ศิษย์ ม.๕ คนหนึ่งเป็นนักมวย ซ้อมและขึ้นชกตลอด เดือนละไฟต์สองไฟต์ บางช่วงอาจทุกสัปดาห์ เทศกาลงานชุก เช่น สงกรานต์ อาจวันละหลายไฟต์ บ่ายเวทีหนึ่ง เย็นเวทีหนึ่ง ค่ำอีกเวทีหนึ่ง เรียกว่าวิ่งรอกเหมือนดารานักร้องเลย ค่าตัวหรือรายได้จากการชกแต่ละครั้งอยู่ในหลักพัน

การเรียนในห้องดูไม่ตั้งใจ งานก็ทำส่งบ้างไม่ส่งบ้าง บางครั้งขาดเรียนหายไปเฉยๆ ช่วงน้ำหลากปีแล้วหายไปครั้งละหลายวัน แกบอกบ้านน้ำท่วม

กับศิษย์คนนี้เคยสอนมาตั้งแต่แรกเข้าชั้น ม.๑ ความรู้สึกที่ประทับอยู่ในใจ จัดเป็นคนเรียนดี ช่างคิดช่างสงสัย มีเหตุมีผล มีไหวพริบปฏิภาณ เอาใจใส่ต่อการเรียน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ที่รับผิดชอบสอน

แต่มาวันนี้ ม.๕ แล้ว ความรู้สึกเดิมที่มีจืดจางลง จากความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องเรียน เมื่อเดือนที่แล้วอดรนทนไม่ไหว โพล่งออกไปขณะสอนถึงความรู้สึกต่างๆต่อตัวเขา “ครูมีแต่เชื่อว่าเธอไม่ตั้งใจจริง ไม่เอาจริงเท่านั้น ความเฉลียวฉลาด สติปัญญา เธอไม่น่าเป็นรองใคร เมื่อ ม.๑ เธอไม่ใช่อย่างนี้ เธอเป็นต้นๆของห้องในสายตาครู” บ่นเสร็จก็จบแค่นั้น มิได้คาดหวังอะไรจะดีขึ้นแม้แต่น้อย

<p>ต่อมาศิษย์คนนี้กลับตั้งใจเรียนจนผิดสังเกต แม้จะยังไม่เต็มความสามารถเท่าที่เขาควรจะทำได้ แต่แค่นี้ครูก็ชื่นใจแล้ว ให้แสดงความคิดเห็นอะไร แกสามารถนำเพื่อนได้เลย สัปดาห์ก่อนทดสอบการทำงานของเซลล์ประสาท ด้วยการให้เขียนอธิบายคำตอบ แกเขียนได้ดีกว่าใคร</p>ชั่วโมงล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้น ระหว่างรอให้ทุกคนแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือผลัดกันอธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะรับความรู้สึก จู่ๆแกก็เอ่ยปากขึ้น

ศิษย์ : อาจารย์ผมถามอะไรอย่าง
ครู : อะไร?
ศิษย์ : อาจารย์บอกว่าสมองสั่งให้เราทำอะไรใช่ป่ะ?
ครู : อืมม์
ศิษย์ : แล้วอะไรสั่งสมอง?
ครู : (เงียบ! คิดตาม) ก็สมองนั่นแหละ ไม่มีอะไรอีกแล้ว

ศิษย์ : งั้นสมองก็คือตัวเรา คือผมสงสัยว่า ตัวเราอยู่ที่ไหน ตัวเราคืออะไรแน่?
ครู : จะว่างั้นก็ได้ เพราะสมองสั่งให้ทำโน่นทำนี่ หยุดสั่งเมื่อไหร่ก็หมายถึงชีวิตหรือความตาย
ศิษย์ : แล้วจิตใต้สำนึกไม่ใช่สั่งสมองอีกที?
ครู : จิตใต้สำนึกก็จากสมอง

ศิษย์ : อาจารย์เชื่อเรื่องนรกสวรรค์มั้ย?
ครู : ไม่! แต่เชื่อสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
ศิษย์ : ผมก็เหมือนกัน ก็โลกมาจากเศษฝุ่น หิน รวมเป็นก้อน แล้วสวรรค์นรกจะอยู่ตรงไหน
ครู : บรรยากาศมีกี่ชั้น ชั้นไหนลักษณะ ส่วนประกอบอย่างไร เรารู้หมดแล้ว ในโลกเองก็รู้ไปจนถึงแก่นโลก ไม่มีหรอกนรกสวรรค์
<p>ศิษย์ : อาจารย์เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ คาถาอาคม ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก?</p>ครู : ไม่!
ศิษย์ : ลองมั้ย?
ครู : ลองยังไง?
ศิษย์ : วัดบ้านผม ฟันให้เห็นจะๆเลย
ครู : เฉือนหรือกด คมมีดน่ะ?
ศิษย์ : (ทำท่าเฉือนให้ดู)
ครู : ให้ไปนั่งดูฟันคนอื่นเอา อยากรู้เหมือนกัน มีดคมมั้ย เฉือนยังไง?

ศิษย์ : คนทำของที่มีอาคมเป็นพระด้วย
ครู : เป็นพระแล้วไง?
ศิษย์ : พระไม่พูดโกหก
ครู : พระก็งั้นๆ ไม่ดีก็เยอะ
ศิษย์ : ไม่ดียังไง?
ครู : สอนให้คนงมงายนี่ก็อย่าง ในข่าวเห็นมากมาย มีสีกา ดื่มเหล้า ดูหนังโป๊ ฯลฯ

ศิษย์ : แสดงว่าอาจารย์ไม่ชอบทำบุญ?
ครู : ครูเคยเห็นและรู้สึก ไข่เจียวสำหรับชาวบ้านบางครอบครัว จัดว่าเป็นอาหารชั้นเลิศ เพราะความไม่มี แต่ถึงวันพระเขาลงทุนเจียวไข่ไปถวาย ตัวเองยอมอด ขณะกับข้าวในวัดที่พระเตรียมฉัน ตั้งไว้เกลื่อนศาลา
ศิษย์ : อาจารย์ไม่ทำบุญ?
ครู : สอนลูกศิษย์เป็นบุญกุศลอย่างที่สุดแล้ว งานครูคืองานสร้างคน อะไรจะยิ่งใหญ่กว่า ที่ครูพูดนี่พระดีก็มี แต่ที่เห็นและรับรู้ไม่ดีน่ะมีไม่น้อย

ศิษย์ : พระดีเป็นไง?
ครู : พระที่สอนหลักธรรมของพระพุทธเจ้า สอนให้ลดละ โลภ กิเลส ตัณหา เพราะจะสบายใจได้อย่างแท้จริง พร้อมปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ชักชวนแต่ทำบุญ สร้างโบสถ์ ศาลา รั้ว จนวัดใหญ่โตโก้หรู แล้วชาวบ้านได้อะไร นอกจากบุญสวรรค์ ขณะพระเจริญเอาๆ ก้าวหน้าไม่หยุดในเรื่องชั้นยศ มีแต่สะสม มีแต่อภิสิทธิ์ อยู่อย่างสุขสบาย ห้องหับอาคารใหญ่โต แอร์เย็นเฉียบ ขณะชาวบ้านแทบไม่มีจะกิน ทำงานงกๆกลางแดดกลางฝนวันยังค่ำ แต่แสดงตนเป็นผู้ให้ที่ดีเสมอมา ด้วยแรงศรัทธา
ศิษย์ : อาจารย์คิดอย่างนั้น?
ครู : หรือที่เราเห็นมันไม่ใช่
ศิษย์ : พระดีอย่างอาจารย์ว่ามี?
ครู : แยะไป พระป่าที่เคร่งครัด
<p>ศิษย์ : สรุปว่าตัวเราคือสมอง
ครู : ก็สมองสั่งทั้งนั้น
                               </p><p>ศิษย์ : เรานึกอยากไปเที่ยว สมองเราก็นึกเรื่องเที่ยว จู่ๆทำไมอยากไป ไม่มีอะไรสั่งสมองแน่?</p>ครู : นึกอยากไปเที่ยวครั้งแรกที่เกิดก็จากสมอง ทำไมอยากไป ขณะบางคนไม่อยาก บางคนคิดดี บางคนคิดเลว แต่ละคนต่างกันที่ยีนและประสบการณ์ ประสบการณ์หรือการเรียนรู้จะถูกบันทึกไว้ ก็ในสมองอีกนั่นแหละ ส่วนยีนรับมาจากพ่อแม่ ยีนและประสบการณ์จึงเป็นพื้นฐาน ทำให้แต่ละคนคิดหรือรู้สึกต่างกัน อย่างไรเสียส่วนที่สั่งให้เป็นไปหรือคิดทำอะไรก็คือสมอง
ศิษย์ : สมองคือตัวเรา
ครู : ถ้าจะสรุปยังงั้น
ศิษย์ : ผมสงสัยมาตั้งนาน

วันนั้นจบบทสนทนาแบบห้วนๆอย่างปิติสุข เพราะต้องรีบจัดการเรียนการสอนในชั้นต่อ ความเอาจริงเอาจัง ช่างคิดช่างสงสัยและใฝ่ที่จะเรียนรู้ของศิษย์คนที่เราเคยประทับใจคล้ายจะกลับมาแล้ว
<p></p>