ภาพที่ ๑ ต้นไผ่กำลังงอกและเติบโต ปลูกชำกิ่งจากตอเล็กๆ เมื่อช่วงวันพืชมงคลของปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ได้เหง้ามาจากบ้านย่า อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี นำมาปลูก ๕ ตอ แห้งและถูกน้ำท่วมตายไป ๔ ตอ แต่ ๑ ตอที่เหลือก็งอกงามได้ดี อีกสักพักหนึ่งก็คงจะแยกปลูกขยายไปอีกได้หลายหน่อ

เส้นตรง : เพราะมีสิ่งนี้ จึงมีและจึงเป็นสิ่งนี้  

ที่บ้านผมหญ้าขึ้นงดงามมาก สารพัดชนิดของหญ้า แรกเลยนั้น ผืนดินเดิมเป็นที่ทำนาข้าว พอนำมาใช้ทำบ้านอยู่อาศัย เว้นปลูกข้าวไปพักเดียว หญ้าและวัชรพืชมากมายหลายอย่างก็ขึ้นมาแทน ที่ร้ายหนักเข้าไปอีกก็ตรงที่มีต้นไมยราพกับเถาไม้เลื้อยเถาเล็กๆแต่หนามเยอะ คม และตำแล้วก็จะปวดแสบ ขึ้นแทรกไปตามพงหญ้า ผมต้องตัดหญ้ารอบแรกโดยใช้เวลาอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ จากนั้น จึงตัดซ้ำอีกหลายรอบโดยเว้นช่วงรอบละเดือนสองเดือน ใช้เวลาเกือบข้ามปี

เมื่อตัดหลายรอบจึงพบว่าชนิดของหญ้าที่งอกขึ้นใหม่นั้นจะเริ่มเปลี่ยนไป ต้นไมยราพและเถาไม้เลื้อยที่มีหนามราบไปตามผืนดิน กับกอไม้ขนาดเล็ก หายไปเกือบหมด หญ้าที่งอกขึ้นชุดใหม่กลายเป็นหญ้าเล็กๆจำพวกแห้วหมู แต่ก็ขึ้นหนาแน่นมาก หากไม่ดูแล ปล่อยไว้ข้ามเดือนสักครั้งสองครั้ง ก็จะกลายเป็นงานที่หนักกว่าเดิมหลายเท่า ที่สุดก็ต้องทำเองอยู่ดี หากจะต้องทำอยู่ในสภาพเดิมอย่างนี้ ก็เห็นอนาคตตนเองเลยว่า นอกจากตัดหญ้า ดูแลต้นไม้ ทำสวน ทำนาแล้ว ก็ไม่เหลือเวลาและสมาธิไปทำอย่างอื่นเป็นแน่

ภาพที่ ๒ ทุเรียน

เมื่อคิดดังนี้แล้ว ก็เลยคิดหาวิธีสร้างระบบนิเวศให้ต้นไม้และธรรมชาติช่วยดูแลควบคุมความสมดุลกันเองให้ สูตรแรกที่จะต้องขอประเดิมสักปีหนึ่งก่อนเพราะยังไม่รู้ว่าจะได้ผลอย่างที่คิดหรือไม่ก็คือ ใช้วิธีปลูกพืชยืนต้นคลุมหญ้า ทั้งผลหมากรากไม้และไม้ให้ร่มเงา เพื่อให้โต และเมื่อแผ่กิ่งใบให้ร่มเงาคลุมดินเชื่อมต่อกันแล้ว พวกหญ้าต่างๆก็น่าจะหมดไป

วันเสาร์ที่ผ่านมาเลยขายความคิดและชวนภรรยาไปเดินเลือกซื้อต้นไม้กันที่กาดวัวได้ ๖ ต้น ทุเรียน ๑ ต้น มะยงชิด ๒ ต้น ลองกอง ๑ ต้น ละไมซึ่งคล้ายมะไฟ ๑ ต้น มะม่วงโชคอนันต์ซึ่งหอมหวานและเนื้อแน่นอีก ๑ ต้น  สมทบกับที่มีอยู่แต่เดิมในสวนและรอบๆบ้าน ทั้งลำใย ๔ ต้น กระท้อน ๑ ต้น ชมพู่ ๔ ต้น และอื่นๆ หว้า ชมพู่น้ำดอกไม้ มะม่วง ไผ่  ฝรั่ง ซึ่งถ้าหากโตเต็มที่และเต็มพื้นที่ในสองสามปีข้างหน้า ก็น่าจะเป็นดงผลไม้ย่อมๆได้เหมือนกัน

กระนั้นก็ตาม ผมก็ต้องพยายามย้ำแล้วย้ำอีกกับภรรยาอยู่เสมอว่า อย่าได้คิดปลูกต้นไม้ทำสวนเพียงเพื่อได้ชื่อว่าทำสวนหรือมีสวนไว้พักผ่อนหย่อนใจเด็ดขาด แต่ต้องปลูกต้นไม้ให้ได้มากกว่าการทำสวน เพราะเท่าที่มีชมพู่และต้นลำใยอยู่ไม่กี่ต้นนั้น เราก็ไม่มีแรงงานและทุนจ้างคนมาทำอย่างไรได้เลย นานๆครั้งเมื่อสามารถออกแรงเองห่อดอกกันแมลงวันทองวางไข่ได้ทัน ก็จะได้ชมพู่งามๆไปฝากญาติพี่น้องและคนที่เคารพนับถือ รวมทั้งอาจจะเก็บไปขาย ปีหนึ่งก็จะได้ไม่เกินพันบาท ในขณะที่ต้นทุนทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นเป็นแสนบาท นอกนั้นก็ต้องปล่อยให้ร่วงหล่น เน่า แล้วก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องเดินเก็บกวาดแทบทุก ๒-๓ วันตลอด ๒-๓ เดือนในช่วงฤดูออกผล หาไม่แล้วก็จะเน่าและเกิดน้ำตาลเรียกมดคันไฟออกมาทำรังกระจายไปทั่วบริเวณบ้าน การทำสวนสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำอย่างจริงจังทั้งชีวิต จึงนับว่าเป็นของเล่นราคาแพงและจะกลืนกินต้นทุนชีวิตให้เลื่อนลอยสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย  

นอกจากนี้ ก็จะทำให้ทั้งผมและภรรยา ต้องละทิ้งสิ่งที่จะได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงาน  ให้ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในช่วงที่ไม่ได้มีเป้าหมายชีวิตอยู่เพียงแค่มีงานทำและมีเงินเดือนใช้ หากปลูกต้นไม้และต้องการทำสวนเพื่อมุ่งได้ผลผลิต ก่อเกิดรายได้ ก็จะกลายเป็นการทำให้คนทำงานวิชาการในแนวที่กำลังทำอยู่เสียไป ๑ คน และในแนวที่ภรรยาทำอยู่ก็เสียไป ๑ คน พร้อมกับจะมีเกษตรกรที่เสียทักษะดั้งเดิมไปตั้งนานแล้วกลับมาเริ่มเป็นเกษตรกรแย่ๆ ในช่วงที่วัยใช้แรงงานได้ดีผ่านไปแล้ว เพิ่มขึ้นมาอีก ๒ คน

ภาพที่ ๓ ละไม

ดังนั้น ด้วยพื้นฐานความเป็นมาที่สั่งสมไว้กับตนเองอย่างนี้ แม้นจะปลูกต้นไม้และทำสวนก็อย่าได้คิดแบบเป็นชาวสวน ที่จำเป็นต้องมุ่งปลูกต้นไม้ปลูกข้าวเพื่อทำสวนทำนาไร่ แต่ต้องมุ่งปลูกต้นไม้เพื่อทำบ้านให้เป็นต้นทุนชีวิตสำหรับทำงาน ใช้เป็นสถานที่ทำงานเพื่อสังคมอยู่กับบ้าน ได้อยู่ใกล้ชิดกับธํรรมชาติ ได้เรียนรู้ตนเองอย่างลึกซึ้ง ได้ปัญญาจากการปฏิบัติและเข้าถึงธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิต เพื่อเป็นทุนสำหรับทำงานด้วยการมีเครื่องมือกลั่นกรองความรู้และสามารถเลือกสรรสิ่งดีๆที่ได้ใคร่ครวญตรวจสอบไปบนการปฏิบัติจริงในชีวิตไปให้ผู้อื่น ได้ความร่มรื่น ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ปัญญาและความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตและธรรมชาติ ได้วางจุดหมายชีวิตไว้กับความสงบสุขและความงอกงามของชีวิตด้านใน เพื่อได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างที่มี ทำงานให้กับสังคมและผู้คน ให้มีกำลังความเป็นอิสรภาพออกจากสิ่งต่างๆ มากยิ่งๆขึ้น

ภาพที่ ๔ มะม่วงโชคอนันต์

เส้นโค้ง : ความเป็นจริงและผลที่ได้ ไม่ได้อยู่บนระนาบเดียวกันกับสิ่งที่วาดหวังเสมอไป

เรานำเอาต้นไม้มาวางพักไว้ ๒-๓ วัน เมื่อวานนี้  หลังจากนั่งเขียนงานชิ้นหนึ่งเสร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว ผมก็คิดทำกิจกรรมเฉลิมฉลองกับตัวเองสัก ๒-๓ รายการ  คือ กวาดเก็บกองใบไผ่ ๒ กอหลังบ้านเพื่อได้พื้นที่ลานดินอันร่มรื่นที่อยู่ใต้กอไผ่คืนมาจากความรกเรื้อ ขุดหลุมปลูกต้นไม้ที่ไปหามาแล้ว ๖ ต้น และหลังจากนั้น ก็จะปิดท้ายวันด้วยการเข้าเวียง ไปดูการแสดงงานศิลปะ ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นวันเปิด และวันเปิดนั้น รูปแบบโดยทั่วไปแล้ว ก็จะเป็นวันที่เราจะได้ใชมงานศิลปะพร้อมกับได้ฟังแนวคิดจากศิลปิน รวมทั้งจะได้รับสูจิบัตรด้วย วันอื่นๆก็ไปได้ แต่ผมอยากไปวันเปิด

หลังจากทำลานใต้กอไผ่ให้เตียนโล่งอย่างที่คิดได้แล้ว ผมก็เดินขุดหลุมและเตรียมดินปลูกต้นไม้ทั้ง ๖ ต้น เดินจนแทบขาลากเพราะไม่อยากหยุดพัก ประเดี๋ยวจะไปดูการแสดงงานศิลปะไม่ทัน กระทั่งเสร็จเอาเมื่อ ๖ โมงเย็นกว่านิดหน่อย ซึ่งเป็นเวลาเปิดการแสดงงานศิลปะไปแล้วพอดี แต่ก็ยังคิดว่าอาบน้ำสัก ๕ นาทีแล้วก็ขับรถไปกัน เมื่อไปถึงก็คงจะเป็นช่วงเวลาที่กำลังน่าพักผ่อนไปกับการเดินดูงานพอดี  

ครั้นพออาบน้ำเสร็จ ภรรยาก็ลองโทรศัพท์ถามน้องเพื่อนบ้านซึ่งได้รับการร้องขอให้ไปจัดอาหารและเครื่องดื่มอยู่ในงานแล้ว ก็ได้ทราบว่า งานได้เปิดและกำลังจะปิดแล้ว เป็นอันว่าไม่ได้ไป แต่ก็นับว่าดี เพราะได้ใช้เวลาไปกับปลูกต้นไม้ไปพอสมควรแล้ว แม้จะไม่ได้ไปชมงานศิลปะ การปลูกต้นไม้ก็ให้อารมณ์ความเป็นศิลปะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน

ภาพที่ ๕ ลองกอง

วงกลม : ผืนดินกับต้นไม้ การบรรจบ ทับซ้อน เป็นสิ่งเดียวกันของการสิ้นสุดและเริ่มต้น  

ตอนที่ปลูกต้นไม้นั้น ผมเดินดูทั่วบริเวณเพื่อให้ตำแหน่งการปลูกกระจายกลมกลืนไปกับต้นไม้ที่มีอยู่แต่เดิมและได้ทำเลเข้ากับลักษณะที่คนขายให้ข้อมูลแนะนำว่ามะยงชิดนั้นต้องขุดหลุมลึกและใส่ปุ๋ยใส่ดินจนเกือบเต็มแล้วจึงวางต้นไว้ในระดับเกือบปากหลุม จากนั้นจึงใช้ดินกองพูนขึ้นที่โคนต้น ทั้งต้องจัดให้อยู่ในที่ที่มีแดดแต่เพียงรำไร หากปลูกกลางแจ้งต้องหาวิธีช่วยบังแดดให้ ทุเรียนก็ต้องเลือกปลูกตรงที่มีแดดรำไรๆ แต่ไม่ต้องปลูกที่ระดับปากหลุม 

คนขายมีอัธยาศัยและแนะนำเรื่องต้นไม้กับวิธีปลูกให้ผมกับภรรยาฟังเป็นอย่างดี แต่ผมก็จำไม่ค่อยได้ เลยใช้วิธีเตรียมหลุมและวิธีปลูกโดยใช้หลักคิดเกี่ยวกับเมล็ดและผลไม้ ว่าการเตรียมดินและบทบาทของหลุมปลูกไม้อ่อนนั้น  เหตุผลที่ว่าเราควรจะใส่ใบไม้ ปุ๋ย ดิน และน้ำ อย่างไรจึงจะเหมาะสม ก็น่าจะเปรียบได้กับการเตรียมและการจัดการตนเองของต้นไม้ ที่กอปรกันขึ้นเป็นเมล็ดและผลไม้นั่นเอง โดยเมล็ดและผลไม้นั้น เรามักจะเห็นได้ว่าเปลือกกับเนื้อผลไม้ชั้นนอกกับเปลือกเมล็ดและใบเลี้ยงในเนื้อเมล็ด เหล่านี้นั้น ก็เหมือนกับการห่ออาหารและการเตรียมสัมภาระ ที่ต้นไม้เตรียมเดินทางให้กับต้นอ่อนอีกรุ่นหนึ่งถัดจากตนเองนั่นเอง

ภาพที่ ๖ มะยงชิด

โครงสร้างของผลไม้และเมล็ด ก็จะเห็นว่าอาหารที่จำเป็น ที่หน่ออ่อนของต้นไม้จะต้องใช้ในระยะแรกเพื่อที่จะงอกออกจากเมล็ด จะอยู่ในส่วนที่ต้องพร้อมใช้ได้เลย ดังนั้นจึงเก็บไว้ที่ชั้นใน ซึ่งก็คือกลีบเมล็ดที่จะเป็นใบเลี้ยง จากนั้น ที่เปลือกเมล็ด กว่าต้นไม้จะงอกรากและเริ่มหยั่งลงดิน เปลือกนอกก็จะยุ่ย จึงสามารถเป็นอาหารสำรอง รับช่วงหล่อเลี้ยงต้นอ่อนในลำดับต่อจากเนื้อในเมล็ด ส่วนเนื้อผลไม้และเปลือกนอกก็จะย่อยสลายดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ รอต้นอ่อนแตกรากและเลี้ยงตนเองให้เติบโตในลำดับต่อไป เมื่อหมดชั้นที่สามนี้แล้ว รากและลำต้นก็จะแข็งแรงพอที่จะแตกรากชอนไชและย่อยแร่ธาตุจากดินให้ตนเองได้อย่างเพียงพอ

ด้วยหลักคิดเอาเอง เพื่อให้ได้ลองทำกันดูจริงๆก่อนสักครั้งดังกล่าวนี้ ผมจึงเตรียมดินในทุกหลุมเหมือนการบรรจุอาหารสำรองให้กับต้นไม้แต่ละต้นเป็นหลายชั้น เหมือนกับเมล็ดจะมีอาหารให้ต้นอ่อนอย่างน้อยก็ ๓-๔ ระยะ ชั้นในสุดก็เป็นดินที่ติดอยู่กับราก มีปุ๋ยและน้ำผสมห่อหุ้ม ชั้นที่สองก็เป็นดินซุยและปุ๋ยอินทรีย์ที่พร้อมใช้ ชั้นที่สามก็เป็นฟางและเศษใบไม้ ซึ่งไม่นานก็จะถูกย่อยและเป็นอาหารสำรองให้ต้นไม้ในระยะต่อไป จากนั้นก็เป็นกองดินยกขอบสูงเพื่อรองรับน้ำให้โคนต้นชุ่มฉ่ำ นึกดูแล้วก็สนุกและทำให้มองไปในวันข้างหน้าเพื่อรอดูว่าจะเกิดผลอย่างไรบ้าง

มองดูดินและใบไม้เปื่อยยุ่ยหลายระดับกับต้นไม้ที่กำลังเตรียมปลูกแล้ว ผมก็เหมือนกับเห็นเอกภพเป็นวงกลมที่เชื่อมกันอยู่ตรงที่ดินกับต้นไม้มาเจอกัน  ความสิ้นสุดเสื่อมสลายที่กลายสู่ดิน กับต้นไม้ ซึ่งเป็นการเกิดจากดินสู่การเริ่มต้นของชีวิต กำลังผสมผสานเป็นสิ่งเดียวกัน หากนับว่าสรรพสิ่งมีจุดสิ้นสุด ที่เห็นอยู่บนการเสื่อมสลายสู่ดิน ก็มีความก่อเกิดและจุดเริ่มต้นที่ผุดขึ้นเป็นหน่อออ่นของไม้พันธุ์ ซึ่งอีกไม่นานก็จะคืนสู่ดิน เป็นวงจรต่อเนื่องทับซ้อนอยู่บนตำแหน่งเดียวกันให้เห็นอยู่ด้วย จึงทั้งไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด และทุกจุด ต่างก็เป็นการสิ้นสุดและการเริ่มต้นไปพร้อมกัน

แม้ไม่ทันได้ไปดูการแสดงงานศิลปะ ผมก็ได้เห็นและซาบซึ้งชิ้นงานศิลปะอยู่ในกระบวนการปลูกต้นไม้ เป็นศิลปะนามธรรมของการวาดเส้นที่ไม่มีชื่อ (Untitle Abstract Drawing) เป็นสัจจภาวะที่อยู่เหนือประสบการณ์เชิงสัมผัส มองไม่เห็น และสัมผัสไม่ได้ แต่ต้องรู้สึกและสามารถตระหนักรู้ได้ด้วยจิต.