อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันเชื้อสายยิวสัญชาติสวิสและอเมริกัน (ตามลำดับ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 …ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก "การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี"…ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะ ความนิยมในตัวของเขา ทำให้มีการใช้ชื่อ "ไอน์สไตน์" ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ให้เป็นเครื่องหมายการค้า…ในทุกวันนี้ ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดี ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ
จิระนันท์ พิตรปรีชา (เกิด 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498) ที่ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปัจจุบันเป็นนักเขียน และผู้จัดทำบทบรรยายภาพยนตร์ ได้รับรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2532 จากกวีนิพนธ์ "ใบไม้ที่หายไป"
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า "I have no special talents. I am only passionately curious." (ข้าพเจ้า ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้กระหายใคร่เรียนรู้อย่างแรงกล้าก็เท่านั้น) และ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ก็ได้ตอบคำถามของผู้ดำเนินรายการ "English Breakfast" ที่ออกอากาศใน "วันภาษาไทยแห่งชาติ" วันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ว่า การที่เธอสามารถทำอะไรๆ ได้หลายอย่าง เช่นการเป็นกวี เป็นนักเขียน นักแปลบทภาพยนตร์ต่างประเทศ และเป็นที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ (Museum Siam) ก็เพราะ "เธอมีธรรมชาติเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนในทุกสิ่งนั่นเอง (My nature; I'm curious about everything.")

กรณีบุคคลตัวอย่างทั้งสองท่านที่กล่าวมา สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า "ความสำเร็จเกิดจากอุปนิสัย (Success is a habit.)" และ "ผู้ชนะมักจะพูดว่า 'มันอาจจะทำได้ยาก แต่ก็สามารถทำได้' ในขณะที่ "ผู้แพ้มักจะพูดว่า 'มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่มันก็ยากเกินไปที่จะทำ' "
"ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน (Curiosity)" เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ของนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี กำหนดไว้ แต่น่าเสียดายว่า ข้อความดังกล่าวปรากฏแต่ในเอกสารเกี่ยวกับการประกันคุณภาพ แม้แต่ในคู่มือการศึกษาที่แจกให้นักศึกษาทุกคนก็ไม่ปรากฏ มีเพียงแสดงในป้ายหน้ามหาวิทยาลัย กับในป้ายประกาศหน้าตึกสำนักงานอธิการ (ดังภาพล่าง) เท่านั้น ซึ่งเมื่อผู้เขียนถามนักศึกษาที่เรียน "วิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน" กับผู้เขียนเกือบ 130 คน (ซึ่งประมาณร้อยละ 85 เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3) ก็มีเพียงคนเดียวที่รับรู้อัตลักษณ์ดังกล่าว
ในภาคเรียนนี้ ผู้เขียนได้กำหนดให้นักศึกษาที่เรียนใน "รายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน" "ใช้ IT เพื่อพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต" โดย เริ่มจากการให้สมัครสมาชิก GotoKnow เพื่อจะได้เข้าไปเรียนรู้ด้วยการอ่านบันทึกต่างๆ ตามที่อาจารย์ชี้แนะ และตามความสนใจของนักศึกษาแต่ละคน ในขอบข่ายของวิชาที่เรียน และฝึกการเขียนแสดงความเห็น เขียนอนุทิน และเขียนบันทึก ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับ "ลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี" ข้อที่ 3 และข้อที่ 7 คือ ข้อที่ 3) ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และข้อที่ 7) มีทักษะการใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ ในการศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้ ที่เป็นประโยชน์ต่อประสบการณ์ชีวิต
แต่ผู้เขียน "งุนงง" มาก ที่ข้อกำหนดเกี่ยวกับ 1) ชื่อที่ใช้ใน GotoKnow 2) ลักษณะของภาพประจำตัว 3) รหัสประจำตัวที่กำหนดให้พิมพ์ในภาพ และ 4) ข้อมูลเบื้องต้นที่ให้เขียนในประวัติ (นักศึกษาสามารถเพิ่มเติมข้อมูลอื่นๆ ได้ ตามความต้องการและความเหมาะสม) ดังตัวอย่างข้างล่าง ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก ในบันทึกทุกเรื่อง รวม 6 บันทึก ทั้งแสดงให้ดูด้วยภาพ ว่า ใครทำได้ถูกต้อง ใครไม่ถูกต้องตรงไหน จะแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร อีกทั้งชี้แจงในห้องเรียน แต่นับจากวันที่ 23 มิถุนายน 2555 มาจนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2555 เวลา 08.30 น. มีผู้ที่ทำได้ถูกต้องตามข้อกำหนดทุกอย่าง ประมาณร้อยละ 30 เท่านั้น
นี่เป็นพียง 2 ตัวอย่างของหลายๆ ข้อมูลย้อนกลับ ที่แจ้งให้นักศึกษาแก้ไขให้ถูกต้อง
และได้กำหนดว่า "ในการพัฒนา 'ทักษะการอ่าน การคิดวิเคระห์/สังเคราะห์ และเขียนสื่อความ' นั้น ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม นักศึกษาแต่ละคนจะต้องเขียนบันทึกใน GotoKnow อย่างน้อย 1 เรื่อง และได้ชี้แจงแนวทางในการเขียนว่า ต้องให้มี "องค์ประกอบของการเขียนบทความ" ครบทั้ง 3 ส่วน คือ 1) ความนำ (Introduction) 2) เนื้อหา (Body) และ 3) สรุป (Conclusion) หรือคำทิ้งท้าย ต้องระมัดระวังในการเขียน (พิมพ์) ให้ถูกต้องตามอักขระ ใช้ภาษาที่เป็นทางการ ให้อ่านตรวจทานการพิมพ์ให้ถูกต้อง ต้องเขียนด้วยถ้อยคำสำนวนภาษาของตน ถ้ายกข้อความหรืองานเขียนของใครมา ต้องมีการอ้างอิงด้วย" ต่อมาก็ชี้แจงว่า "ขอทบทวนว่า ในการเขียนบันทึก ต้องมีส่วนประกอบครบ 3 ส่วน แต่ละส่วนแยกเป็นแต่ละย่อหน้าให้เห็นชัดเจน และต้องค้นคว้าและนำมาอ้างอิงอย่างน้อย 1 แหล่งพร้อมทั้งแสดงการอ้างอิงโดยให้ Link ตามรูปแบบต่างๆ ที่อาจารย์ให้ไว้ในบันทึกนี้และบันทึกอื่นๆ ซึ่งสามารถ Click เข้าไปดูแหล่งที่มาได้ และให้เขียนตามลักษณะ 4 ประการของบทความที่ดี ได้แก่ 1) มีเอกภาพ คือ ให้เนื้อหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน... 2) มีสารัตถภาพ คือ เน้นย้ำประเด็นสำคัญให้ชัดเจนว่า ต้องการนำเสนอแนวคิดสำคัญอะไร...3) มีสัมพันธภาพ คือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด...4) มีความสมบูรณ์ คือ อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ...งานเขียนทุกครั้งต้องมีประโยคเด่น ที่นำมาจากข้อความในบันทึก และถ้าเป็นการเขียนที่เกี่ยวข้องกับบันทึกใด ต้องใส่หมายเลขของบันทึกนั้นๆ ลงไปด้วย การประเมินให้คะแนนบันทึก 20 แต้ม อาจารย์จะเริ่มจากการดูว่า ทำตามข้อกำหนดเบื้องต้นไหม ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นก็จะไม่ประเมิน ถ้าเป็นไปตามนั้นจะประเมินให้คะแนน ดังนี้ ชื่อเรื่อง 2 ประโยคเด่น 2 ความนำ 3 เนื้อหา 8 บทส่งท้ายหรือสรุป 3 บันทึกที่เกี่ยวข้อง 2 การให้คะแนนเนื้อหา จะดูว่าตอบโจทย์ไหม สาระเป็นประโชน์มากน้อยแค่ไหน ใช้ภาษาสื่อความเป็นอย่างไร การพิมพ์ผิดจะถูกหักแต้มคำละ 1 แต้ม ข้อแนะนำในการเขียนอนุทิน ก็ได้นำ Link ตัวอย่างการเขียนอนุทินที่ดี ให้คลิกเข้าไปอ่านได้
และเมื่อพบว่า เวลาล่วงเลยเข้าเดือนสิงหาคม แต่เห็นนักศึกษาเขียนบันทึกไม่กี่คน ก็บ่นว่า "...จากการติดตามพบว่า บางคนก็ขยันเขียน...แต่บางคนแม้แต่สมุด (Blog) ก็ยังไม่สร้าง จึงขอแจ้งว่า ภายในวันที่ 9 สิงหาคม ทุกคนจะต้องมีหัวสมุดให้อาจารย์ตรวจ...ใครๆ เขาก็เชื่อกันว่า คนรุ่นใหม่เก่ง IT กว่าคนรุ่นเก่า พวกเราก็ต้องทำให้เป็นไปตามความเชื่อกันหน่อยสิ... ตอนที่อาจารย์สมัครสมาชิก GotoKnow แค่เคยได้ยินชื่อ Weblog นี้เท่านั้น และไม่มีใครแนะนำอะไรเลย...พวกเราได้รับคำแนะนำสารพัด ตัวอย่างหัวสมุด และตัวอย่างการเขียนบันทึก อาจารย์ก็ทำให้ดูมามากแล้ว เพื่อนหลายคนก็ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทำไมจึงไม่เข้าไปอ่านงานของเพื่อน และสอบถามวิธีทำจากเพื่อน ดูเหมือนพวกเราส่วนใหญ่จะชินกับการเรียนแบบอ่านและท่องจำเนื้อหาในตำรามากไปหรือเปล่า จึงยังปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติกิจกรรมโดยใช้ IT เป็นสื่อไม่ได้"
อาจารย์ได้เขียถึงที่มาของการเป็นสมาชิก “GotoKnow.org” ไว้ว่า "ในวันที่ 1 เมษายน 2554 ผู้เขียนได้ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติกับลูกสาวและลูกชาย โดยแยกกันเดิน เพื่อไม่ให้เสียเวลารอกัน พอกลับมาพบกันอีกที พบว่า ลูกสาวได้หนังสือมา 7 เล่ม (บางเล่มแจกฟรี) ทั้ง 7 เล่มเป็นหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ ลูกชายซื้อหนังสือท่องเที่ยวมาเล่มเดียว แม่ได้มา 4 เล่ม เป็นตำราจิตวิทยา Pocket Book ที่แสดงแนวคิดด้านการเรียนรู้ หนังสือแนะนำการตัดต่อ VDO (ไว้ศึกษาเพื่อผลิตสื่อ DVD) และหนังสือสมุนไพร อย่างละเล่ม ด้วยผู้เขียนต้องการจะมี 'Blog' เป็นของตนเองแต่รู้เรื่อง "Blog" น้อยมาก จึงได้ไปถามหาหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ "Blog" จาก Booths ที่ขายหนังสือ IT แต่พนักงานขายหาให้ไม่ได้ ขากลับจึงได้พูดเปรยๆ กับลูกชายว่าแม่อยากจะสร้าง Blog ลูกชายบอกว่า 'มันยากนะ แม่จะทำได้เหรอ' ก็เลยไม่พูดอะไรต่อ ในตอนเย็นได้เข้า 'เน็ท และพิมพ์คำค้น "Blog" แล้วสืบค้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายได้ตัดสินใจสมัครสมาชิก Gotoknow.org เวลา 02.20 น. ของวันที่ 2 เมษายน 2554...พอสมัครแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เลยปิดเครื่องเพื่อตั้งหลัก พอเปิดเครื่องใหม่ลองคลิกดูตรงคำว่า Blog พบว่ามีคำว่า "สร้าง Blog" ก็เลยคลิกและดำเนินการตามข้อความที่กำหนดให้ทำ ไปตามลำดับ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/441045)
จากที่อาจารย์พบว่า นักศึกษาทุกคนไม่ใช่ "นักอ่าน (ผู้ที่รักการอ่านและอ่านอย่างมีคุณภาพ)" จึงขอทบทวนประโยชน์ของการอ่านว่า ...การอ่านเป็นประตูไปสู่การเป็นอัจฉริยะของมนุษย์ ...ความสามารถในการอ่าน เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียน และส่งผลต่อพัฒนาการของมนุษย์ ทั้งทางสติปัญญา อารมณ์และสังคม...ในยุคข้อมูลข่าวสาร การอ่านจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ต่างๆ เพื่อทำให้ผู้อ่านฉลาด รอบรู้ ทันโลก ทันเหตุการณ์ รศ.วิทยากร เชียงกูล กล่าวว่า "...ถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปให้คนรักการอ่านได้ ก็จะปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ และเมื่อปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ ก็จะปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศนั้นๆ ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่เคยมีประเทศไหน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ดี โดยไม่เริ่มจากทำให้คนรักการอ่าน" และอาจารย์ได้กล่าวไว้ในบันทึกก่อนๆ ว่า "...น่าเป็นห่วงว่า ประเทศไทยจะนับวันเสียเปรียบประเทศสมาชิก ASEAN อื่นๆ มากขึ้นไปเรื่อยๆ เหตุเพราะคนไทยมีอัตราการอ่านที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับอีก 3 ประเทศ ดังสถิติการอ่านต่อคนต่อปี ของคนไทยในปี 2554 เมื่อเทียบกับ 3 ประเทศ ASEAN (ดังภาพข้างล่าง) นอกจากคนไทยจะมีปัญหาอ่านน้อยแล้ว ก็ยังมีปัญหาว่า หนังสือที่อ่าน มักจะเป็นหนังสือบันเทิงมากกว่าหนังสือประเทืองปัญญา อีกด้วย" (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/487729)
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ ได้ให้ข้อคิดว่า “ถ้าไม่ได้เป็นนักอ่าน ไม่ควรคิดเป็นนักเขียน และหากเป็นนักเขียน ก็ควรเขียนเพื่อพัฒนาสังคม” สำหรับอาจารย์เอง ได้ให้ความสำคัญต่อทักษะการเขียนของนักศึกษา เพราะเห็นว่า นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน การเรียน การสมัครงาน การทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน จึงได้กำหนดให้นักศึกษาพัฒนาทักษะดังกล่าว โดยเริ่มด้วย การตรวจสอบทักษะพื้นฐานของนักศึกษาด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ และเขียนสื่อความ โดยการให้กรอกข้อมูล ในแบบสำรวจข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งมีส่วนที่ให้ผู้เรียนวาดภาพสัญลักษณ์ ที่แสดงถึง "ตนตามที่ตนรับรู้ (Perceived Self)" พร้อมเขียนคำอธิบาย ซึ่งก็พบทั้งผู้ที่ทำได้ดี และผู้ที่มีปัญหาการเขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง เขียนไม่สื่อความ และต่อมาก็ได้ให้ใบงานที่กำหนดให้นักศึกษาอ่านบทร้อยกรอง ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง แล้วให้เขียนสื่อความถึงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น หลังการอ่าน ซึ่งก็พบทั้งผู้ที่เขียนได้ดี และผู้ที่มีปัญหาการเขียนดังคัวอย่าง
ขอยกตัวอย่าง "สมุด (Blogs)" ที่อาจารย์สร้าง ซึ่งมีทั้งหมด 6 เล่ม เล่มที่ใช้เขียนบันทึกสื่อสารกับนักศึกษาต่อเนื่องมา 6 เรื่องแล้ว มีชื่อว่า "Learntoknow..." และเล่มล่าสุดที่เพิ่งสร้างและใช้เขียนบันทึกนี้ มีชื่อว่า "Learntobe : พัฒนาตนสู่คนคุณภาพ" ดังตัวอย่างภาพแสดงการสร้างและภาพหัวสมุดที่ใช้ สำหรับนักศึกษานั้น อาจารย์เคยแนะนำให้ใช้ภาพหัวสมุดที่มีรูปตัวเองอยู่ด้วย แต่คงจะยากไป ใครทำไปแล้วก็แล้วไป แต่ถ้ายังไม่ได้ทำ ก็ให้ใช้ภาพภูเขาที่มีให้อยู่แล้ว และพิมพ์เฉพาะชื่อสมุด ดังตัวอย่างชื่อสมุดของแสงสุวรรณ และ จิรารัตน์ ข้างล่าง
ตัวอย่างการเขียนอนุทินที่ดี
• วันพฤหัสบดี ที่ 2 (สิงหาคม 2555) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 สองหน วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญ อีกวันในทางพุทธศาสานา (ศาสนา) ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่า จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำบุญตักบาตร แต่ก็ไม่เป็นดั่งความตั้งใจ เพราะข้าพเจ้าตื่นเช้าขึ้นมา คือ (เวลา) 08.24 น. ซึ่งไม่ทันแล้วสำหรับการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ข้าพเจ้ารู้สึกแย่มาก
• (14.00 น.) ข้าพเจ้าได้ไปทำบุญที่วัดสุปัฏ (ปัฏ) นารามวรวิหาร โดยการปล่อยปลาไหล และให้อาหารปลา บรรยากาศค่อนข้างที่จะครึกครื้น(คึกคัก) เป็นพิเศษ เพราะวันนี้มีการประกวดขบวนพายเรือแห่เทียนกลางลำน้ำมูล มีผู้คนที่ไปร่วมทำบุญ และชมกันอย่างคับคั่ง และก่อนที่ข้าพเจ้าจะเลือกทำบุญโดยการปล่อยปลาไหล ข้าพเจ้าได้ความคิด จากการบอกเล่าของแม่ข้าพเจ้าเอง ด้วยความเชื่อที่ว่า การปล่อยปลาไหลนั้น จะช่วยให้การดำเนินชีวิตทุกอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น การงาน การเงิน การเรียน ไม่มีอุปสรรคใดๆ มี (มา)ขวางกั้น หรือช่วยให้เราหลุดพ้นจากอุปสรรค มุ่งสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับลำตัวของปลาไหลเอง ที่มีความลื่นและมีเมือกปกคลุม ยากที่จะจับให้อยู่หมัด...
อาจารย์ได้แสดงความเห็นว่า ...ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ...ใช้ภาษาในการเขียนสื่อสารได้ดี ลื่นไหล พิมพ์ถูกอักขระ (ส่วนใหญ่) แต่จะยังไม่ได้แต้มการประเมิน เพราะข้อมูลชื่อที่ใช้ไม่ถูกต้อง 03 ปริศนา 1313 เคยบอกให้แก้ไข เป็น 03 ปริศนา มาลาสาย แล้ว แต่ยังไม่แก้ไข (ในภายหลัง นักศึกษาได้แก้ไขแล้ว)
และอีกหนึ่งอนุทินหนึ่งที่เขียนได้ดีมาก ความว่า "วันที่ 6 สิงหาคม 2555 ตื่นเช้าขึ้นมาครับเลย Log In เข้าhttp://www.gotoknow.org เลยพบว่า
-
เจอภาพตัวเองโผล่ใน Blogs ของ อ.วิไล รู้สึกแย่มากเลยครับ เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลยเพราะว่ารูปภาพโปรไฟล์ (โพรไฟล์ : Profile) ไม่ถูกต้อง ทั้งๆที่อาจารย์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้นักศึกษาไปแก้ไขให้ถูกต้องทุกคน....(แก้ไขเรียบร้อยแล้วนะครับอาจารย์)
-
เจอบทความที่พออ่านแล้วก็ต้องอยากอ่านอีกรอบครับ เป็นบทความที่ประทับใจมากครับทั้งให้ข้อคิด สร้างแรงบันดาลใจ และสั่งงานด้วยครับ(http://www.gotoknow.org/blogs/posts/497137) "จงเรียนรู้ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง จุดไฟแห่งความฝันใฝ่ให้ตน อย่ามัวรอคนมาจุดให้ (Learn to be an inspiration to yourself. Light your own fire. Don't wait for others to inspire you.)" บทความนี้ทำให้ต้องคิดหนักเลยครับ ว่าเรามีแรงบันดาลใจหรือไม่ มากแค่ไหนหรือแค่เล่นๆ
-
เจอคำว่า "ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน (Curiosity)" ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ของนักศึกษา มรภ.อุบลราชธานี ซึ่งตัวเองไม่มีเลยครับ (ผมคงต้องปรับปรุงตัวเองอีกมาก แต่ก็จะทำให้ได้ครับ)...สุดท้ายก็ขอขอบพระคุณอาจารย์ ผศ. วิไล แพงศรีมากๆนะครับที่เตือนนักศึกษาและก็เขียนบทความดีๆ มาตลอดครับ (03 ราเชนทร์ จำนงการ) ความเห็นของอาจารย์ "เป็นการเขียนอนุทินที่ดีมาก "
" ถ้าไม่ติดว่าเขียนผิด"...จอ (เจอ) คำว่า"ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน (Curiosity)" ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ของนักศึกษา มรภ.อุบลราชธานี ซึ่งตัวเองไม่มีเลยครับ (ผมคงต้องปรับปรุงตัวเองอีกมาก แต่ก็จะทำให้ได้ครับ)" จะให้เต็ม 10 เลย
ตัวอย่างอนุทินที่ไม่สามารถประเมินให้คะแนนการเขียนได้ (สั้นไป)
"วันนี้ไปทำบุญตักบาตรที่วัดหนองบัวมา คนไปทำบุญเยอะมากค่ะ" (03 เสาวภา สุภาษร)
ตัวอย่างการเขียนบันทึกที่ไม่มีตรงไหนเลยที่เป็นไปตามข้อกำหนด
มีเนื้อหาอยู่แค่นี้ "ในเมื่อปัจจุบันมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีมากมายที่ไม่สามารถตามทันทำให้เกิดความล้าสมัยในหลายๆเรื่อง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญนักเท่ากับการที่มีระบบการศึกษาที่ไม่พัฒนาจากเดิม ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของระบบการศึกษาของประเทศมาก ดังนั้จึงควรเอาใจใส่ในการพัฒนารูปแบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้น" (04 พวงผกา สากุลา ...ขยันเขียนทั้งอนุทิน และบันทึก แต่ไม่มีเรื่องใดที่เป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต้น จึงไม่ได้รับการประเมินและชี้แนะ)
การประเมิน "ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน"
อาจารย์ได้แจ้งไปแล้วว่า จะประเมิน "ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน" ของนักศึกษา จากพฤติกรรมการเรียนรู้ตามสภาพจริงของแต่ละคน โดยดูจากการเข้าเรียน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในชั้นเรียน นอกชั้นเรียน และใน GotoKnow ตัวอย่างของผู้ที่แสดงออกถึงความใฝ่รู้ใฝ่เรียนสูงสุด จากสัปดาห์แรกเป็นต้นมา คือ 02 ชฎารัตน์ ปุระมาปัด การพัฒนาด้านการอ่าน คิดและเขียนนั้น ปรากฏในผลงานเขียนบันทึกของเธอ 4 เรื่อง
ข้อกำหนดประจำสัปดาห์
1) ให้นักศึกษาทุกคน "สร้างสมุด (Blog)" ตามตัวอย่างที่ให้ไว้ อาจารย์จะตรวจสมุดในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 เวลา 23.00 น. และให้ทุกคนเขียนบันทึกตามข้อมูลข้างล่าง อาจารย์จะตรวจให้คะแนน เฉพาะคนที่ทำทุกอย่าง ถูกต้องตามข้อกำหนดเบื้องต้น (ในช่องบันทึกที่เกี่ยวข้อง ให้ใส่หมายเลข 496932 497137)
2) และให้ทุกคนเลือกเขียนอนุทินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จาก 3 เหตุการณ์ คือ 1) ประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดจากการไปสนทนากับชาวต่างชาติ 2) ประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดจากการมีส่วนร่วมในวันอาสาฬหบูชา และ/หรือวันเข้าพรรษา และ 3) ประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดจากการทำกิจกรรมในช่วงวันแม่ (ปริศนา มาลาสายไม่ต้องเขียนอีก แต่ต้องแก้ไขชื่อที่ใช้ใน GotoKnow ให้ถูกต้องก่อน จึงจะได้รับการประเมิน)
สุดท้าย อาจารย์ขอฝากข้อคิดมายัง นักศึกษาที่ขาดความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนสู่คนคุณภาพ ดังนี้
ขอเรียนกัลยาณมิตร GotoKnow ว่า บางแห่งที่ใช้คำแทนตัวว่า "ผู้เขียน" นั่นเป็นการสื่อสารกับกัลยาณมิตร นะคะ และที่ที่ใช้คำว่า "อาจารย์" เป็นการสื่อสารกับนักศึกษา ค่ะ
ขอขอบคุณทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามาอ่าน ให้ดอกไม้ และ/หรือแสดงความเห็น ค่ะ




สวัสดีครับฯ
เห็นด้วยกับการใช้ "การเขียน" เป็นกระบวนการหนุนเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะนั่นคือการฝึกให้เกิดความตระหนักในเรื่องการบันทึกจดหมายเหตุชีวิต (อนุทิน) และการเขียนเช่นนั้น จะเป็นการจัดระบบระเบียนความคิดที่เขาพบเจอในแต่ละวัน แต่ละเรื่อง ฝึกการมอง-การคิดวิเคราะห์-สังเคราะห์เรื่องราว และขยาย หรือแม้แต่ย่อความถ่ายทอดเป็น "ตัวหนังสือ"
สิ่งเหล่านี้ฝึกทักษะหลายๆ อย่าง ในทางการศึกษา ถือว่ามีพลังในการพัฒนาทักษะตามกรอบ TQF เป็นอย่างยิ่ง
การเขียนบ่อยๆ จะช่วยให้ผู้เขียนตกผลึกในทางโลกทัศน์และชีวทัศน์ได้ในที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อแลศรัทธาเสมอมานะครับ..
ขอบคุณ "ทพญ.ธิรัมภา
และ "ลูกแผ่นดิน
" มากนะคะ ที่แวะมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ
และขอบคุณลูกแผ่นดินมากเลยค่ะ ที่ได้ชี้ให้เห็นคูณประโยชน์ของการเขียนนอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ เป็นการช่วย "จัดระบบระเบียบความคิดที่นักศึกษาพบเจอในแต่ละวัน แต่ละเรื่อง ฝึกการมอง-การคิดวิเคราะห์-สังเคราะห์เรื่องราว และขยาย หรือแม้แต่ย่อความถ่ายทอดเป็น 'ตัวหนังสือ' ซึ่งจะฝึกทักษะหลายๆ อย่าง ในทางการศึกษา ถือว่ามีพลังในการพัฒนาทักษะตามกรอบ TQF เป็นอย่างยิ่ง การเขียนบ่อยๆ จะช่วยให้ผู้เขียนตกผลึกในทางโลกทัศน์และชีวทัศน์ได้ในที่สุด" นักศึกษาทุกคนอย่าลืมเข้ามาอ่านคุณค่าของการเขียน ที่ท่านอาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กรุณาชี้ให้เห็นด้วยนะคะ และขอแนะนำให้ติดตามอ่านบันทึกของอาจารย์ เพื่อจะได้พบกับตัวอย่างงานเขียนดีๆ ทั้งในด้านการเสนอแนวคิด และสำนวนภาษาที่ใช้
ดีใจกับนักศึกษาด้วยค่ะที่มีอาจารย์ให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจังเช่นนี้ เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมมาก
จะทำงานหนักไปจนถึงเดือนตุลาเชียวหรือครับ
จะฝากเพลงหนึ่งในร้อยมาก็ยังร้อนไม่ได้
คุณพี่ร้องเองไปก่อนก็แล้วกัน
ฝึกให้นักศึกษาได้เขียน ตั้งแต่เป็นนักศึกษา เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ...เมื่อยังไม่เกษียณ ...นักศึกษาไปฝึกสอน เขียนไม่ได้เลย ครับ เขียนบันทึกข้อความก็ไม่เป็น ...อย่าว่าแต่ นักศึกษาฝึกประสบการณ์เลย ..สิบเวร ตำรวจ บางคน เคยไปแจ้างความ...อ่านบันทึกประจำวันที่ให้การ บางที งง คำเชื่อม คำขยาย อ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ...ดังนั้นเป็นการฝึกที่ดีมาก ๆ ครับ...สวัสดีครับ
ติดไว้ก่อนครับ..แล้วจะกลับมาอ่าน
หนูทำตามคำแนะนำของอาจาร์แล้วนะคะ
ผมกำลังทำครับแต่มันยังไม่ได้เดี๋ยวผมจะลองทำใหม่อีกทีครับ
หนูกำลังทำเช่นกันค่ะ ขอบคุณคำแนะนำที่อาจารย์มอบให้มาโดยตลอดค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูได้เพิ่มอนุทินเกียวกับประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดจากการไปสนทนากับชาวต่างชาติแล้วนะค่ะ ขอให้อาจารย์เข้าไปตรวจสอบว่าใช้ได้หรือเปล่า หรือต้องแก้ไขอย่างไรให้ถูกต้องด้วยนะค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากๆค่ะ
"
" บอกว่า"ขอบคุณคำแนะนำที่อาจารย์มอบให้มาโดยตลอด" แต่อาจารย์แนะนำมาสิบกว่าครั้งแล้วหนูก็ยังใช้ชื่อใน Gotoknow ไม่ถูกต้องเหมือนเดิม แสดงว่าไม่อ่านคำแนะนำเลย ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้คะแนนเบื้องต้น = 0 แล้ว ก็ยังจะได้แต้มติดลบทุกครั้งที่แสดงตัว ทั้งไม่มีสิทธิ์แสดงตัวในบันทึกนี้ และจะไม่ได้รับการประเมินงานใดๆ จนกว่าจะทำให้ถูกต้อง อาจารย์บอกแล้วนะว่าคนที่เข้ามาโดยทำไม่ถูกต้องจะถูกลบความเห็น บอกให้รู้ก่อนจะลบภายหลัง (ไม่อ่านที่อาจารย์บอกก็ไม่ดูบ้างเหรอว่าเพื่อนๆ ข้างบนเช่น วสันต์ และพิมพ์รพัช เขาใช้ชื่อแบบใด)
03 นพมาศ 1255, และ 03 ภัทรา 1180 ก็มีปัญหาเดียวกัน และจะได้แต้มติดลบทุกครั้งที่แสดงตัวจนกว่าจะทำให้ถูกต้อง อาจารย์แสดงชื่อที่ถูกต้องมาแล้ว 2 ครั้งในบันทึกนี้ ดูอีกเป็นรอบที่ 3 แล้วกัน ว่าชื่อที่ถูกต้องเป็นอย่างไร (02 ชฏารัตน์ ปุระมาปัด)
อาจารย์ค่ะ หนูได้แก้ไขประวัติส่วนตัวพร้อมกับเขียนสมุดบันทึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ค่ะ
นักศึกษาทุกคน วันที่ 6-8 สิงหาคม และ 8-10 สิงหาคม อาจารย์มีภารกิจซ้อนเข้ามา คือ ต้องร่วมเป็นวิทยากรอบรมครูแนะแนวในโรงเรียนประถมศึกษา-มัธยมศึกษาจากจังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี แต่อาจารย์ก็จะเข้าพบปะพวกเราในชั้นเรียนเหมือนเดิม (วิ่งรอก) เพราะอาจารย์ทำไม่ได้ที่จะไปทำงานจรแล้วทิ้งงานประจำ ให้นักศึกษาทุกคนนำแฟ้มรายงานการพัฒนาตน พร้อมด้วยคู่มือการเรียนรู้มาด้วย เหมือนกับที่อาจารย์บอกให้นำมาด้วยทุกครั้งที่เข้าเรียน
"
"ภาพประจำตัวไม่ถูกต้องจึงไม่มีสิทธฺ์แสดงตัวในบันทึกนี้ และยังจะไม่ได้รับการประเมินงานใดๆ
อาจารย์พูดไม่ผิดเลย นักศึกษาทุกคนมีปัญหาการอ่าน คือ ไม่อ่านทั้งหมดในสิ่งที่อาจารย์แนะนำ เช่นอาจารย์แนะนำตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ในบันทึกเรื่อง "ภาษาไทยภาษาชาติ..." ดังนี้
ขอบพระคุณ "พี่ใหญ่
" "คุณน้องคนบ้านไกลจากอเมริกา
" "ท่านแว่นธรรมทอง
" และ "ป๋าเดของลูกศิษย์
" มากนะคะ ที่กรุณาสละเวลามาให้กำลังใจและทักทายพูดคุย ด้วยน้ำใจไมตรีที่มีต่อ อ.วิ
ขอบพระคุณมากค่ะ ที่ "พี่ใหญ่
" มอบถ้อยคำเสริมสร้างพลังใจน้องความว่า "ดีใจกับนักศึกษาด้วยค่ะที่มีอาจารย์ให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจังเช่นนี้ เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมมาก"
"คุณน้องคนบ้านไกลหุ่นทรมานใจสาว
(ในวัยหนุ่ม) มาดภูมฺิฐานในปัจจุบัน" คุยว่า "จะทำงานหนักไปจนถึงเดือนตุลาเชียวหรือครับ จะฝากเพลงหนึ่งในร้อยมาก็ยังร้อน (ร้อง)ไม่ได้ คุณพี่ร้องเองไปก่อนก็แล้วกัน" คุณพี่ขอตอบว่า"อย่างที่พี่เคยเรียนพี่ใหญ่ไปแล้วว่า ยิ่งใกล้เกษียณยิ่งต้องเร่งทำงานหนักมากขึ้นไปอีก เพราะนับวันจะมีเวลาน้อยลงไปทุกที ที่จะได้ทดแทนคุณประเทศในบทบาทข้าราชการ ใต้ร่มบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...เพลง 'หนึ่งในร้อย' นั้น คุณน้องเคยบอกว่า เขาใช้ร้องกันในวันแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ เป็นเพลงหากินของพี่สาวคนโตของพี่ค่ะ ถ้าจะให้พี่ร้องเอง พี่คงต้องร้องเพลง "หนึ่งมิตรชิดใกล้" (ใจ แม้กายจะห่าง) แล้วล่ะค่ะ...จะรอฟังเพลงประสานเสียงจากครอบครัวคุณน้องพร้อมเสียงบรรเลงดนตรีจากฝีมือPianoของหลานสาวที่เรียนหมอนะคะ ...นานแค่ไหนก็จะรอ...ขอบคุณมากค่่ะ
"ท่านแว่นธรรมทอง
" เข้าไปคุยเวลาใกล้ตีสอง ความว่า "ฝึกให้นักศึกษาได้เขียนตั้งแต่เป็นนักศึกษา เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ...เมื่อ (ตอนที่ท่านเอง) ยังไม่เกษียณ...นักศึกษาไปฝึกสอน เขียนไม่ได้เลย ครับ เขียนบันทึกข้อความก็ไม่เป็น...อย่าว่าแต่ นักศึกษาฝึกประสบการณ์เลย..สิบเวร ตำรวจ บางคน เคยไปแจ้งความ...อ่านบันทึกประจำวันที่ให้การ บางที งง คำเชื่อม คำขยาย อ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ...ดังนั้นเป็นการฝึกที่ดีมาก ๆ ครับ...สวัสดีครับ" ... ขอบพระคุณมากค่ะ ที่ท่านสนับสนุนอ.วิเรื่องการจัดให้นักศึกษาฝึกการเขียน สงสัยว่านักศึกษาคงจะไม่ค่อยได้เขียนในวิชาอื่นๆ ยิ่งการเขียนที่มีอาจารย์มาแก้ไขให้นี่คงจะไม่มีใครสละเวลามาทำ ยกเว้นอาจารย์ที่สอนวิชาภาษาไทย เพราะอ.วิพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเขียนมาก ทั้งเรื่องการเขียนคำให้ถูกต้องตามอักขรวิธี และการใช้สำนวนภาษา ท่านลองดูเพียง 1 ตัวอย่างนี้สิคะ
"ป๋าเด
" บอกว่า "ติดไว้ก่อนครับ..แล้วจะกลับมาอ่าน" ...เห็นติดอ.วิไว้หลายครั้งแล้วนะคะ สงสัยจะต้องเชิญไปร่วมกิจกรรมข้างล่างกับนักศึกษาแล้วล่ะค่ะ