ความเป็นอัตตา หรือ อนัตตานั้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้นั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงและตรัสไว้ในพระสูตรเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนการที่จะตีความต่างๆ นั้น ก็เป็นเพียงการนึกคิดของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่เข้าใจและไม่เข้าใจในหลักพระพุทธศาสนา

 

     ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เกี่ยวกับความเป็นอนัตตานะครับ เช่น เรื่อง สิว ที่ทุกท่านเคยเป็นและไม่เคยเป็นก็ตามที เมื่อเราพิจารณาจะเห็นได้ว่า สิวนี้ มีสวภาวะอยู่ 3 สวภาวะ คือ เกิดขึ้น (รู้สึกเจ็บๆ) ตั้งอยู่ (ชั่วขณะหนึ่ง) และดับไปในที่สุด สภาพที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ถ้าเรามองแบบพระพุทธองค์ก็ต้องทราบดีว่าเป็นหลักไตรลักษณ์ และเป็นสภาพของความเป็นอนัตตา เพราะว่า สิว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เราไม่สามารถที่จะควบคุมหรือบังคับสิวได้เลย ว่าสิว ไม่ต้องเกิดนะ และไม่ต้องมีไม่ต้องเจ็บ สภาพที่เป็นแบบนี้เราจึงเรียกว่าเป็น อนัตตา

 

     ส่วนการเป็นอัตตานั้น ผมคิดว่าเกิดจากที่คนเราได้เรียนรู้เรื่อง จิต และการสันตติของจิต ว่าจิตนั้นมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปอยู่ทุกขณะจิต แต่จิตที่เกิดขึ้นใหม่นั้น ก็ไม่ใช่จิตดวงใหม่ แต่เป็นจิตดวงเก่าที่อาศัยการสันตติจากจิตอีกดวงหนึ่ง แล้วเกิดขึ้นเป็นจิตอีกดวง สวภาวะแบบนี้นี่เองที่ทำให้คนเราสามารถตีความได้ไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าเมื่อจิตอาศัยจิตอีกดวงเกิด และจิตดวงเก่าก็ไม่ได้ไปไหน แต่เป็นการผ่าน โดยสันตติ สวภาวะแบบนี้ จิตก็น่าจะเป็นอัตตาสิ ถ้าคนที่ไม่เข้าใจจริง ๆ ผมคิดว่าก็อาจเชื่อได้ว่าจิตเป็นอัตตา (และในพระสูตรพระพุทธองค์ก็ไม่เคยกล่าวถึงเรื่องอัตตาไว้ กล่าวเพียงเรื่องอนัตตา เมื่อไม่กล่าวก็ไม่ใช่ว่าไม่มี อาจจะมีก็ได้ เกิดการตีความไปกันใหญ่ของผู้รู้และไม่รู้ )

 

     การสันตตินี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นการกล่าวเพียงเพื่อให้เราได้เห็นว่า ผลของกรรมนั้น ที่เราได้ทำไว้ในชาตินี้ แม้ว่าเราจะเกิดในชาติใหม่กรรมที่ทำให้ชาตินี้ก็จะติดตามไปได้ (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) เพราะกรรมย่อมเป็นวิบากกรรมของแต่ละคน (คนคิดมากก็อาจเกิดคำถามอีกว่า เมื่อตามมาได้ แสดงว่าเป็นอัตตาสิ เพราะกรรมมันเที่ยงแท้ สามารถตามเรามาได้) และผลของกรรมที่จะเกิดขึ้นก็ตามแต่ว่า กรรมไหนมีอำนาจหรือแรงมากกว่ากัน และเราอาจเหลืวิบากกรรมอีกเยอะ แต่ถ้าล่วงเวลาไปกรรมที่เหลืออาจไม่ส่งผลแล้วก็ได้ เป็นอโหสิกรรม กล่าวคือเราทำกรรมไว้สัก 10 เรื่อง เราอาจรับผลของกรรมไปเพียงแค่ 3 เรื่อง อีก 7 เรื่องกลายเป็นอโหสิกรรมไป คือสิ้นสุดกรรมไป

 

     ส่วนการที่บอกว่าไม่ใช่ทั้งอัตตาและอนัตตานั้น ผมคิดว่า เกิดจากการไม่แน่นอนของผู้กล่าว ว่านิพพานนั้นจะเป็นอย่างไรแน่ จึงได้ยกเอาคำว่านิพพานนั้น ไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา คือ ยกให้สูงไว้ แต่แล้วก็ไม่สามรถสรุปได้แน่นอนว่าเป็นอะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้น อาศัยความรู้ทางโลก และไปตีความไม่ได้นะครับ เหมือนกับพระบางรูป (เปรียญธรรม 9 ประโยค) ที่มีชื่อเสียง ได้ออกรายการทีวีบางช่อง และพูดว่า ถ้าพระพุทธองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ถึงปัจจุบันนี้ พระพุทธองค์ก็คงจะกำลังอยู่ที่กุฎิและทรงเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ก็ได้ ผมคิดว่าท่านพูดได้อย่างไร ท่านไม่น่าเอาความคิดปุถุชนของท่านไปเทียบกับความคิดของพระอริยะเลย (แม้จะคิดก็ผิดแล้วครับ) เพราะภูมิธรรมต่างกัน ความตั้งใจต่างกัน ถ้าเราอ่านเรื่องพระพุทธองค์ จะเห็นได้ว่า เมื่อมีผู้มาฟังธรรมจำนวนมาก พระพุทธองค์ก็สามารถแสดงธรรมได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียงเลย นี้ก็เป็นสิ่งที่ประจักษ์อย่างหนึ่งแล้วว่า ท่านเป็นผู้เลิศ ท่านเป็นผู้ประเสริฐ เราไม่อาจก้าวล่วงความคิดหรือภูมิธรรมของท่านได้

 

     กระผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ เรียนรู้และศึกษาเสมอ และการที่ได้แสดงความคิดเห็น และมีผู้ตอบหรือแย้งนั้น อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเกิดปัญญาได้ ในมุมมองที่เราอาจไม่ได้คิด ขอบคุณที่นำหัวข้อดีๆๆมาเสนอนะครับ