GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เล่เหลี่ยมการประยุกต์ใช้ความรู้ในอดีต

               ผมจดจ้องที่จะนำเสนอผลงานเขียนลงในบล็อคอยู่นานด้วยเหตุผลที่เกรงว่าจะนำเสนอไม่เป็นที่ต้องใจของชาวบล็อคทุกผู้ที่เปี่ยมล้นด้วยความสามารถในการถ่ายทอด  แต่เมื่อรวบรวมความกล้าได้พอสมควรจึงอยากนำเสนอเรื่องราวในอดีตที่ยังฝังใจอยู่มิรู้คลาย (ตามประสาของผู้สูงวัยที่มักพร่ำพรรณนาเรื่องที่ผ่านพ้น)   เวลาสัก 20 ปีที่ผ่านมาบัณฑิตหนุ่มจากมศว.พิษณุโลก วิชาเอกภาษาอังกฤษได้รับการบรรจุเป็นครูในโรงเรียนไกลโพ้นของจังหวัดพิษณุโลก ที่เต็มไปด้วยความทุรกันดาร ความลำบาก ความเหนื่อยยากอย่างแสนสาหัส  แม้จะย่อท้อต่ออุปสรรคดังกล่าว  แต่ผมก็จำเป็นต้องเดินทางไปสอนมิฉะนั้นจะไม่มีงานทำ โรงเรียนของผมมีครูอยู่ 6 คน สอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6  ผมได้รับมอบหมายจากครูใหญ่(ตอนนั้นผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่ตำแหน่งครูใหญ่ทั้งนั้นยังไม่มีผู้อำนวยการเหมือนกับสมัยนี้)ให้เป็นครูประจำชั้นสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ทุกวิชา  เหตุการณ์ที่ฝังใจมันเกิดขึ้นในวันหนึ่งที่มีนักเรียนในชั้นคนหนึ่งเป็นโรคคางทูมแล้วมาโรงเรียนโดยที่อาการมันเริ่มแสดงออกให้เห็นว่าต่อมน้ำลายโตขึ้นจนสามารถสังเกตุเห็นได้ ด้วยความที่เป็นครูหนุ่มยังมีความคิดที่ขาดการไตร่ตรอง และขาดการคิดถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างเพียงพอ ทำให้ผมใช้สีเมจิกเขียนตัวอักษรภาษาจีนที่แปลว่าเสือลงบนคางที่อวบอูมของนักเรียนคนนั้น เนื่องจากอาการบวมที่คางของนักเรียนคนนั้นเกือบจะหายเป็นปกติเพราะรับเชื้อผ่านมาได้สัก 1 อาทิตย์แล้ว เกิดความอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนคนนั้นหายเป็นคางทูมในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับการได้รับการยกย่องจากแม่ของเด็กให้ผมมีตำแหน่งเป็นหมอรักษาโรคคางทูมอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ผมต้องตกกระไดพลอยโจนรับตำแหน่งด้วยความกระอักกระอ่วนใจ  ผมคิดว่าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาโรคคางทูมผมต้องหาความรู้จากหนังสือ "ไกล้หมอ" วารสารทางการแพทย์ในสมัยนั้นมาอ่านเพิ่มพูนความรู้  อ่านแล้วทำให้ทราบว่า "โรคคางทูม" นั้นเกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อกันทางการหายใจ และสัมผัสน้ำลายของผู้เป็นโรค  เมื่อได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการเป็นไข้ ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูบวมโต ปวดเมื่อเวลาอ้าปาก จะมีไข้อยู่ 5-7 วันโดยประมาณแล้วไข้ค่อยๆลดลงพร้อมกับอาการบวมก็ลดลงตามไปด้วย อย่างช้าที่สุดจะหายเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์ คนไข้เพียงแค่พักผ่อนและกินยาระงับปวดก็เพียงพอสำหรับการรักษาแล้ว  เมื่อผมได้รับความรู้จากวารสารไกล้หมอ (Explicit Knowledge) ทำให้ผมเกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้นและคิดว่าคงจะสามารถใช้ความรู้ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนได้อย่างแน่นอน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาผมจะต้องมีหน้าที่เป็นหมอรักษาโรคคางทูมด้วยการเขียนอักษรภาษาจีนคำว่าเสือ (เลียนแบบจากตัวอักษรภาษาจีนข้างกล่องไม้ขีดไฟในสมัยนั้น) พร้อมกับจ่ายยาแก้ปวดแอสไพรินกับยาแก้อักเสบเพียงเล็กน้อย ผลการรักษาประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ผมซึ่งเป็นครูหนุ่มคนใหม่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน  จะพูดสิ่งใด จะขอความร่วมมือเรื่องใดก็ตามชาวบ้านในละแวกโรงเรียนให้การสนับสนุนโดยไม่มีอาการเกี่ยงงอนใดๆทั้งสิ้นทั้งผู้ปกครองของนักเรียนที่เคยให้รักษาโรคคางทูมและผู้ปกครองที่ไม่เคยให้รักษาต่างก็ยินดีทำตามประสงค์ของผมในทุกเรื่องที่ร้องขอ โรงเรียนได้รับการอุดหนุนทั้งด้านกำลังกาย กำลังทรัพย์ในการพัฒนา

         จนกระทั่งบัดนี้ผมก็ยังไม่ลืมความเป็นหมอรักษาโรคคางทูมของผมเลย  ความจริงแล้วแม้ไม่ผ่านมือของผมนักเรียนที่เป็นโรคก็จะหายไปเองตามอาการของมัน  นับได้ว่าเป็น "เล่เหลี่ยมการประยุกต์ใช้ความรู้" โดยแท้ อภัยให้ข้าน้อยด้วยเถิด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 50571
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

     เป็นเรื่องเล่าที่เห็น Tacit นะครับ แต่ถ้าเป็นในปัจจุบันควรจะได้ระวังการใช้ แอสไพริน นิดนึงครับ อาการข้างเคียงจะเยอะ ด้วยมีฤทธิ์เป็นกรด และยาก็เสื่อมง่ายหากเก็บไว้ไม่ดี
     สำหรับผมชีวิตหมออนามัย ก็เจอฟลุ๊คตอนจบไปทำงานใหม่ ๆ คนคลอดกับหมอตำแยแล้วรกติด (ค้าง) ไปช่วยได้ทัน และคลึงจนรกหลุดลอกออกมาครบ ยังไม่ทันไป รพ. ก็เลยได้รับความเชื่อถือ ทำงานง่าย ประสานงานสะดวก ขอความร่วมมือได้ไม่ยาก ครับ

อิอิ...ไม้ขีดรักษาคางทูม....