อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ด้านกวีนิพนธ์ ปี ๒๕๓๒ เป็นกวีร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "จินตกวี" ผลงานกวีนิพนธ์ของท่านที่ได้ตีพิมพ์เป็นเล่มมีดังนี้ พ.ศ. ๒๕๐๗ กวีนิพนธ์ ของ อังคารกัลยาณพงศ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ ลำนำภูกระดึง พ.ศ. ๒๕๑๕ บางบทจากสวนแก้ว พ.ศ. ๒๕๒๑ บางกอกแก้วกำศรวญ หรือนิราศนครศรีธรรมราช พ.ศ. ๒๕๒๙ ปณิธานกวี พ.ศ. ๒๕๓๐ หยาดน้ำค้างคือน้ำตาของเวลา จากผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลเกียรติคุณต่างๆดังนี้คือ พ.ศ .๒๕๑๕ รางวัลกวีดีเด่นของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประธีป พ.ศ. ๒๕๒๙ รางวัลซีไรต์จากปณิธาณกวี พ.ศ. ๒๕๓๒ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์

ขอยกคำกล่าวของท่าน (ที่ชื่นชอบ) มาแบ่งปันค่ะ

"โดยหลักการ การเขียนกาพย์กลอนต้องโปร่งใส ต้องใช้อิสระเสรี ถึงจะทำได้ดี ก็เหมือนทะเลเวลามีคลื่นลมมาก เรือที่ลอยอยู่ก็สามารถจมได้ บางครั้งอารมณ์ไม่ดีก็ทำไม่ได้"

"การวาดรูปกับการแต่งบทกวีต้องใช้ความคิดกับจินตนาการ อาจจะผิดกันในเรื่องเทคโนโลยีกับเทคนิค แต่ใช้จิตใจดวงเดียวกัน ทั้งงานเขียนรูปและเขียนหนังสือก็ต้องอาศัยมโนคติ บางคนเขาเรียก อิมเมจิเนชั่น ต้องมีจินตนาการความคิด เหมือนคนที่สร้างนครวัด เขาต้องมีภาพมาก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะมีปราสาทขึ้นมา ถ้าเรามีมโนภาพกว้างใหญ่ไพศาล เราก็สามารถสร้างสรรค์อะไรที่ใหญ่โตขึ้นมา ถ้ามีมโนภาพคับแคบก็สร้างสรรค์อะไรอยู่ในกะลาเท่านั้น"

"ไม่ได้คิดอะไร เหมือนเราเกิดมาเป็นต้นโพธิ์ ถึงฤดูกาลใบมันก็หล่นลงมายังพื้นดิน กลายเป็นดิน น้ำ ลม ไฟตามเดิม ใครที่เขาเห็นคุณค่า เขามาไถ่ถามก็ให้เขาไปตามเรื่อง"

"คนอื่นเขาอาจจะไปทำขนมครก ไปรับเหมาทางด่วน ไปทำอะไรก็ได้ แต่กวีต้องเป็นกวีอยู่ทุกลมหายใจ คือโดยหลักจริง ๆ แล้วผมยังเขียนบทกวีอยู่เรื่อย ๆ จะชำระของที่ดูไม่ค่อยเรียบร้อยให้เรียบร้อย ให้หมดจดขึ้น มีถ้อยคำที่ลงตัว คือพูดง่าย ๆว่า ถ้าเราตายไปแล้ว เราก็หมดโอกาสที่จะเปิดฝาโลงขึ้นมาชำระโคลงของเราให้เรียบร้อย คนที่เขียนกวี ถ้าบทกวีชิ้นใดไม่สมบูรณ์ ก็เหมือนเราไปปรโลกแล้วยังมีห่วงอยู่"


 

ขอไว้อาลัยให้กับท่านอาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์

 ขอให้ท่านเดินทางไปสู่สุคติด้วยเทอญ