สวัสดีครับ sr ครับ

มิติหนึ่งที่เน้นการได้กล่อมเกลาวิธีคิดและวิธีมองโลกนี่ ทำให้กระบวนการเรียนรู้และการสร้างความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ได้ก้าวเดินแบบเส้นตรงและทิ้งของเก่าหาของใหม่ร่ำไปอยู่เสมออย่างเดียวนะครับ เพราะพอวิธีคิด วิธีมอง เกิดการเรียนรู้ และได้สติปัญญาอย่างใหม่หรือในอีกความหมายใหม่ โอกาสต่างๆก็อาจจะอยู่ในสิ่งใกล้ๆตัวและมีอยู่แล้วนั่นเอง  

ข้อปรารภของคุณ sr ทำให้ผมนึกถึงครั้งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากลูกศิษย์ชาวศรีลังกาในระหว่างที่ผมพาพวกเขาไปเดินเรียนรู้นอกห้องที่เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ที่นั่นมีศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และส่วนหนึ่งมีการสาธิตการทำนาข้าวแบบโยนกล้า ซึ่งเป็นที่สนใจของชาวนาไทยและคนไทยมาก

แต่ปรากฏว่า ข้าวนาโยนแบบที่เราคิดว่าเป็นนวัตกรรมสำหรับการทำนาของชาวนาไทยนั้น เขาบอกว่ามันเป็นวิธีปรกติของชาวลังกาเลยทีเดียว แต่ขณะเดียวกัน เขาเห็นดงธูปฤาษี วัชรพืชที่ขึ้นรกเรื้อเต็มไปหมดตามข้างถนน เขาคิดว่าเป็นสวน พอทราบจากที่ผมบอกว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ เลยเต็มไปด้วยต้นธูปฤาษี เขาก็กลับบอกว่า นี่(ต้นธูปฤาษี)หากเป็นบ้านเขาที่ศรีลังกา ชาวบ้านก็ได้ลงเก็บหน่อขึ้นมากินและขายกันสนุกไปเลย เป็นอย่างนั้นไป

เลยก็กลายเป็นว่า สิ่งใดจะมีประโยชน์และมีคุณค่า กระทั่งจะเปล่าประโยชน์หรือไม่อย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสังคมวัฒนธรรมและความเห็นจากการกำหนดรู้ของมนุษย์เรามากจริงๆเลยนะครับ ในมรรคแปดที่จะเริ่มต้นที่การให้มีสัมมาทิฏฐิ จากนั้น ก็ให้ความมีใจเป็นสัมมาเป็นตัวนำในทุกข้อ เหล่านี้นี่ ก็นับว่ามีนัยสำคัญต่อการเห็นความเป็นจริงข้อนี้อยู่เหมือนกันนะครับ