แบกเป้ สะพายย่าม เดินตามฝัน
แบกเป้ สะพายย่าม เดินตามฝัน :
ธรรมยาตราพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้
กระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนอย่างมีคุณค่า
พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี : แบ่งปันเรื่องราว
“วันนี้คือต้นกล้า วันหน้าคือต้นไม้ใหญ่” เสียงต้นกล้าทั้ง ๒๘ ต้น ดังกึกก้องสนั่น ทั่วสถานีรถไฟหัวลำโพง ทุกสายตาของผู้คนจดจ้องมองมาที่คณะต้นกล้า ด้วยความแปลกใจและสงสัยว่า เด็กๆพวกนี้กำลังทำอะไรกัน จริงๆแล้วช่วงหลังมาผู้คนในสังคมมี “ทัศนคติต่อการทำความดี” ที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนจนหลายคนไม่กล้าที่จะทำความดีหรือทำดีก็ทำแบบเคอะเขิน การเดินทางของคณะต้นกล้าในครั้งนี้ จึงเป็นภารกิจหนึ่งที่เด็กๆต้นกล้า กำลังทำในสิ่งที่ท้าทายต่อการมองและทัศนคติของสังคมในการทำความดี ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญที่เหล่าต้นกล้าจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตที่ต้องเจอกับตัวเองโดยตรง
สิ้นเสียงของคณะต้นกล้า เป็นสัญญาณบอกถึงความพร้อมในการเดินทางอันแสนยาวไกลสำหรับเด็กๆ ซึ่งไม่รู้ล่วงหน้าว่า การเดินทางข้างหน้าเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะลำบากขนาดไหน ด้วยความตั้งใจของเครือข่ายเพื่อนคุณธรรม โดยพระครูสมุห์เอกรัฐ อภิรกฺโข ประธานเครือข่าย และ เครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี โดยพระมหาวีรพล วีรญาโณ ประธานเครือข่าย ซึ่งทั้ง ๒ เครือข่ายเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ได้ร่วมมือกันในการจัด ค่ายกล้าอาสาครั้งที่ ๓๒ “แบกเป้ สะพายย่าม เดินตามฝัน” มีจุดมุ่งหมายในการเดินทางผ่าน ๙จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ด้วยระยะเวลา ๑๖ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๕ เมษายน – ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ในการเดินทางครั้งนี้มีต้นกล้าจากทั่วประเทศทั้ง ๔ ภาค จำนวน ๒๘ คน โดยได้แบ่งต้นกล้าออกเป็น ๔ กลุ่ม มีพระวิทยากร ๔ รูปเป็นพระพี่เลี้ยงประจำกลุ่มดูแลตลอดการเดินทาง ก่อนการเดินทางคณะต้นกล้ามีข้อตกลงกันว่า “จะไม่ใช้เงินและโทรศัพท์เป็นการส่วนตัว” การเดินทางครั้งนี้ สามารถเดินทางด้วยการ “เดินเท้า” “โบกรถ” “นั่งรถไฟฟรี” กิจกรรมครั้งนี้ต้นกล้าได้เดินทางจากทั่วสารทิศ มาลงทะเบียนรายงานตัวที่วัดสังข์กระจาย วรวิหาร แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕ เพื่อปฐมนิเทศและทำความเข้าใจในการเดินทางครั้งนี้ ในเช้าวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕ คณะต้นกล้าได้เดินทางไปสวดมนต์ปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทาง หลังจากนั้นช่วงบ่ายจึงได้เดินทางไปที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเดินทาง “แบกเป้ สะพายย่าม เดินตามฝัน”
ในครั้งนี้ โดยมีจุดประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้ คือ
๑. สวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติธรรม ฉลองพุทธชยันตี ๙ จังหวัด
๒. พัฒนาโรงเรียนบ้านเกาะช้าง ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง
๓. พัฒนาโรงเรียนบ้านวังหิน ต.เพิ่มพูนทรัพย์ จ.สุราษฎร์ธานี
๔. ปลูกป่าชายเลน ณ วัดเขาพระนิ่ม ต.ท่าทอง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี
๕. ทำกิจกรรมแบ่งปันความสุข สถานสงเคราะห์บ้านสิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช
๖. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภารกิจกล้าทำดีของชมรมต้นกล้าในพื้นที่
๒,๖๐๐ ปีที่ผ่านมา ชาวพุทธเรียนรู้คุณค่า “การตรัสรู้” ของพระพุทธเจ้าบ้างหรือไม่
ความตั้งใจของคณะต้นกล้า เรามีความตั้งใจว่า การเดินทางในครั้งนี้แม้จะประสบกับความยากลำบากมากน้อยสักเพียงใด เราจะถือว่า “เราได้ทำตามในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำมา พระองค์ทรงเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ซึ่งในขณะที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อประโยชน์ของชาวโลกนั้น พระองค์ได้เรียนรู้ชีวิตของพระองค์ไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้นกล้ากำลังจะได้เรียนรู้ชีวิต ของเรา เฉกเช่นพระองค์” ตลอดระยะเวลาของการเดินทางคณะต้นกล้าได้ “ถอดบทเรียน” และ “สรุปองค์ความรู้” ด้วยการพูดคุยกันเป็นประจำทุกวัน เราเรียกกิจกรรมนี้ว่า “ธรรมะอารมณ์ดีวิถีคนกล้า” เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ด้วยระยะเวลาประมาณ ๓๐ – ๔๕ นาที เป็นบรรยากาศของการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง สนุกสนาน ร่าเริง แจ่มใส
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความสนุกสนานที่เกิดจากการพูดคุย สุดท้ายเราจะได้ข้อคิดและบทเรียนจากการพูดคุยกันทุกครั้ง ทำให้คิดถึงคำว่า “สุนทรียสนทนา” ขึ้นมาในความคิดโดยฉับพลัน มันอาจจะไม่ใช่การตั้งใจที่จะให้เป็นสุนทรียสนทนา เพราะการพูดคุยของเราไม่ได้มีหลักมีเกณฑ์อะไร แต่สิ่งที่ทุกคนได้รับจากการพูดคุยมันเหมือนจะ “ใช่” ซึ่งอาจจะเป็น “ลูกหลานของสุนทรียสนทนา” ก็เป็นได้
มีข้อคิดและบทเรียนข้อหนึ่งที่คณะต้นกล้า ได้ร่วมพูดคุยกัน คือ “ตลอดระยะเวลาผ่านมา ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธเราได้เรียนรู้คุณค่า “การตรัสรู้” ของพระพุทธเจ้าบ้างหรือไม่” ชาวพุทธเคยสนใจไหมว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” และชาวพุทธเคยนำ “อริยสัจ ๔” ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและทำให้พระองค์พ้นจากความทุกข์ ซึ่งรู้กันว่าอริยสัจ ๔ เป็น “กระบวนการแก้ปัญหาของชีวิต” เราเคยนำเอา “อริยสัจ ๔” มาแก้ปัญหาชีวิตของเราอย่างจริงๆจังๆบ้างหรือไม่ เราได้ข้อสรุปจากการพูดคุยในค่ำคืนวันนั้น ว่า “ชาวพุทธส่วนมากในประเทศไทย ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมมากกว่าการศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า” จริงอยู่ที่ว่า “พิธีกรรม” เปรียบเสมือน “กระพี้” หรือ “เปลือก” มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าไม่มีกระพี้หรือเปลือกห่อหุ้มต้นไม้ไว้ “แก่นไม้” คือ คำสอน จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่ในความเป็นจริงของสังคมไทยตอนนี้ เราไม่ได้ใช้พิธีกรรมเป็นทางผ่านไปหาแก่นคำสอน แต่ชาวพุทธเราถึงขั้น “งมงาย” ในพิธีกรรมจนโงหัวไม่ขึ้น นี้เป็นบทเรียนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยกันในค่ำวันนั้น คณะต้นกล้าจึงร่วมกันคิดต่อว่า แล้วคุณค่าแห่ง “การตรัสรู้” ของพระพุทธเจ้า ซึ่งวันนี้กำลังผ่าน ๒,๖๐๐ ปี จะสร้างประโยชน์และคุณูปการต่อสังคมไทยและชาวพุทธทั้งมวลได้อย่างไร เด็กนักเรียนจำอริยสัจ ๔ ได้ตั้งแต่เรียนประถม แต่จะมีสักกี่คนที่นำอริยสัจ ๔ มาแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างแยบยล
บทสรุปของการพูดคุยกันในค่ำวันนั้น คณะต้นกล้านึกถึงคำพูดของนางสาวนภา ภู่ทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการโรงเรียนพิชัยรัตนาคาร จ.ระนอง ที่คณะต้นกล้าได้แวะพักและทำกิจกรรมร่วมกับต้นกล้าเพชรพิชัย ท่านได้กล่าวถึงการเดินทางแบกเป้ สะพายย่าม เดินตามฝัน ของพระ ๔ รูป ต้นกล้า ๒๘ ชีวิต, ผ่านมาแล้วครึ่งทาง, ระยะเวลา ๘ วัน (๒๖ เม.ย. - ๓ พ.ค. ๕๕), ผ่านมาแล้ว ๕๖๘ กิโลเมตร, ผ่านมาแล้ว ๗ จังหวัด (กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, ราชบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง) ด้วยการ "เดินเท้า" "โบกรถ" “นั่งรถไฟฟรี” โดยคำพูดนั้นยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของเราคณะต้นกล้า และคำพูดนั้นยังกลับกลายมาเป็นคำตอบของการพูดคุยกันในค่ำวันนั้น ท่านรองนภา ภู่ทอง ได้กล่าวว่า "สิ่งที่พระอาจารย์กับเด็กต้นกล้า ทำอยู่ขณะนี้ ได้สร้าง "ศรัทธา" ให้เกิดขึ้นในใจของครูแล้ว” ครับ คำตอบของการสนทนาของค่ำวันนั้น คือ คำว่า "ศรัทธา" หากชาวพุทธศรัทธาต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมี “ปัญญา” ชาวพุทธจะมองเห็นคุณค่า “การตรัสรู้” และสามารถน้อมนำเอาอริยสัจ ๔ มาเป็นกระบวนการแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
“ต้นกล้า” ได้เรียนรู้ชีวิตของ “คนรากหญ้า”
ตลอดการเดินทางในครั้งนี้ ที่คณะต้นกล้าได้มีโอกาสได้ขึ้นรถไฟฟรี (ชั้น ๓) ทุกเส้นทางที่ผ่าน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นให้เรียนรู้มากมาย เช่น การได้เห็นความทุกข์ยากของประชาชนที่สัญจรเดินทางด้วยรถไฟ การที่ต้องอดทนต่อความร้อนและความเหน็ดเหนื่อยอันเกิดจากการเดินทาง การที่จะต้องลุกขึ้นยืนหลังจากมีผู้โดยสารรถไฟเดินถือตั๋ว แล้วทวงหาที่นั่งของเขา บรรยากาศของการทะเลาะเพื่อแย่งที่นั่งของผู้คน บรรยากาศที่ถกเถียงเรื่องการเมืองที่ไม่มีใครจะยอมใคร บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ “ต้นกล้า” ได้เห็นและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนรากหญ้า ตลอดการเดินทาง เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจกับการเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างมาก ก่อนออกเดินทางคณะต้นกล้าตั้งปณิธานว่า “การเดินทางครั้งนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา ฉลองพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้” ทำให้ตลอดเส้นทางของการเดินทางคณะต้นกล้าได้พบเหตุการณ์ ที่คล้ายคลึงกับเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้งได้ประสบพบเจอก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หลังจากสรุปบทเรียนกันแล้ว เราถือว่าเป็น “ธรรมะจัดสรร” ให้เราคณะต้นกล้าได้เรียนรู้ชีวิตและความยากลำบากของเจ้าชายสิทธัตถะ ทำให้เราคณะต้นกล้าเกิด “ศรัทธา” ขึ้นในหัวใจดวงเล็กมากมายเหลือเกิน จนบางคนถึงกับกั้นความรู้สึกไว้ไม่ได้ เปล่งออกมาเป็นคำพูดว่า “ยิ่งพบการเดินทางที่แสนลำบาก ยิ่งทำให้เห็นความชาญฉลาดของพระพุทธเจ้า”
การเดินทางโดยรถไฟนี้ ทำให้คณะต้นกล้านึกถึง การออกเดินทางครั้งหนึ่งของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งการเดินทางครั้งนั้น เป็นการเดินทางครั้งสำคัญของเจ้าชายสิทธัตถะ กล่าวคือ เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสราชอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่พระองค์ไม่เคยเห็น ไม่เคยทราบมาก่อน ๔ ประการ (เทวทูต ๔) คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ บรรพชิต ทรงพิจารณาเล็งเห็นทุกข์ของพสกนิกรและผู้ที่เกิดมาทั้งหลาย ทรงใคร่ครวญที่จะหาทางดับทุกข์ เหล่านั้น และมีพระทัยตั้งมั่นว่า การบวชคงจะเป็นหนทางเดียวที่จะค้นหาทางช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายจากทุกข์เหล่านั้น หยั่งเห็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย ครอบงำมหาชนอยู่ทุกคน ไม่มีใครสามารถล่วงพ้นไปได้ มนุษย์ผู้เกิดขึ้นในโลกนี้มัวเมาอยู่ในวัย มัวเมาในความไม่มีโรค และยังคงมัวเมาในชีวิตของตน ไม่นึกถึงว่า สักวันเราจะต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นบ้าง เหมือนหนึ่งเป็นคนจะไม่ต้องแก่ เจ็บ ตาย เมื่อทรงดำริอย่างนี้แล้ว ก็ทรงบรรเทาความเมา ๓ ประการ คือ เมาในวัย เมาในความไม่มีโรค และเมาในชีวิต กับทั้งความเพลิดเพลินในกามสมบัติได้ และมีพระอัธยาศัยน้อมไปในบรรพชา ไม่ยินดีในฆราวาสสมบัติ แม้การเดินทางของคณะต้นกล้า จะไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลย กับการเสด็จประพาสราชอุทยานของเจ้าชายสิทธัตถะ แต่เราเชื่อเหลือเกินว่า การที่เราได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ ความยากลำบาก ความวุ่นวาย ของคนรากหญ้าในการเดินทางครั้งนี้ ทำให้เราได้เปิดมุมมองและมีทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิม เข้าใจความหลากหลายของสังคมไทยมากขึ้น เข้าใจถึงความเป็นจริงที่ว่า ยังมีผู้คนอีกมากในสยามประเทศนี้ ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร พลางทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อไมตรี ฐิตปุญโญ เจ้าอาวาสวัดทางสาย หาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อครั้งคณะต้นกล้าได้พึ่งใบบุญพักที่วัดท่านหนึ่งคืน ท่านได้ให้โอวาทซึ่งมีประโยคที่ซาบซึ้งใจคณะต้นกล้าเป็นอย่างยิ่งว่า “ใครที่เห็นภาระของโลกว่าเป็นของน่าเกลียด เป็นความคิดที่ใช้ไม่ได้ ขอให้เธอเหล่าต้นกล้า จงเอามือข้างหนึ่งของเธอรับภาระของเธอและครอบครัวเอาไว้ และจงเอามืออีกข้างหนึ่งมารองรับภาระของโลกไว้ เธอจงช่วยแบ่งเบาภาระของโลก อย่าเป็นภาระของโลกและคนในโลก”

เด็กวันนี้ ผู้ใหญ่ที่ดี ในวันข้างหน้า ฝึกดีวันนี้ "อาจ" เป็นผู้ใหญ่วันข้างหน้า เพราะมี "ต้นทุนที่ดี" ในวันนี้นะคะ
ขอบคุณบทความดีดีนี้นะคะ
ขอบคุณท่านปลัด
ที่นำเรื่องราวดีๆมาเผยแพร่
อ่านเพลินและได้ข้อคิดหลายอย่าง
พอจะมีภาพบรรยากาส
ในการเดินแบกเป้ฯมาให้ชมบ้างไหมครับ
กราบถวายความเคารพ ท่านอาจารย์พระมหาแล อาสโย ขำสุข
กราบขอบพระคุณ ที่เสียสละเวลามาอ่านบทความ
รูปบรรยากาศมีครับ แต่กระผม จนปัญญา เอามาลงในบทความ
กำลังหาวิธีอยู่ ขอรับ
สาธุกับ Somsri และ อ.พิม
กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ เป็นกิจกรรมที่ดีมากอยากร่วมด้วยแต่เลยวัยนั้นมาแล้ว น่าจะมี ต้นกล้าแก่ๆ บ้างนะครับท่านอาจารย์
นมัสการค่ะ
ตามมาอ่านงานดีที่ควรอ่าน หากใครผ่านเสียดายอายหนักหนา โครงการดีที่เสริมเพิ่มปัญญา เหล่าต้นกล้าน้อยใหญ่ให้เติบโต
/l_ /l_ _/l_