์ไว้   บางสิ่งบางอย่างทั้งคนชาวไทยภูเขาและคนพื้นราบแทบจะกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ชาวเขาก็ลงมาประกอบอาชีพทางพื้นราบมากมาย  ชาวเราก็ไปท่องเที่ยวดูวิถีชีวิตชาวดอยได้สัมผัสบรรยากาศอันแสนจะชื่นมื่น  นับว่าเป็นความอบอุ่นที่แสนประทับใจ.......

 

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต