ทักษะการเรียนรู้ จากสิ่งแวดล้อม เด็กๆใช้ “ใจ” ในการเรียนรู้ จึงไม่มีกรอบความคิด ไม่สนใจว่าผิดหรือถูก ทุกอย่างดูจะเป็นสิ่งที่น่าพิศวงยิ่งนัก พร้อมตอบสนองในความอยากรู้อยากเห็น ทำไมสิ่งที่ดีๆเหล่านี้ได้ถูกลดทอนลงไปมาก เมื่อเด็กๆเข้ามาอยู่ในระบบโรงเรียน ?? และเมื่อเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย ดูราวจะลดลงไปอย่างน่าเป็นห่วง..การศึกษาเราเป็นอย่างไร??

มหัศจรรย์ "สีสันวัยเยาว์"(๑) ..เราไปดูนกกันเถอะ


 

เสียงใสๆ ระคนความตื่นเต้นของสมาชิกวัยเยาว์ 3 คน  บ่งบอกถึงความสนุกที่จะได้สัมผัส ใกล้ชิดกับนกและธรรมชาติอีกครา เด็กน้อยมาร่วมกิจกรรมด้วยพลังเหลือเฟือ วิ่งไปดูนกได้หลายรอบไม่เบื่อ....ฐานกายพรั่งพร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ นำเอาความมีชีวิตชีวา สีสันแห่งวัยมาสร้างความสดใสให้กับทีม

 

การสร้างโอกาสร่วมปลูกฝัง เรียนรู้  สัมผัส เข้าใจธรรมชาติ โดยใช้กิจกรรม “ดูนก และใส่ห่วงขานก (bird ringing)” เป็นการบ่มเพาะความรักธรรมชาติ รัก “ชีวิต” และ รักโลกในที่สุด  เป็นสิ่งที่  “ครูพื้นที่” และน้องๆทีมงานมีความตั้งใจและยินดี ที่เด็กน้อยสนใจ มาสังเกตและร่วมสนุกในกิจกรรมเช่นนี้ ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมา ขณะที่ทีมเราเก็บข้อมูล/วิจัยเกี่ยวกับนก ทั้งนกชายเลนอพยพ และนกป่าในมอ.ปัตตานีเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องมา  5 ปี ..ตั้งแต่ได้ผ่านการฝึกปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักสากล..

 

ชีวิตวัยเด็ก..เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ ลองดู ไม่มีคำว่า..น่ากลัว.. ธรรมชาติเป็นสิ่งที่น่าพิสมัย น่าค้นหา น่าสัมผัส ... ถุงผ้าใส่นกจะถูกเลือกจับจองไว้คนละใบ สองใบ  ปลิวไสวในมือขณะวิ่งไปที่ตาข่าย (mist nets)  หากมีนกติดตาข่ายก็จะรีบวิ่งมาบอก และต่างก็ช่วยเป็นลูกมืออย่างกุลีกุจอ  มองด้วยใจจดจ่อ รอด้วยความใจเย็น ส่งสายตาด้วยความสงสัยว่า..พี่ๆจะแกะนกที่ติดตาข่ายได้ยังไง ??

 

เมื่อได้นกที่ปราศจากพันธนาการแล้วเด็กๆก็จะนำมาใส่ถุงผ้า พร้อมกับส่งเสียงบอกด้วยความดีใจขณะที่วิ่งกลับมา แขวนเรียงไว้ตามลำดับ ดังที่แนะนำไว้ บางครั้งก็รู้จักชื่อนกมาก่อน หรืออาจจะมีคำถามที่ตื่นเต้นว่า.. นกอะไรเหรอ?? เราก็ได้ใช้โอกาสนี้ให้น้องฝึกเปิดดูคู่มือดูนกเมืองไทยให้ถูกวิธี ทั้งการใช้ภาพและใช้ดัชนี...หากไม่มีนกก็จะเดินกลับมา หน้าตาหงอยเหงา เงียบไปเพียงชั่วขณะ.. พี่ๆก็จะเชิญชวนให้สังเกตอย่างอื่น เช่นรู้จักพืชใกล้ตัวได้แก่ ต้นสาบเสือ กระทกรก และพืชสมุนไพรในเ้ส้นทางฯ หรือที่มีปลูกไว้ข้างแฟลต

 

 

ครั้นเวลาล่วงผ่าน..ความร้อนระอุ จากการวิ่งไป/มาหลายครั้ง ท่ามกลางฟ้าใสไร้เมฆปิดบัง ความร้อนแรงแห่งแสงสุรีย์ แก้มเริ่มแดงเรื่อ มีเหงื่อไหลซึมตามไรผมที่หน้าผาก  ร้อนจนต้องรีบถอดถุงเท้า หรือถอดหมวกออก ใช้มือปาดเหงื่อจากใบหน้า เป็นภาพที่เด็กๆได้เรียนรู้ที่จะสนุกและผ่อนคลาย   มองภาพเบื้องหน้า แล้วนั่งอมยิ้มอิ่มใจกับภาพชีวิตใสๆ  หลากอารมณ์ของเด็กน้อย… ชวนให้คิดถึงวันวานเมื่อนานมากับชีวิตวัยเด็กของตัวเองและเข้าใจว่าของใครๆส่วนใหญ่ รสชาติความซน ความสนุกสนานก็ไม่ต่างกัน..

 

ทักษะการเรียนรู้ จากสิ่งแวดล้อม เด็กๆใช้ “ใจ” ในการเรียนรู้  ฐานใจมาก่อนเสมอ จึงไม่มีกรอบความคิด ไม่สนใจว่าผิดหรือถูก ทุกอย่างดูจะเป็นสิ่งที่น่าพิศวงยิ่งนัก พร้อมตอบสนองในความอยากรู้อยากเห็น และเป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อยว่า..ทำไมสิ่งที่ดีๆเหล่านี้ได้ถูกลดทอนลงไปมาก เมื่อเด็กๆเข้ามาอยู่ในระบบโรงเรียน ?? ระบบการศึกษาเราเป็นอย่างไร ?? และเมื่อเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย ความอยากรู้อยากเห็นหรือความคิดสร้างสรรค์ส่วนนี้ ดูราวจะลดลงไปอย่างน่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกวัน!! 

 

ประจักษ์พยานในสิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ในวันนี้นั้น นอกจากพ่อแม่จะสนับสนุนให้มาร่วมกิจกรรมแล้ว พี่ๆจะช่วยชี้แนะเมื่อเด็กๆแสดงความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามชวนคิด ชี้ชวนดู รู้จักเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆที่ใช้ อีกทั้งแนะนำวิธีการเปิดคู่มือดูนก เพื่อจะฝึกการจำแนกนก และบอกได้ว่านกที่ได้มา เป็นนกชนิดใด ?? น้องๆก็ทำได้ เรียนรู้ได้ดี และทุกเดือนจะรอถามว่าเราจะมีกิจกรรมเช่นนี้วันไหน และบอกให้คุณพ่อคุณแม่พามาส่ง หาโอกาสมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง..มี attitude ที่ดีเต็ม..100%


 

ณะที่ใช้ทักษะการสังเกต น้องๆระดับอนุบาลก็บันทึกไว้เป็นภาพวาด มีลักษณะเด่นของนกชนิดนั้น ทั้งลวดลายและสีสัน วาดได้ดั่งที่เห็น ใช้สมาธิขณะบรรจงลากเส้น และแต้มแต่งสีสัน  หากเป็นนกตัวที่ไม่รู้จัก จะให้ช่วยเขียนชื่อนก หรือพยายามเขียนชื่อเอง เป็นคุณสมบัติของ ..นักวิทยาศาสตร์/ นักอนุรักษ์รุ่นจิ๋ว..ที่เริ่มตั้งแต่อนุบาล 3 และชั้น ป 6 ..ถึงพร้อมซึ่งการสังเกตและบันทึกข้อมูล ..มี field note..ปากกา ดินสอ สีไม้. ขนมและน้ำเตรียมไว้ในเป้สะพาย.. พร้อมเลยทีเดียว....


 

นกอีเสือสีน้ำตาล (Brown Shrike)

ความอ่อนโยน นุ่มนวลในสัมผัส การดูแล เอาใจใส่ “ชีวิต” ผู้อื่น เด็กๆ เรียนรู้จากการได้มีโอกาสใกล้ชิดกับนกที่อยู่ในมือของผู้ใหญ่ ขณะที่ชั่งน้ำหนักหรือวัดรายละเอียดประจำตัวนก โดยยื่นมือมาลูบหัว บ้างก็ลูบที่ขนคลุมตัว ขนปีก หรือกล่าวเปรียบเทียบความชอบของตนเอง เมื่อนกแต่ละชนิดที่ร้องเสียงดังและไม่ร้องเลย เช่นนกกาเหว่าร้องเสียงดัง ขณะที่นกชายเลนอพยพ (waders) ..กลับเงียบไม่ได้ยินสียงร้องเลย  ..และยังสังเกตได้ว่าเมื่อนกกาเหว่าที่ถูกจับมาส่งเสียงร้อง เพื่อนๆ นกกาเหว่าที่อยู่บริเวณต้นไม้ในละแวกนั้นก็จะร้องตอบ
 

ครั้นสิ้นสุดขั้นตอนต่างๆ ก็ขอเป็นผู้ปล่อยนกกลับคืนสู่ธรรมชาติ  เราสอนการจับนกให้ถูกวิธี  ซึ่งเด็กๆเรียนรู้ได้เร็ว อีกทั้งปล่อยนกได้ถูกต้อง ขณะที่ปล่อยก็บอกว่า “จะได้กลับไปหาพ่อ แม่ พี่ น้อง” เด็ก ๆ เรียนรู้และแสดงออกถึงมิติ.. “ครอบครัว” ได้ดี ความเหมาะสมแห่งวัย ถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นผู้นำและผู้ตามในบริบทต่างๆที่ร่วมกิจกรรม


 

         นกกาแวน (ซ้าย) และนกบั้งรอกใหญ่ (ขวา)


เมื่อถูกถามและให้แสดงความเห็น..เด็กน้อยบอกว่า ชอบนกกาแวน (Racket-tailed Treepie) เพราะมีสีม่านตาสีฟ้าใส ตัดกับขนสีดำกำมะหยี่ที่หัว ส่วนอีกตัวเป็นนกบั้งรอกใหญ่ (Green-billed Malkoha) มีปากสีเขียว ขอบตาที่มีสีแดงสีสันตัดกันสวยงาม ส่วนนกอีเสือมีลายสวย.. มหัศจรรย์ธรรมชาติ..ช่างรังสรรค์ และมหัศจรรย์แห่งวัย..ช่างสดใส...  รอวันผลิบานเติบใหญ่ ...ทั้งคนและธรรมชาติ ต่างดำรงอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยตลอดไป


อ่านบันทึกเพิ่มเติมได้ที่ http://burongtani.oas.psu.ac.th/blog/626

และที่นี่ http://burongtani.oas.psu.ac.th/blog/381


รำพึงรำพัน ฝันๆ.. AAR..

*การเรียนรู้ในเด็กปฐมวัย เริ่มต้นจากที่บ้าน จากสิ่งใกล้ตัว ผู้ปกครองปลูกฝังทีละน้อย บางช่วงอายุ มีคำถามมากมาย.. อะไร?? ทำไม??  

*หากมีโอกาส  การเข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ฝึกการเรียนรู้  ควบคู่ไปกับการบ่มเพาะด้านอารมณ์ สังคม (social skills) ความอดทน และระเบียบวินัย เด็กๆ ปรับตัวและเรียนรู้ได้ดี ตามธรรมชาติแห่งวัย

*ถึงแม้การเรียนรู้ในทักษะที่ซับซ้อนขึ้น หากได้รับการชี้แนะก็จะทำได้ ฝึกคิด สังเกต สร้างทางเลือก เพื่อนำไปสู่คำตอบได้ดี..อย่างมีสุข :-))

 

...๑๕ กรกฏาคม ๒๕๕๕..

..pax vobiscum... (๑๖)