วันนี้มีแรงบันดาลใจจนอดเขียนอีกบันทึกไม่ได้
..
" ผู้ป่วย palliative ที่น้องรับที่เราจะขึ้นไปดู เป็นอย่างไรบ้างค่ะ"
ข้าพเจ้าถามน้องแพทย์ประจำบ้านผู้หนึ่ง
ซึ่งเพิ่งพักเหนื่อยหลังจากง่วนตรวจผู้ป่วยนอก
เนื่องจากได้รับตั้งแต่วันศุกร์
ข้าพเจ้าจึงคาดหวังว่าเขาได้ขึ้นไปดูก่อน ตามที่ตกลงกันไว้
"ผู้ป่วยออก รพ.ไปเมื่อวานนี้ครับ จะกลับมาฉายแสงอีกแต่ไม่รู้จะเข้านอน รพ.หรือเปล่า"
จากนั้น น้องกล่าวด้วยเสียงกังวล "ผมยังไม่ทันได้ขึ้นไปดูเลยครับ"
...
ข้าพเจ้า มิได้นึกตำหนิน้องแพทย์ประจำบ้านแต่อย่างไร
เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ต้องรักษาสมดุล งาน การเรียน การเงิน
เพียงแต่สะท้อนใจตรง
"ต้องเตรียม powerpoint จนไม่มีเวลาไปดูผู้ป่วย.."
.
ให้ย้อนไปสมัยข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาแพทย์
ตอนนั้น อาจารย์อาวุโส ให้เตรียมนำเสนอกรณีศึกษาผู้ป่วย
โดยไม่ต้องเตรียม power point ไม่ต้องเตรียมกระทั่ง แผ่นใส
แต่ให้เอาใบเขียน order ยาจริงๆ มาดูกัน
ข้าพเจ้ายังโดนดุ ที่คัด order ลงแผ่นใส
ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่เข้าใจท่าน
จนตอนนี้เข้าใจแล้ว
...
Back to the basic
บางทีเราควรให้เวลาเรียนรู้ตามสิ่งที่เป็นจริง
ให้ "ต่อมเอ๊ะ" ทำงานหลังจากใช้ประสาททั้ง 5 สัมผัสผู้ป่วย
แทนที่ต้องเสียเวลาไปกับ
เตรียมการนำเสนอ slide layout, font, animation etc.
นำข้อมูลมา "จัดวาง" ให้เป็นที่ถูกใจ
อีกทั้ง "copy and past" จนเป็นพฤติกรรม
.
เทคโนโลยีการศึกษา
ควรเป็น Hitech ที่ส่งเสริม Hitouch
คือมีความสามารถในการจับ (capture) ข้อมูลตามจริง
แล้วสามารถมาทบทวน (review) เพื่อเรียนรู้
ยกตัวอย่าง
ระบบเวชระเบียนอิเล็กโทรนิกส์ ที่ทำหน้าที่เลขานุการ
" E-health secretary" :)
คือสามารถบันทึก ภาพ ตอนแพทย์สนทนากับผู้ป่วย
แล้ว "คัดสรร -quote" ข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึกในเวชระเบียนได้อัตโนมัติ
ก็จะเกิดผลทั้ง ลดการเสียเวลาที่แพทย์ต้องมานั่งกรอกบันทึก
และทำให้แพทย์ต้องพยายามสื่อสาร ข้อมูลสำคัญต่อผู้ป่วยให้ครบถ้วนด้วย
จะได้ไม่ต้องมานั่งเขียนเติมข้อมูลทีหลัง
เวลาจะเสนอข้อมูล ก็ให้ E-secretary เล่าไป
ผู้เรียน ผู้สอน จะได้เหลือกำลังในการวิเคราะห์ อภิปราย มากขึ้น
.
แล้ว ความจริงที่ปวดใจในโรงเรียนแพทย์
"ต้องเตรียม powerpoint จนไม่มีเวลาไปดูผู้ป่วย"
ก็คงเป็นประวัติศาสตร์ แค่ในปี 2012 นี้
###
update 4 ก.ค. 2555
สิ่งบังเกิด ที่ไม่มีเขียนลง powerpoint
วันนี้นักศึกษาแพทย์ปี 6 นำเสนอกรณีศึกษาผู้ป่วยในชุมชน
มีนักศึกษารายหนึ่ง เขียนเนื้อหาใน powerpoint เพียงเล็กน้อย
แต่เล่าเรื่องประกอบรูป ก่อนสรุปท้าย
" เขามีร่างพิการมาแต่กำเนิด
แต่เขามีความสุขกับทุกวัน
ตราบใดที่ยังถดพาร่างตนเองเข้าห้องน้ำได้
สิ่งเดียวที่เขาขอคือ ลดปวดฝีที่ก้น
..เขาช่วยสอนชีวิตให้ผม
ถ้าผมมีทุกข์เมื่อไหร่
จะถามตัวเองว่า
เพราะเรามีตัณหา ความอยากมากไปหรือเปลา"
สัมผัสด้วยใจ..ลงสู่การงานของชีวิต..จิตแจ่มใส..วัตถุธรรม..ฤาจะสู้จิตที่เป็นธรรม..
และต่อมาก็นำภาพที่นักศึกษาทำออกมาไปให้ดูว่า ใครทำถูกใครทำไม่ถูก ไม่ถูกตรงไหน จะต้องแก้ไขให้ถูกอย่างไร พร้อมคะแนนที่ได้รับการประเมิน
ให้ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ ณ ขณะนี้ ก็ยังมีทำไม่ถูกจำนวนมากอยู่เหมือนเดิม ดังตัวอย่าง
อ.วิ ขัดใจมากที่ผู้บริหารสูงสุดทั้งในอดีตและปัจจุบัน พูดในวันแรกของการประชุมอาจารย์ว่า ผู้ที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยมีระดับสติปัญญาไม่สูง โบกมือผ่านหน้ายังตาไม่กระพริบ และก็ใช้เป็นข้ออ้างว่า มหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถพัฒนาให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้ ผู้บริหารและอาจารย์ก็เลยไม่ใส่ใจสอนไปแบบสุกเอาเผากิน ดูแค่ว่ามีผลการเรียนส่งแค่นั้น อาจารย์ที่เชื่อว่า "นักศึกษาพัฒนาได้ ถ้าได้ใช้วิธีการที่เหมาะสม" และพยายามทุกวิถีทางที่จะพัฒนา อย่างอ.วิก็เลยเหนื่อย พ่อใหญ่สอพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่า "บ้า" มีคนเดียวในมหาวิทยาลัยที่ทำแบบนี้ ค่ะ
อ.วิเคยพูดในที่ประชุมอาจารย์ว่า อาจารย์ที่มีหน้าที่ทำเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อรับการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งทุกรายก็บ่นว่าทำงานหนักและสารภาพในที่ประชุมว่า พวกตนต้องทิ้งห้องเรียนเพื่อเตรียมเอกสารเป็นเวลาหลายเดือน อ.วิเลยพูดว่า เมื่อสภาพจริงของการพัฒนาคุณภาพนักศึกษามันเป็นเช่นนั้น แล้วจะมาเขียนเอกสารหลักฐานว่าได้พัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นอย่างดีได้อย่างไร ซึ่งพูดความจริงเมื่อไหร่ก็พบว่า ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่คนพูดความจริงตายลูกเดียว เมื่อนั้น ค่ะ
เทคโนโลยีการศึกษา ควรเป็น Hitech ที่ส่งเสริม Hitouch คือมีความสามารถในการจับ (capture) ข้อมูลตามจริง แล้วสามารถมาทบทวน (review) เพื่อเรียนรู้
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ... สำหรับบทความที่ดี ๆ ครับ
แวะส่งต่อกำลังใจ
และอ่านบันทึกของหมอ ป. คะ
ชอบตรง " Back to the basic "
บางทีเราควรให้เวลากับการเรียนรู้ตามสิ่งที่เป็นจริง
ให้เวลากับการลงมือทำงาน มากกว่าชิ้นงานที่ต้องทำ
เพื่อนำเสนอ...
ทำให้มีความคิดว่าบางครั้ง ของเดิมๆ(รูปแบบการเรียนการสอน)
บางอย่างก็ดีกว่าของใหม่ที่ต้องใช้เทคโนฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่ถ้าให้ดียิ่งๆขึ้น เก่า+ใหม่ ควบคู่กันไปในปริมาณที่สมดุลน่าจะดีที่สุดคะ
การศึกษา การทำงาน ในยุคใหม่ควรปรับเปลี่ยน เห็นด้วยกับไฮเทค เพื่อให้ทัช ช่วยลดต้นทุน เวลาในการทำงาน เพิ่มผลผลิตที่เป็นมาตรฐาน
ขอบคุณพี่ใหญ่ เสริมให้เห็นคุณค่า ความรู้จากการปฎิบัติค่ะ
เพราะประสาทสัมผัสผ่านสื่อการสอนใดๆ ก็คงไม่เท่าใช้จิตสัมผัส ขณะปฎิบัติ
เข้าใจว่าอย่างนี้ค่ะ :)
มาชม
ไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรมนะครับผม
เข้าใจ ความยุ่งเหยิงของการเรียนแพทย์ ค่ะ และการเป็นแพทย์ มีหลายคนถามว่า ทำไมแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่ เป็นมันสมองของชาติจึงมีงานวิชาการ ออกมาน้อยจัง ชลัญก็เถียงแทนว่า "โอ๊ย! เป็นแพทย์น่ะ ให้เอาชีวิตไปอาบน้ำแปรงฟัยนอย่างมีความสุขก่อนเถอะ ประสาอะไรกับวิชาการจะเอาชีวิตที่ไหนทำ" ชลัญว่าแพทย์ พยาบาลเป็นวิชาชีพที่ เหมือนเกิดมาเพื่อรับกรรม เพราะนอกจาก จะเรียนหนัก จบมาทำงานยังหนักยิ่งกว่า ไม่เหมือนวิชาชีพอื่นที่จบแล้วจะดีกว่าเรียน หมอ ป.ว่ามั๊ย
เรียน อาจารย์หมอที่เคารพครับ...พอดีแม่ผมไม่สบาย...ผมมีอาการเบลอบ้าง...วุ่นวายบ้าง...แต่พยายามเข้ามาเขียนบันทึก...และอ่านบันทึกของทุกๆ ท่าน...พักหลังให้เพียงดอกไม้...อยากให้ข้อคิดเห็นด้วย...แต่ทุกท่านเขียนดีแล้ว...รวมถึงบันทึกนี้ของอาจารย์...อาจารย์มีความสุขมากๆ ...ซึ่งแน่นอนผมส่งความสุขผ่านท้องฟ้าให้อาจารย์เสมอ...ขอบคุณทุกบันทึกที่เป็นแรงบันดาลใจครับ
จริงแท้
เทคโนโลยีการศึกษา
ควรเป็น Hitech ที่ส่งเสริม Hitouch
คือมีความสามารถในการจับ (capture) ข้อมูลตามจริง
แล้วสามารถมาทบทวน (review) เพื่อเรียนรู้
ได้ยินเสียงแว่ว ๆ มีกล่าวพาดพิงสาขาผมนี่นา 555
เห็นด้วยครับ งานหมอจริงๆ หนักมากอยู่แล้ว
สวัสดีค่ะ ธรรมแสดงธรรมให้เราเห็นได้ทุกเมื่อนะคะ ชอบคำพูดของนักศึกษาที่นำมาเล่าด้วยค่ะ เพราะ ความอยาก (ฉันทะ) ไม่ได้เป็นตัณหาไปเสียทั้งหมด ความอยากที่จะทำในสิ่งที่ดี (อยากในส่วนเหตุ) จัดเป็นกุศลฉันทะ ส่วนความอยากที่จะบรรลุผล (อยากในส่วนผล) คืออยากให้ผลในอนาคตมาปรากฏในปัจจุบัน จึงจะจัดเป็นตัณหาฉันทะ เมื่อมีกุศลฉันทะ และพอในกับผลที่สัมพันธ์กับเหตุในปัจจุบัน ทุกข์ก็ไม่เกิด ขออนุญาตส่งลิ้งค์นี้ไปให้ลูกสาว และ ขออนุโมทนาด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
เมื่อก่อน เราเคยให้เด็กพิมพ์เป็นรายงานเยี่ยมบ้าน
ปรากฎว่า นอกจากพบ "copy and past" จากอินเตอร์เนต
แทนที่จะ "capture" ความเป็นจริงแล้ว
ยังเกิดปัญหาไม่มีที่จะเก็บอีกด้วย
ไฮเทคเป็นของดีแต่ต้องมีสติในการใช้ค่ะ
ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ
" เราควรให้เวลากับการเรียนรู้ตามสิ่งที่เป็นจริง
ให้เวลากับการลงมือทำงาน มากกว่าชิ้นงานที่ต้องทำ
เพื่อนำเสนอ"
ทำให้นึกถึงหนังสือแปลของ Christopher witt โดยคุณเริงศักดิ์ ปานเจริญ
พูดดีไม่ต้องมีเพาเวอร์พอยต์ - Real leaders don't do power point
ที่กล่าวว่า "ถ้าคุณต้องการให้คนอื่นเห็นว่าคุณเป็นผู้นำ
คุณต้องให้กรอบ มิใช่ให้แต่ข้อเท็จจริง"
หมายถึง คุณค่าจากการเรียนรู้จากผู้ป่วย
ไม่ใช่การรวบรวมข้อมูล มาเสนอให้อาจารย์ฟัง
แต่อยู่ที่ "การใส่กรอบ" คือ ข้อคิด ค่านิยม วิธีมองและวิธีนำไปใช้ค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณพวงอ้อน
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในทศวรรษหน้า น่าจะเป็นผู้สามารถเชื่อมมาตรฐานเทคโนโลยีกับความอ่อนไหวของมนุษย์ ดังที่ steve jobs ทำสำเร็จมาแล้วค่ะ
ขอบคุณอาจารย์อุทัยที่มาฝากถ้อยคำให้คิด เห็นทุกข์เห็นธรรม เห็นปัญหา ก็ต้องหาทางแก้ (กันต่อไป) นะค่ะ