ครูที่สอนเด็กประถมต้องให้ความสำคัญต้องฝึกฝน

เวทีคนเก่ง

     หลายโรงเรียนไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนบ้านหนองผือ แล้วนำกิจกรรม"เวทีคนเก่ง"ไปปรับใช้ ผมรู้สึกภูมิใจที่มีคนเห็นด้วยกับแนวคิดในการบริหารจัดการในโรงเรียนขนาดเล็ก ได้เสนอแนะเพิ่มเติมให้ด้วยว่า อย่าได้จัดแบบประกวด แข่งขันกันอย่างเดียว แล้วนำเด็กที่ได้คะแนนสูงสุด หรือชนะเลิศขึ้นโชว์และรับรางวัลบนเวที แบบนี้ไม่ควรทำเด็ดขาด เนื่องจากจะมีเด็กภูมิใจดีใจเป็นบางกลุ่ม เด็กที่เหลือจะขาดความมั่นใจในตนเอง และเกิดการไม่ตั้งใจเรียนในที่สุด

    ผมเปิดโอกาสให้เด็กเรียนไม่เก่ง แต่มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความพยายาม ให้ได้แสดงออกบนเวที ช่วงพักกลางวัน อาจจะร้องเพลง หรือเล่านิทานให้เพื่อนฟังก็ได้ เด็กบางคนมีผลการเรียนปานกลาง แต่ทำท่ากายบริหารประกอบเพลงลูกทุ่งได้สวยงามน่ารักมาก ผมให้ขึ้นโชว์เลย เด็กบางคนแทบไม่ได้คำชมจากครู แต่ผมเห็นแววว่าถ้าให้เขาได้เล่าเรื่องจากประสบการณ์ เขาจะเล่าได้เป็นฉากๆ อย่างน่าอัศจรรย์

     อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ยินกับหูได้รู้กับตา ว่าครูผู้สอนชั้นป.๕-๖ ลำบากใจกับการสอนอ่านทำนองเสนาะเหลือเกิน สอนไปท่องไปพอให้ผ่านๆ พอเด็กออกเสียง ก็เลยผิดเพี้ยนตามกัน ไม่เป็นไปตามทำนองครองธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งผมจะถือเรื่องนี้มาก ครูที่สอนเด็กประถมต้องให้ความสำคัญ ต้องฝึกฝน ซึ่งต้องเริ่มจากการฟังและขวนขวาย จะบอกว่าไม่จบเอกภาษาไทย ก็คงเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป เรื่องนี้สถาบันที่ผลิตครูต้องให้ความสำคัญ กับภาษาไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ โดยเฉพาะอาขยาน มรดกล้ำค่าของไทยที่ควรสืบทอดไว้เพื่อลูกเพื่อหลานต่อไป

     ว่าแล้วก็เรียกเด็กชั้นป.๕ ซึ่งมีทั้งหมด ๖ คนมาติวเข้ม หวังให้เป็นตัวอย่าง ช่วงพักกลางวัน ทำอยู่ ๔ วัน โดยใช้บทอาขยานบทหลัก เรื่องพระอภัยมณี ตอน สุดสาครเข้าเมืองการะเวก มีด้วยกัน ๖ บท เริ่มจากให้เด็กอ่านแบบร้อยแก้ว ให้ถูกต้องชัดถ้อยชัดคำ จากนั้นก็สอนว่า ๑ บท มี ๔ วรรค ในท้ายวรรคที่ ๒ มักมีคำที่ลงท้ายด้วยเสียงสูง เราควรออกเสียงอย่างไร จากนั้นก็ออกเสียงทำนองเสนาะให้นักเรียนฟังจบแล้วอ่านใหม่ครั้งละ ๒ วรรค แล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม เลียนแบบครู ไปจนจบ ๖ บท วันที่ ๒ - ๓ ของการฝึกให้เขาออกเสียงเอง ตรงไหนออกเสียงไม่ถูก ไม่ชัดหรือไม่หนักแน่น ผมจะค่อยๆปรับแก้ให้ แล้วบอกให้ไปซ้อมที่บ้าน วันที่ ๔ ไม่ให้ดูเนื้อ ปรากฎว่าเด็กทุกคนที่มีทั้งเก่งและไม่เก่ง ออกเสียงทำนองเสนาะได้ไพเราะถูกต้องพร้อมกัน พอเราชมเชยเขาจะยิ้มอย่างมั่นใจ เลยบอกว่าพรุ่งนี้ขึ้นเวทีโชว์ได้

     วันรุ่งขึ้นช่วงพักกลางวัน เด็กทั้ง ๖ คนขึ้นเวทีอย่างกล้าหาญ มีหัวหน้าห้องแนะนำตัว จากนั้นเด็กทุกคนก็ใส่กันเต็มเสียง ด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่มั่นอกมั่นใจ ที่เขาได้รับการถ่ายทอดและฝึกฝนมาอย่างถูกต้องถูกทาง มีการเว้นวรรคคำ ทอดเสียงและเอื้อนถูกที่ถูกเวลา งานนี้เด็กที่ไม่เก่งหรือไม่เคยแสดงความสามารถก็ได้แสดงออก ด้วยเสียงที่ผสมกลมกลืน เรียกเสียงปรบมือได้อย่างกึกก้อง

     ผมว่างานนี้ ไม่ต้องวิจัยหรือประเมินผลแต่อย่างใด เพราะที่แน่ๆการอ่านทำนองเสนาะจากบทอาขยานจะติดตราตรึงอยู่ในใจเด็กไปจนโต และพอสอนบทใหม่เรื่องใหม่ ก็จะสอนได้ไม่ยาก มันอยู่ในสายเลือดเสียแล้ว ครูประจำชั้นป.๖ ถึงกับทึ่งบอกฟังแล้วขนลุก ผอ.ทำได้ไงเนี่ย เพราะเจ้าป.๕ บางคน มันอ่านไม่คล่อง พูดยังเพี้ยนเลย ..ผมก็เลยบอกครูไปว่าที่มีเวทีคนเก่ง ก็มีไว้เพื่อสิ่งนี้ และโรงเรียนขนาดเล็กเด็กน้อยทำอย่างไรเด็กจะถูกพัฒนาไปพร้อมๆกัน ภูมิใจร่วมกัน แล้วเขาจะรักครู รักโรงเรียน ข้อสำคัญ อย่านำ"คะแนน"เป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพเด็กอย่างเดียว เหมือนนักการเมืองบางคนหรือนักการศึกษาไทยในปัจจุบัน