บล็อคเกอร์ท่านหนึ่ง ได้บันทึกความเห็นที่มีต่อนิพพานไว้อย่างน่าสนใจ

เนื่องจากปัจจุบัน มีการตีความนิพพาน เป็น 3 ลักษณะ คือ เป็นอัตตา (๑) เป็นอนัตตา (๑) ไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา(๑)

ขอคัดลอกบางส่วนจากบันทึกของท่าน (http://www.oknation.net/blog/movie-som/2012/08/21/entry-1 ) มาดังนี้ค่ะ

"นำมาเสนอในชื่อ พุทธวจนะ ความจริงเรื่องนิพพาน ในฐานะที่เป็นฆราวาสคนหนึ่งที่สนใจในพุทธศาสนา กำลังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมพุทธพจน์เดียวกัน ต่างฝ่ายต่างตีความกันคนละแบบ เท่าที่รู้ ขณะนี้ในประเทศไทยมีการตีความคำว่านิพพาน ออกมาเป็นสามแบบด้วยกัน

ตีความว่านิพพานเป็นอนัตตา นี่คือเถรวาทเดิม คือศาสนาพุทธในประเทศไทยที่เป็นเถรวาท โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขสูงสุดของสงฆ์ฝ่ายเถรวาท

ตีความว่า นิพพานเป็นอัตตา สามารถไปถึงสัมผัสได้ ยึดถือได้ ก็จากวัดที่มีชื่อเสียงบางวัดในไทยขอไม่เอ่ยนาม ผู้อ่านคงทราบดี และ

ตีความว่า นิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตาและอนัตตา .... ใจความสรุปว่า ธรรมที่มีเครื่องปรุงแต่ง(สังขตธรรม) หมายถึงสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราเห็นๆกันอยู่ สิ่งของ คน สัตว์ ต้นไม้ ภูเขาทะเล ที่ต้องมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา พวกนี้อยู่ในสภาพเดิมได้ยาก ไม่คงที่ เอามายึดเป็นของตนไม่ได้ ท่านว่านิพพานเป็นอสังขตธรรมไม่มีการปรุงแต่งจึงไม่มีเกิด จึงไม่มีดับจึงไม่ใช่อนัตตาเสมือนไม่มีสภาวะอยู่

เราหยิบพุทธพจน์ในเรื่องนี้ขึ้นมาดู

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

ด้วยสามบรรทัดนี้เกิดการตีความไปกันคนละเรื่องละราว ไม่ใช่เพิ่งเกิดสมัยนี้แต่เกิดมานานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่2-4 เรามาดูการตีความพุทธพจน์ที่ยกมานี้ ว่าความเห็นเรื่องนิพพานทั้งสามมีที่มาการตีความอย่างไร

พวกที่ตีความว่านิพพานเป็นอัตตา อ้างว่าทุกอย่างในโลกต้องคู่กัน ดังนั้นเมื่อเข้าสมาธิ จึงเป็นสังขารทั้งหลายเที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นสุข ธรรมป็นอัตตา ( ธรรมนี้หมายถึง ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมซึ่งอสังขตธรรมนี้หมายถึงนิพพาน ) สรุปนิพพานเป็นอัตตา

ฝ่ายเถรวาทตีความว่า สังขารทั้งหลาย(สังขตธรรม ) ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลาย(สังขตธรรม)เป็นทุกข์ ธรรมเป็นอนัตตา(ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรมๆหมายถึงนิพพาน) เพราะว่าหากพระพุทธเจ้าจะตรัสว่าเพียงสังขตธรรมเท่านั้นที่อนัตตา ท่านควรตรัสว่า

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์

สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา

แต่พระองค์ตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา นี่คือข้อสังเกตสรุปนิพพานเป็นอนัตตา"

"นี่คือที่มาของนิยามว่านิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา หรือ ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง โดยทั้งหมดตีความมาจากพุทธพจน์เดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ใครจะเป็นคนตัดสินเรื่องนี้ เพราะว่าทั้งหมดทั้งสิ้นก็คือพระสาวกชั้นหลัง ที่ตีความมาจากประโยคเดียวกัน ทางออกก็คงต้องใช้ข้อสรุปจากผู้นำที่เป็นประมุขสูงสุด ฝ่ายสงฆ์ คือสมเด็จพระสังฆราช ผู้นำสงฆ์เถรวาทที่ได้บรรยาย เอาไว้ดังนี้

ก็เข้าใจว่าการแสดงแบบเถรวาทนั้นเป็นอนัตตา ซึ่งไม่มีอัตตาตัวตนที่จะสัมผัสได้ ที่จะเห็นได้ ได้ยินได้ ก็ทำให้ไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจยากอย่างหนึ่ง หรือทำให้เข้าใจว่าปฏิบัติไปเพื่อไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไร คล้ายๆกับละลายไปหมด ซึ่งคนจำนวนมากนั้นก็น่าจะยังไม่ชอบ ไม่พอใจ พอใจที่จะไปเป็นอะไรชนิดที่เต็มไปด้วยความสุขไม่มีทุกข์ คือ แปลว่า ให้มีเกิดชนิดที่ไม่ต้องมีทุกข์ ไม่ต้องมีเจ็บ ไม่ต้องมีแก่ ไม่ต้องมีตาย สุขกันตลอด มีตัวตนที่สัมผัสได้ คนส่วนใหญ่ในโลกต้องการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงได้แตกเป็นมหายาน แสดงนิพพานเป็นบุคคลาธิษฐาน ยกบุคคลเป็นที่ตั้ง เพราะว่าตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเดิมนั้น เป็นธรรมาธิษฐาน ยกธัมมะเป็นที่ตั้ง จึงมาแสดงเป็นบุคคลาธิษฐานยกบุคคลเป็นที่ตั้ง สร้างให้เป็นเมืองนิพพานขึ้นมา และให้ธัมมะเป็นบุคคลตัวตนขึ้นมา ให้สัมผัสได้ ให้เห็นได้ ให้ได้ยินได้ แต่อันที่จริงนั้นก็ไม่เห็น ไม่ได้ยิน สัมผัสไม่ได้อยู่นั่นเอง เป็นแต่เพียงว่าทำให้บุคคลที่พอใจในทางนี้ศรัทธา คือความเชื่อเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้านั้นทรงต้องการให้ใช้ปัญญา คือตัวความรู้เป็นหลักสำคัญ

(สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ลักษณะพุทธศาสนาหน้า 162 163)

ขอเสริมในเรื่องตีความพุทธพจน์เดียวกันแต่ออกไปคนละเรื่อง หลังสมัยพุทธกาล ศาสนาพุทธได้แยกออกเป็นสองนิกายใหญ่ๆ คือเถรวาทที่ยึดเอาพระสูตรเป็นหลักไม่ขอแก้ไข ใดๆ กับมหาสังฆิกาวาทที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายเถรวาท

ประมาณพุทธศตวรรษที่สอง ฝ่ายเถรวาท ได้แตกออกไปอีกสองนิกาย คือเหมวันตวาท กับ สรวาสติวาท ๆยังแยกออกไปอีกเป็น นิกายเสาตรนกวาทิน ในบาลีเรียกว่าสุตตวาที นิกายสุตตวาทีนี้มีความเชื่อว่า อสังขตธรรมหรือนิพพานนี้ไม่มีสภาวะอยู่แม้โดยปรมัติถ์ เนื่องด้วยอสังขตธรรมเป็นการปฏิเสธสังขตธรรม นั่นคืออสังขตธรรมอันเป็นที่สาบสูญแห่งสังขต สภาวะมีอยู่ด้วยตัวมันเองแห่งอสังขตธรรมจึงหามีไม่ ในครั้งนั้นมีการอภิปรายปัญหาเรื่องนี้ระหว่าสรวาสติวาท กับ สุตตวาที โดยฝ่ายสรวาสติวาทถือว่า นิพพานเป็นสภาวะที่อยู่ด้วยตัวมันเองเป็นเอกเทศ เป็นอารมณ์แห่งมรรคจิต ผลจิต ฝ่ายสุตตวาทีถือว่าไม่มีสภาวะนิพพานอยู่โดยเอกเทศ หรือพูดว่าความไม่มีแห่งสังขตะคืออสังขตะๆไม่มีสภาวะ

ฝ่ายเถรวาทเอียงมาฝั่งสรวาสติวาทิน ด้วยถือว่าอสังขตธาตุเป็นสภาพที่มีอยู่โดยปรมัติถ์ พระนิพพานเป็นอารมณ์แห่งจิต เป็นสภาพที่บุคคลพึงบรรลุด้วยมรรค และได้ยกพุทธพจน์ ว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่งสภาพอันนั้นมีอยู่ที่ไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม ฯลฯ

ทรรศนะเรื่องอสังขตะไม่มีสภาวะ ภายหลังได้เป็นสมุฏฐานสำคัญอันหนึ่งที่ให้กำเนิดแก่ปรัชญา ศูนยตวาทินของลัทธิพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน อย่างไรก็ตามนี่เป็นปัญหาปรมัติถ์ธรรมอันลึกซึ้งยากที่จะรู้ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด เพราะนิพพานนั้นรู้เห็นเฉพาะตัว เพียงแต่ว่าฝ่ายเถรวาทสรุปว่าธรรมทั้งปวงคือ สังขตธรรมและอสังขตธรรมที่รวมนิพพานด้วยเป็น อนัตตา ความเห็นนี้ก็สืบต่อมาจนปัจจุบัน ดังนั้นสงฆ์ฝ่ายเถรวาทในประเทศไทยจึงยึดแนวทางดังกล่าว"

"พุทธศาสนิกชนอย่างเราๆท่านๆย่อมไม่มีปัญญาญาณที่จะไปแยกถูกผิด และก็ไม่ต้องมาทะเลาะกันด้วย เพราะทะเลาะกันบนพื้นฐานที่ไม่รู้จริงของฆราวาสด้วยกัน ก็รังแต่อับอายศาสนาอื่นเปล่าๆ

ผมออกเอ็นทรี่นี้มาทำไม ขอชี้แจงเป็นลำดับดังนี้

1.เมื่อสมัยพุทธกาลที่พระศาสดายังอยู่ อันใดไม่แจ้งย่อมมีพระองค์เป็นที่สุด

2.หลังพระศาสดาดับขันธ์แล้ว การตีความพุทธพจน์บทเดียวกันจึงแยกออกมาหลายความหมาย ถ้าไม่นับนิกายมหาสังฆิกะที่แยกออกไปเพราะต้องการบัญญัติใหม่ เอาเฉพาะเถรวาทที่ตีความพระสูตรเดียวกันแท้ๆยังแตกแยก ออกไปถึงสิบกว่า นิกาย ด้วยต่างฝ่ายต่างเชื่อในการตีความของอาจารย์ตน

3.ผู้ศึกษาพุทธศาสนาควร ที่จะยึดพุทธพจน์เป็นหลักก่อน แต่การศึกษาพุทธพจน์นั้นบางสูตรเข้าใจยาก ถึงได้มีอรรถกถามาอธิบายความ อรรถกถาหรือบางคัมภีร์ก็ยังอ่านไม่เข้าใจ ก็ต้องพึ่งพระเถระที่บางรูปแม้ดับขันธ์ไปแต่ท่านยังทิ้งผลงานเอาไว้ให้ศึกษา กับพระเถระที่ยังมีชีวิตอีกหลายๆรูปหรือพระอาจารย์ทั้งหลายที่มีความสามารถอธิบายถ่ายทอดให้เราเข้าใจได้

4.เมื่อเราศึกษาไปถ้าเป็นทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นพระรูปใดสอนก็ตาม ถ้าเรารู้สึกว่า

4.1มีความสงบมากขึ้น

4.2ละคลายการยึดติดทั้งตัวตนและผู้อื่น รวมทั้งสิ่งของต่างๆไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบ

4.3มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน มีการสันโดษในผล แต่ไม่สันโดษในเหตุ

4.4เริ่มมองเห็นสรรพสิ่งทั้งมวลหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ว่าน่าสงสารต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะมีใจอยากช่วยเหลือหมู่เหล่านั้น แต่จิตตนเองก็ไม่หดหู่เบื่อหน่ายจนไม่อยากอยู่ในโลก แต่กลับมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตที่เป็นกลาง เช่นดูฟุตบอล ดูหนัง ดูการเมือง ก็ไม่เกิดอารมณ์ที่ยินดียินร้าย ต่างๆเหล่านี้ นี่คือนิมิตหมายที่ดีที่จะบอกว่าเราก้าวเข้าสู่ทางธรรมตามที่พระศาสดาได้ชี้บอกทางไว้

เหล่านี้ค่อยๆศึกษาไปเถิด ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นิพพานจะถึงหรือไม่ไม่ใช่สาระ เพราะอย่างไรน้ำที่ไหลลงจากเขาก็ย่อมไหลลงสู่แม่น้ำและทะเลอยู่แล้ว ถึงตรงนั้นเราจะมาสนใจทำไมว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือ อนัตตา หรือ ไม่ทั้งอัตตาและอนัตตา ทั้งหมดที่เรียกก็สักแต่ว่าชื่อ

5.การที่มีผู้เขียนบล็อกศาสนา จึงไม่ควรที่จะมีการยกตนข่มกัน ว่าของเรามาจากพุทธพจน์ ของคนอื่นไม่ใช่ ตัวอย่างที่ผมแสดงมายืดยาวขนาดนี้ก็เพื่อชี้ให้ดูว่าในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธก็เป็นเช่นนี้ ตีความสูตรเดียวกันแท้ๆ ดังนั้น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างชาวพุทธเป็นเรื่องที่ควรกระทำ พระพุทธเจ้าสรรเสริญนัก เพราะจะช่วยจรรโลงศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้นไป พระศาสดาท่านจากไปแล้วเพราะท่านวางใจว่าชาวพุทธได้ศึกษาจริง ปฏิบัติจริง มีความรู้พอที่จะปรับวาทะกับลัทธิอื่นๆได้ ขออย่าให้พระองค์ต้องผิดหวังเลย"