“บุญก็เอา วัดก็เข้า เหล้าก็กิน” ครบวงจร ทั้งบุญทั้งบาป

 

ช่วงเวลาที่ผ่านมาปีนี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมในงานศพที่บ้านแห่ ต.นาเลิง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ก็หลายครั้งหลายครา ด้วยเพราะว่าบ้านแห่ เป็นบ้านเกิดของผู้เขียน ผู้เขียนนี้จากบ้านมาบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๒-๑๓ ปี บางครั้งเมื่อทราบว่ามีคนรู้จักกันมักคุ้นกัน หรือเป็นญาติ ได้เสียชีวิตลง ก็จะจัดแจงหาผ้าไตร,ผ้าบังสุกุล,พร้อมปัจจัยทั้งส่วนที่เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมเพื่อสำหรับให้โยมถวายพระคุณเจ้าผู้สวด และปัจจัยส่วนบริจาคทำบุญกับเจ้าภาพ การไปแต่ละครั้งเมื่อมีคนรู้จักได้เสียชีวิตลง บางครั้งก็ไปเอง โดยไม่ได้นิมนต์ เพราะถือว่าเป็นคนรู้กัน ไปเพื่อให้ไม่ได้ไปเพื่อเอา ส่วนมากที่ไปก็จะไปช่วงตอนเย็นประมาณ ๖ โมงเย็น เพราะเป็นช่วงที่ว่างเว้นจากภาระต่างๆ ไปก่อนพระคุณเจ้าผู้ได้รับนิมนต์สวดจะไปถึง ไปนั่งคุยสารทุกข์สุกดิบกับเจ้าภาพ ตามธรรมเนียม ช่วงที่รอพระคุณเจ้าจะมาสวดนั้น เกือบจะทุกครั้งที่ไป ก็จะได้รับนิมนต์ให้บรรยายธรรมขั้นเวลา สังเกตดูว่าญาติโยมชาวบ้านนี้มีศรัทธาอยากจะฟังธรรมกันมาก บางทีผู้เขียนก็ไม่อยากจะแสดงอะไร ด้วยเพราะคิดว่าที่บ้านเป็นบ้านเกิดของผู้เขียน บางทีเราอยู่ในพระศาสนาร่มกาสาวพัตรไปไม่ตลอดรอดฝั่ง เกิดท้อแท้สึกหาลาเพศออกไป ก็อายชาวบ้านเขา แต่นี้ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว การเทศนาสั่งสอนนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์จะต้องชี้แจงแสดงสั่งสอน เมื่อบวชเข้ามาในพระศาสนาแล้ว ได้ศึกษาประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เพื่อเป็นการตอบแทนปฏิการข้าวน้ำโภชนาอาหารของชาวบ้านก็ต้องตอบแทนเขาด้วยการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอน แล้วนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาบอกมาชี้แจง ส่วนเรื่องการสึกหาลาเพศนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อยู่เป็นพระก็เป็นเรื่องของพระ ทำหน้าที่พระให้สมบูรณ์ เป็นฆราวาสก็ทำหน้าที่ของฆราวาส เป็นอันว่าเมื่อถูกโยมนิมนต์เชื้อเชิญก็จำใจต้องแสดงต้องสั่งสอน ที่บ้านแห่นี้เคยได้ยินโยมพูดว่าจะหาพระมาเทศนาสั่งสอนนี้ไม่มีเลย พระท่านไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน มีเรียนบ้างก็ไม่ได้เรียนธรรมะ-บาลี จริงจัง หรือแม้ยามเทศกาลพรรษา เวลาเทศนาสั่งสอนญาติโยมก็เอาหนังสืออานิสงส์ร้อยแปดมาอ่านเทศน์ให้โยมฟัง เรื่องนี้ผู้เขียนก็ได้ประสบด้วยตนเองในปีแรกที่บวชเป็นสามเณร จำพรรษาที่วัดป่าศีลวนาราม บ้านแห่นี้เอง เห็นหลวงพ่อท่านเอามาเทศน์ให้โยมฟัง และหลวงพ่อรูปนั้นปัจจุบันนี้ก็ลาสิกขาไปนานแล้ว เรื่องนี้ก็ฟังจากโยมเล่าให้ฟัง หาได้ลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์แต่อย่างใด


 คราวหนึ่งได้รับนิมนต์ไปในงานศพ โยมบ้านแห่มานิมนต์พร้อมเอารถมารับแต่เช้า ผู้เขียนก็รับนิมนต์ แต่ไม่ได้ไปพร้อมเขา เพราะจะต้องไปสอนนักเรียนในภาคเช้าก่อน นัดโยมให้มารับตอนฉันเพลเสร็จ พอฉันเพลเสร็จโยมก็มารับไป ก็เลยถามโยมคนที่มารับว่าใครบอกให้มานิมนต์หรือ เพราะรู้สึกว่าจะเป็นญาติก็ไม่ใช่ จะว่ารู้จักกันก็ไม่สนิท คนที่มานิมนต์เป็นคนรู้จักกัน เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่าคนนั้นคนนี้บอกให้มา ทีจริงก็เป็นญาติกันนั่นแหละ แต่ผู้เขียนเป็นคราวลูกคราวหลานไม่ค่อยทราบเรื่องราวเอง

 

 พอไปถึงบ้านงานศพก็เวลาประมาณเที่ยง ตั้งศพใต้ถุนบ้าน ศพนี้ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ชาย อายุ ๒๕ ปี เสียชีวิตเพราะถูกใบพัดเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายหลุดกระเด็นมาใส่ ทั้งๆที่ คนนี้อาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ แต่บังเอิญว่าประตูห้องน้ำเป็นสังกะสี อาบน้ำอยู่ คนข้างบ้านตัดหญ้า ใบพัดตัดหญ้าขาดกระเด็นมา ทะลุประตูห้องน้ำเข้าไปถูก ตัดนิ้วมือขาดสามนิ้ว ใบมีดฝังในร่างกาย ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในขณะที่เกิดเหตุคนตัดหญ้าคนนั้นไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ทราบว่าใบมีดเครื่องตัดหญ้าตนเองน๊อตขาด ใบมีดกระเด็นไปถูกคนอื่นเขา มีคนได้ยินเสียงร้องจึงเข้าไปดู ไปเห็นเลือด จึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้นำส่งโรงพยาบาล ตอนผู้เขียนไปถึงโยมก็เอาใบมีดนั้นมาให้ดูด้วย เป็นใบมีดรถเกี่ยวข้าว แต่เอามาดัดแปลงใส่เครื่องตัดหญ้า เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้เครื่องตัดหญ้าได้เป็นอย่างดี ในเวลาเดินทางไปตามถนนใหญ่ ผู้เขียนเองก็เคยเห็นคนตัดหญ้าริมถนนอยู่เสมอ นั่งรถไปในใจก็นึกกลัวว่าจะมีอะไรกระเด็นมาถูก บางทีก็เศษก้อนหิน เศษอะไรต่างๆ สารพัด หากโชคไม่ดีก็อาจเป็นไปได้

 

ลืมพูดถึง ตอนไปถึงเมื่อคราวแรก ลงจากรถ โยมคนที่ขับรถก็ถามว่าจะนั่งตรงไหนดี เพราะข้างหลังอาสน์สงฆ์ที่เขาเอาเตียงมาทำนั่น มีคนเล่นการพนันกันมาก ส่งเสียงดังด้วย มีเพียงผ้าสูงเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้นกั้นเอาไว้ ใครทำอะไรอย่างไรเห็นหมด ผู้เขียนก็เลยบอกโยมคนนั้นว่า “นั่งตรงที่เขาจัดไว้นั่นแหละ เขาเล่นไฮโลก็ช่างเขา” เป็นอันว่านั่งเรียบร้อย นักพนันเหล่นั้นเห็นผู้เขียนไปทีแรกก็คล้ายจะเงียบอยู่ สักพักก็ส่งเสียงดังตามเดิม โยมผู้หญิงผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็ปรารภอยากจะฟังธรรม คะยั้นคะยอให้ผู้เขียนแสดงธรรม รองนายก อบต.ก็ยื่นไมค์มาให้ ผู้เขียนก็พิจารณาดูมันจะเหมาะหรือ ด้านหนึ่งฟังธรรม ด้านหนึ่งเล่นการพนันส่งเสียงดัง มีเพียงผ้าสูงเพียงเมตรกั้นไว้ ถ้าหากแสดงธรรมไป พวกนั้นจะไม่รำคาญหรือ ผู้อยากฟังก็อยากฟัง ผู้เขียนก็เลยไม่ตามใจโยม เป็นอันว่าไม่แสดงอะไร คิดดูแล้วบรรยากาศรอบข้างไม่ดี ไม่เหมาะ จนกระทั่งเวลาบ่ายโมงพระคุณเจ้าประจำวัดบ้านนั้นมาถึง ก็ทำพิธีมาติกาบังสุกุลกัน ในขณะที่ไหว้พระรับศีลรับพรอยู่นั้น นักพนันทั้งหลายแหล่ ก็ยังส่งเสียงดังเช่นเดิม และดังแรงขึ้นไปเรื่อย ฟังว่า ยักกัน คือเล่นพนันแล้วจับกินกันฟรี เขาแทงถูกแต่คนจับคนยักเงินเขาไปนั้นไม่จ่าย ก็เลยเถียงกันจะฆ่าจะแกง เสียงดังแรงมาก ในขณะทำพิธีรับศีลอยู่นั้น ก็มีโยม อบต.ท่านหนึ่ง สงสัยจะทนพวกนักพนันไม่ได้ เลยบอกเตือนไปด้วยความหวังดี โดยร้องไปข้ามศีรษะพระบอกนักพนันพร้อมทั้งออกชื่อด้วย ว่า “นี่... ฟังพระสวดหน่อย อย่าเสียงดังได้มั้ย” บอกนั้นก็เงียบกันไป สักพักก็เอาอีก ในพิธีมาติกาบังสุกุลอยู่นั้น มีนายก อบต. มีกำนัน มีผู้ใหญ่บ้าน มี อบต. มีคนเฒ่าคนแก่ มีเจ้าภาพ แต่ผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านั้นท่านก็วางเฉย ไม่บอกกล่าวกันเลย มีเพียง อบต.ท่านเดียว ที่พูด นอกนั้นไม่เห็นว่าอะไร ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ญาติโยมชาวบ้านนักพนันเหล่านั้นควรจะรู้จักกาละเทศะบ้าง เรื่องเล่นไม่เล่นนั้นไม่ห้ามกันหรอก แต่เมื่อจะทำพิธีก็ควรเคารพพิธี เคารพศาสนาบ้าง ไม่ใช่ว่าเล่นโดยไม่ลืมหูลืมตา คนเรานี่ต้องมีวัฒนธรรมประเพณีที่ดี ยังนึกถึงคำเทศน์ของพระอาจารย์จรัญ อนงฺคโน อยู่เลย ครั้งหนึ่งท่านเทศน์สอนว่าโยมบางคน “บุญก็เอา วัดก็เข้า เหล้าก็กิน” ครบวงจร ทั้งบุญทั้งบาป แต่นี่เอาแต่บาปอย่างเดียว อันเป็นความจริงที่ได้ประสบมา หากเป็นไปได้ผู้หลักผู้ใหญ่ควรคิดหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นพฤติกรรมไม่ดีของคนในชุมชน คนอื่นบ้านอื่นที่เขามีวัฒนธรรมประเพณีที่ดี เขามาเห็นเขาก็จะมองว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีศีลไม่มีธรรม ไม่มีการศึกษา ไม่มีคนแนะนำสั่งสอน หากเป็นไปได้ก็ทั้งทางบ้านทั้งทางวัดต้องร่วมมือช่วยเหลือกันบอกกล่าวแนะนำสั่งสอนในการใดควรไม่ควร

 หากบ้านเราเมืองเรามีการเคารพยำเกรง เชื่อฟังกัน ไม่ดีก็รู้จักปรับปรุงแก้ไขให้ดี รักษาความดีที่มีอยู่ให้คงอยู่ และให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป บ้านเมืองก็น่าอยู่ มีความสุขสงบ มีความรักความสามัคคีกัน เรื่องนี้ก็ขอฝากผู้มีส่วนรับผิดชอบในหมู่บ้าน ทุกฝ่ายควรช่วยเหลือกัน อย่าเห็นว่าบันทึกนี้เป็นบันทึกประจานกันเลย ถือว่าเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นสิ่งดีไม่ดี ด้วยความรักในแผ่นดินเกิด จึงขอฝากไว้แต่เพียงท่านี้