เรียนจาก “คำเพื่อน”

 

วันนี้เริ่มต้นชั้นเรียนด้วยให้นักเรียนออกมานำเสนองานการปรับแต่งคำประพันธ์  แล้วลองวิจารณ์กันดูว่าคำของใครให้สัมผัสของความรู้สึกได้ใกล้เคียงกับคำเดิมมากที่สุด 

 

ทั้งเรื่องการเลือกใช้คำให้เหมาะสม และการเรียนรู้จากการฟัง ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่ต้องฝึกฝน

 

 

แรงบันดาลใจจากฝน

 

ภาคเรียนนี้เปิดมาพร้อมกับสายฝน  บทกวีมากมายเกิดขึ้นจากการที่กวีคิดหาคำมาบรรยายถึงความงามของธรรมชาติ  แรงบันดาลใจของกวีทำให้ดิฉันคิดหาวิธีการเพิ่มพูนคลังคำจากเพลงได้สำเร็จ

 

เพลงดีๆ ก็ไม่ต่างอะไรจากบทกวีสั้นๆ  การเรียนรู้คำจากเพลงจึงเป็นทางลัดของการเดินทางสู่คำไพเราะได้ดีที่สุด

 

 

สัมผัสดนตรีกวีรส

 

เพลงเกี่ยวกับฝน ๓ เพลงแรกที่ดิฉันเลือกสรรมาให้ฟังกันในคาบเรียนนี้ คือเพลงฟ้าๆ ฝนๆ จากอัลบั้ม Inspiration  ของกลุ่มนักดนตรีที่ใช้ชื่อว่า Impression เพลงน้ำใจกับสายฝน ของวงคีตาญชลี  และบทเพลงพระราชนิพนธ์สายฝน

พวกเขามีเนื้อเพลงทั้ง ๓ เพลงอยู่ในมือ พร้อมกันนั้นก็ใช้ตาดู หูฟัง ในขณะที่ใจก็ซึมซับลีลาการใช้คำไพเราะจากเพลง ดิฉันให้นักเรียนฟังเพลงไปทีละเพลงโดยไม่บอกชื่อเพลง  และเมื่อเพลงจบลงดิฉันก็ให้คนฟังลองคิดชื่อที่เหมาะสมกับเพลงดูว่าเพลงนี้น่าจะมีชื่อว่าอะไร

 

.....................................................................................

                                                                  กลุ่ม Impression 

 

         ฝอยฝนปรอยๆ  ย้อยๆ ชายคา

ฟ้าๆ ไกลๆ ใสๆ ชวนมอง

ลมพัดฉ่ำๆ ชื้นๆ ละออง

คงเป็นเพราะลมหอบฝนมา

          เขียวๆ ทิวยาว มะพร้าวทิวๆ

ลมไหวใบปลิวทิวพร้าวเอนพา

ซับแสงแดดอ่อน ก่อนฝนจะมา

บ่ายวันนี้หนาน่ามอง

          อืม.................  เมฆครึ้มมา

เสียงลั่นฟ้าดังเสียงกลอง

ลั่นดังฟังรักสอดคล้อง ทำนองหยาดฝน

เป็นเพลงปรายโปรยหล่นลงทั่วพื้นดิน

          ฝอยฝนซาๆ ฟ้าฝนเซาๆ

เหงาๆ มีเพียง เสียงฝนเคยชิน

ลมพัดแผ่วๆ ค่ำแล้วไอดิน

กลิ่นชุ่มดินชื้นชื้นใจ 

          

 

เมื่อเสียงเพลงนี้จบลงก็มีเสียงทายชื่อเพลงดังขึ้นมาหลายชื่อ  แล้วชื่อที่เป็นชื่อเพลงที่ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียวก็ดังขึ้นมาให้ได้ยิน “ฟ้าๆ ฝนๆ” ค่ะ

 

ใจของพวกเขาสัมผัสกับคำกวีเข้าแล้ว !

 

.......................................................